มดเอ๊ก
03-28-2008, 12:50 PM
ถาม ปัจจุบันมีช่องทางเผยแผ่ธรรมะผ่านภาพและเสียงได้กว้างขวาง ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ อินเตอร์เน็ต และซีดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งซีดีเสียงซึ่งกำลังได้รับความนิยม เพราะนำไปฟังในรถได้สะดวก ตามความเข้าใจ ผู้เป็นเจ้าของเสียงน่าจะได้ชื่อว่าทำบุญโดยให้เสียงเป็นทานใช่หรือไม่? ผลที่เกิดจากการให้เสียงเป็นทานคืออะไร? เหตุใดแต่ละคนประกอบบุญทางเสียงเหมือนๆกันแต่มีเสียงน่าฟังไม่เท่ากัน? และหากจะขอรับสื่อธรรมะจากอินเตอร์เน็ตควรไปที่ใด?
คำถามนี้มีมาจากหลายคน ซึ่งก็แสดงให้เห็นว่าปัจจุบันชาวพุทธนิยมสื่อธรรมะทางเลือกกันมากขึ้น เพราะรูปแบบชีวิตการทำงานกับกำลังใจของคนในเมืองไม่ค่อยเอื้ออำนวยให้รับชมรับฟังรายการวิทยุโทรทัศน์ธรรมะช่วงตีห้าสักเท่าใด ผมขอรวมตอบโดยเกลาคำถามใหม่ให้รวบรัด โดยไม่จำเพาะเจาะจงเป็นกรณีพิเศษใดๆนะครับ
กรรมที่ทำด้วยเสียงนั้น วิบากหลักย่อมเกี่ยวกับเสียง วิบากรองๆย่อมแปรไปตามเหตุปัจจัย ถ้าเสียงนั้นเป็นคุณ ก็ย่อมได้คุณภาพเสียงที่ดีเป็นวิบาก แต่ถ้าเสียงนั้นเป็นโทษ ก็ย่อมได้วิบากเป็นคุณภาพเสียงที่ต่ำหรือแย่ไปแทน
ธรรมะจัดเป็นสิ่งที่ฟังแล้วได้ประโยชน์สูงสุด เนื่องจากเปลี่ยนความเข้าใจผิดให้เป็นถูกได้ เปลี่ยนอกุศลให้เป็นกุศลได้ รวมทั้งเปลี่ยนคนไม่มีโอกาสรับรู้ให้เป็นคนมีโอกาสรับรู้ได้ เช่นบางคนขาดความอดทนพอจะอ่านหนังสือธรรมะ บางคนเสื่อมสมรรถภาพทางประสาทตา บางคนไม่มีเวลาอ่านเพราะงานรัดตัว จำเป็นต้องพึ่งพารายการวิทยุหรือซีดีเสียงเท่านั้น (เท่าที่เห็นจริงๆคือบางคนอ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง แต่พอฟังซีดีแล้วกลับรู้เรื่องขึ้นมาด้วยอารมณ์ติดใจคล้อยตามน้ำเสียงคนอ่านก็มี)
ดังนั้นถ้าทำธรรมทานด้วยเสียง ก็ย่อมให้ผลสูงสุดเหนือกว่าวจีกรรมประเภทใดๆ หากธรรมทานที่ทำมีน้ำหนักแรงพอจะส่งผลในชีวิตปัจจุบันทันตา อันดับแรกๆบุญจะไปตกแต่งดัดแปลงทั้งเสียง ทั้งน้ำหนักคำพูด จากนั้นจึงขยายผลไปถึงเรื่องแวดล้อมอื่นๆ เช่นฐานะความเป็นอยู่ สังคมแวดล้อม คนรัก สุดแท้แต่เหตุปัจจัยจะอำนวย
โดยมากที่จะเห็นผลเร็วคือพวกมีฐานของกุศลวิบากเกี่ยวกับเสียงเป็นทุนอยู่ก่อน แต่หากไม่มีฐานพอจะรองรับ ก็รวบรัดไปให้ผลทีเดียวในชาติถัดๆไป คือเกิดใหม่มีคุณภาพเสียงโดดเด่น ขั้นต่ำคือไม่น้อยหน้าใครในประเทศ ขั้นสูงคือเป็นที่หนึ่งในระดับโลก จะเป็นรองก็แค่เทวดานางฟ้าเท่านั้น
นอกจากทุนเก่าที่ต่างกันแล้ว ปัจจัยที่ทำให้ผลของการให้เสียงเป็นธรรมทานแตกต่างกันได้แก่
