PDA

View Full Version : คำอวยพรมีผลจริงไหม , สัตว์นำโชคเป็นเพียงความเชื่อหรือเรื่องจริง


มดเอ๊ก
03-28-2008, 12:54 PM
ถาม – คำอวยพรต่างๆมีผลจริงหรือไม่? จะบังเอิญหรืออย่างไรก็ยากจะเดา คือบางทีเห็นผู้ใหญ่ที่น่านับถือบางท่านอวยพรใครแล้วคนนั้นก็มักได้ดีตามปาก ขณะที่บางท่านอวยพรไม่ขึ้น แต่แช่งแล้วได้ผล หากคำอวยพรและคำแช่งเป็นจริง ก็เห็นท่าจะขัดกับหลักที่ว่าคนเราเป็นไปตามกรรม ไม่เป็นไปตามคำคนอื่นกระมัง?

หากจำแนกตามโอกาส คำอวยพรมีอยู่ ๓ ประเภทหลักๆ คือ

๑) คำอวยพรเฉพาะกิจ เช่น ถ้าต้องเดินทางแบบเสี่ยงอันตรายก็ขอให้ไปดีมีสวัสดิภาพ

๒) คำอวยพรตามเทศกาล เช่น อวยพรวันเกิดและวันขึ้นปีใหม่

๓) คำอวยพรไม่จำกัดโอกาส เช่น เมื่อล่ำลากันคนทุกประเทศมักทิ้งคำสุดท้ายให้ญาติมิตรว่าขอให้โชคดีนะ

ในระหว่าง ๓ ประเภทหลักข้างต้น คำอวยพรเฉพาะกิจมีผลมากที่สุด เพราะคนอวยพรรู้จริงๆว่าตนพูดอะไรออกไป ไม่ใช่สักแต่พูดเป็นพิธี เช่นพ่อแม่มาส่งลูกที่สนามบินด้วยความเป็นห่วง คำว่า ‘ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ’ มักไม่ใช่แค่ลมปาก แต่เป็นพลังคุ้มครองชนิดหนึ่ง ส่วนจะมากหรือน้อย จะคุ้มครองได้หรือไม่ได้ ก็ขึ้นอยู่กับพลังบุญของผู้พูด และความแรงของวิบากที่ผู้เดินทางต้องประสบ หากวิบากของผู้เดินทางต้องประสบอันตรายแน่ๆ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ คำอวยพรมีพลังช่วยแค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ หายนะในการเดินทางก็ต้องอุบัติอยู่วันยังค่ำ

เมื่อจำแนกตามจิตของผู้อวยพร ก็ต้องกล่าวว่าคำอวยพรมีอยู่ ๒ ประเภทหลักๆ คือ

๑) อวยพรออกมาจากจิตที่เป็นกุศล คือมีความปรารถนาดีหวังประโยชน์สุขต่อผู้รับพรจริงๆ ขณะกล่าวอวยพรจิตจะอยู่ในภาวะแผ่เมตตาครู่หนึ่ง ซึ่งจะมีกำลังมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับบุคคล ตัวอย่างที่เห็นง่ายได้แก่พ่อแม่ปู่ย่าตายายอวยพรลูก ถ้าเป็นลูกหลานหัวแก้วหัวแหวนจริงๆ กำลังของเมตตาจิตซึ่งแผ่ซ่านออกมาอย่างล้นหลามจะเป็นที่รู้สึกชัดแก่คนรับ ฟังแล้วชื่นอกชื่นใจ ยิ่งถ้าหากเป็นผู้ทรงคุณใหญ่เช่นพระอริยบุคคลให้คำอวยพร คนธรรมดาทั่วไปฟังแล้วจะสามารถสำเหนียกถึงพลังอบอุ่นยิ่งใหญ่ที่แผ่มาปกคลุมตนและอาณาบริเวณรอบข้าง โดยแทบไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นอุปาทานหรือของจริง

