PDA

View Full Version : จอมจักรพรรดิราช , มหัศจรรย์แห่งทาน , ท่องทั่วโลกธาตุ , พลานุภาพแห่งบุญ


มดเอ๊ก
03-22-2008, 12:10 AM
http://www.dmc.tv/images/dhamma_for_people/bampen/sibtis/sibtis_01.jpg ผู้ชนะสิบทิศ ตอนที่ ๑ ( จอมจักรพรรดิราช )


พืชแม้น้อย แต่หว่านลงในนาดี เมื่อฝนตกอยู่โดยชอบ ผลผลิตย่อมทำชาวนาให้ยินดี แม้ฉันใด พุทธเขตที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้นี้ ก็ฉันนั้น เมื่อกระแสธารแห่งบุญเพิ่มขึ้นโดยชอบ ผลนั้นจักทำเราให้ยินดีการปฏิบัติธรรมเจริญสมาธิภาวนา คือ การทำใจหยุดใจนิ่ง กลั่นใจของเราให้บริสุทธิ์ผ่องใส เพราะใจที่บริสุทธิ์ผ่องใสจะเป็นใจที่ละเอียด นุ่มนวลควรแก่การงาน ที่เราจะนำใจของเราดำเนินเข้าสู่เส้นทางสายกลาง เพื่อให้เข้าถึงพระรัตนตรัยภายใน ซึ่งเป็นที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริงของสรรพสัตว์ทั้งหลาย เมื่อได้เข้าถึงพระรัตนตรัยแล้ว ความสุขที่เต็มเปี่ยมบริบูรณ์ เป็นเอกันตบรมสุขย่อมจะบังเกิดขึ้นในชีวิต จะทำให้ชีวิตปลอดภัย ทั้งภัยในปัจจุบันนี้และภัยในสังสารวัฏมีวาระแห่งภาษิตใน ตรณิยเถราปทาน ความว่า" พืชแม้น้อย แต่หว่านลงในนาดี เมื่อฝนตกอยู่โดยชอบ ผลผลิตย่อมทำชาวนาให้ยินดี แม้ฉันใด พุทธเขตที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้นี้ ก็ฉันนั้น เมื่อกระแสธาร แห่งบุญเพิ่มขึ้นโดยชอบ ผลนั้นจักทำเราให้ยินดี "การสร้างบุญบารมีที่ถูกเนื้อนาบุญ เป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด เพราะจะทำให้เราได้ประสบกับอานิสงส์ยิ่งใหญ่ไม่มีประมาณ สุดยอดแห่งเนื้อนาบุญ คือ การได้สร้างบุญกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สมัยที่พระองค์ยังสร้างบารมีเป็นพระโพธิสัตว์ ท่านได้สร้างบุญไว้ในพุทธเขตแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้พระองค์จะเกิดมามีฐานะที่ยิ่งใหญ่เป็นถึงจอมจักรพรรดิราช ท่านก็ไม่ประมาทในการสร้างบุญ*ดังเช่นในสมัยที่พระองค์บังเกิดเป็นจอมจักรพรรดิราชติโลกวิชัย และเรื่องนี้มีสาเหตุที่ทำให้ พระพุทธองค์ตรัสถึงดังนี้ วันหนึ่ง พระอานนท์ได้ทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้งเมื่อประทับอยู่ในพระเชตวันวิหารว่า " ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระสัพพัญญูพุทธเจ้ามีอยู่ พระสัพพัญญูพุทธเจ้าเหล่านั้นเป็นนักปราชญ์ได้เพราะเหตุอะไร "พระบรมศาสดาตรัสตอบว่า " ดูก่อน อานนท์ ชนเหล่าใด ได้กระทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าทั้งหลาย แต่ยังไม่อาจที่จะบรรลุธรรม พ้นกิเลสกรรมในศาสนาของพระชินเจ้า เพราะมีหัวใจมุ่งที่จะบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณในอนาคตกาล อย่างไม่คลอนแคลน มีพระอัธยาศัยอันเข้มแข็งไม่ท้อแท้ มีพระปัญญาแก่กล้า จะทรงบรรลุความเป็นพระสัพพัญญูได้ ด้วยเดชแห่งพระปัญญา "พระศาสดาตรัสต่อไปอีกว่า " อานนท์ ปัญญานั้นคือความฉลาด ในการที่จะเอาบุญทุกๆ อย่าง เหมือนสมัยที่เราเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ในครั้งนั้น เราเป็นพระเจ้าจักรพรรดินามว่า ติโลกวิชัย ได้ให้ยกธง ๕ สี มีสีเขียว และสีเหลือง เป็นต้น บนยอดไม้ บนยอดเขาทั้งหลาย ทั้งที่เป็นยอดเขาหิมพานต์ ยอดเขาจักรวาล ยอดเขาสิเนรุ และในที่ทั้งปวงในจักรวาลทั้งสิ้น เราได้ประนมนิ้วทั้งสิบนมัสการพระโลกนาถ พร้อมทั้งพระสงฆ์สาวก กราบไหว้พระสัมโพธิญาณของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐด้วยเศียรเกล้าเราเองปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้าไว้ในพระพุทธเจ้าแต่ปางก่อน ได้สร้างบารมีทุกรูปแบบ และได้สร้างบารมีทั้ง ๓๐ ทัศ ที่จะทำให้เป็นพระธรรมราชา เราได้บำเพ็ญบารมีมานับไม่ถ้วน