มดเอ๊ก
03-28-2008, 01:00 PM
ถาม การระลึกชาติเป็นไปได้จริงไหมครับ? แล้วชาติแรกอยู่ตรงไหน? ทราบว่าพระพุทธเจ้ามีอีกพระนามหนึ่งว่าพระสัพพัญญู เหตุเพราะรู้แจ้งแทงตลอดในทุกเรื่อง ไม่ว่าเรื่องเล็กระดับจุลชีพหรือเรื่องใหญ่ระดับดวงดาว และไม่ว่าจะเป็นอดีตหรืออนาคตพระองค์เห็นแจ่มแจ้งแทงตลอดทั่วหมด แต่เพราะเหตุใดพระองค์จึงตรัสว่าสังสารวัฏ (การเวียนว่ายตายเกิด) นี้ จุดเริ่มต้นและจุดจบไม่ปรากฏให้เห็นเลย?
ดูอย่างละเอียดดีๆนะครับ ไม่รู้ว่าเริ่มต้นขึ้นเมื่อไหร่ แตกต่างกันมากจาก ไม่มีจุดเริ่มต้นให้รู้ ทำนองเดียวกับคุณเอาแก้วมาวางใบหนึ่ง พลิกดูก้นแก้วแล้วสงสัยว่าจุดเริ่มต้นของวงกลมมันอยู่ตรงไหน อันนี้คงไม่มีใครตอบได้
หากศึกษาเรื่องการระลึกชาติให้ละเอียด ก็จะทำให้เกิดมุมมองเกี่ยวกับการเวียนว่ายตายเกิดได้ชัดเจนขึ้น ทุกคนคงเคยได้ยินข่าวการระลึกชาติมาบ้าง แต่คงน้อยที่ทราบแบบเปรียบเทียบว่าพวกระลึกชาตินั้นมีหลายระดับ คือ บางคนระลึกได้แค่ชาติเดียว บางคนระลึกได้ ๑๐ ชาติ บางคนระลึกได้ ๘๐ ชาติ ใครระลึกได้กี่ชาติก็สำคัญว่าตนเกิดมาแล้วเป็นจำนวนเท่านั้นชาติ
ตามที่จริงแล้ว พวกที่บอกว่าระลึกได้ชาติเดียวนั้น เป็นไปได้สูงที่จะเกิดจากอุปาทาน อาจทึกทักไปเอง อาจฝันเป็นจริงเป็นจัง หรืออาจฟังใครทายทักแล้วกลับมาปรุงแต่งเอาเป็นตุเป็นตะ ผมจะให้น้ำหนักกับพวกที่ระลึกชาติได้เป็นสิบชาติ และเห็นตนเองผ่านภพน้อยใหญ่ เป็นคน เป็นสัตว์ เป็นเทวดา กับทั้งระบุเหตุผลได้ว่ากรรมหลักๆอันใดส่งให้ไปเกิดในชาติถัดๆมา เพราะพวกนี้ได้ชื่อว่าระลึกชาติอย่างเห็นเหตุเห็นผล ไม่ใช่ระลึกได้แบบสักแต่เห็นภาพเสียงอย่างในฝัน
ยิ่งกว่านั้น หากมีหลักฐานเป็นรูปธรรม มีร่องรอยเก่าแก่ตกค้างอยู่บนโลกมนุษย์นี้ แล้วผู้ระลึกชาติสามารถชี้ในสิ่งไม่เคยมีใครรู้ได้ถูก การระลึกชาติของเขาจะมีน้ำหนักยิ่งกว่าบอกเล่าปากเปล่าแบบไร้ข้อพิสูจน์มาก
สิ่งสำคัญที่สุดในการเวียนว่ายตายเกิดก็คือ ทุกคนมีกรรมนำไปเกิดเสมอ หากปราศจากกรรมหลักๆเป็นตัวกำหนดแดนเกิดแล้ว สัตว์จะขาดที่มาที่ไป เหมือนของแปลกปลอมที่อยู่ดีๆผุดขึ้นเองกลางอากาศ
การขาดกรรมกำหนดแดนเกิด เท่ากับสัตว์ที่เกิดเองลอยๆนั้นจะไม่มีความเหลื่อมล้ำต่ำสูง จะไม่มีการได้ดีหรือตกยาก จะไม่มีผิวพรรณวรรณะหยาบหรือประณีต ลองตรองนะครับว่าถ้ามีชาติแรกที่ปราศจากกรรมกำหนด ชาติแรกนั้นก็ต้องเป็นภาวะอะไรอย่างหนึ่งที่ไร้อารมณ์ยิ่ง จู่ๆเกิดมามีอายตนะตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โดยไม่มีสภาพหยาบหรือประณีตใดๆ ไม่มีสิ่งแวดล้อมกระทบกระทั่งน่าชอบน่าชังใดๆ ไม่มีอะไรเร่งเร้าให้ประกอบกรรมดีกรรมชั่วใดๆ นึกออกไหมครับว่าจะเป็นอย่างไร?