๒) อวยพรออกมาจากจิตที่ไม่เป็นทั้งกุศลและอกุศล คือก่อนพูดและขณะพูดไม่ได้มีจิตปรารถนาดีหวังประโยชน์สุขต่อผู้รับพรสักเท่าใด สักแต่เจื้อยแจ้วตามหน้าที่หรือตามโอกาสบังคับไปอย่างนั้นเอง ตัวอย่างที่เห็นง่ายได้แก่คนแปลกหน้าซึ่งโคจรมาพบและมีปฏิสันถารกันเพียงครู่ ยังไม่มีความประทับใจในกัน หรืออาจจะยังไม่เงยหน้าขึ้นมาสบตาด้วยซ้ำ แต่โดยหน้าที่ต้องขยับปากพูดแบบนกแก้วนกขุนทองทำนอง ‘ขอให้โชคดีในการเดินทาง’ อันนั้นจิตคิดปรารถนาดีย่อมเกิดขึ้นยาก (หากผู้อวยพรจะได้บุญก็เป็นเพียงบุญเล็กน้อยอันเกิดขึ้นจากการพูดคำที่เป็นมงคลบ่อยๆ ไม่ใช่บุญที่เกิดจากการมีเมตตาจิต) คุณจะรู้สึกคล้ายกับใครยื่นแก้วเปล่าให้แล้วบอกว่าเอ้า! ดื่มซะ น้ำแก้วนี้ดื่มแล้วจะอิ่ม! และคุณก็อาจไม่อยากให้เขาเสียน้ำใจ แสร้งหยิบแก้วเปล่ามาดื่มอั้กๆ เสร็จแล้วประชดว่าขอบคุณนะ อร่อยดี หายคอแห้งเลยเนี่ย

ในกรณีผู้มีความศักดิ์สิทธิ์ให้พรแล้วผู้รับพรได้ดีตามปาก กระทั่งเป็นที่ร่ำลือถึงความมีวาจาสิทธิ์นั้น ผมขอจำแนกเป็นสองประเภท คือ

๑) พรอันเกิดจากความรู้แจ้ง ผู้อาวุโสที่ผ่านโลกมามาก หรือผู้มีอภิญญา ย่อมรู้แจ้งถึงความเป็นฐานะและความไม่ใช่ฐานะ ที่ใครสักคนจะได้ดีตามปรารถนา เช่นนายทหารสักคนกราบขอพรให้ได้เป็นนายพล คนมีสายตาแหลมคม หรือผู้มีญาณหยั่งรู้ ท่านย่อมทราบอยู่ว่าตำแหน่งนายพลสมควรกับตานี่ในเวลานี้ไหม ถ้าสมควร ท่านก็จะให้พร ขอให้สมพรตามปรารถนา แต่ถ้าท่านรู้ว่าจะชวด ท่านก็แค่เงียบๆยิ้มๆ หรือพูดเลี่ยงไปว่าอย่าเอาเลยพร เอาความจริงดีกว่า ความดีที่บำเพ็ญมามีมากแค่ไหนก็ขอให้เผล็ดผลแค่นั้น

๒) พรอันเกิดจากพลังบริสุทธิ์ พลังบริสุทธิ์ในที่นี้หมายถึงพลังที่เกิดจากการสั่งสมเมตตามามากพอจะมีอำนาจบันดาล หรือก่อแนวโน้มเรื่องดีให้เกิดขึ้นจริง มีเงื่อนไขคือผู้รับพรต้องมีวิบากเดิมเป็นทุน คำอวยพรจะมีส่วนเร่งรัดให้เร็วขึ้น หรือขจัดอุปสรรคฝ้ามัวให้สลายลง เปิดทางให้วิบากด้านดีสัมฤทธิ์ผลโดยปราศจากความติดขัด ทำนองเดียวกับเศรษฐีมีบริวารมาก ย่อมสามารถสั่งคนของตนให้ไปช่วยรื้อถอนแนวป่ารก เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางแก่ชาวบ้านผู้อ่อนแรงอ่อนกำลัง อย่างไรก็ตาม การช่วยถางทางรกไม่ได้หมายถึงช่วยแบกหาม คนเดินต้องเดินเองอยู่ดี ถ้าไม่มีกำลังเดินก็ต้องหยุดพักรอไปก่อน อีกประการหนึ่ง ผู้มีพลังบริสุทธิ์ไม่ใช่หาง่ายๆ โดยมากต้องบำเพ็ญคุณงามความดี ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากมาหลายสิบปี หรือเป็นผู้ทรงฌาน แผ่เมตตาระดับไม่มีประมาณไปทั่วอนันตจักรวาลได้ หรือเป็นอริยบุคคลที่บริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสแล้วสิ้นเชิง ฉะนั้นชั่วชีวิตคนทั่วไปยากจะมีประสบการณ์รับคำอวยพรแล้วได้ผลทันตาน่าทึ่ง

