มดเอ๊ก
03-28-2008, 01:09 PM
ถาม รูปเหมือนจริงของพระพุทธเจ้าที่เผยแพร่ไปทั่วนั้นเป็นของจริงไหมครับ?
ขอนำทั้งพุทธนิมิตที่เผยแพร่อยู่ทั่วไป กับต้นฉบับดั้งเดิมมาให้ดูพร้อมกันเลยก็แล้วกันนะครับ คิดว่าคงมีความชัดเจนในตัวเองพอสมควร
รูปที่เผยแพร่อยู่ทั่วไปคือรูปนี้
http://dungtrin.com/newsletter/images/buddha01.jpg
รูปดั้งเดิมที่ยังไม่ถูกตัดคือรูปนี้
http://dungtrin.com/newsletter/images/buddha02.jpg
ดูด้วยตาเปล่าคงทราบนะครับว่ารูปดั้งเดิมนั้นเป็นรูปวาด ซึ่งอันนี้ก็มีที่มาที่ไปสองกระแส ผมไม่แน่ใจว่าข้อมูลจากฝ่ายใดถูกต้อง กระแสหนึ่งบอกว่าเป็นฝีพระหัตถ์ของโอรสรัชกาลที่ ๕ อีกกระแสหนึ่งบอกว่าเป็นภาพวาดของจิตรกรฝรั่งเศส แต่ไม่ว่ากระแสใดถูกหรือผิด ที่แน่นอนก็คือพุทธนิมิตนี้ไม่ได้เกิดจากการที่ใครถ่ายรูปแล้วติดมาดังคำร่ำลือ และก่อให้เกิดความสงสัยไปทั่วประเทศ
ภาพดั้งเดิมแสดงให้เห็นว่ามีพลพรรคมารและธิดาพญามารรายล้อมพระศาสดา ซึ่งหมายความว่าเป็นภาพวาดสมมุติในวันตรัสรู้ หากคำนึงถึงความจริง ที่พระองค์ยังคงซูบผอมในวันตรัสรู้ ก็ต้องกล่าวว่าภาพวาดขาดความสมจริงในขณะของเหตุการณ์
อย่างไรก็ตาม หากคำนึงถึงความเหมือนจริง ตามลักษณะอันควรเป็นสรีระเยี่ยงมนุษย์ ก็ต้องว่าภาพวาดนี้เหมือนพระพุทธองค์ที่ทรงมีเลือดเนื้อยิ่งกว่าพระปฏิมาหรือภาพวาดอื่นๆในโลก ส่วนที่ว่าใครจะลงความเห็นว่า สมจริง อย่างไรก็คงต้องดูว่ามีความเหมือนมหาบุรุษลักษณะตามที่บ่งไว้ในคัมภีร์พระไตรปิฎกหรือไม่ ผมขอแสดงลักษณะปรากฏแห่งความเป็นองค์พระผู้มีพระภาคเจ้าทั้ง ๓๒ ประการ ซึ่งมีมาในลักขณสูตร แห่งทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค โดยย่อ คือ
๑. ฝ่าพระบาทราบเสมอกัน
๒. ลายพื้นพระบาทเป็นจักร
๓. มีส้นพระบาทยาว (ถ้าแบ่ง ๔, พระชงฆ์ตั้งอยู่ในส่วนที่ ๓)
๔. มีนิ้วยาวเรียว (หมายถึงนิ้วพระหัตถ์และพระบาทด้วย)
๕. ฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทอ่อนนุ่ม
๖. ฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทมีลายดุจตาข่าย
๗. มีพระบาทเหมือนสังข์คว่ำอัฐิข้อพระบาทตั้งลอยอยู่หลังพระบาทกลับกลอกได้คล่อง เมื่อทรงดำเนินผิดกว่าสามัญชน
๘. พระชงฆ์เรียวดุจแข้งเนื้อทราย