ถ้าไม่มีภาวะความเป็นมนุษย์ ก็ไม่มีทางที่จะก่อกรรมเพื่อจำแนกตนเองออกไปเป็นสัตว์ประเภทต่างๆ แต่กว่าจะเป็นมนุษย์ ก็ต้องสร้างบุญบารมีมาบ้าง นี่เป็นวงกลมแห่งความจริงทำนองเดียวกับปัญหาโลกแตก เช่นไก่เกิดก่อนไข่หรือไข่เกิดก่อนไก่ คุณจะไม่พบคำตอบ เพราะไม่มีคำตอบให้พบ
สรุปคือคุณกับผมต่างก็เกิดตายกันมาเป็นอนันตชาติ คือนับไม่ได้ว่าร้อยชาติ ล้านชาติ หรือกี่อสงไขยชาติ ต้องเรียกอนันตชาติจึงจะถูก
เคยมีคนไปถามพระพุทธองค์เรื่องชาติแรกเหมือนกัน พระองค์ท่านตรัสตอบว่าถามแบบนี้ฟุ้งซ่านเปล่า เอาแบบที่พอเห็นความจริงแบบเป็นเหตุเป็นผลจะดีกว่า คือท่านให้มองว่าเพราะเริ่มจากความไม่รู้ สัตว์ทั้งหลายจึงทำกรรมดีบ้าง ทำกรรมชั่วบ้าง ผลคือทำให้ได้ดีบ้าง ทำให้ได้ชั่วบ้าง เป็นภพอันน่าอภิรมย์บ้าง เป็นภพอันน่าหน่ายหนีบ้าง
เมื่อทราบแล้วว่าการเวียนว่ายตายเกิดด้วยความไม่รู้อีโหน่อีเหน่นั้นเป็นภัย พระองค์ตรัสแสดงความจริงว่าการมีอัตภาพ มีหัวหู มีแขนขา มีอุปกรณ์ก่อกรรมอย่างนี้ไม่ดีเลย แม้ครองภาวะหยาบหรือประณีตอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงวินาทีเดียวก็ไม่ใช่เรื่องน่าสรรเสริญแล้ว ควรหาทางยกตัวเองขึ้นบก คือเข้าให้ถึงนิพพานเพื่อไม่ต้องเสี่ยงผิดเสี่ยงถูก ดำผุดดำว่ายอยู่กลางทะเลอันเต็มไปด้วยภยันตรายแห่งนี้อีก
การยุติภพชาติไม่ใช่การฆ่าตัวตายนะครับ การฆ่าตัวตายของผู้มีจิตเศร้าหมองนั้น มีอบายภูมิเป็นที่รอ ยังมีทุกข์และความลำบากอยู่ข้างหน้าไม่สิ้นสุด ส่วนการยุติภพชาติที่แท้จริงคือการดับเหตุแห่งการเกิดภพเกิดชาติ นั่นก็คือการดับกิเลสทางใจลงเท่านั้น ทางอื่นไม่มีเลย
ถาม มีพุทธทำนายว่ากึ่งพุทธกาล (พ.ศ.๒๕๐๐) สัตว์โลกจะพบแต่ความยากลำบากทุกชาติทุกศาสนา ตามธรรมชาติอันหมุนเวียนของโลกที่หมุนไปใกล้ความแตกสลาย ยักษ์หินที่ถูกสาปเป็นเวลานานจะตื่นขึ้นมาอาละวาด พระธรรมจะเริ่มเปล่งแสงรัศมีฉายแสงส่องโลกอีกวาระหนึ่งก็ต่อเมื่อมีธรรมิกราชโพธิญาณบังเกิดขึ้น อยู่ในความอุปถัมภ์ของพระเถระผู้ทรงฤทธิ์ ทั้งสองพระองค์สถิต ณ เบื้องตะวันออกของมัชฌิมประเทศ จะเสด็จมาเสริมสร้างศาสนาของตถาคตให้รุ่งเรืองสืบไปถึงห้าพันปี คำทำนายนี้จะทำให้ผู้สดับได้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ผู้ใดรู้แล้วไม่เชื่อนับว่าเป็นกรรมของสัตว์ที่ต้องสิ้นสุดไปตามกรรมชั่วของตน อยากทราบว่าคุณดังตฤณมีความเห็นอย่างไร พุทธทำนายนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร เชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน?