๑) เจตนาตั้งต้น คือคิดให้ประโยชน์กับคนอื่นหรือหวังประโยชน์ทางใดทางหนึ่งเข้าตน ถ้าจุดหมายหลักคือเพื่อคนอื่น เสียงจะฟังรื่นหูน่าชื่นใจ แต่ถ้าตั้งต้นด้วยความหวังเอาเข้าตัวเอง แม้เสียงจะไพเราะก็ไม่เย็นชื่นใจได้เท่า อีกประการหนึ่ง หากตั้งความหวังให้ธรรมทานทางเสียงของตนเผยแพร่เป็นประโยชน์ไปในคนหมู่มาก คือทำทานด้วยความเข้าใจว่าเสียงนี้จะเป็นประโยชน์กับหมู่คนตาบอด เสียงนี้จะเป็นประโยชน์กับคนที่ถนัดฟังธรรมะตอนรถติด เสียงนี้จะเป็นประโยชน์กับคนชราที่สายตาฝ้าฟาง ฯลฯ โดยย่นย่อคือมีน้ำจิตประกอบด้วยเมตตาไพบูลย์ ผลจะเป็นความกังวานกว้าง ถ้ามีโอกาสขึ้นพูดในที่ชุมนุมใหญ่จะเห็นผลชัด คือเรียกความสนใจจากคนหมู่มากให้เงี่ยฟังได้ไม่ยาก
๒) ความเข้าใจธรรมะ เสียงที่ประกอบด้วยความเข้าใจ มีผลต่อความหนักแน่น คมชัด แจ่มใส บางคนแม้อ่านก็เหมือนสักแต่อ่าน กขค. นกแก้วนกขุนทองไปอย่างนั้น นั่นจะส่งผลกับเสียงด้วย คือแม้เสียงเพราะ แต่ก็ขาดน้ำหนักน่าเชื่อถึงที่สุด หรือขาดแรงดึงดูดให้ติดใจคล้อยตาม การมีความเข้าใจธรรมะด้วยตนเองจริงๆมักเป็นทั้งแรงบันดาลใจให้คิดริเริ่มอยากอ่านโดยไม่ต้องมีใครชักชวน บุญที่อยากทำเองย่อมให้ผลเหนือกว่าบุญที่ได้รับการชักชวนจากคนอื่น ทั้งในแง่ของความเร็ว ความเป็นใหญ่ และความคงเส้นคงวาในการให้ผล
๓) ความตั้งใจขณะใช้เสียง คือเวลาเปล่งเสียงแต่ละคำเป็นไปอย่างลวกๆหรือประณีต เท่าที่เห็นคนมีหน้าที่เป็นอาชีพส่วนใหญ่ทำๆไปสักพักจะชิน ความตั้งอกตั้งใจจะลดลง (ซึ่งก็เป็นกันทุกวงการ ทุกสาขาอาชีพ) แตกต่างจากมือสมัครเล่นที่เอาจริงเอาจังเพราะรักจะทำชั่วครั้งชั่วคราว หากเสียงที่ออกมาชัดถ้อยชัดคำ ถูกจังหวะจะโคน ถูกต้องตามประโยคดั้งเดิมไม่ผิดพลาด ผลคือความหนักแน่น นุ่มนวล เสียงไม่ตกไม่พร่าง่าย กับทั้งมีพลังสะกดตรึงให้คนอยากตั้งใจฟังจากต้นจนจบความโดยดี เพราะสติในการพูดจะสูงกว่าธรรมดาทั่วไป
๔) ความต่อเนื่อง หมายถึงความยาวนานในการให้เสียงเป็นทาน ยิ่งนานเท่าไหร่ก็จะยิ่งมีผลคูณมากขึ้นเท่านั้น ทั้งในแง่ของคุณภาพและระยะเวลาให้ผล โดยมากแล้วการให้เสียงเป็นธรรมทานจะมีวิบากเป็นกุศลเกี่ยวกับเสียงไปจนถึงนิพพานอยู่แล้ว แต่จะให้ผลอย่างคงเส้นคงวาในทุกภพที่เกิดตั้งแต่ต้นจนถึงอายุขัยหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับว่าทำธรรมทานด้วยเสียงตลอดชีวิตหรือเปล่า
๕) เนื้อหาธรรมะ ต้องมองตามจริงว่าธรรมะเหมือนกัน เนื้อหาก็อาจแตกต่างกันได้ คือมีทั้งธรรมะระดับกรรมวิบากกับธรรมะระดับพ้นทุกข์ มีทั้งธรรมะตรงทางกับธรรมะหลงทาง มีทั้งธรรมะของพระพุทธเจ้ากับธรรมะนอกครู ฯลฯ ทุกวันนี้มีธรรมะจากหลายแหล่งจนยากจะชี้ชัดว่าอันไหนผิดอันไหนถูก ถ้าถูกนั้นถูกหมดหรือเปล่า เครื่องสะท้อนอย่างหนึ่งก็คือการเปล่งเสียงของธรรมะที่ถูกต้อง จะให้ผลเป็นความรู้สึกถูกต้องเกี่ยวกับการพูดโดยรวม เป็นเสียงที่ให้ความกระจ่างแก่คนฟัง นอกจากนั้นยังมีผลข้างเคียงอื่นที่ไม่เกี่ยวกับเสียง เช่นถ้าอ่านธรรมะที่ตรงทางมากๆ จะยังผลให้เจ้าของเสียงเข้าใจธรรมะง่าย