๙. เมื่อยืนตรง พระหัตถ์ทั้งสองลูบจับถึงพระชานุ
๑๐. มีพระคุยหะเร้นอยู่ในฝัก
๑๑. มีฉวีวรรณดุจสีทอง
๑๒. พระฉวีละเอียด ธุลีละอองไม่ติดพระกาย
๑๓. มีเส้นพระโลมาเฉพาะขุมละเส้น ๆ
๑๔. เส้นพระโลมาดำสนิทเวียนเป็นทักษิณาวัฏ มีปลายงอนขึ้นข้างบน
๑๕. พระกายตั้งตรงดุจท้าวมหาพรหม
๑๖. มีพระมังสะอูมเต็มในที่ ๗ แห่ง (คือหลังพระหัตถ์ทั้งสอง หลังพระบาททั้งสอง พระอังสาทั้งสอง กับลำพระศอ)
๑๗. มีส่วนพระสรีรกายบริบูรณ์ (ล่ำพี) ดุจกึ่งท่อนหน้าแห่งพญาราชสีห์
๑๘. พระปฤษฎางค์ราบเต็มเสมอกัน
๑๙. ส่วนพระกายเป็นปริมณฑล ดุจปริมณฑลแห่งต้นไทร (พระกายสูงเท่ากับวาของพระองค์)
๒๐. มีลำพระศอกลมงามเสมอตลอด
๒๑. มีเส้นประสาทสำหรับรับรสพระกระยาหารอันดี
๒๒. มีพระหนุดุจคางแห่งราชสีห์ (โค้งเหมือนวงพระจันทร์)
๒๓. มีพระทนต์ ๔๐ ซี่ (ข้างละ ๒๐ซี่)
๒๔. พระทนต์เรียบเสมอกัน
๒๕. พระทนต์เรียบสนิทมิได้ห่าง
๒๖. เขี้ยวพระทนต์ทั้ง ๔ ขาวงามบริสุทธิ์
๒๗. พระชิวหาอ่อนและยาว (อาจแผ่ปกพระนลาฏได้)
๒๘. พระสุรเสียงดุจท้าวมหาพรหม ตรัสมีสำเนียงดุจนกการเวก
๒๙. พระเนตรดำสนิท
๓๐. ดวงพระเนตรแจ่มใสดุจตาลูกโคเพิ่งคลอด
๓๑. มีอุณาโลมระหว่างพระโขนง เวียนขวาเป็นทักษิณาวัฏ
๓๒. มีพระเศียรงามบริบูรณ์ดุจประดับด้วยกรอบพระพักตร์
ขอให้พิจารณาด้วยใจที่เป็นกลางว่ารูปวาดนี้มีความใกล้เคียงหรือแตกต่างจากลักษณะมหาบุรุษมากน้อยเพียงใด
ข้อหนึ่งที่พึงสังเกตคือพระปฏิมาในโลกนี้มีความแตกต่างกัน แต่ก็เหนี่ยวนำให้ใจเราหมายรู้ได้ว่าเป็นรูปแทนพระศาสดา ทำให้เกิดความเบิกบาน มีจิตเป็นกุศล น้อมระลึกถึงพระพุทธคุณได้ง่ายเหมือนๆกัน เมื่อพิจารณาจากความจริงดังกล่าว ก็จะเห็นว่าพระพุทธนิมิตนี้ย่อมปรากฏอยู่ด้วยคุณค่าชนิดเดียวกันด้วย
ผมเองก็เคารพและกราบไหว้พุทธนิมิตนี้เช้าเย็น แต่ไม่ได้กราบไหว้เพราะสำคัญว่านี่เป็นปาฏิหาริย์ ทว่าพุทธนิมิตนี้ทำให้ผมมีความรู้สึกว่าใกล้ชิดพระองค์ท่านมากกว่าพุทธนิมิตหรือพระปฏิมาไหนๆ เช่นที่เอ่ยแล้วว่ามีความใกล้เคียงกับสรีระมนุษย์ของจริง ผมอยากบอกเพียงว่าอย่างไรเราก็ต้องยอมรับว่านี่เป็นภาพวาด อย่าไปร่ำลือกันว่าเป็นรูปปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นจากการถ่ายรูปที่นั่นที่นี่แล้วติดมา พุทธแท้ๆไม่จำเป็นต้องอาศัยเรื่องพรรค์นี้มาเป็นจุดดึงดูดศรัทธา และเรื่องพรรค์นี้ก็มักกลายเป็นการเปิดช่องให้พวกต้มมนุษย์ฉวยโอกาสได้ง่าย นำไปสร้างกลหลอกลวงในรูปแบบอื่นๆโดยสะดวก