เป็นเรื่องน่าช่วยจดจำกันครับ ว่าพระพุทธเจ้าจะทรงทำนายสิ่งใดๆก็ตาม ท่านต้องมีเหตุผลกำกับไปด้วยทุกครั้ง เช่นหากใครสงสัยว่าเมื่อใดพระอรหันต์จะหมดจากโลก ท่านจะไม่ระบุเวลา แต่จะชี้ให้เห็นเป็นเงื่อนไขว่าตราบใดยังมีภิกษุปฏิบัติธรรมตามที่พระองค์สอนสั่ง ตราบนั้นโลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์ หรือถ้าสงสัยว่าเมืองใดจะล่มสลาย พระองค์ก็จะตรัสเป็นเงื่อนไขว่าเมื่อใดเหล่าเจ้าผู้ครองนครเสียความสมัครสมานสามัคคี เมื่อนั้นเมืองจะถึงกาลพินาศ
เช่นกัน ตามพระไตรปิฎกซึ่งถือเป็นสมุดบันทึกอันเชื่อถือได้ของชาวพุทธนั้น จะเห็นว่ามิใช่พุทธลีลาที่จะทำนายอนาคตของศาสนาแบบฝากความหวังไว้กับใครคนใดคนหนึ่ง พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่าถ้าพระองค์เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไป ศาสนาพุทธจะยังคงสืบทอดต่อได้อย่างมั่นคง เพราะพระองค์บัญญัติวินัยสงฆ์ไว้อย่างเป็นระเบียบดีแล้ว อีกทั้งพระองค์จัดตั้ง บริษัทพุทธ ซึ่งมีผู้ร่วมดำเนินการอยู่ ๔ พวก ได้แก่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา (รวมกล่าวง่ายๆคือฝ่ายนักบวชและชาวบ้านหญิงชาย)
แม้ที่เลื่องลือกันมากว่าพระพุทธเจ้าเคยทำนายสุบินนิมิต (ความฝัน) ของพระราชาองค์หนึ่ง ก็ไม่ปรากฏหลักฐานอยู่ในพระไตรปิฎก แต่จะอยู่ในหลักฐานชั้นรองๆลงมา สรุปว่าเรื่องเกี่ยวกับพุทธทำนายอนาคตแบบไม่มีเหตุผลประกอบนั้น เป็นเรื่องสมควรฟังหูไว้หู จะกระเดียดไปทางไม่เชื่อไว้ก่อนก็ไม่ผิดบาปอะไร เพราะโดยพุทธลีลาแล้ว แม้พระองค์ท่านมีญาณหยั่งรู้อนาคตจริง ก็จะตรัสถึงอนาคตอย่างมีเหตุผล มีที่มาที่ไป ซึ่งคนฟังจะได้รับประโยชน์ และเมื่อจะเชื่อก็ได้ชื่อว่าเชื่ออย่างมีเหตุผล มิใช่เชื่ออย่างงมงายหาคำอธิบายยาก
กล่าวถึงคำทำนายที่คุณยกมาเป็นคำถามนี้ เท่าที่ทราบปรากฏขึ้นมาลอยๆหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ครับ เขาถึงได้ทำนายถูกไงว่าจะเกิดสงครามใหญ่ จะเข้ายุคข้าวยากหมากแพง สำหรับที่มาของคำทำนายก็อ้างว่าได้มาจากเสาหินขนาดใหญ่ซึ่งเป็นศิลาจารึกของพระเจ้าอโศกผู้มีพระชนม์ประมาณสองร้อยปีหลังพุทธกาล
โปรดไถ่ถามกันดูเองเถิด มีใครเคยเห็นจารึกพุทธพยากรณ์ที่ว่านี้ด้วยตาตนเองหรือถ่ายรูปมาบ้าง และมีผู้เชี่ยวชาญภาษาโบราณท่านใดเป็นผู้แปลหรือให้การรับรองว่าแปลออกมาแล้วได้ใจความต่อเนื่องราบรื่นสละสลวยอย่างนี้ สำหรับเสาพระเจ้าอโศกนั้น ถ้าใครเคยไปอินเดียจะเห็นนะครับว่าข้อความบนเสาเลอะเลือน ขาดหาย ไม่มีความต่อเนื่องนัก อย่างไรคงถอดความไม่ได้ชัดเจนเหมือนพุทธทำนายปลอมที่เขียนขึ้นใหม่นี้หรอก
อีกประการหนึ่ง น่าสงสัยว่าพระเจ้าอโศกท่านไปคัดข้อความยาวๆแบบนี้มาจากไหน? เพราะแม้ในชั้นอรรถกถาซึ่งเป็นภาคขยายความพระไตรปิฎกก็ไม่มี
อีกข้อสังเกตหนึ่ง พระเจ้าอโศกท่านเป็นคนในยุค ๒๐๐ ปีหลังพุทธกาล คงไม่ใช่ธุระของท่านหรือคนสมัยนั้นที่จะไปสนใจเหตุการณ์อันจะเกิดขึ้นในอีกสองพันปีต่อมา และหากกล่าวว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญ ก็ต้องกล่าวว่าเหตุการณ์สำคัญกว่านั้นมีอยู่ เช่นที่พุทธศาสนาถูกรุกรานจนสาบสูญไปจากประเทศต้นกำเนิด และกระจัดกระจายไปเจริญตามแหล่งอารยธรรมต่างๆทั่วโลก เป็นต้น
