PDA

View Full Version : จะแก้อาการพูดเพ้อเจ้อได้อย่างไร , ให้เพื่อนลอกข้อสอบบาปไหม , เจอเจ้านายเลวๆ ประจำ


มดเอ๊ก
03-28-2008, 01:02 PM
ถาม – ผมเป็นคนติดนิสัยพูดพล่ามเพ้อเจ้อ รู้ตัวว่าเป็นตัวตลกกระจอกๆในสายตาของเพื่อนๆและสาวๆ ตั้งใจปรับปรุงตัวใหม่ แต่แก้อย่างไรก็ไม่หาย พอเจอเพื่อนจะพรั่งพรูอะไรออกไปมากมายเสียก่อนจะรู้ตัวและห้ามใจทัน ขอทราบแนววิธีที่จะแก้ไขด้วยครับ

คุณตั้งใจปรับปรุงแก้ไข นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดแล้ว เพราะการพล่ามเพ้อเจ้อเป็นอัตโนมัตินั้น คือผลกรรมของการที่อยากพูดอะไรก็พูด ไม่มีการยับยั้งชั่งใจมาตลอด กระทั่งติดนิสัย หรือกล่าวอีกนัยคือมีกรรมในทางเพ้อเจ้อที่ตั้งมั่น การเริ่มมีเจตนาเปลี่ยนแปลงนิสัยนั้น คือจุดหักเหสำคัญ เป็นตัวกำหนดทิศทางใหม่บนวังวนกรรมวิบากทันที

การหักห้ามใจตรงๆจัดเป็นการดัดนิสัยตนเองด้วยขันติบารมี ก็ใช้ได้เหมือนกัน แต่คุณอาจสับสน รู้สึกขัดแย้งกับตัวเอง และแพ้อำนาจนิสัยเก่าในช่วงต้นๆ ราวกับนิสัยเก่าปักหลักแข็งแรงเกินเอาชนะ เพราะฉะนั้นถ้ามีอุบายช่วยผ่อนแรงบ้างก็จะทำให้เปลี่ยนนิสัยสำเร็จง่ายขึ้น

ขอแนะวิธีทำความสงบระหว่างพูดคุยกับเพื่อนแบบง่ายๆอย่างนี้ครับ คือหุบปากให้ปิดสนิท แต่ไม่เม้ม ไม่บิดเบี้ยว ไม่ขบฟัน ไม่กำเกร็งส่วนอื่นใด ริมฝีปากบนและริมฝีปากล่างทับกันอย่างเป็นธรรมชาติ ตลอดจนกระทั่งมีลมหายใจเป็นปกติ จากนั้นให้เอาใจไปจ่อกับปาก คือระลึกถึงปากที่ปิดสนิทนั้นเรื่อยๆ ไม่จำเป็นต้องเพ่งพินิจจนเคร่ง แค่รู้สบายๆพอแล้ว คุณจะฟังใครพูดก็ให้เหมือนฟังออกมาจากปากที่ปิดสนิทท่าเดียว

เมื่อจดจ่ออยู่กับปากที่ปิดสนิทอย่างเป็นธรรมชาติ จิตของคุณจะอยู่ในสภาพตื่นพร้อมระดับหนึ่ง ปากจะไม่ขยับออกไปก่อนการคัดกรองของสติ เมื่อฝึกจนชินคุณจะมีสมาธิในการพูดคุย และมีสติเป็นด่านตรวจถ้อยคำไม่ให้ฟุ่มเฟือยเกินควร แรกๆอาจฝืนๆ แต่ผ่านไปแค่สองสามวันคุณจะเห็นผลชัด คือรู้สึกเหมือนเป็นอีกคน มีสติเต็มตัว และมองการพูดคุยเสวนาเป็นบ่อเกิดของกุศลกรรมได้ตลอดเวลาครับ

ถาม – หนูเป็นคนที่เรียนดี สอบได้ที่หนึ่งของชั้นบ่อยๆ ทำให้เพื่อนในห้องส่วนใหญ่ ชอบมาลอกข้อสอบของหนู ซึ่งส่วนใหญ่หนูก็ให้พวกเขาลอก แต่บางทีก็ไม่ให้ อยากทราบว่าการให้เพื่อนลอกข้อสอบนี่เป็นบาปหรือเปล่าคะ?