ปาฏิหาริย์ที่พระพุทธองค์ทรงทิ้งไว้ให้พวกเราก่อนดับขันธปรินิพพานนั้น คือวิธีสร้างไฟล้างกิเลส และมิใช่ไฟร้อนภายนอก แต่เป็นไฟเย็นภายในอันเกิดจากการประพฤติตนตามครรลองคลองธรรมซึ่งพระพุทธองค์ตรัสชี้ไว้ดีแล้ว
ยุคเราจะตกแต่ง ปาฏิหาริย์แห่งระบบดิจิตอล มาหลอกหูหลอกตาสักแค่ไหน ใครจะกุเรื่องจากความเหมือนจริงที่ถูกปรุงแต่งขึ้นอย่างไรก็ได้ แต่ใจเราเท่านั้นครับ ที่เป็นสุขจากปาฏิหาริย์แห่งบุญกุศลอย่างแท้จริงไหม เมื่อลิ้มรสสุขอันเป็นยอดแห่งปาฏิหาริย์เช่นนั้นแล้ว ก็จะไม่ถามหาปาฏิหาริย์อื่นใดให้กังขาเปล่าอีก
ถาม ได้ยินว่าพระพุทธเจ้าตรัสคำไหนจะไม่มีอื่นเป็นสอง อย่างนี้แปลว่าท่านบัญชาให้อะไรๆเป็นไปตามพระทัยได้ไหมครับ?
ตามที่ปรากฏในพระไตรปิฎกนั้น มีคนมากมายไปขอพระพรจากท่าน พระพุทธเจ้าท่านตรัสตอบว่าท่านเลิกให้พรนานแล้ว ขอให้งดความปรารถนาจะรับพรไว้เสีย
นี่แปลว่าอะไร? แปลว่าท่านเป็นเพียงผู้รู้ ผู้บอกทาง ผู้ให้ความเข้าใจอันกระจ่างเกี่ยวกับกรรมวิบากและความพ้นทุกข์ ท่านไม่ใช่ผู้มีอำนาจวิเศษเหนือวิบากกรรม ท่านสอนว่าใครทำเหตุปัจจัยไว้อย่างไรก็ต้องได้รับผลไปตามนั้น และท่านก็ไม่เคยแสดงความสามารถที่ขัดแย้งกับความจริงดังกล่าว มีแต่แสดงให้ดูว่าแม้ท่านเองเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ปราศจากกิเลสเท่าธุลีแล้ว ก็ยังต้องเสวยผลกรรมน้อยใหญ่อยู่
อันที่จริงถ้าพูดในเชิงลึก ท่านมีพลังพิเศษเหนือมนุษย์อยู่ เช่นเมื่อจำเป็น ท่านก็ใช้พระฤทธิ์บันดาลหญิงบ้าให้กลับสติ เพื่อมีโอกาสได้ฟังธรรมจากท่าน เพื่อประโยชน์สุขของนาง แต่ท่านก็ใช้พระฤทธิ์อยู่ในขอบเขต คือหญิงนั้นมีเหตุปัจจัยที่จะได้บรรลุธรรม ท่านก็สงเคราะห์ด้วยการปัดเป่าอุปสรรคขวางการบรรลุธรรมไปเสีย
สำหรับชาวพุทธที่ศรัทธาพระพุทธเจ้าอย่างมีเหตุผลนั้น จะทราบว่า สัจจะความจริงไม่ได้เป็นไปตามที่พระพุทธเจ้าตรัส แต่พระพุทธเจ้าตรัสทุกคำตามจริง จึงเสมือนว่าความจริงเป็นไปตามพระพุทธบัญชา