อยู่ในครรลองของธรรมะที่ถูกต้องไปเรื่อย แต่หากอ่านธรรมะที่ผิดมากๆ จิตใจจะขุ่นมัว มีความรู้สึกขัดแย้งในตัวเอง เข้าใจอะไรผิดพลาดบ่อยทั้งที่เป็นเรื่องพื้นๆ (เท่าที่เห็นในภาคสนามจริงๆคืออาจเห็นผิดเป็นชอบ มองไม่เห็นบาปโดยความเป็นบาปไปเลย) กล่าวโดยสรุปสำหรับข้อนี้คือถ้ามีอาชีพเกี่ยวกับการใช้เสียง และต้องอ่านธรรมะออกอากาศหลากหลาย ก็น่าเห็นใจครับที่ตกอยู่ในความเสี่ยงผิดเสี่ยงถูกคละเคล้ากันโดยไม่รู้ตัว
๖) ผลต่อคนรับฟัง ถ้าหากทุนเก่าเกี่ยวกับเสียงดีพอ คือสามารถเหนี่ยวนำให้ผู้รับฟังคล้อยตาม และเกิดศรัทธาในธรรมะได้อย่างดี จำนวนคนผู้มีโอกาสรับฟังกว้างขวาง รวมทั้งเจ้าตัวผู้ให้เสียงเป็นทานได้รับรู้ถึงผลในวงกว้างแล้วเกิดใจยินดีซ้ำๆ นอกจากให้ผลทางความกังวานของเสียงแล้ว จะยังเป็นตัวคูณยกชั้นคุณภาพเสียงให้ขึ้นทำเนียบระดับใด ส่วนใหญ่พวกนักร้องที่มีแก้วเสียงระดับโลกนั้น ล้วนผ่านการให้เสียงเป็นทานแบบชักจูงจิตใจคนจำนวนมหาศาลให้เกิดศรัทธาที่ถูกต้องมาด้วยกันทั้งสิ้น (ศรัทธาที่ถูกต้องไม่จำเป็นต้องอยู่ในขอบเขตของพุทธเสมอไป ขอให้เข้าข่ายทำคนตาสว่างในด้านทานและศีลก็ใช้ได้แล้ว)
สำหรับการขอรับสื่อเสียงธรรมนั้น หากใครเล่นเน็ตก็เข้าไปขอรับซีดีได้จากเว็บ http://www.cdthamma.com/ โดยทำตามเงื่อนไขที่เจ้าของเว็บระบุไว้ สำหรับหนังสือของผมก็มีทำเป็นซีดีเสียงแจกอยู่ในนั้นด้วย หรือหากจะให้ง่ายและไม่ต้องรอรับซีดี คือดาวน์โหลดด้วยตนเองจาก http://multimedia.dungtrin.net/ ไฟล์ขนาดไม่ใหญ่มากครับ แบ่งเป็นตอนๆ ใช้เวลาไม่กี่นาทีก็เอามาลงเครื่องเปิดฟังได้แล้ว ใครอยากเห็นตัวอย่างผลบุญจากการให้เสียงเป็นทานก็ลองดู
ถาม พวกปากอย่างใจอย่าง ประเภทปากหวานก้นเปรี้ยว จะมีผลอย่างใดอย่างหนึ่งกับเสียงไหมครับ?
ทำความเข้าใจแบบครอบจักรวาลไปเลยดีกว่าครับ จะได้มีอุเบกขา ไม่เกิดอคติเพราะเกลียด ถ้าอคติเพราะเกลียดเสียแล้ว เราก็ต้องเข้าใจว่าวิบากของเขาคงเป็นอะไรแย่ๆแต่ถ่ายเดียว
แม่บทสำคัญของกรรมเกี่ยวกับเสียงนี่นะครับ เมตตาที่เจืออยู่ในจิตขณะพูดจาจะทำให้เสียงหวานเป็นกังวานเพราะ ทุกคำฟังปลอดโปร่งไร้สิ่งแอบแฝง ส่วนโทสะทำให้เสียงห้วนดุทิ่มแทงโสต ทุกคำเหมือนอัดแน่นอยู่ด้วยดินระเบิดที่พร้อมระเบิดเมื่อกดถูกปุ่ม นี่เป็นสิ่งที่เห็นประจักษ์ได้ในปัจจุบัน และจะปรากฏชัดขึ้นอีกหากทำตลอดชีวิตแล้วตายไป ได้อัตภาพใหม่ขึ้นมา
คนส่วนใหญ่อยู่ตรงกลางๆระหว่างเมตตากับพยาบาท ใครดีมาก็ดีตอบ ใครร้ายมาก็ร้ายกลับ หายากที่ตั้งจิตไว้ว่าจะพูดจาบนฐานของเมตตาให้ตลอด ไม่ว่าใครจะเข้ามาท่าไหนฉันพูดดีด้วยหมด แล้วก็หายากครับที่ตั้งจิตไว้ว่าจะพูดจากราดเกรี้ยวท่าเดียว ใครมาดีมาร้าย ต่อให้พระสงฆ์องค์เจ้าฉันเล่นงานหมด