หากทางโรงเรียนออกกฎให้ลอกข้อสอบได้ ก็จะไม่มีใครผิด ไม่มีใครประพฤติทุจริตมิชอบ แต่เมื่อน้องเข้าไปอยู่ในขอบเขตของกฎที่ว่าห้ามลอกข้อสอบ แม้จะเป็นฝ่ายให้ลอก ก็ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในผู้ฝ่าฝืนกฎแล้วครับ กติกาที่มนุษย์วางกันไว้ จะกลายเป็นกรอบขึ้นมากรอบหนึ่ง ซึ่งผู้เข้ามาอยู่ในกรอบอาจสร้างกรรมอันเป็นกุศลหรืออกุศล โดยเฉพาะกรรมว่าด้วยความซื่อสัตย์และทุจริต การเข้าร่วมขบวนการไม่ซื่อ ก็ย่อมได้ผลเป็นการพัวพันกับโลกที่ไม่ซื่อในทางใดทางหนึ่ง

การฝ่าฝืนกฎมีอยู่ ๓ แบบหลักๆ หนึ่งคือฝ่าฝืนด้วยความคิดเอาประโยชน์เข้าตัว สองคือฝ่าฝืนด้วยความเมตตาหวังประโยชน์แก่ผู้อื่น สามคือจำใจฝ่าฝืนเพราะถูกบีบบังคับด้วยเหตุจำเป็น

กรณีของน้อง เข้าข่ายแบบที่สองกับแบบที่สาม ขึ้นอยู่กับวาระ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ส่วนกรณีของเพื่อนน้อง ก็จะเข้าข่ายแบบที่หนึ่งหรือแบบที่สามเท่านั้น ฐานะของพวกเขาไม่เอื้อให้เกิดโอกาสเป็นพวกที่สองซึ่งเป็นผู้มีพอจะให้

เมื่อเราพูดถึง ‘ความไม่ตรงไปตรงมา’ ในการสอบนั้น เราตั้งต้นพูดกันตามจริงว่ามีการฝ่าฝืนกฎ มีคนทำผิดกฎ แต่แง่มุมของกรรมวิบากไม่ได้มองแค่นั้น กฎของมนุษย์มีแค่ผิดกับถูก แต่กฎของกรรมวิบากมีเรื่องของน้ำใจ มีเรื่องของความฝืนใจ มีเรื่องของความเห็นแก่ตัว มีเรื่องของความลังเลอึดอัดเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และเมื่อจะตัดสินว่าบาปหรือไม่บาป ก็ต้องดูที่เจตนาตั้งต้นว่าเป็นการสละให้ หรือว่าคิดเอาเปรียบคนอื่น

น้องบอกว่า ‘บางทีก็ไม่ให้’ อันนี้ต้องถามว่าทำไมถึงไม่ให้ ไม่ให้เพราะรำคาญ ไม่ให้เพราะกลัวใครเกินหน้าเกินตา ไม่ให้เพราะกลัวใครมาแย่งตำแหน่งที่หนึ่ง ไม่ให้เพราะเห็นว่าการผิดกฎกติกาเป็นเรื่องมิบังควร ไม่ให้เพราะไม่อยากเพาะเชื้อนิสัยขี้โกงไว้ในตัวเพื่อน หรือไม่ให้เพราะพิจารณาแล้วว่านี่เป็นการส่งเสริมให้เพื่อนๆเกิดความอ่อนแอไม่คิดพึ่งพาตนเอง

ส่วนเมื่อจังหวะที่อยากให้เขาลอก ก็ต้องถามว่าทำไมถึงให้ ให้เพราะกลัวไม่เป็นที่รัก ให้เพราะกลัวเพื่อนเกลียด ให้เพราะกลัวจะถูกรุมรังแกในภายหลัง หรือให้เพราะพิจารณาแล้วว่าข้อสอบยากเกินไปอย่างนี้ถ้าไม่ช่วยก็คงไม่มีใครรอด เขาตั้งใจเรียนกันแล้ว ดูหนังสือกันแล้ว ข้อสอบก็โหดเกินกำลังอยู่ดี