และสิ่งที่ทำให้พระองค์ทราบทุกสิ่งตามจริงไม่ผิดเลย ก็เป็นญาณหยั่งรู้เกินความตรึกนึกของสามัญมนุษย์ และเกินแม้ญาณหยั่งรู้ของผู้มีอภิญญาอื่นใด ญาณหยั่งรู้ครอบจักรวาลของพระพุทธเจ้ามีนามเฉพาะว่า พระสัพพัญญุตญาณ
สำหรับพระสัพพัญญุตญาณนั้น คือญาณอภิสิทธิ์เฉพาะของผู้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าเท่านั้น หมายความว่าต้องบำเพ็ญบารมีกันเป็นอนันตชาติเพื่อให้ได้มาซึ่งภาวะหลุดพ้นกิเลสด้วยตนเอง ประกอบพร้อมกับความสามารถในการสถาปนาศาสนา เพื่อทำมนุษย์อื่นและเทวดาทั้งหลายให้บรรลุธรรมพ้นกิเลสตามพระองค์ ไม่ใช่อยู่ๆทำสมาธินิดหน่อยแล้วจะได้สัพพัญญุตญาณกัน
นอกจากมีความรู้แจ้งแทงตลอด ปราศจากความสงสัยใดๆโดยสิ้นเชิงแล้ว พุทธลีลาหนึ่งของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์คือจะตรัสแต่เฉพาะคำที่เป็นจริง คำที่เป็นประโยชน์ ไม่ก่อให้เกิดโทษกับใครๆ เพราะฉะนั้นคงเข้าใจนะครับ ว่าท่านไม่มีทางตรัสคำอันเป็นไปตามอำเภอพระทัยอย่างเด็ดขาด
แต่ละคำที่ท่านตรัสนั้นมีความอัศจรรย์นัก แม้เวลาผ่านไปหลายพันปี ถ้าคุณสดับตรับฟังโดยแยบคาย ก็จะยังทราบได้ถึงประโยชน์มหาศาลนั้นอยู่ และนั่นแหละที่เป็นไปตามพระทัยอย่างแท้จริงครับ
:yoyo_0071:http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare078.htm (http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare078.htm)
ขอนำทั้งพุทธนิมิตที่เผยแพร่อยู่ทั่วไป กับต้นฉบับดั้งเดิมมาให้ดูพร้อมกันเลยก็แล้วกันนะครับ คิดว่าคงมีความชัดเจนในตัวเองพอสมควร
รูปที่เผยแพร่อยู่ทั่วไปคือรูปนี้
http://dungtrin.com/newsletter/images/buddha01.jpg
รูปดั้งเดิมที่ยังไม่ถูกตัดคือรูปนี้
http://dungtrin.com/newsletter/images/buddha02.jpg
ดูด้วยตาเปล่าคงทราบนะครับว่ารูปดั้งเดิมนั้นเป็นรูปวาด ซึ่งอันนี้ก็มีที่มาที่ไปสองกระแส ผมไม่แน่ใจว่าข้อมูลจากฝ่ายใดถูกต้อง กระแสหนึ่งบอกว่าเป็นฝีพระหัตถ์ของโอรสรัชกาลที่ ๕ อีกกระแสหนึ่งบอกว่าเป็นภาพวาดของจิตรกรฝรั่งเศส แต่ไม่ว่ากระแสใดถูกหรือผิด ที่แน่นอนก็คือพุทธนิมิตนี้ไม่ได้เกิดจากการที่ใครถ่ายรูปแล้วติดมาดังคำร่ำลือ และก่อให้เกิดความสงสัยไปทั่วประเทศ
