PDA

View Full Version : ประวัติ สมณะโพธิรักษ์


Paang
03-25-2008, 07:29 AM
http://www.bunniyom.com/pohtun.gif



พุทธสถาน สันติอโศก กรุงเทพฯ -สมณะโพธิรักษ์ เกิดที่ จ.ศรีษะเกษ เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๗. เป็นบุคคลที่มีความคิดสร้างสรร มีความรับผิดชอบ ต่อหน้าที่ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก และประสบกรณ์ที่น่าสนใจมากมาย ขอนำทุกท่าน ๆ อ่านประวัติของสมณะโพธิรักษ์...
</TH>

<BASEFONT>สมณะโพธิรักษ์ (มงคล รักพงษ์) เกิดที่ จ.ศรีษะเกษ เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๗ บิดาเสียชีวิต ตั้งแต่ท่านยังเล็ก มารดาได้มาประกอบอาชีพที่ จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นรกรากเดิมของบรรพบุรุษ และได้แต่งงาน อีกครั้งหนึ่ง มารดาค้าขายเก่ง มีฐานะดี แต่ต่อมาถูกโกงและป่วย ทำให้ฐานะทางการเงินทรุดลง แต่ก็ได้รับ ความช่วยเหลือเลี้ยงดู จากคุณลุงซึ่งเป็นนายแพทย์ ส่วน ด.ช.มงคลนั้น เป็นผู้มีความขยันหมั่นเพียร อดทน ช่วยมารดาค้าขายหารายได้ตลอดมา </BASEFONT>
<BASEFONT>
เมื่อเรียนจบชั้นมัธยมปลายในกรุงเทพฯ ก็ได้เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนเพาะช่าง แผนกวิจิตรศิลป์ และ ได้เปลี่ยน ชื่อเป็น รักรักพงษ์ ขณะที่เรียนอยู่ที่โรงเรียนเพาะช่างนี้ เรียนจบแล้ว ท่านได้เข้าทำงาน ที่ บริษัท ไทยโทรทัศน์ จำกัด (พ.ศ. ๒๕๐๑) โดยเป็นผู้จัดรายการเด็ก, รายการการศึกษา และรายการวิชาการต่างๆ จนมี ชื่อเสียง ในสมัยนั้น ทั้งยังเป็นครูพิเศษสอนศิลปะตามโรงเรียนต่างๆ ด้วย มีรายได้เดือนละ ๒๐,๐๐๐ บาท (ขณะที่ นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นมีเงินเดือน ๑๒,๐๐๐) และเมื่อมารดาถึงแก่กรรม ก็ได้รับภาระเลี้ยงดูน้องๆ ทั้ง ๖ คน ให้เรียนจนจบตามความต้องการของแต่ละคน
<CENTER><TABLE cellPadding=10 border=0><TBODY><TR vAlign=top><TH>รัก รักพงษ์ มีความสามารถในศิลปการประพันธ์ ทั้งเรื่องสั้น สารคดี บทกวี บทเพลง โดยเฉพาะ Error! Hyperlink reference not valid. ซึ่งประพันธ์สมัยที่เรียนอยู่ที่โรงเรียนเพาะช่าง และทำงานเป็นเด็กส่งหนังสือพิมพ์ไปด้วย ได้รับความนิยมสูงสุดในสมัยนั้น (พ.ศ. ๒๔๙๗ - พ.ศ.๒๔๙๘) และทั้งเพลงที่ประกอบภาพยนต์ เรื่องโทน เช่น เพลงฟ้าต่ำแผ่นดินสูง เพลงชื่นรัก เพลงกระต่ายเพ้อ เป็นต้น ก็ได้รับความนิยมสูงเช่นกัน
</TH><TD vAlign=top><CENTER><BASEFONT size=2></BASEFONT></CENTER></TD></TR></TD></TR></TBODY></TABLE></CENTER><CENTER></CENTER>รัก รักพงษ์ เคยสนใจเรื่องไสยศาสตร์อยู่ระยะหนึ่งมีคนนิยมมาก จนกระทั่งได้หันมาศึกษาพุทธศาสนาอย่างเอาจริงเอาจัง จนเกิดความซาบซึ้ง และเห็นคุณค่าของ พุทธศาสนา ท่านได้ปฏิบัติอย่างเคร่งครัดตลอดมา จนสามารถเลิกละ อบายมุข โลกธรรม กามคุณ รับประทาน อาหาร มังสวิรัติวันละ ๑ มื้อ จนเกิดความมั่นใจแล้ว จึงอุปสมบทที่ วัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ

ในคณะ ธรรมยุติกนิกาย เมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๓ ได้รับฉายาว่า "พระโพธิรักขิโต" มี พระราชวรคุณ เป็นอุปัชฌาย์ เมื่อได้บวชในพุทธศาสนาแล้ว ท่านก็ยังปฏิบัติเคร่งครัด สงบสำรวม เป็นที่ศรัทธา เลื่อมใส จนมีผู้มาขอศึกษาปฏิบัติตามทั้งฆราวาส และนักบวชจากคณะธรรมยุตและมหานิกาย ต่อมาพระราชวรคุณ ซึ่งเป็นอุปัชฌาย์ ไม่ต้องการให้พระฝ่ายมหานิกาย มาศึกษาอยู่ร่วมด้วย พระโพธิรักษ์

จึงเข้ารับการสวดญัตติฯ เป็นพระของคณะมหานิกาย อีกคณะหนึ่ง โดยมิได้สึกจาก คณะธรรมยุต ที่วัดหนองกระทุ่ม จ.นครปฐม โดยมีพระครูสถิตวุฒิคุณ เป็นอุปัชฌาย์ เมื่อวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๖ ทั้งนี้เพราะ พระโพธิรักษ์ มุ่งสารธรรมเป็นใหญ่ ไม่ติดใจเรื่องนิกาย จึงมีพระทั้งมหานิกาย และ พระธรรมยุต ที่มีปฏิปทาเป็น"สมานสังวาส"กัน มาร่วมศึกษาปฏิบัติอยู่ด้วย

โดยยึดถือธรรมวินัย เป็นใหญ่ ซึ่งทำให้ พระอุปัชฌาย์ ทางฝ่ายธรรมยุตไม่พอใจ ท่านจึงคืนใบสุทธิให้ฝ่ายธรรมยุตไป เมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๖ คงถือแต่ใบสุทธิฝ่ายมหานิกายเพียงอย่างเดียว แต่ท่านก็มีพระจากทั้ง ๒ นิกาย อยู่ร่วมศึกษา ปฏิบัติด้วย เพราะท่านไม่รังเกียจนิกายใดๆ มุ่งหมายทำงานเพื่อพระศาสนา เพื่อประโยชน์ส่วนรวม โดยไม่ให้ผิด พระวินัยเป็นสำคัญ

การปฏิบัติที่เคร่งครัดของท่านและคณะ เช่น การฉันอาหารมังสวิรัติวันละ ๑ มื้อ, ไม่ใช้เงินทอง, นุ่งห่มผ้าย้อมสีกรัก, มีชีวิตอย่างเรียบง่าย, ไม่มีการเรี่ยไร, ไม่รดน้ำมนต์-พรมน้ำมนต์, ไม่ใช้การบูชาด้วยธูปเทียน, ไม่มีไสยศาสตร์ฯ เหล่านี้ ซึ่งแตกต่าง จากพระสงฆ์ ในมหาเถรสมาคม ที่มีความเป็นอยู่อย่างสุขสบาย ทำให้บางครั้งก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า "นอกรีต"

การทำงานพระศาสนาของท่านได้รับอุปสรรคตลอดมา ท่านและคณะ จึงประกาศลาออกจาก มหาเถร สมาคม เมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๘ ซึ่งการกระทำเช่นนี้เรียกว่า "นานาสังวาส" และ มีสิทธิที่จะ ได้รับ ความคุ้มครอง ตามมาตรา ๒๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อย่างไรก็ตามพระโพธิรักษ์และคณะ ก็ได้รับการพิพากษาว่าเป็น "ผู้แพ้"ไม่สามารถเรียกขานตนเอง ว่า "พระ" ได้ ท่านจึงเรียกตนเองว่า "สมณะ" แทน และยังคงปฏิบัติเคร่งครัดเหมือนเดิม

ปัจจุบันท่านได้นำพาหมู่กลุ่มชาวอโศก สร้าง "ชุมชนบุญนิยม" ตามปรัชญา แห่งศาสนาพุทธ ที่เชื่อมั่นว่า สัมมาทิฏฐิ เป็นแกนสำคัญ ของมนุษย์และสังคมโดย มีความเป็นอยู่ อย่างเรียบง่าย, พึ่งตนเองได้, สร้างสรร, ขยัน-อดทน, ไม่เอาเปรียบใคร, ตั้งใจเสียสละ จนได้รับการขนานนามว่า "ชุมชนคนพอเพียง" By www. bunniyom.com from Spirit Bunniyom and friends at Thai Airways International Public Company Limited.
</BASEFONT><CENTER><HR width=0></CENTER>

kaewnana
08-28-2008, 05:43 PM
ผมว่าแปลกครับ...:mlaughing:

facehot
08-28-2008, 05:50 PM
ยึดหลักความดีสิครับ จะได้ไม่แปลก
ชีวิตของแต่ละคน (ที่ขึ้นว่าเป็นมนุษย์ ย่อมมีหลากหลายความเป็นไปของชีวิต)
ความดีและธรรมะเป็นหนทางสว่างแห่งจิตครับ