ทั้งนี้ทั้งนั้น ขอย้ำว่าหากฝ่ายของผู้รับพรไม่มีเหตุปัจจัยอันเหมาะสม ต่อให้คำอวยพรของพระอินทร์หรือท้าวมหาพรหมก็ไม่มีทางสัมฤทธิ์ผลได้ เช่นคนไม่มีงานทำ ไม่มีความรู้ ไม่มีเงินทุน แต่ขอให้ได้รวยร้อยล้าน เงินร้อยล้านจะถูกเนรมิตมาแต่ไหน ในเมื่อระบบการเงินในโลกต้องมีทางมาทางไปที่สมเหตุสมผล คนต้องทำธุรกิจ ต้องขายของ ของต้องเป็นที่นิยมและจำหน่ายไปสู่คนจำนวนมาก หรือต่อให้คิดรวยทางลัดอย่างซื้อล็อตเตอรี่ ก็ต้องลงทุนซื้อแพงๆและถูกรางวัลที่ ๑ ซึ่งคำอวยพรใดๆก็ไม่มีอภิสิทธิ์ไปตัดหน้าบุญของผู้มีสิทธิ์จริงๆในแต่ละงวด

กรณีที่บางคนอวยพรไม่ขึ้น แต่กลับแช่งแล้วได้ผลสำเร็จนั้น ก็เป็นไปได้ครับว่าผู้นั้นมีเหตุปัจจัยคือ

๑) เป็นผู้ไร้ศีลบางข้อแต่มีสัตย์สมบูรณ์ เช่นยังฆ่าสัตว์เป็นนิตย์ ยังกินเหล้าเป็นอาจิณ จึงไม่มีอำนาจศักดิ์สิทธิ์พอจะอำนวยพรให้ใครได้ดีถนัดนัก อย่างไรก็ตาม เขาเป็นผู้รักษาสัตย์ยิ่งชีพ พูดคำไหนเป็นคำนั้น ไม่เคยบิดพลิ้ว ไม่เคยเบี้ยวสัญญาใคร ไม่เคยโกหกหลอกลวงหวังประโยชน์ส่วนตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเคยมีเรื่องพิสูจน์ใจหลายครั้ง เขายอมทนลำบากหรือเสียผลประโยชน์เพียงเพื่อรักษาคำพูด คนประเภทนี้จะมีจิตใจแน่วแน่ หนักแน่น และเฉียบคม เมื่อถึงจังหวะมาประกอบกับโทสะ หลุดคำสาปแช่งศัตรู ก็มักมีพลังลึกลับไปกระทำศัตรูให้เกิดความเดือดร้อนในทางใดทางหนึ่งได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าศัตรูเป็นฝ่ายทำร้ายเขาก่อน กับทั้งศัตรูเป็นผู้ไม่มีบุญญาธิการคุ้มครอง คำแช่งจึงมักสัมฤทธิ์ผลเร็วราวกับเล่นไสยศาสตร์

๒) เคยมีบุญคุณกับคนโดนสาปแช่ง และอ้างบุญคุณนั้นเป็นตัวตั้งในการสาปแช่ง เช่นพ่อแม่ทนเคียดแค้นลูกจอมไถและทำร้ายร่างกายตนไม่ไหว โพล่งบ่อยๆทำนองเลี้ยงให้โตมายังเนรคุณอย่างนี้ก็ขอให้วิบัติเถอะ ความวิบัติก็เร่งเวลามาปรากฏกับลูกทันตา แทนที่จะรอจังหวะให้ผลเองอยู่แล้วในกาลต่อไป