ภาพดั้งเดิมแสดงให้เห็นว่ามีพลพรรคมารและธิดาพญามารรายล้อมพระศาสดา ซึ่งหมายความว่าเป็นภาพวาดสมมุติในวันตรัสรู้ หากคำนึงถึงความจริง ที่พระองค์ยังคงซูบผอมในวันตรัสรู้ ก็ต้องกล่าวว่าภาพวาดขาดความสมจริงในขณะของเหตุการณ์
อย่างไรก็ตาม หากคำนึงถึงความเหมือนจริง ตามลักษณะอันควรเป็นสรีระเยี่ยงมนุษย์ ก็ต้องว่าภาพวาดนี้เหมือนพระพุทธองค์ที่ทรงมีเลือดเนื้อยิ่งกว่าพระปฏิมาหรือภาพวาดอื่นๆในโลก ส่วนที่ว่าใครจะลงความเห็นว่า สมจริง อย่างไรก็คงต้องดูว่ามีความเหมือนมหาบุรุษลักษณะตามที่บ่งไว้ในคัมภีร์พระไตรปิฎกหรือไม่ ผมขอแสดงลักษณะปรากฏแห่งความเป็นองค์พระผู้มีพระภาคเจ้าทั้ง ๓๒ ประการ ซึ่งมีมาในลักขณสูตร แห่งทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค โดยย่อ คือ
๑. ฝ่าพระบาทราบเสมอกัน
๒. ลายพื้นพระบาทเป็นจักร
๓. มีส้นพระบาทยาว (ถ้าแบ่ง ๔, พระชงฆ์ตั้งอยู่ในส่วนที่ ๓)
๔. มีนิ้วยาวเรียว (หมายถึงนิ้วพระหัตถ์และพระบาทด้วย)
๕. ฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทอ่อนนุ่ม
๖. ฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทมีลายดุจตาข่าย
๗. มีพระบาทเหมือนสังข์คว่ำอัฐิข้อพระบาทตั้งลอยอยู่หลังพระบาทกลับกลอกได้คล่อง เมื่อทรงดำเนินผิดกว่าสามัญชน
๘. พระชงฆ์เรียวดุจแข้งเนื้อทราย
๙. เมื่อยืนตรง พระหัตถ์ทั้งสองลูบจับถึงพระชานุ
๑๐. มีพระคุยหะเร้นอยู่ในฝัก
๑๑. มีฉวีวรรณดุจสีทอง
๑๒. พระฉวีละเอียด ธุลีละอองไม่ติดพระกาย
๑๓. มีเส้นพระโลมาเฉพาะขุมละเส้น ๆ
๑๔. เส้นพระโลมาดำสนิทเวียนเป็นทักษิณาวัฏ มีปลายงอนขึ้นข้างบน
๑๕. พระกายตั้งตรงดุจท้าวมหาพรหม
๑๖. มีพระมังสะอูมเต็มในที่ ๗ แห่ง (คือหลังพระหัตถ์ทั้งสอง หลังพระบาททั้งสอง พระอังสาทั้งสอง กับลำพระศอ)
๑๗. มีส่วนพระสรีรกายบริบูรณ์ (ล่ำพี) ดุจกึ่งท่อนหน้าแห่งพญาราชสีห์
๑๘. พระปฤษฎางค์ราบเต็มเสมอกัน
๑๙. ส่วนพระกายเป็นปริมณฑล ดุจปริมณฑลแห่งต้นไทร (พระกายสูงเท่ากับวาของพระองค์)
๒๐. มีลำพระศอกลมงามเสมอตลอด
๒๑. มีเส้นประสาทสำหรับรับรสพระกระยาหารอันดี
๒๒. มีพระหนุดุจคางแห่งราชสีห์ (โค้งเหมือนวงพระจันทร์)
๒๓. มีพระทนต์ ๔๐ ซี่ (ข้างละ ๒๐ซี่)
๒๔. พระทนต์เรียบเสมอกัน
๒๕. พระทนต์เรียบสนิทมิได้ห่าง
๒๖. เขี้ยวพระทนต์ทั้ง ๔ ขาวงามบริสุทธิ์