ธรรมะอวยพรความดีคุ้มครองครับผม

*8q*
08-29-2008, 05:22 PM
น่าจะเล่นการเมือง:mlaughing::mlaughing::mlaughing:นะดีก่า



โดนหลายกระทงนิย้อนหลังไปดู10กว่าปีที่แล้วดูครับ

หยกขาว
09-16-2008, 07:33 PM
เคารพและนับถือในการปฎิบัติของท่านที่สอนเราให้อยู่ในความพอไม่ยึดมั่นถือมั่น นับถือท่านอย่างไม่ต้องสงสัยเลยเพราะดูจากการปฎิบัติของท่านสัมณะแล้วไม่ผิดอะไร:yociexp29:

terryh
09-20-2008, 05:37 PM
ก่อนจะวิพาก วิจารณ์ ว่า อะไร ขอให้ได้ไปศึกษา แวะเยี่ยมเยียนก่อน แล้วจะเข้าใจว่า ทำไม ทำไม ชุมชนชาวอโศกถึง ได้รับการกล่าวขานจากชาวต่างประเทศ ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย และ มีหลากหลายคณะจากต่างประเทศ ถึงได้ประทับใจ และสื่อต่างประเทศ หลาย ฉบับ ได้ชื่นชม ถึง ชุมชนชาวอโศก มีความเรียบร้อย สงบ มีความอ่อนน้อม ถ่อมตัว เป็นชุมชนของผู้ถือศีล ปฎิบัติธรรมอย่าง เคร่งครัด มีความเอื้อเฟื้อ เมตตา มีการบริจาคทานบ่อยครั้ง เป็นอาหารมังสะวิรัติ อาหารปลอดเนื้อ ตั้งโรงทาน แจกอาหารฟรี ปีละหลาย ๆ ครั้ง มีการตรวจรักษาฟรี และ ศูนย์ รักษาผู้ป่วยโรคไต สามารถรับการบำบัดด้วยเครื่องมือแพทย์ทันสมัย จาก ประเทศญี่ปุ่น ที่ มูลนิธิ ได้

ดนุภพ
10-01-2008, 12:14 AM
เท่าทีผมได้ประสบพบเจอและได้ศึกษาของ สมณโพธิรักษ์ มาบ้าง (แต่ผมก็ไม่ได้รู้จริงเท่ากับเจ้าตัว) แต่ขอเสนอความคิดเห็นส่วนตัวว่า สมณโพธิรักษ์ ท่านมีความเห็นผิด ตามพระธรรมวินัย ด้วยเหตุการณ์(ความประพฤติ) ที่แจ้งประจักษ์และคำกล่าว(จะเรียกว่าคำสอนไม่ได้เพราะเป็นมิจฉาทิฏฐิ)ของเขาแสดงให้เห็นถึงว่าสมณโพธิรักษ์ ไม่ได้เป็นผู้รู้แจ้งเห็นจริงในธรรมเลย เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวมิใช่พุทธพจน์อันประเสริฐที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนเลย

ดนุภพ
10-01-2008, 12:20 AM
การทานมังสวิรัตนั้น เป็นกรณีที่สมันพุทธกาลที่พระเทวทัตเคยกราบทูลแด่พระพุทธองค์ เพื่อให้ทรงบัญญัติให้สงฆ์ฉันมังสวิรัต ซึ่งพระพุทธองค์ทรงตอบว่า ศาสนาที่เราประกาศเพื่อความอยู่ง่าย ไม่ได้เป็นไปเพื่อการเบียดเบียนใคร (หมายถึงผู้ที่นำมาถวาย) ไม่เรื่องมาก มีอะไรก็ฉันเพื่อยังอัตภาพให้เป็นไปได้ ใครได้อาหารมีเนื้อก็ฉันเนื้อ ใครได้อาหารไร้เนื้อ หรืออาหารอื่นๆ ก็ฉันตามอัตภาพของตน ไม่ต้องไปเบียดเบียนญาติโยมว่าจะต้องเอามังสวิรัติอย่างเดียว หรือจะเอาเฉพาะเนื้อสัตว์ ไม่งั้นไม่ฉัน หามิได้เลย

แฮมชีสคัตสึ
10-01-2008, 11:53 AM
84000 พระธรรมขันธ์ ละวางได้ใจหลุดพ้น

ศรีมณีรัตนะ
10-12-2008, 08:57 PM
เห็นด้วยกับคุณดนุภพครับ..