และเพราะคนส่วนใหญ่พูดแบบครึ่งๆกลางๆ ก็เลยปนๆกัน เสียงคนทั่วไปจึง ธรรมดา ไม่มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ นานๆจึงเห็นใครสักคนเสียงหวานเป็นพิเศษ หรือเสียงแหบห้วนผิดปกติมนุษย์มนาเขา
ย้อนกลับมาที่ประเด็นปากหวานก้นเปรี้ยว ขอให้พิจารณาว่าการพูดจาอ่อนหวานนั้น ถ้าหวานจริงแล้ว อย่างไรก็ต้องใช้ใจ ใช้กระแสเมตตาจากจิตในระดับหนึ่ง แม้มือซ่อนมีดไว้ด้านหลัง หรือมีแผนร้ายเก็บงำอยู่ในใจ วจีกรรมที่ดีก็ย่อมเป็นกรรมดี เป็นต่างหากจากมโนกรรม อย่างที่เรียกว่าต่างกรรมต่างวาระ
สมมุติว่ามีเซลคนหนึ่ง กะมาหลอกขายสินค้าคุณภาพต่ำด้วยราคาแพง เจตนานั้นกึ่งๆกันอยู่ระหว่างอยากฟันกำไรเกินเหตุกับคิดคดฉ้อฉล เขาไม่ถึงกับปล้นเงินคุณ แต่เขาก็ไม่ได้ให้ความยุติธรรมกับคุณ ตรงนั้นจิตของเขาเป็นอกุศล แต่ไม่ถึงกับเป็นกรรมดำสนิท
ทีนี้ตอนพูดตะล่อม เขาอาจมีศิลปะการเจรจาหว่านล้อม มีวาทศิลป์น่าประทับใจ พูดแต่ละคำน่าฟัง มีมุข มีลูกเล่นลูกหยอดให้คุณหัวเราะได้ตลอด อาจชวนคุณคุยเกี่ยวกับตัวคุณเอง คุยเกี่ยวกับดินฟ้าอากาศ หรือถกปัญหาการบ้านการเมืองเสียกว่าครึ่ง แทบไม่พูดถึงสินค้าเลย จนคุณเกิดความเอ็นดูและเลื่อมใส นึกอยากอุดหนุนเขาโดยไม่ค่อยสนใจรายละเอียดสินค้ามากนัก
ช่วงที่เขาไม่พูดถึงสินค้าเลย ใจเขาไม่ได้คิดคด เขาคิดถึงแต่คำพูดดีๆ คำพูดเพราะๆที่ฟังรื่นหู ใจต้องอยากให้คนฟังเป็นสุขกับคำพูดของตน อันนั้นเข้าข่ายพูดอย่างมีเมตตา จิตเป็นกุศล หากเขาพูดของเขาอย่างนั้นเป็นนิสัย เมตตาย่อมมีพลัง เวลาพูดย่อมเกิดประกายเสน่ห์ โน้มน้าวให้คนฟังเกิดความเอ็นดู สรุปคือวิบากของการพูดอย่างมีเมตตาย่อมทำให้เสียงเขาดี เสียงเขาน่าฟัง เขาอยากขายอะไรคนก็ต้องการซื้อ หรืออย่างน้อยก็มีใจโน้มเอียงที่จะซื้อ นั่นคือสิ่งที่เขาได้จากการพูดดี พูดเป็น พูดเก่ง
แต่ส่วนใจที่คิดเอาเปรียบผู้ซื้อ ปิดบังความไม่ยุติธรรมไว้ด้วยลีลาเจรจาเหนือชั้น อันนั้นเขาก็ต้องได้รับผลไป คุณลองถามเซลกะล่อนๆที่พอรู้จักและคุยอย่างเปิดอกดูแล้วกัน เงินที่ได้มามักเป็นเงินร้อน ได้มาต้องจ่ายไป แล้วก็ต้องมีเหตุให้จ่ายมาก จ่ายอย่างไม่สมควรจะต้องจ่ายบานตะไท
ส่วนปากหวานก้นเปรี้ยวอีกประเภทหนึ่ง คือแกล้งพูดดีต่อหน้า แล้วเอาไปนินทาลับหลัง อันนั้นถ้าการแกล้งพูดดี พูดป้อยอ พูดให้นึกว่าเป็นมิตร โดยไม่มีน้ำจิตเมตตาอยู่เลย เมื่อกรรมได้เวลาเผล็ดผลเมื่อใด วิบากดำจะตกแต่งเสียงให้ฟังดูดัดจริต ฟังแล้วอึดอัด หรือฟังแล้วน่าหมั่นไส้ แม้จะพูดปกติก็ระคายน่ารำคาญ หรือแม้ตั้งใจพูดดีกับญาติพี่น้องที่ตนรัก ญาติๆก็กลับนึกว่าไม่จริงใจ ฟังอะไรพานให้เข้าใจผิดตลอด
สรุปอันเป็นที่สุดเกี่ยวกับเรื่องของเสียงนั้น เชื่อพระพุทธเจ้าท่านเถิดครับ มีวจีกรรมที่เป็นสุจริตให้มากที่สุด ทั้งเลือกพูดคำจริง เลือกพูดคำที่ไพเราะ เลือกพูดคำที่ประกอบด้วยประโยชน์ปราศจากโทษ เลือกพูดคำที่ประสานสามัคคี และเลือกพูดคำที่ก่อให้เกิดสติไม่ชวนกันเพ้อเจ้อเลื่อนเปื้อน แล้วผลดีจะไม่ใช่มีแค่เรื่องของเสียง แต่ยังเป็นสิ่งแวดล้อมในชีวิตที่วิเศษยิ่งๆขึ้นไปอีกด้วย