๒๗. พระชิวหาอ่อนและยาว (อาจแผ่ปกพระนลาฏได้)
๒๘. พระสุรเสียงดุจท้าวมหาพรหม ตรัสมีสำเนียงดุจนกการเวก
๒๙. พระเนตรดำสนิท
๓๐. ดวงพระเนตรแจ่มใสดุจตาลูกโคเพิ่งคลอด
๓๑. มีอุณาโลมระหว่างพระโขนง เวียนขวาเป็นทักษิณาวัฏ
๓๒. มีพระเศียรงามบริบูรณ์ดุจประดับด้วยกรอบพระพักตร์
ขอให้พิจารณาด้วยใจที่เป็นกลางว่ารูปวาดนี้มีความใกล้เคียงหรือแตกต่างจากลักษณะมหาบุรุษมากน้อยเพียงใด
ข้อหนึ่งที่พึงสังเกตคือพระปฏิมาในโลกนี้มีความแตกต่างกัน แต่ก็เหนี่ยวนำให้ใจเราหมายรู้ได้ว่าเป็นรูปแทนพระศาสดา ทำให้เกิดความเบิกบาน มีจิตเป็นกุศล น้อมระลึกถึงพระพุทธคุณได้ง่ายเหมือนๆกัน เมื่อพิจารณาจากความจริงดังกล่าว ก็จะเห็นว่าพระพุทธนิมิตนี้ย่อมปรากฏอยู่ด้วยคุณค่าชนิดเดียวกันด้วย
ผมเองก็เคารพและกราบไหว้พุทธนิมิตนี้เช้าเย็น แต่ไม่ได้กราบไหว้เพราะสำคัญว่านี่เป็นปาฏิหาริย์ ทว่าพุทธนิมิตนี้ทำให้ผมมีความรู้สึกว่าใกล้ชิดพระองค์ท่านมากกว่าพุทธนิมิตหรือพระปฏิมาไหนๆ เช่นที่เอ่ยแล้วว่ามีความใกล้เคียงกับสรีระมนุษย์ของจริง ผมอยากบอกเพียงว่าอย่างไรเราก็ต้องยอมรับว่านี่เป็นภาพวาด อย่าไปร่ำลือกันว่าเป็นรูปปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นจากการถ่ายรูปที่นั่นที่นี่แล้วติดมา พุทธแท้ๆไม่จำเป็นต้องอาศัยเรื่องพรรค์นี้มาเป็นจุดดึงดูดศรัทธา และเรื่องพรรค์นี้ก็มักกลายเป็นการเปิดช่องให้พวกต้มมนุษย์ฉวยโอกาสได้ง่าย นำไปสร้างกลหลอกลวงในรูปแบบอื่นๆโดยสะดวก
ปาฏิหาริย์ที่พระพุทธองค์ทรงทิ้งไว้ให้พวกเราก่อนดับขันธปรินิพพานนั้น คือวิธีสร้างไฟล้างกิเลส และมิใช่ไฟร้อนภายนอก แต่เป็นไฟเย็นภายในอันเกิดจากการประพฤติตนตามครรลองคลองธรรมซึ่งพระพุทธองค์ตรัสชี้ไว้ดีแล้ว
ยุคเราจะตกแต่ง ปาฏิหาริย์แห่งระบบดิจิตอล มาหลอกหูหลอกตาสักแค่ไหน ใครจะกุเรื่องจากความเหมือนจริงที่ถูกปรุงแต่งขึ้นอย่างไรก็ได้ แต่ใจเราเท่านั้นครับ ที่เป็นสุขจากปาฏิหาริย์แห่งบุญกุศลอย่างแท้จริงไหม เมื่อลิ้มรสสุขอันเป็นยอดแห่งปาฏิหาริย์เช่นนั้นแล้ว ก็จะไม่ถามหาปาฏิหาริย์อื่นใดให้กังขาเปล่าอีก
ถาม ได้ยินว่าพระพุทธเจ้าตรัสคำไหนจะไม่มีอื่นเป็นสอง อย่างนี้แปลว่าท่านบัญชาให้อะไรๆเป็นไปตามพระทัยได้ไหมครับ?