ขอให้ทำความเข้าใจว่าคำสาปแช่งเกิดจากโทสะเป็นมูล เป็นมหาอกุศลจิต มีวิบากรุนแรง แม้จะน่าเห็นใจเพียงใด เช่นพ่อแม่สาปแช่งลูกนั้น เมื่อความหายนะเกิดขึ้นกับลูกจริงๆก็มักต้องเศร้าซ้ำเป็นทวีคูณ แม้ไม่ร้องไห้ให้ใครเห็นก็ต้องน้ำตาตกในไปชั่วนาตาปี นอกจากนั้นนักสาปแช่งทั้งหลายยังเป็นผู้มีจิตใจเศร้าหมองด้วยโทสะที่คุกรุ่นอยู่เป็นนิตย์ โอกาสจะเป็นโรคลึกลับรักษาไม่หาย และโอกาสจะต้องเสวยทุกข์ในอบายภูมินั้นค่อนข้างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าชอบอ้างบุญคุณมาสาปแช่งและย่ามใจว่าเห็นผลเร็วนั้น มีส่วนให้บุญบารมีแห่งตนพลอยพินาศย่อยยับไปด้วย ทำนองเดียวกับคนมีเงิน แทนที่จะเก็บไว้ซื้อของให้เกิดประโยชน์ กลับนำไปซื้อไฟมาล้อมศัตรูและล้อมตนให้เกิดความเร่าร้อน แม้ได้หัวเราะที่เห็นศัตรูมอดไหม้ไปก่อน แต่หัวเราะไม่นานก็ย่อมรู้สึกถึงไอร้อนที่ลามมาถึงตนและไม่อาจหนีการถูกย่างสดได้พ้นเช่นกัน

ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าชีวิตคนเราเป็นไปตามกรรม ก็เพราะทุกสิ่งถูกจัดสรรด้วยอำนาจกรรม แม้แต่ตัวช่วยและตัวฉุดทั้งหลายในชีวิตคุณ ก็จะไม่ปรากฏเลยหากปราศจากฐานกรรมที่เหมาะสม เช่นหากจิตถูกห่อหุ้มอยู่ด้วยม่านบาปอกุศลหนาทึบ ก็จะไม่มีทางพบพระอริยเจ้าและรับพรอันเป็นมงคลด้วยความเต็มใจ ด้วยความมีศรัทธาปสาทะน้อมใส่เกล้า เมื่อไม่รับอาหารก็ย่อมไม่อาจเป็นผู้กินอาหาร

อีกประการ คำอวยพรก็ไม่ใช่เหตุปัจจัยเดียวที่จะทำให้ใครเจริญขึ้นได้ คุณจะหมดความคลางแคลงหากเลิกมองแบบตายตัวว่าคนนั้นคนนี้รุ่งโรจน์ทันตาเพราะคำอวยพรล้วนๆ หันมามองอย่างผู้ที่ทราบตามจริงว่าความเสื่อมและความเจริญทั้งหลายมีเหตุปัจจัยหลักและเหตุปัจจัยสมทบ กรรมของเจ้าตัวนั่นเองคือเหตุปัจจัยหลัก ส่วนคำอวยพรและรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆคือเหตุปัจจัยสมทบ

สรุปคือคำสาปแช่งและคำอวยพรไม่ได้ขัดกับหลักของกรรมวิบาก ทุกคนย่อมมีกรรมของตนเป็นที่พึ่ง ย่อมมีกรรมของตนบันดาลผลดีร้าย ผู้อวยพรย่อมได้รับพร ผู้สาปแช่งย่อมได้รับการสาปแช่ง ถ้ามนุษย์ด้วยกันไม่ทำ ธรรมชาติก็จัดให้อยู่ดี ขณะที่คุณอวยพรใครด้วยใจจริง จิตของคุณจะเป็นเมตตา คุณจะเป็นคนแรกที่ได้รับความฉ่ำเย็นจากเมตตาของตน แต่ขณะที่คุณสาปแช่งใครด้วยความพิโรธโกรธกริ้ว จิตของคุณเป็นพยาบาท คุณจะเป็นคนแรกที่ได้รับความเร่าร้อนจากโทสะของตนเช่นกันครับ