:0170:http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare069.htm (http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare069.htm)
คำถามนี้มีมาจากหลายคน ซึ่งก็แสดงให้เห็นว่าปัจจุบันชาวพุทธนิยมสื่อธรรมะทางเลือกกันมากขึ้น เพราะรูปแบบชีวิตการทำงานกับกำลังใจของคนในเมืองไม่ค่อยเอื้ออำนวยให้รับชมรับฟังรายการวิทยุโทรทัศน์ธรรมะช่วงตีห้าสักเท่าใด ผมขอรวมตอบโดยเกลาคำถามใหม่ให้รวบรัด โดยไม่จำเพาะเจาะจงเป็นกรณีพิเศษใดๆนะครับ
กรรมที่ทำด้วยเสียงนั้น วิบากหลักย่อมเกี่ยวกับเสียง วิบากรองๆย่อมแปรไปตามเหตุปัจจัย ถ้าเสียงนั้นเป็นคุณ ก็ย่อมได้คุณภาพเสียงที่ดีเป็นวิบาก แต่ถ้าเสียงนั้นเป็นโทษ ก็ย่อมได้วิบากเป็นคุณภาพเสียงที่ต่ำหรือแย่ไปแทน
ธรรมะจัดเป็นสิ่งที่ฟังแล้วได้ประโยชน์สูงสุด เนื่องจากเปลี่ยนความเข้าใจผิดให้เป็นถูกได้ เปลี่ยนอกุศลให้เป็นกุศลได้ รวมทั้งเปลี่ยนคนไม่มีโอกาสรับรู้ให้เป็นคนมีโอกาสรับรู้ได้ เช่นบางคนขาดความอดทนพอจะอ่านหนังสือธรรมะ บางคนเสื่อมสมรรถภาพทางประสาทตา บางคนไม่มีเวลาอ่านเพราะงานรัดตัว จำเป็นต้องพึ่งพารายการวิทยุหรือซีดีเสียงเท่านั้น (เท่าที่เห็นจริงๆคือบางคนอ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง แต่พอฟังซีดีแล้วกลับรู้เรื่องขึ้นมาด้วยอารมณ์ติดใจคล้อยตามน้ำเสียงคนอ่านก็มี)
ดังนั้นถ้าทำธรรมทานด้วยเสียง ก็ย่อมให้ผลสูงสุดเหนือกว่าวจีกรรมประเภทใดๆ หากธรรมทานที่ทำมีน้ำหนักแรงพอจะส่งผลในชีวิตปัจจุบันทันตา อันดับแรกๆบุญจะไปตกแต่งดัดแปลงทั้งเสียง ทั้งน้ำหนักคำพูด จากนั้นจึงขยายผลไปถึงเรื่องแวดล้อมอื่นๆ เช่นฐานะความเป็นอยู่ สังคมแวดล้อม คนรัก สุดแท้แต่เหตุปัจจัยจะอำนวย
โดยมากที่จะเห็นผลเร็วคือพวกมีฐานของกุศลวิบากเกี่ยวกับเสียงเป็นทุนอยู่ก่อน แต่หากไม่มีฐานพอจะรองรับ ก็รวบรัดไปให้ผลทีเดียวในชาติถัดๆไป คือเกิดใหม่มีคุณภาพเสียงโดดเด่น ขั้นต่ำคือไม่น้อยหน้าใครในประเทศ ขั้นสูงคือเป็นที่หนึ่งในระดับโลก จะเป็นรองก็แค่เทวดานางฟ้าเท่านั้น
นอกจากทุนเก่าที่ต่างกันแล้ว ปัจจัยที่ทำให้ผลของการให้เสียงเป็นธรรมทานแตกต่างกันได้แก่
๑) เจตนาตั้งต้น คือคิดให้ประโยชน์กับคนอื่นหรือหวังประโยชน์ทางใดทางหนึ่งเข้าตน ถ้าจุดหมายหลักคือเพื่อคนอื่น เสียงจะฟังรื่นหูน่าชื่นใจ แต่ถ้าตั้งต้นด้วยความหวังเอาเข้าตัวเอง แม้เสียงจะไพเราะก็ไม่เย็นชื่นใจได้เท่า อีกประการหนึ่ง หากตั้งความหวังให้ธรรมทานทางเสียงของตนเผยแพร่เป็นประโยชน์ไปในคนหมู่มาก คือทำทานด้วยความเข้าใจว่าเสียงนี้จะเป็นประโยชน์กับหมู่คนตาบอด เสียงนี้จะเป็นประโยชน์กับคนที่ถนัดฟังธรรมะตอนรถติด เสียงนี้จะเป็นประโยชน์กับคนชราที่สายตาฝ้าฟาง ฯลฯ โดยย่นย่อคือมีน้ำจิตประกอบด้วยเมตตาไพบูลย์ ผลจะเป็นความกังวานกว้าง ถ้ามีโอกาสขึ้นพูดในที่ชุมนุมใหญ่จะเห็นผลชัด คือเรียกความสนใจจากคนหมู่มากให้เงี่ยฟังได้ไม่ยาก