และที่จะลืมไม่ได้เป็นอันขาด คือองค์พระเจ้าอโศกเอง ท่านเป็นผู้อุปถัมภ์ศาสนาพุทธเจ้าใหญ่ที่สุด เพราะถ้าไม่มีท่านส่งคนไปเผยแผ่พระสัทธรรมนอกอินเดีย ป่านนี้พุทธศาสนาก็ล่มสลายหายสูญจากโลกนี้ไปแล้ว ฉะนั้นถ้าพระพุทธเจ้าจะทรงตรัสทำนายเพื่อเชิดชูบุคคลสำคัญของศาสนา ท่านก็น่าจะไม่ลืมตรัสถึงพระเจ้าอโศกเป็นแน่แท้ พระเจ้าอโศกอยู่ใกล้พุทธกาลเพียงสองร้อยปีเศษ แต่ ธรรมิกราช ในพุทธทำนายปลอมอยู่ห่างมาถึงสองพันปี กลับได้รับการเชิดชูขึ้นมาเฉยๆ
สรุปคือเป็นพุทธทำนายปลอมร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ ตัวคำทำนายจะจริงหรือไม่จริงขอให้ยกไว้ อย่างไรก็ไม่สมควรนำมาอ้างอิงกันอย่างเด็ดขาดว่านี่เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ เป็นธรรมดาที่มนุษย์ทั้งหลายจะแสวงหาและปั้นแต่งฮีโร่ขึ้นมารับผิดชอบโลก แต่ความจริงก็คือพระพุทธเจ้าไม่สรรเสริญ ไม่สนับสนุน และไม่ยกใครขึ้นมาเชิดชูแล้วอนุญาตให้พวกเราฝากพระพุทธศาสนาไว้ในมือคนๆนั้น มีแต่จะทรงให้ร่วมมือร่วมใจกัน ช่วยกันสืบทอดและเผยแผ่ตามกำลังของแต่ละคน การเสาะหาฮีโร่เพียงคนเดียวมาเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งนั้น นอกจากจะทำให้แนวคิดร่วมมือร่วมใจลดลงแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสให้มนุษย์เจ้าเล่ห์ทั้งหลายกุเรื่องขึ้นมาตามใจชอบอีกด้วย
ถาม บางทีก็สงสัยครับว่าทำไมพระพุทธองค์จึงไม่ทรงแจกแจงกรรมวิบากให้ชัดไปเลย จะได้ไม่ต้องมานั่งสงสัยกัน เช่นโรคมะเร็งเกิดจากกรรมแบบไหน อะไรอย่างนี้
โรคมะเร็งเกิดจากกรรมอะไร? เป็นไปได้หลายอย่างครับ แกล้งสัตว์ทดลองก็เป็นได้ มีส่วนร่วมในขบวนการผลิตยาพิษก็เป็นได้ หรือแค่พูดจาบจ้วงใส่ไคล้อริยเจ้าก็เป็นได้ อะไรๆที่ทำแล้วก่อให้เกิดความเจ็บปวดทรมานเรื้อรังแก่คนอื่น ล้วนแล้วแต่มีผลสะท้อนกลับมาเป็นมะเร็งได้ทั้งสิ้น
ความแรงทางนามธรรม สะท้อนกลับมาเป็นความแรงทางรูปธรรม คือคิด พูด ทำรุนแรงแค่ไหน ผลดีผลร้ายก็ออกมารุนแรงแค่นั้น
ทีนี้คุณจะให้พระพุทธเจ้าท่านมาจาระไนความจริงให้หมดหรือ? เฉพาะกรรมที่ทำให้เป็นมะเร็งก็เหมือนจาระไนกันไม่หวาดไม่ไหวแล้ว ยังโรคอื่น ยังเรื่องอื่นที่น่าสงสัยบรรดามีอีกล่ะ เป็นต้นว่าโดนขูดขีดรถเป็นรอยเสียหายเกิดจากกรรมอะไร มันไม่ใช่เป็นไปได้แค่กรรมเก่าในชาติก่อน เอาแค่ชาตินี้บางคนเคยเป็นเด็กโมโหร้าย ชอบทำลายข้าวของพ่อแม่ ก็มาให้ผลตอนโตได้ บางคนเคยแอบเอามีดกรีดของรักของหวงของเพื่อนด้วยความริษยา ก็ให้ผลทันตาใน ๗ วันได้แล้ว
พระพุทธองค์ท่านไม่เสียเวลาแจกแจงเป็นเรื่องๆ เพราะเวลาของท่านมีค่ากว่านั้น ท่านสอนสิ่งที่รวบยอดคือ วิธีดับทุกข์ อันเป็นอมตะ นั่นแหละที่ท่านให้เวลาจาระไนมากที่สุด เหมือนเอายาครอบจักรวาลให้ทั้งตะกร้า แจกแจงสรรพคุณและวิธีใช้ไว้ครบถ้วนดีแล้ว กินทีเดียวไม่ต้องเป็นโรคใดๆอีกแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องมาสาธยายรายละเอียดของโรคต่างๆให้เปลืองเวลาอีก หน้าที่เสวนาจิปาถะเป็นเรื่องที่สาวกต้องทำกันเอง