ถาม – สัตว์คู่บารมีหรือสัตว์มีบุญเป็นเรื่องจริงไหมครับ? อย่างที่เขาบอกว่าเลี้ยงสัตว์บางตัวจะให้โชคให้ลาภ หรือขนาดเป็นคู่บุญของพระราชามหากษัตริย์

ทั้งพรหม เทวดา มนุษย์ เดรัจฉาน เปรต และสัตว์นรก ต่างก็เป็นสัตว์ที่เวียนว่ายตายเกิด และพ่วงบุญพ่วงบาปตามไปดุจเงาตามตัวด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น หมายความว่ากรรมที่ทำเป็นอาจิณย่อมให้ผลเสมอในภพที่โอกาสอำนวย เช่นถ้าใครทำทานไว้มาก ทำอย่างฉลาด ทำอย่างเข้าใจ ทำอย่างมีศรัทธาในผลของทาน คติเบื้องหน้าของเขาย่อมเปิดกว้างและสว่างตามกรรม ไม่ติดขัดอัตคัด หรืออย่างน้อยที่สุดก็ช่วยแก้ร้อนให้เป็นเย็นขึ้นมาบ้าง

เช่นหากเขาพลาดทำกรรมชั่วลงไปด้วยความไม่รู้ ถึงขั้นต้องร่วงหล่นลงไปเสวยทุกข์สาหัสในนรกภูมิ โดยสภาพของภาวะเช่นนั้นก็ไม่เปิดช่องให้มหาทานเผล็ดผลเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่อย่างน้อยที่สุดก็มีอภิสิทธิ์ได้ ‘พักร้อน’ มากกว่าชาวนรกอื่น

แต่หากกรรมชั่วของเขาไม่ถึงขั้นต้องพุ่งลงเหวนรก ยักแย่ยักยันอยู่แถวๆภูมิเดรัจฉานหรือภูมิเปรต อย่างนี้ก็มีช่องให้มหาทานเก่าๆเผล็ดผล ช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา หรือช่วยจัดสรรความหรูหราอลังการให้ได้บ้าง

กล่าวเฉพาะสัตว์เดรัจฉานที่บุญเก่าตามตัวมา และถึงเวลาเผล็ดผลช่วยบรรเทาความอึดอัดในอัตภาพอันต่ำต้อย ก็มักได้เกิดเป็นใหญ่ในหมู่สัตว์ประเภทเดียวกัน หรือได้เกิดในฐานะที่จะรับความอนุเคราะห์จากมนุษย์โดยง่าย โดยมากเป็นสัตว์เลี้ยงในบ้านเช่นหมา แมว นก แต่ก็มีที่คนอุตส่าห์ไปลากมาจากป่าหรือทะเลเพื่อเลี้ยงดูอย่างอิ่มหมีพีมัน เช่นสัตว์ในเขาดิน ปลาโลมาในคณะแสดงลีลาประกอบดนตรี เป็นต้น

มหาทานที่ให้ผลในภูมิของเดรัจฉานนั้นมาได้หลายรูปแบบ ตัวอย่างเช่น

๑) เคยร่วมบุญกับเจ้านายผู้เลี้ยงดูมาก่อน เป็นกฎธรรมดาว่าถ้าเคยร่วมทำทานอย่างใหญ่กันมา พอมาพบและอยู่ร่วมกันในทางใดทางหนึ่ง ก็จะเกิดความสุขความเจริญขึ้นกว่าเคย ในข้อนี้มักเป็นนิยามที่แท้จริงของ ‘สัตว์นำโชค’