๒) ความเข้าใจธรรมะ เสียงที่ประกอบด้วยความเข้าใจ มีผลต่อความหนักแน่น คมชัด แจ่มใส บางคนแม้อ่านก็เหมือนสักแต่อ่าน กขค. นกแก้วนกขุนทองไปอย่างนั้น นั่นจะส่งผลกับเสียงด้วย คือแม้เสียงเพราะ แต่ก็ขาดน้ำหนักน่าเชื่อถึงที่สุด หรือขาดแรงดึงดูดให้ติดใจคล้อยตาม การมีความเข้าใจธรรมะด้วยตนเองจริงๆมักเป็นทั้งแรงบันดาลใจให้คิดริเริ่มอยากอ่านโดยไม่ต้องมีใครชักชวน บุญที่อยากทำเองย่อมให้ผลเหนือกว่าบุญที่ได้รับการชักชวนจากคนอื่น ทั้งในแง่ของความเร็ว ความเป็นใหญ่ และความคงเส้นคงวาในการให้ผล
๓) ความตั้งใจขณะใช้เสียง คือเวลาเปล่งเสียงแต่ละคำเป็นไปอย่างลวกๆหรือประณีต เท่าที่เห็นคนมีหน้าที่เป็นอาชีพส่วนใหญ่ทำๆไปสักพักจะชิน ความตั้งอกตั้งใจจะลดลง (ซึ่งก็เป็นกันทุกวงการ ทุกสาขาอาชีพ) แตกต่างจากมือสมัครเล่นที่เอาจริงเอาจังเพราะรักจะทำชั่วครั้งชั่วคราว หากเสียงที่ออกมาชัดถ้อยชัดคำ ถูกจังหวะจะโคน ถูกต้องตามประโยคดั้งเดิมไม่ผิดพลาด ผลคือความหนักแน่น นุ่มนวล เสียงไม่ตกไม่พร่าง่าย กับทั้งมีพลังสะกดตรึงให้คนอยากตั้งใจฟังจากต้นจนจบความโดยดี เพราะสติในการพูดจะสูงกว่าธรรมดาทั่วไป
๔) ความต่อเนื่อง หมายถึงความยาวนานในการให้เสียงเป็นทาน ยิ่งนานเท่าไหร่ก็จะยิ่งมีผลคูณมากขึ้นเท่านั้น ทั้งในแง่ของคุณภาพและระยะเวลาให้ผล โดยมากแล้วการให้เสียงเป็นธรรมทานจะมีวิบากเป็นกุศลเกี่ยวกับเสียงไปจนถึงนิพพานอยู่แล้ว แต่จะให้ผลอย่างคงเส้นคงวาในทุกภพที่เกิดตั้งแต่ต้นจนถึงอายุขัยหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับว่าทำธรรมทานด้วยเสียงตลอดชีวิตหรือเปล่า
๕) เนื้อหาธรรมะ ต้องมองตามจริงว่าธรรมะเหมือนกัน เนื้อหาก็อาจแตกต่างกันได้ คือมีทั้งธรรมะระดับกรรมวิบากกับธรรมะระดับพ้นทุกข์ มีทั้งธรรมะตรงทางกับธรรมะหลงทาง มีทั้งธรรมะของพระพุทธเจ้ากับธรรมะนอกครู ฯลฯ ทุกวันนี้มีธรรมะจากหลายแหล่งจนยากจะชี้ชัดว่าอันไหนผิดอันไหนถูก ถ้าถูกนั้นถูกหมดหรือเปล่า เครื่องสะท้อนอย่างหนึ่งก็คือการเปล่งเสียงของธรรมะที่ถูกต้อง จะให้ผลเป็นความรู้สึกถูกต้องเกี่ยวกับการพูดโดยรวม เป็นเสียงที่ให้ความกระจ่างแก่คนฟัง นอกจากนั้นยังมีผลข้างเคียงอื่นที่ไม่เกี่ยวกับเสียง เช่นถ้าอ่านธรรมะที่ตรงทางมากๆ จะยังผลให้เจ้าของเสียงเข้าใจธรรมะง่าย อยู่ในครรลองของธรรมะที่ถูกต้องไปเรื่อย แต่หากอ่านธรรมะที่ผิดมากๆ จิตใจจะขุ่นมัว มีความรู้สึกขัดแย้งในตัวเอง เข้าใจอะไรผิดพลาดบ่อยทั้งที่เป็นเรื่องพื้นๆ (เท่าที่เห็นในภาคสนามจริงๆคืออาจเห็นผิดเป็นชอบ มองไม่เห็นบาปโดยความเป็นบาปไปเลย) กล่าวโดยสรุปสำหรับข้อนี้คือถ้ามีอาชีพเกี่ยวกับการใช้เสียง และต้องอ่านธรรมะออกอากาศหลากหลาย ก็น่าเห็นใจครับที่ตกอยู่ในความเสี่ยงผิดเสี่ยงถูกคละเคล้ากันโดยไม่รู้ตัว