-ผมได้ติดตามเรื่องราวมาตั้งแต่ช่วงต้นๆ ๒๕๒๐ ผมเคยเข้าไปสัมผัสในสันติอโศก ชอบวัตรการปฏิบัติมาก เคยศึกษาตำราก็ชอบใจมาก ...แต่ต่อมาทาง มหาเถรสมาคมให้ออกจากวงการสงฆ์ไปตั้งนิกายใหม่ เพราะคำสอนสุดท้ายบอกว่า "พระอรหันต์กลับชาติมาเกิดได้" อย่างอื่นดีหมด (ผมเห็นและทันเรื่องการต่อสู้กับเถรสมาคม เพราะตอนนี้ผมอายุ ๔๘ ปี)

- ท่านพล.ต. ..ลอง เคยเอาพระเครื่องทิ้งลงถังขยะ บอกว่าเป็นเพียงวัตถุ อีกเรื่องหนึ่งอาหารมังสวิรัตที่สำนักทั้งรูปแบบรสชาดเลียนแบบเนื้อสัตว์ได้ยอดเยี่ยมมาก (ยังหลงในรส..เนื้อ)...ท่านใดไม่เห็นด้วยช่วยศึกษาด้วยครับตามหลักกาลามสูตร

(ขอรับรองว่าทั้งหมดคือความจริงครับ..และผมไม่ใช่ นปก.นะครับ)

หมายเหตุ: ถ้ามองระดับสังคมโลก และเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแบบอย่างที่เยื่ยมยอด แต่ถ้ามองทางธรรมนี่ต้องทำความเข้าใจว่า "มิจฉาทิฏฐิคืออะไร" ...ท่านใดที่เป็นศิษย์หลวงพ่อพระราชพรหมยานของเราก่อนปี ๒๕๒๕ ท่านจะทราบว่าหลวงพ่อท่านลงในธัมมวิโมกข์เกี่ยวหลวงพ่อปัญญานันทะว่าอย่างไร ไปหาอ่านเองนะครับ ท่านจะทราบคำว่า .... คือใคร

aun63
12-01-2008, 08:41 AM
สำหรับผมคิดว่า ใครจะเป็นอย่างรัยก้อคงแล้วแต่บุญแต่กรรมที่ได้ทำกันเอง ใครจะผิดหรือใครจะถูกใครจะชั่วจะดีจะมากจะน้อย ก้อเป็นเรื่องของแต่ละคน หันมามองตัวและจิตของพวกเราเองดีกว่า เพราะทุกๆวันนี้บ้านเมืองเป็นแบบนี้ก้อเพราะว่ามั่วแต่ดูคนอื่น ไม่ดูตัวเอง

แฮมชีสคัตสึ
12-01-2008, 10:04 AM
อัตตา โจทะยัตตานัง

แฮมชีสคัตสึ
12-01-2008, 10:14 AM
หมายเหตุ: ถ้ามองระดับสังคมโลก และเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแบบอย่างที่เยื่ยมยอด แต่ถ้ามองทางธรรมนี่ต้องทำความเข้าใจว่า "มิจฉาทิฏฐิคืออะไร"

ส่งจิตรู้เห็นนอกกาย เป็นมิจฉาทิฐิ ให้รู้เห็นอยู่ในกายกับจิตนั้นเป็นสัมมาทิฐิครับ

*8q*
12-01-2008, 02:40 PM
:yoyo_0083::yoyo_0083:

ปาดแนวตั้ง
12-12-2008, 09:34 PM
แกเป็นเคยพระแต่อาบัติไม่ใช่เหรอครับ เห็นว่าตั้งสำนักขึ้นมาโดยไม่ขึ้นต่อกรมศาสนาพุทธนี่ครับ สรุกคือแกมิใช่พระ แค่คล้ายพระครับ

แฮมชีสคัตสึ
12-13-2008, 12:09 AM
อะไรอะไรก็ไม่เทียง สรุปได้แต่ไม่เที่ยงครับ

นั่นแหละจะทำให้เป้นพระที่ใจได้ ไม่ว่าจะสีอะไร

แมวจะเป้นสีอะไร ก้สามารถ จับหนูได้ครับ

อนุวัฒน์
12-20-2008, 11:25 PM
ไม่เข้าใจว่าจะตอบอะไรครับ..