เหตุผลและวิธีคิดของน้องนั่นแหละ คือเครื่องชี้ว่ากรรมของน้องเอียงเข้าฝ่ายกุศลหรืออกุศล ขอให้จำไว้อย่างหนึ่งว่าโลกแห่งกรรมวิบากไม่มีผิดไม่มีถูก มีแต่เหตุผลและวิธีคิดที่ทำให้จิตของคนๆหนึ่งในขณะหนึ่งๆเป็นขาวหรือเป็นดำมากกว่ากัน น้องมีวิธีใช้เหตุผลอย่างไร วิธีคิดแบบนั้นก็จะติดตามเป็นนิสัยของน้องต่อไป

สรุปคือเมื่อจะช่วยหรือไม่ช่วยใครในครั้งต่อไป ถามตัวเองว่าน้องมีเหตุผลอะไร เหตุผลนั้นเข้าใกล้ใจที่ขาวหรือใจที่ดำ เหตุผลนั้นนำไปสู่ความเดือดร้อนของตนเองและผู้อื่นได้แค่ไหน และที่สุดคือเหตุผลนั้นทำให้โลกนี้ดีขึ้นหรือเลวลงครับ

ถาม – เป็นคนที่เจอเจ้านายเลวๆประจำ บางทีลาออกจากงาน เข้างานใหม่ก็เหมือนหนีเสือปะจระเข้ ถูกใช้งานเยี่ยงทาสตลอด ทั้งให้ทำงานซึ่งไม่ใช่หน้าที่ ทั้งให้อยู่ดึกโดยไม่จ่ายค่าโอที ทั้งด่าว่าอย่างไร้เหตุผลโดยที่เขาเองเป็นฝ่ายผิด อยากพ้นๆไปจากเจ้านายชนิดนี้เหลือเกิน ควรทำอย่างไรคะ?

อำนาจนั้น เป็นได้ทั้งเครื่องมือทำงาน และเป็นได้ทั้งผีร้ายที่คอยยุให้คนก่อบาปก่อเวร ธรรมดาคนเราได้อำนาจไปแม้นิดแม้หน่อยก็อยากใช้ อยากทำให้ตัวเองได้อยู่เหนือชีวิตคนอื่นที่ตกเข้ามาอยู่ใต้อำนาจบ้าง

ลองมีอำนาจอย่างเจ้านาย แล้วดูซิว่าคุณจะใช้อำนาจอย่างเป็นธรรมหรือเปล่า คนได้อำนาจไว้ในมือแล้วใช้อำนาจอย่างเที่ยงธรรมนั้น มีอยู่พวกเดียว คือพวกที่มีเมตตาธรรมก่อนได้อำนาจและสามารถรักษาเมตตาธรรมให้คงอยู่หลังได้อำนาจ นอกนั้นมักเผลอใช้อำนาจด้วยความอยุติธรรมเกือบทั้งสิ้น แล้วก็จะต่อสู้กับผีร้ายในตัวเองยากขึ้นเรื่อยๆ

นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมคนส่วนใหญ่พอตกอยู่ในฐานะผู้รับใช้ จึงถูกใช้อย่างไม่เป็นธรรมกันเกือบถ้วนหน้า คนทั้งหลายเคยใช้อำนาจผิดๆ จึงมักตกมาอยู่ใต้อำนาจในมือคนผิด ถ้าคุณเจอบ่อยๆที่เจ้านายใช้อำนาจอย่างลืมตัว ใช้อำนาจอย่างเหลิง ใช้อำนาจอย่างปราศจากความเห็นอกเห็นใจลูกน้อง ขอให้สันนิษฐานเถิดว่าคุณต้องเคยทำอะไรทำนองนั้นมาบ้างไม่มากก็นอ้ย