๖) ผลต่อคนรับฟัง ถ้าหากทุนเก่าเกี่ยวกับเสียงดีพอ คือสามารถเหนี่ยวนำให้ผู้รับฟังคล้อยตาม และเกิดศรัทธาในธรรมะได้อย่างดี จำนวนคนผู้มีโอกาสรับฟังกว้างขวาง รวมทั้งเจ้าตัวผู้ให้เสียงเป็นทานได้รับรู้ถึงผลในวงกว้างแล้วเกิดใจยินดีซ้ำๆ นอกจากให้ผลทางความกังวานของเสียงแล้ว จะยังเป็นตัวคูณยกชั้นคุณภาพเสียงให้ขึ้นทำเนียบระดับใด ส่วนใหญ่พวกนักร้องที่มีแก้วเสียงระดับโลกนั้น ล้วนผ่านการให้เสียงเป็นทานแบบชักจูงจิตใจคนจำนวนมหาศาลให้เกิดศรัทธาที่ถูกต้องมาด้วยกันทั้งสิ้น (ศรัทธาที่ถูกต้องไม่จำเป็นต้องอยู่ในขอบเขตของพุทธเสมอไป ขอให้เข้าข่ายทำคนตาสว่างในด้านทานและศีลก็ใช้ได้แล้ว)
สำหรับการขอรับสื่อเสียงธรรมนั้น หากใครเล่นเน็ตก็เข้าไปขอรับซีดีได้จากเว็บ http://www.cdthamma.com/ โดยทำตามเงื่อนไขที่เจ้าของเว็บระบุไว้ สำหรับหนังสือของผมก็มีทำเป็นซีดีเสียงแจกอยู่ในนั้นด้วย หรือหากจะให้ง่ายและไม่ต้องรอรับซีดี คือดาวน์โหลดด้วยตนเองจาก http://multimedia.dungtrin.net/ ไฟล์ขนาดไม่ใหญ่มากครับ แบ่งเป็นตอนๆ ใช้เวลาไม่กี่นาทีก็เอามาลงเครื่องเปิดฟังได้แล้ว ใครอยากเห็นตัวอย่างผลบุญจากการให้เสียงเป็นทานก็ลองดู
ถาม พวกปากอย่างใจอย่าง ประเภทปากหวานก้นเปรี้ยว จะมีผลอย่างใดอย่างหนึ่งกับเสียงไหมครับ?
ทำความเข้าใจแบบครอบจักรวาลไปเลยดีกว่าครับ จะได้มีอุเบกขา ไม่เกิดอคติเพราะเกลียด ถ้าอคติเพราะเกลียดเสียแล้ว เราก็ต้องเข้าใจว่าวิบากของเขาคงเป็นอะไรแย่ๆแต่ถ่ายเดียว
แม่บทสำคัญของกรรมเกี่ยวกับเสียงนี่นะครับ เมตตาที่เจืออยู่ในจิตขณะพูดจาจะทำให้เสียงหวานเป็นกังวานเพราะ ทุกคำฟังปลอดโปร่งไร้สิ่งแอบแฝง ส่วนโทสะทำให้เสียงห้วนดุทิ่มแทงโสต ทุกคำเหมือนอัดแน่นอยู่ด้วยดินระเบิดที่พร้อมระเบิดเมื่อกดถูกปุ่ม นี่เป็นสิ่งที่เห็นประจักษ์ได้ในปัจจุบัน และจะปรากฏชัดขึ้นอีกหากทำตลอดชีวิตแล้วตายไป ได้อัตภาพใหม่ขึ้นมา
คนส่วนใหญ่อยู่ตรงกลางๆระหว่างเมตตากับพยาบาท ใครดีมาก็ดีตอบ ใครร้ายมาก็ร้ายกลับ หายากที่ตั้งจิตไว้ว่าจะพูดจาบนฐานของเมตตาให้ตลอด ไม่ว่าใครจะเข้ามาท่าไหนฉันพูดดีด้วยหมด แล้วก็หายากครับที่ตั้งจิตไว้ว่าจะพูดจากราดเกรี้ยวท่าเดียว ใครมาดีมาร้าย ต่อให้พระสงฆ์องค์เจ้าฉันเล่นงานหมด
และเพราะคนส่วนใหญ่พูดแบบครึ่งๆกลางๆ ก็เลยปนๆกัน เสียงคนทั่วไปจึง ธรรมดา ไม่มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ นานๆจึงเห็นใครสักคนเสียงหวานเป็นพิเศษ หรือเสียงแหบห้วนผิดปกติมนุษย์มนาเขา
ย้อนกลับมาที่ประเด็นปากหวานก้นเปรี้ยว ขอให้พิจารณาว่าการพูดจาอ่อนหวานนั้น ถ้าหวานจริงแล้ว อย่างไรก็ต้องใช้ใจ ใช้กระแสเมตตาจากจิตในระดับหนึ่ง แม้มือซ่อนมีดไว้ด้านหลัง หรือมีแผนร้ายเก็บงำอยู่ในใจ วจีกรรมที่ดีก็ย่อมเป็นกรรมดี เป็นต่างหากจากมโนกรรม อย่างที่เรียกว่าต่างกรรมต่างวาระ