อีกประการหนึ่ง ตลอด ๔๕ ปีมนุษย์ที่พระองค์โปรดโลกอยู่ ก็มีคนทูลถามเรื่องจิปาถะมากมาย พระองค์ก็ตอบด้วยเหตุผลเกี่ยวกับกรรมวิบาก ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่พระผู้สร้างบันทึกเกี่ยวกับพระองค์ท่านจะรวบรวมทุกคำถามคำตอบไว้ได้หมด
และอันที่จริง ถ้าคุณสนใจอ่านพระไตรปิฎกทั้งหมด ก็จะทราบว่าพระพุทธเจ้าตรัสตอบสิ่งที่ผู้คนทุกยุคทุกสมัยสงสัยไว้ครบแล้ว ผมขอแนะนำให้อ่านพระไตรปิฎกฉบับสำหรับประชาชน ของท่านอาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพดู มีวางตามร้านหนังสือใหญ่ๆทั่วไปครับ
:yociexp28:http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare075.htm (http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare075.htm)
ดูอย่างละเอียดดีๆนะครับ ไม่รู้ว่าเริ่มต้นขึ้นเมื่อไหร่ แตกต่างกันมากจาก ไม่มีจุดเริ่มต้นให้รู้ ทำนองเดียวกับคุณเอาแก้วมาวางใบหนึ่ง พลิกดูก้นแก้วแล้วสงสัยว่าจุดเริ่มต้นของวงกลมมันอยู่ตรงไหน อันนี้คงไม่มีใครตอบได้
หากศึกษาเรื่องการระลึกชาติให้ละเอียด ก็จะทำให้เกิดมุมมองเกี่ยวกับการเวียนว่ายตายเกิดได้ชัดเจนขึ้น ทุกคนคงเคยได้ยินข่าวการระลึกชาติมาบ้าง แต่คงน้อยที่ทราบแบบเปรียบเทียบว่าพวกระลึกชาตินั้นมีหลายระดับ คือ บางคนระลึกได้แค่ชาติเดียว บางคนระลึกได้ ๑๐ ชาติ บางคนระลึกได้ ๘๐ ชาติ ใครระลึกได้กี่ชาติก็สำคัญว่าตนเกิดมาแล้วเป็นจำนวนเท่านั้นชาติ
ตามที่จริงแล้ว พวกที่บอกว่าระลึกได้ชาติเดียวนั้น เป็นไปได้สูงที่จะเกิดจากอุปาทาน อาจทึกทักไปเอง อาจฝันเป็นจริงเป็นจัง หรืออาจฟังใครทายทักแล้วกลับมาปรุงแต่งเอาเป็นตุเป็นตะ ผมจะให้น้ำหนักกับพวกที่ระลึกชาติได้เป็นสิบชาติ และเห็นตนเองผ่านภพน้อยใหญ่ เป็นคน เป็นสัตว์ เป็นเทวดา กับทั้งระบุเหตุผลได้ว่ากรรมหลักๆอันใดส่งให้ไปเกิดในชาติถัดๆมา เพราะพวกนี้ได้ชื่อว่าระลึกชาติอย่างเห็นเหตุเห็นผล ไม่ใช่ระลึกได้แบบสักแต่เห็นภาพเสียงอย่างในฝัน
ยิ่งกว่านั้น หากมีหลักฐานเป็นรูปธรรม มีร่องรอยเก่าแก่ตกค้างอยู่บนโลกมนุษย์นี้ แล้วผู้ระลึกชาติสามารถชี้ในสิ่งไม่เคยมีใครรู้ได้ถูก การระลึกชาติของเขาจะมีน้ำหนักยิ่งกว่าบอกเล่าปากเปล่าแบบไร้ข้อพิสูจน์มาก
สิ่งสำคัญที่สุดในการเวียนว่ายตายเกิดก็คือ ทุกคนมีกรรมนำไปเกิดเสมอ หากปราศจากกรรมหลักๆเป็นตัวกำหนดแดนเกิดแล้ว สัตว์จะขาดที่มาที่ไป เหมือนของแปลกปลอมที่อยู่ดีๆผุดขึ้นเองกลางอากาศ
การขาดกรรมกำหนดแดนเกิด เท่ากับสัตว์ที่เกิดเองลอยๆนั้นจะไม่มีความเหลื่อมล้ำต่ำสูง จะไม่มีการได้ดีหรือตกยาก จะไม่มีผิวพรรณวรรณะหยาบหรือประณีต ลองตรองนะครับว่าถ้ามีชาติแรกที่ปราศจากกรรมกำหนด ชาติแรกนั้นก็ต้องเป็นภาวะอะไรอย่างหนึ่งที่ไร้อารมณ์ยิ่ง จู่ๆเกิดมามีอายตนะตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โดยไม่มีสภาพหยาบหรือประณีตใดๆ ไม่มีสิ่งแวดล้อมกระทบกระทั่งน่าชอบน่าชังใดๆ ไม่มีอะไรเร่งเร้าให้ประกอบกรรมดีกรรมชั่วใดๆ นึกออกไหมครับว่าจะเป็นอย่างไร?