๒) บุญเก่าตกแต่งให้น่ารักน่าเอ็นดู ทำให้เจ้านายเกิดความเมตตาเป็นพิเศษ อยากเลี้ยงอย่างดี ทะนุถนอมราวกับลูกในไส้ หรือยิ่งกว่าลูกในไส้ผมก็เคยเห็นบ่อยๆ ถ้าคุณตระเวนเยี่ยมคฤหาสน์ท่านเศรษฐี จะเห็นหลายหลังเลยครับที่ให้หมากินสะเต๊ก นอนห้องแอร์ มีพี่เลี้ยงคอยพาเดินเล่นและอาบน้ำตัดแต่งขนให้อย่างมืออาชีพ

๓) มีบุญอย่างใหญ่เป็นเอกเทศอยู่ในตนเอง เช่นนี้ใครนำไปเลี้ยงก็เกิดโชคลาภแก่ผู้เลี้ยงทันตา และชวนให้คิดว่าเป็นเพราะเลี้ยงสัตว์นี้จึงมีโชค หรือแม้ไม่คิดก็จะมีทรัพย์เพิ่มขึ้นมากพอจะเลี้ยงดูสัตว์อย่างเป็นสุขพอสมควร กรณีนี้เกิดขึ้นไม่ง่ายนัก เพราะหมายความว่าบารมีทางทานของเจ้านายสู้สัตว์เลี้ยงไม่ได้ ต้องเลี้ยงสัตว์จึงอาศัยบารมีของมันเกื้อหนุนให้ได้ดีขึ้น สัตว์มีบุญส่วนใหญ่ไปอยู่กับคนมีบุญเสมอกันหรือมากกว่า น้อยมากที่ไปอยู่กับคนมีบุญต่ำกว่า

ส่วนสำหรับสัตว์ระดับช้างเผือกคู่บ้านคู่เมืองนั้น มักเป็นผู้เสวยภพพญาช้าง คือเคยเป็นกษัตริย์ เคยยิ่งใหญ่ เคยทำมหาทานมาก่อน เกิดมาจึงมีคชลักษณ์ครบถ้วนเป็นที่หมายปองระดับประเทศ ที่พลาดมาเสวยภพเดรัจฉานก็เพราะการเป็นราชาในหลายยุคมีโอกาสฆ่าสัตว์ตัดชีวิตและทำตามอำเภอใจได้มาก แต่บุญเก่าก็พ่วงมาอุปถัมภ์ค้ำชูให้เป็นใหญ่ระดับประเทศอยู่ดี

ปัจจุบันหลายคนเชื่อในเรื่องของ ‘รูปสัตว์นำโชค’ มากกว่าความเข้าใจเรื่องการเลี้ยงสัตว์ตัวเป็นๆที่มีชีวิตและบุญกรรมที่เป็นเงาติดตามตัวมา เช่นรูปมังกรแก้วหรือสัญลักษณ์นกแต้วแล้วท้องดำ อันนั้นจะออกไปในทางพลังอำนาจแห่งเคล็ดลาง อธิบายไม่ได้ด้วยหลักกรรมวิบาก หากจะเผื่อใจว่าเป็นเรื่องจริงหรือมีมูล ก็อยากให้มองว่ามันมีส่วนแค่กระผีกริ้นเท่านั้น ทำนองเดียวกับคนแต่งตัวสวยอย่างถูกกาลเทศะย่อมชนะใจคนเห็นได้ง่ายกว่าคนแต่งตัวชุ่ยๆผิดกาลเทศะ

อีกประเด็นที่สำคัญคือคนทั่วไปไม่สามารถทราบได้ว่าสัตว์ต้องมีลักษณะอย่างไรจึงให้โชค ฉะนั้นคิดอย่างนี้ดีกว่าครับ ถ้าเลี้ยงหมาแมวจรมา ก็ได้บุญกับตัวเองทั้งนั้น การเลี้ยงดูสัตว์โดยไม่หวังผลตอบแทนนั่นแหละเป็น ‘ตัวทำโชค’ อยู่แล้ว


:0025:http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare072.htm (http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare072.htm)