คนที่เจอปัญหานี้ส่วนใหญ่นะครับ สืบๆได้จากกรรมที่ทำในชาติปัจจุบันนี้แหละ ตอนเด็กๆอาจขู่ตะคอกผู้หลักผู้ใหญ่ไว้มาก หรือตอนเป็นหนุ่มเป็นสาวอาจใช้กายวาจาบีบคั้นแฟนจนแทบเป็นบ้า คือคุณไม่จำเป็นต้องทำกรรมเมื่อครั้งเป็นเจ้าคนนายคนเสมอไป แต่อาจทำตอนรู้สึกว่าตัวเองอยู่เหนือใครบางคน ใครบางคนต้องหงอให้ อ่อนข้อให้ ยิ่งถ้าเขาให้ความรักความเอ็นดู ปรารถนาดี ทำดีกับคุณทุกอย่าง แต่แทนที่จะเห็นค่าและพยายามทำดีตอบ คุณกลับถือเอาเป็นจุดอ่อน ใช้ความรักของเขาเป็นอาวุธเล่นงานเขา อันนี้แหละผลตอบสนองจะรุนแรงเกินกว่าที่คุณทำเขาไว้หลายสิบเท่า

วิธีที่จะพ้นบ่วงกรรมนั้น อาจไม่ง่ายเหมือนปล่อยนกปล่อยปลา ก่อนอื่นคุณต้องทบทวนด้วยความซื่อสัตย์ว่าชีวิตนี้เท่าที่จำได้ เคยไปทำทารุณกรรมทางกายหรือทางใจกับใครไว้ โดยเฉพาะพ่อแม่และคนที่รักคุณ เมื่อระลึกได้อย่างชัดเจนแล้ว และรู้สึกว่าบรรยากาศนั้นๆได้อารมณ์ประมาณเดียวกับที่คุณโดนเจ้านายเล่นงาน ก็จะเกิดความสำนึกผิด และอยากละทิฐิมานะ แล่นไปขอโทษพวกเขา หรือทำความดีอย่างใดอย่างหนึ่งกับพวกเขา เป็นการชดใช้ หรือเป็นการแสดงความจริงใจที่จะขอขมา ยิ่งคุณทำให้พวกเขาปลื้ม ทำให้พวกเขามีความสุขขึ้นได้มากเท่าไหร่ กรรมก็จะเจือจางลงเท่านั้น พระพุทธเจ้าตรัสเปรียบว่าใส่น้ำลงไปทำละลายเกลือมากๆ ในที่สุดก็คลายรสเค็ม ทั้งที่ยังมีเกลืออยู่ในภาชนะนั้นเอง

ในอีกทางหนึ่ง คุณจำเป็นต้องก้มหน้าก้มตาถูกกดขี่โดยไม่มีจิตคิดอาฆาตพยาบาท นี่อาจฟังยากสักหน่อย แต่อยู่ในเกมกรรมก็อย่างนี้แหละครับ คุณยิ่งผูกเวร ยิ่งคิดอาฆาตอยากเอาคืน แม้จะไม่สบช่องได้โอกาสเล่นงานเจ้าตัว วันหนึ่งคุณก็อาจติดนิสัยเสียๆจากเจ้านาย เมื่อกลายเป็นนายคนอื่นบ้างก็ทำตัวเหมือนอย่างนั้น เพราะความอาฆาตพยาบาทมิใช่จะทำงานกับศัตรูคู่อาฆาตอย่างเดียว แต่ยังเป็นแรงกดดันที่ผลักให้คุณนึกอยากทำร้ายใครก็ตามที่ตกเข้ามาอยู่ใต้อำนาจ

เมื่อคุณอภัยได้อย่างไม่มีเงื่อนไขไปสักพักหนึ่ง กับทั้งไม่ทำตัวหงอ ยังทรงสติมีจิตใจเข้มแข็ง ในที่สุดจะเหมือนมีเกราะแก้วหรือรัศมีสว่างขึ้นมาอย่างหนึ่ง ที่ทำให้คนเห็นไม่นึกอยากรังแก เห็นแล้วมีความเกรงใจคุณ หรือถ้าหากจิตใจเขายังหยาบอยู่มาก มองไม่เห็นรังสีการอภัยของคุณ กรรมก็จะจัดสรรให้คุณมีโอกาสไปทำงานที่ใหม่ซึ่งเจ้านายดีกว่าเดิมครับ

ถาม – ทำไมบางคนคิดจะทำดีแล้วไม่มีอุปสรรค แต่บางคนแค่ตั้งใจ ก็เหมือนมีอะไรมายื้อยุดฉุดดึง