ถ้าไม่มีภาวะความเป็นมนุษย์ ก็ไม่มีทางที่จะก่อกรรมเพื่อจำแนกตนเองออกไปเป็นสัตว์ประเภทต่างๆ แต่กว่าจะเป็นมนุษย์ ก็ต้องสร้างบุญบารมีมาบ้าง นี่เป็นวงกลมแห่งความจริงทำนองเดียวกับปัญหาโลกแตก เช่นไก่เกิดก่อนไข่หรือไข่เกิดก่อนไก่ คุณจะไม่พบคำตอบ เพราะไม่มีคำตอบให้พบ
สรุปคือคุณกับผมต่างก็เกิดตายกันมาเป็นอนันตชาติ คือนับไม่ได้ว่าร้อยชาติ ล้านชาติ หรือกี่อสงไขยชาติ ต้องเรียกอนันตชาติจึงจะถูก
เคยมีคนไปถามพระพุทธองค์เรื่องชาติแรกเหมือนกัน พระองค์ท่านตรัสตอบว่าถามแบบนี้ฟุ้งซ่านเปล่า เอาแบบที่พอเห็นความจริงแบบเป็นเหตุเป็นผลจะดีกว่า คือท่านให้มองว่าเพราะเริ่มจากความไม่รู้ สัตว์ทั้งหลายจึงทำกรรมดีบ้าง ทำกรรมชั่วบ้าง ผลคือทำให้ได้ดีบ้าง ทำให้ได้ชั่วบ้าง เป็นภพอันน่าอภิรมย์บ้าง เป็นภพอันน่าหน่ายหนีบ้าง
เมื่อทราบแล้วว่าการเวียนว่ายตายเกิดด้วยความไม่รู้อีโหน่อีเหน่นั้นเป็นภัย พระองค์ตรัสแสดงความจริงว่าการมีอัตภาพ มีหัวหู มีแขนขา มีอุปกรณ์ก่อกรรมอย่างนี้ไม่ดีเลย แม้ครองภาวะหยาบหรือประณีตอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงวินาทีเดียวก็ไม่ใช่เรื่องน่าสรรเสริญแล้ว ควรหาทางยกตัวเองขึ้นบก คือเข้าให้ถึงนิพพานเพื่อไม่ต้องเสี่ยงผิดเสี่ยงถูก ดำผุดดำว่ายอยู่กลางทะเลอันเต็มไปด้วยภยันตรายแห่งนี้อีก
การยุติภพชาติไม่ใช่การฆ่าตัวตายนะครับ การฆ่าตัวตายของผู้มีจิตเศร้าหมองนั้น มีอบายภูมิเป็นที่รอ ยังมีทุกข์และความลำบากอยู่ข้างหน้าไม่สิ้นสุด ส่วนการยุติภพชาติที่แท้จริงคือการดับเหตุแห่งการเกิดภพเกิดชาติ นั่นก็คือการดับกิเลสทางใจลงเท่านั้น ทางอื่นไม่มีเลย
ถาม มีพุทธทำนายว่ากึ่งพุทธกาล (พ.ศ.๒๕๐๐) สัตว์โลกจะพบแต่ความยากลำบากทุกชาติทุกศาสนา ตามธรรมชาติอันหมุนเวียนของโลกที่หมุนไปใกล้ความแตกสลาย ยักษ์หินที่ถูกสาปเป็นเวลานานจะตื่นขึ้นมาอาละวาด พระธรรมจะเริ่มเปล่งแสงรัศมีฉายแสงส่องโลกอีกวาระหนึ่งก็ต่อเมื่อมีธรรมิกราชโพธิญาณบังเกิดขึ้น อยู่ในความอุปถัมภ์ของพระเถระผู้ทรงฤทธิ์ ทั้งสองพระองค์สถิต ณ เบื้องตะวันออกของมัชฌิมประเทศ จะเสด็จมาเสริมสร้างศาสนาของตถาคตให้รุ่งเรืองสืบไปถึงห้าพันปี คำทำนายนี้จะทำให้ผู้สดับได้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ผู้ใดรู้แล้วไม่เชื่อนับว่าเป็นกรรมของสัตว์ที่ต้องสิ้นสุดไปตามกรรมชั่วของตน อยากทราบว่าคุณดังตฤณมีความเห็นอย่างไร พุทธทำนายนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร เชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน?