สมมุติว่ามีเซลคนหนึ่ง กะมาหลอกขายสินค้าคุณภาพต่ำด้วยราคาแพง เจตนานั้นกึ่งๆกันอยู่ระหว่างอยากฟันกำไรเกินเหตุกับคิดคดฉ้อฉล เขาไม่ถึงกับปล้นเงินคุณ แต่เขาก็ไม่ได้ให้ความยุติธรรมกับคุณ ตรงนั้นจิตของเขาเป็นอกุศล แต่ไม่ถึงกับเป็นกรรมดำสนิท
ทีนี้ตอนพูดตะล่อม เขาอาจมีศิลปะการเจรจาหว่านล้อม มีวาทศิลป์น่าประทับใจ พูดแต่ละคำน่าฟัง มีมุข มีลูกเล่นลูกหยอดให้คุณหัวเราะได้ตลอด อาจชวนคุณคุยเกี่ยวกับตัวคุณเอง คุยเกี่ยวกับดินฟ้าอากาศ หรือถกปัญหาการบ้านการเมืองเสียกว่าครึ่ง แทบไม่พูดถึงสินค้าเลย จนคุณเกิดความเอ็นดูและเลื่อมใส นึกอยากอุดหนุนเขาโดยไม่ค่อยสนใจรายละเอียดสินค้ามากนัก
ช่วงที่เขาไม่พูดถึงสินค้าเลย ใจเขาไม่ได้คิดคด เขาคิดถึงแต่คำพูดดีๆ คำพูดเพราะๆที่ฟังรื่นหู ใจต้องอยากให้คนฟังเป็นสุขกับคำพูดของตน อันนั้นเข้าข่ายพูดอย่างมีเมตตา จิตเป็นกุศล หากเขาพูดของเขาอย่างนั้นเป็นนิสัย เมตตาย่อมมีพลัง เวลาพูดย่อมเกิดประกายเสน่ห์ โน้มน้าวให้คนฟังเกิดความเอ็นดู สรุปคือวิบากของการพูดอย่างมีเมตตาย่อมทำให้เสียงเขาดี เสียงเขาน่าฟัง เขาอยากขายอะไรคนก็ต้องการซื้อ หรืออย่างน้อยก็มีใจโน้มเอียงที่จะซื้อ นั่นคือสิ่งที่เขาได้จากการพูดดี พูดเป็น พูดเก่ง
แต่ส่วนใจที่คิดเอาเปรียบผู้ซื้อ ปิดบังความไม่ยุติธรรมไว้ด้วยลีลาเจรจาเหนือชั้น อันนั้นเขาก็ต้องได้รับผลไป คุณลองถามเซลกะล่อนๆที่พอรู้จักและคุยอย่างเปิดอกดูแล้วกัน เงินที่ได้มามักเป็นเงินร้อน ได้มาต้องจ่ายไป แล้วก็ต้องมีเหตุให้จ่ายมาก จ่ายอย่างไม่สมควรจะต้องจ่ายบานตะไท
ส่วนปากหวานก้นเปรี้ยวอีกประเภทหนึ่ง คือแกล้งพูดดีต่อหน้า แล้วเอาไปนินทาลับหลัง อันนั้นถ้าการแกล้งพูดดี พูดป้อยอ พูดให้นึกว่าเป็นมิตร โดยไม่มีน้ำจิตเมตตาอยู่เลย เมื่อกรรมได้เวลาเผล็ดผลเมื่อใด วิบากดำจะตกแต่งเสียงให้ฟังดูดัดจริต ฟังแล้วอึดอัด หรือฟังแล้วน่าหมั่นไส้ แม้จะพูดปกติก็ระคายน่ารำคาญ หรือแม้ตั้งใจพูดดีกับญาติพี่น้องที่ตนรัก ญาติๆก็กลับนึกว่าไม่จริงใจ ฟังอะไรพานให้เข้าใจผิดตลอด
สรุปอันเป็นที่สุดเกี่ยวกับเรื่องของเสียงนั้น เชื่อพระพุทธเจ้าท่านเถิดครับ มีวจีกรรมที่เป็นสุจริตให้มากที่สุด ทั้งเลือกพูดคำจริง เลือกพูดคำที่ไพเราะ เลือกพูดคำที่ประกอบด้วยประโยชน์ปราศจากโทษ เลือกพูดคำที่ประสานสามัคคี และเลือกพูดคำที่ก่อให้เกิดสติไม่ชวนกันเพ้อเจ้อเลื่อนเปื้อน แล้วผลดีจะไม่ใช่มีแค่เรื่องของเสียง แต่ยังเป็นสิ่งแวดล้อมในชีวิตที่วิเศษยิ่งๆขึ้นไปอีกด้วย
:0170:http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare069.htm (http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare069.htm)