ตามที่ปรากฏในพระไตรปิฎกนั้น มีคนมากมายไปขอพระพรจากท่าน พระพุทธเจ้าท่านตรัสตอบว่าท่านเลิกให้พรนานแล้ว ขอให้งดความปรารถนาจะรับพรไว้เสีย
นี่แปลว่าอะไร? แปลว่าท่านเป็นเพียงผู้รู้ ผู้บอกทาง ผู้ให้ความเข้าใจอันกระจ่างเกี่ยวกับกรรมวิบากและความพ้นทุกข์ ท่านไม่ใช่ผู้มีอำนาจวิเศษเหนือวิบากกรรม ท่านสอนว่าใครทำเหตุปัจจัยไว้อย่างไรก็ต้องได้รับผลไปตามนั้น และท่านก็ไม่เคยแสดงความสามารถที่ขัดแย้งกับความจริงดังกล่าว มีแต่แสดงให้ดูว่าแม้ท่านเองเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ปราศจากกิเลสเท่าธุลีแล้ว ก็ยังต้องเสวยผลกรรมน้อยใหญ่อยู่
อันที่จริงถ้าพูดในเชิงลึก ท่านมีพลังพิเศษเหนือมนุษย์อยู่ เช่นเมื่อจำเป็น ท่านก็ใช้พระฤทธิ์บันดาลหญิงบ้าให้กลับสติ เพื่อมีโอกาสได้ฟังธรรมจากท่าน เพื่อประโยชน์สุขของนาง แต่ท่านก็ใช้พระฤทธิ์อยู่ในขอบเขต คือหญิงนั้นมีเหตุปัจจัยที่จะได้บรรลุธรรม ท่านก็สงเคราะห์ด้วยการปัดเป่าอุปสรรคขวางการบรรลุธรรมไปเสีย
สำหรับชาวพุทธที่ศรัทธาพระพุทธเจ้าอย่างมีเหตุผลนั้น จะทราบว่า สัจจะความจริงไม่ได้เป็นไปตามที่พระพุทธเจ้าตรัส แต่พระพุทธเจ้าตรัสทุกคำตามจริง จึงเสมือนว่าความจริงเป็นไปตามพระพุทธบัญชา
และสิ่งที่ทำให้พระองค์ทราบทุกสิ่งตามจริงไม่ผิดเลย ก็เป็นญาณหยั่งรู้เกินความตรึกนึกของสามัญมนุษย์ และเกินแม้ญาณหยั่งรู้ของผู้มีอภิญญาอื่นใด ญาณหยั่งรู้ครอบจักรวาลของพระพุทธเจ้ามีนามเฉพาะว่า พระสัพพัญญุตญาณ
สำหรับพระสัพพัญญุตญาณนั้น คือญาณอภิสิทธิ์เฉพาะของผู้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าเท่านั้น หมายความว่าต้องบำเพ็ญบารมีกันเป็นอนันตชาติเพื่อให้ได้มาซึ่งภาวะหลุดพ้นกิเลสด้วยตนเอง ประกอบพร้อมกับความสามารถในการสถาปนาศาสนา เพื่อทำมนุษย์อื่นและเทวดาทั้งหลายให้บรรลุธรรมพ้นกิเลสตามพระองค์ ไม่ใช่อยู่ๆทำสมาธินิดหน่อยแล้วจะได้สัพพัญญุตญาณกัน
นอกจากมีความรู้แจ้งแทงตลอด ปราศจากความสงสัยใดๆโดยสิ้นเชิงแล้ว พุทธลีลาหนึ่งของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์คือจะตรัสแต่เฉพาะคำที่เป็นจริง คำที่เป็นประโยชน์ ไม่ก่อให้เกิดโทษกับใครๆ เพราะฉะนั้นคงเข้าใจนะครับ ว่าท่านไม่มีทางตรัสคำอันเป็นไปตามอำเภอพระทัยอย่างเด็ดขาด
แต่ละคำที่ท่านตรัสนั้นมีความอัศจรรย์นัก แม้เวลาผ่านไปหลายพันปี ถ้าคุณสดับตรับฟังโดยแยบคาย ก็จะยังทราบได้ถึงประโยชน์มหาศาลนั้นอยู่ และนั่นแหละที่เป็นไปตามพระทัยอย่างแท้จริงครับ
:yoyo_0071:http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare078.htm (http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare078.htm)