เป็นเรื่องน่าช่วยจดจำกันครับ ว่าพระพุทธเจ้าจะทรงทำนายสิ่งใดๆก็ตาม ท่านต้องมีเหตุผลกำกับไปด้วยทุกครั้ง เช่นหากใครสงสัยว่าเมื่อใดพระอรหันต์จะหมดจากโลก ท่านจะไม่ระบุเวลา แต่จะชี้ให้เห็นเป็นเงื่อนไขว่าตราบใดยังมีภิกษุปฏิบัติธรรมตามที่พระองค์สอนสั่ง ตราบนั้นโลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์ หรือถ้าสงสัยว่าเมืองใดจะล่มสลาย พระองค์ก็จะตรัสเป็นเงื่อนไขว่าเมื่อใดเหล่าเจ้าผู้ครองนครเสียความสมัครสมานสามัคคี เมื่อนั้นเมืองจะถึงกาลพินาศ
เช่นกัน ตามพระไตรปิฎกซึ่งถือเป็นสมุดบันทึกอันเชื่อถือได้ของชาวพุทธนั้น จะเห็นว่ามิใช่พุทธลีลาที่จะทำนายอนาคตของศาสนาแบบฝากความหวังไว้กับใครคนใดคนหนึ่ง พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่าถ้าพระองค์เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไป ศาสนาพุทธจะยังคงสืบทอดต่อได้อย่างมั่นคง เพราะพระองค์บัญญัติวินัยสงฆ์ไว้อย่างเป็นระเบียบดีแล้ว อีกทั้งพระองค์จัดตั้ง บริษัทพุทธ ซึ่งมีผู้ร่วมดำเนินการอยู่ ๔ พวก ได้แก่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา (รวมกล่าวง่ายๆคือฝ่ายนักบวชและชาวบ้านหญิงชาย)
แม้ที่เลื่องลือกันมากว่าพระพุทธเจ้าเคยทำนายสุบินนิมิต (ความฝัน) ของพระราชาองค์หนึ่ง ก็ไม่ปรากฏหลักฐานอยู่ในพระไตรปิฎก แต่จะอยู่ในหลักฐานชั้นรองๆลงมา สรุปว่าเรื่องเกี่ยวกับพุทธทำนายอนาคตแบบไม่มีเหตุผลประกอบนั้น เป็นเรื่องสมควรฟังหูไว้หู จะกระเดียดไปทางไม่เชื่อไว้ก่อนก็ไม่ผิดบาปอะไร เพราะโดยพุทธลีลาแล้ว แม้พระองค์ท่านมีญาณหยั่งรู้อนาคตจริง ก็จะตรัสถึงอนาคตอย่างมีเหตุผล มีที่มาที่ไป ซึ่งคนฟังจะได้รับประโยชน์ และเมื่อจะเชื่อก็ได้ชื่อว่าเชื่ออย่างมีเหตุผล มิใช่เชื่ออย่างงมงายหาคำอธิบายยาก
กล่าวถึงคำทำนายที่คุณยกมาเป็นคำถามนี้ เท่าที่ทราบปรากฏขึ้นมาลอยๆหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ครับ เขาถึงได้ทำนายถูกไงว่าจะเกิดสงครามใหญ่ จะเข้ายุคข้าวยากหมากแพง สำหรับที่มาของคำทำนายก็อ้างว่าได้มาจากเสาหินขนาดใหญ่ซึ่งเป็นศิลาจารึกของพระเจ้าอโศกผู้มีพระชนม์ประมาณสองร้อยปีหลังพุทธกาล
โปรดไถ่ถามกันดูเองเถิด มีใครเคยเห็นจารึกพุทธพยากรณ์ที่ว่านี้ด้วยตาตนเองหรือถ่ายรูปมาบ้าง และมีผู้เชี่ยวชาญภาษาโบราณท่านใดเป็นผู้แปลหรือให้การรับรองว่าแปลออกมาแล้วได้ใจความต่อเนื่องราบรื่นสละสลวยอย่างนี้ สำหรับเสาพระเจ้าอโศกนั้น ถ้าใครเคยไปอินเดียจะเห็นนะครับว่าข้อความบนเสาเลอะเลือน ขาดหาย ไม่มีความต่อเนื่องนัก อย่างไรคงถอดความไม่ได้ชัดเจนเหมือนพุทธทำนายปลอมที่เขียนขึ้นใหม่นี้หรอก
อีกประการหนึ่ง น่าสงสัยว่าพระเจ้าอโศกท่านไปคัดข้อความยาวๆแบบนี้มาจากไหน? เพราะแม้ในชั้นอรรถกถาซึ่งเป็นภาคขยายความพระไตรปิฎกก็ไม่มี
อีกข้อสังเกตหนึ่ง พระเจ้าอโศกท่านเป็นคนในยุค ๒๐๐ ปีหลังพุทธกาล คงไม่ใช่ธุระของท่านหรือคนสมัยนั้นที่จะไปสนใจเหตุการณ์อันจะเกิดขึ้นในอีกสองพันปีต่อมา และหากกล่าวว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญ ก็ต้องกล่าวว่าเหตุการณ์สำคัญกว่านั้นมีอยู่ เช่นที่พุทธศาสนาถูกรุกรานจนสาบสูญไปจากประเทศต้นกำเนิด และกระจัดกระจายไปเจริญตามแหล่งอารยธรรมต่างๆทั่วโลก เป็นต้น
และที่จะลืมไม่ได้เป็นอันขาด คือองค์พระเจ้าอโศกเอง ท่านเป็นผู้อุปถัมภ์ศาสนาพุทธเจ้าใหญ่ที่สุด เพราะถ้าไม่มีท่านส่งคนไปเผยแผ่พระสัทธรรมนอกอินเดีย ป่านนี้พุทธศาสนาก็ล่มสลายหายสูญจากโลกนี้ไปแล้ว ฉะนั้นถ้าพระพุทธเจ้าจะทรงตรัสทำนายเพื่อเชิดชูบุคคลสำคัญของศาสนา ท่านก็น่าจะไม่ลืมตรัสถึงพระเจ้าอโศกเป็นแน่แท้ พระเจ้าอโศกอยู่ใกล้พุทธกาลเพียงสองร้อยปีเศษ แต่ ธรรมิกราช ในพุทธทำนายปลอมอยู่ห่างมาถึงสองพันปี กลับได้รับการเชิดชูขึ้นมาเฉยๆ