คิดว่ากรรมเก่ามาเบรกก็ได้ครับ เช่นกรรมที่เคยขัดขวาง ไม่สนับสนุน ไม่อนุโมทนา หรือพูดจาบั่นทอนกำลังใจคนคิดทำดี คิดทำบุญ คิดหวังสวรรค์นิพพานด้วยการปฏิบัติตนอย่างถูกต้องตามพระพุทธเจ้าสอน กรรมดำชนิดนี้เวลาให้ผลจะเป็นไปได้หลายประการ ถ้าขวางคนอื่นไว้หนักมากชนิดทำลายล้างอุปกรณ์การบุญของคนหมู่มากก็อาจถึงนรก ถ้าขวางแบบบั่นทอนกำลังใจแบบพูดรังควานให้รำคาญก็อาจส่งผลให้ทำดีไม่ขึ้น หรือพอตั้งใจทำดีก็มักมีอุปสรรคมาฉุดแขนฉุดขา เป็นต้น

เมื่อเล็งเห็นว่าเป็นกรรมเก่ามาเบรก อย่างน้อยจะได้มีกำลังใจทำกรรมดีใหม่ ทำดีอย่างรู้ตัวว่ากำลังอยู่ในระหว่างการต่อสู้ อยู่ในระหว่างการปีนเขาที่เต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนาม เมื่อกำลังความดีใหม่ๆของเราแก่กล้าขึ้น วิบากจากกรรมเก่าๆก็อ่อนกำลังลงจนสู้ไม่ได้ไปเอง

แต่ถ้าไม่เชื่อว่าเป็นกรรมเก่า ไม่เชื่อว่ากรรมเก่าจะอ่อนข้อให้ได้ในวันหนึ่ง อย่างนี้คุณจะไม่มีทางเกิดกำลังใจในการทำกรรมใหม่ดีๆอันใดเลย ตั้งใจเดินหน้าปุ๊บเกิดเรื่องให้อยากท้อถอยปั๊บ ความจริงมันเป็นอย่างนี้แหละ

ถาม – พอกราบเคารพพระพุทธเจ้าได้ด้วยใจนอบน้อมสูงสุดแล้ว ช่วงหลังพอไหว้คนอื่นก็พลอยรู้สึกนอบน้อมอย่างสูงด้วยความรู้สึกประมาณเดียวกับกราบพระพุทธรูป อย่างนี้จะถือว่าเป็นการให้ความเคารพเกินควร คือไปเสมอระดับกันกับพระพุทธเจ้าหรือเปล่าครับ?

การกราบไหว้เป็นของดี ทำให้เกิดมหากุศลจิต ลดทิฐิมานะคนได้ และกลายเป็นการสร้างบรรยากาศของความเป็นมิตร ความอบอุ่น ความมีเมตตาฉันญาติไว้รอบตัว ถ้ากราบพระพุทธองค์แล้วทิฐิมานะเหลือศูนย์ ก็ควรจดจำไว้ และไหว้คนอื่นให้ทิฐิมานะเหลือศูนย์เช่นเดียวกัน ไม่ถือว่าเป็นการให้ความเคารพใครเสมอพระพุทธเจ้าหรอกครับ ถ้าใจคุณทราบดีว่าพระพุทธเจ้าทรงมีพระคุณอย่างไร มีความเป็นเลิศเกินมนุษย์และเทวดาอย่างไร ก็ย่อมไม่หลงสับสน เห็นคนธรรมดาเสมอระดับกับพระพุทธเจ้าไปได้

ความรู้สึกเคารพบูชาสุดใจเป็นเหตุให้เกิดมหาโสมนัส เมื่อคุณกราบพระปฏิมาด้วยอาการเคยชินเช่นนั้นทุกครั้ง พอยกมือพนมไหว้ใคร ก็เหนี่ยวนำให้เกิดโสมนัสประมาณเดียวกันขึ้นมา ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจหรือควรเห็นเป็นสิ่งผิดปกติมิบังควรใดๆทั้งสิ้น



:yoyo_0071:http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare076.htm (http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare076.htm)