สรุปคือเป็นพุทธทำนายปลอมร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ ตัวคำทำนายจะจริงหรือไม่จริงขอให้ยกไว้ อย่างไรก็ไม่สมควรนำมาอ้างอิงกันอย่างเด็ดขาดว่านี่เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ เป็นธรรมดาที่มนุษย์ทั้งหลายจะแสวงหาและปั้นแต่งฮีโร่ขึ้นมารับผิดชอบโลก แต่ความจริงก็คือพระพุทธเจ้าไม่สรรเสริญ ไม่สนับสนุน และไม่ยกใครขึ้นมาเชิดชูแล้วอนุญาตให้พวกเราฝากพระพุทธศาสนาไว้ในมือคนๆนั้น มีแต่จะทรงให้ร่วมมือร่วมใจกัน ช่วยกันสืบทอดและเผยแผ่ตามกำลังของแต่ละคน การเสาะหาฮีโร่เพียงคนเดียวมาเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งนั้น นอกจากจะทำให้แนวคิดร่วมมือร่วมใจลดลงแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสให้มนุษย์เจ้าเล่ห์ทั้งหลายกุเรื่องขึ้นมาตามใจชอบอีกด้วย
ถาม บางทีก็สงสัยครับว่าทำไมพระพุทธองค์จึงไม่ทรงแจกแจงกรรมวิบากให้ชัดไปเลย จะได้ไม่ต้องมานั่งสงสัยกัน เช่นโรคมะเร็งเกิดจากกรรมแบบไหน อะไรอย่างนี้
โรคมะเร็งเกิดจากกรรมอะไร? เป็นไปได้หลายอย่างครับ แกล้งสัตว์ทดลองก็เป็นได้ มีส่วนร่วมในขบวนการผลิตยาพิษก็เป็นได้ หรือแค่พูดจาบจ้วงใส่ไคล้อริยเจ้าก็เป็นได้ อะไรๆที่ทำแล้วก่อให้เกิดความเจ็บปวดทรมานเรื้อรังแก่คนอื่น ล้วนแล้วแต่มีผลสะท้อนกลับมาเป็นมะเร็งได้ทั้งสิ้น
ความแรงทางนามธรรม สะท้อนกลับมาเป็นความแรงทางรูปธรรม คือคิด พูด ทำรุนแรงแค่ไหน ผลดีผลร้ายก็ออกมารุนแรงแค่นั้น
ทีนี้คุณจะให้พระพุทธเจ้าท่านมาจาระไนความจริงให้หมดหรือ? เฉพาะกรรมที่ทำให้เป็นมะเร็งก็เหมือนจาระไนกันไม่หวาดไม่ไหวแล้ว ยังโรคอื่น ยังเรื่องอื่นที่น่าสงสัยบรรดามีอีกล่ะ เป็นต้นว่าโดนขูดขีดรถเป็นรอยเสียหายเกิดจากกรรมอะไร มันไม่ใช่เป็นไปได้แค่กรรมเก่าในชาติก่อน เอาแค่ชาตินี้บางคนเคยเป็นเด็กโมโหร้าย ชอบทำลายข้าวของพ่อแม่ ก็มาให้ผลตอนโตได้ บางคนเคยแอบเอามีดกรีดของรักของหวงของเพื่อนด้วยความริษยา ก็ให้ผลทันตาใน ๗ วันได้แล้ว
พระพุทธองค์ท่านไม่เสียเวลาแจกแจงเป็นเรื่องๆ เพราะเวลาของท่านมีค่ากว่านั้น ท่านสอนสิ่งที่รวบยอดคือ วิธีดับทุกข์ อันเป็นอมตะ นั่นแหละที่ท่านให้เวลาจาระไนมากที่สุด เหมือนเอายาครอบจักรวาลให้ทั้งตะกร้า แจกแจงสรรพคุณและวิธีใช้ไว้ครบถ้วนดีแล้ว กินทีเดียวไม่ต้องเป็นโรคใดๆอีกแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องมาสาธยายรายละเอียดของโรคต่างๆให้เปลืองเวลาอีก หน้าที่เสวนาจิปาถะเป็นเรื่องที่สาวกต้องทำกันเอง
อีกประการหนึ่ง ตลอด ๔๕ ปีมนุษย์ที่พระองค์โปรดโลกอยู่ ก็มีคนทูลถามเรื่องจิปาถะมากมาย พระองค์ก็ตอบด้วยเหตุผลเกี่ยวกับกรรมวิบาก ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่พระผู้สร้างบันทึกเกี่ยวกับพระองค์ท่านจะรวบรวมทุกคำถามคำตอบไว้ได้หมด
และอันที่จริง ถ้าคุณสนใจอ่านพระไตรปิฎกทั้งหมด ก็จะทราบว่าพระพุทธเจ้าตรัสตอบสิ่งที่ผู้คนทุกยุคทุกสมัยสงสัยไว้ครบแล้ว ผมขอแนะนำให้อ่านพระไตรปิฎกฉบับสำหรับประชาชน ของท่านอาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพดู มีวางตามร้านหนังสือใหญ่ๆทั่วไปครับ
:yociexp28:http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare075.htm (http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare075.htm)