อานุภาพของเราไม่มีประมาณ เราเชิญชวนคนจากโลกอื่น เรียกพวกนาค จากนาคภิภพ พวกคนธรรพ์ และเทวดาจากเทวโลก ผู้มีบุญเหล่านั้นมาทำการนอบน้อมเรา กระทำอัญชลี แวดล้อมเวชยันตปราสาทของเราในสมัยนั้น เราได้บำเพ็ญมหาทานอันยิ่งใหญ่ เพราะอุดมทานนั้น ทำให้ภูเขาบันลือกระหึ่มกึกก้อง ยังโลกพร้อมทั้งเทวโลกทั้งสิ้นให้ร่าเริงโสมนัส อานุภาพของเราในภพชาตินั้นยิ่งใหญ่นัก อานนท์ ในจักรวาล มีทิศทั้งสิบที่ไม่เคยมีผู้ใดท่องไปได้ทั่วเลย ครั้งที่เราเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ในสถานที่ที่เราไปแล้วนั้น มีพุทธเขต คือ พุทธวิสัยนับไม่ถ้วนในกาลนั้น เราเป็นพระเจ้าจักรพรรดิที่มีรัศมี คือ แสงสว่างของจักรแก้ว และแก้วมณี เปล่งรัศมีเป็นคู่ๆ ปรากฏในระหว่างหมื่นจักรวาล มีแสงสว่างกว้างขวางในหมื่นจักรวาล ชนทั้งปวงย่อมเห็นเรา เหล่าเทวดาตลอดเทวโลกทุกชั้น ต่างเกื้อกูลเรา เราสามารถนำรัตนะทั้งที่มีอยู่ในอากาศ และที่มีอยู่บนภาคพื้นแผ่นดินมาได้เท่าที่ใจเราจะปรารถนา เรามีอานุภาพมากอย่างนี้ทีเดียว อานนท์ แต่ถึงกระนั้นเราก็ไม่ประมาท ได้สร้างบุญในพุทธเขตซึ่งเป็นเนื้อนาบุญอันเลิศ " เมื่อพระบรมศาสดา ตรัสเล่าเรื่องราวที่พระองค์เสวยพระชาติ เป็นพระเจ้าติโลกวิชัยจอมจักรพรรดิราชโดยสังเขปแล้ว พระอรรถกถาจารย์ได้นำเรื่องนี้มาอธิบายไว้อย่างละเอียด ซึ่งจะได้ศึกษากันต่อไป ขอขยายความเกี่ยวกับเรื่องพุทธเขตที่พระเจ้าจักรพรรดิผู้เลิศกล่าวถึงบ่อยๆ นั้นหมายถึงอะไร รัศมีของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย แต่ละพระองค์จะไม่เท่ากัน บางพระองค์มีรัศมีวาหนึ่ง บางพระองค์มีรัศมี ๘๐ วา และบางพระองค์มีรัศมีไม่มีกำหนด แผ่ไปได้ไกลบ้าง ใกล้บ้าง โยชน์หนึ่งบ้าง หรือหลายๆ ร้อยโยชน์ และบางครั้งแผ่ไปจนถึงสุดขอบจักรวาล พระรัศมีของพระมังคลพุทธเจ้า แผ่ไปถึงหมื่นจักรวาล นี้เป็นรัศมีที่มีตามปกติ หากพระองค์ทรงต้องการจะแผ่รัศมีไปแค่ไหน ก็ทรงสามารถแผ่ไปได้ตามพระประสงค์ พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มีความต่างกันในคุณวิเศษและมีพุทธเขตเหมือนกัน พุทธเขตของพระพุทธเจ้ามีอยู่ ๓ ประการ คือ ชาติเขต อาณาเขต และวิสัยเขต เขตทั้งสามนั้น ขณะพระบรมโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิก็ดี ออกจากพระครรภ์ของพระมารดาก็ดี ออกผนวชก็ดี ตรัสรู้ก็ดี ประกาศพระธรรมจักรก็ดี หรือปลงอายุสังขาร หมื่นโลกธาตุจะสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น จักรวาล และโลกธาตุนี้จะสั่นสะเทือนเหมือนเป็นอันเดียวกัน นี้เป็นชาติเขตของพระองค์อานุภาพของพระปริตรจะแผ่ขยายไปอย่างกว้างขวาง มีแสนโกฏิจักรวาลเป็นที่สุด อย่างนี้เรียกว่า อาณาเขต ส่วนเขตที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตั้งความปรารถนาไว้ ทรงปรารถนาเท่าใดก็ทรงได้เพียงนั้น คือ หาประมาณที่สุดมิได้ อย่างนี้ชื่อว่า วิสัยเขต ในเขตทั้งสามนั้น เมื่อชาติพินาศไป อาณาเขตก็จะพินาศไปด้วย เมื่อยังคงอยู่ก็จะคงอยู่ด้วยกัน ไม่แตกแยกกัน ส่วนสาเหตุที่จะทำให้พุทธเขตทั้งสองพินาศนั้น ต่อเมื่อกัปถูกทำลายด้วยไฟ น้ำ และลม ประมาณแสนโกฏิจักรวาลโดยส่วนกว้าง แต่จะเหลืออยู่เฉพาะพรหมโลกชั้นสูงๆ เท่านั้นที่ไม่ได้พินาศไปด้วยพระเจ้าจักรพรรดิไม่ใช่ว่าจะเป็นกันได้ง่าย เพราะผู้ที่จะได้เข้าถึงตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้ จะต้องสั่งสมบุญมามากจนสมบูรณ์ด้วยสมบัติจักรพรรดิทั้ง ๗ ประการ คือ จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว ขุนคลังแก้ว และขุนพลแก้ว กอปรด้วยอานุภาพมากมาย สามารถเดินทางข้ามทวีปได้ในพริบตา ทรงอานุภาพมากขนาดนี้ทีเดียว จึงจะได้ชื่อว่า จอมจักรพรรดิราช พระติโลกวิชัยจักรพรรดิราช ทรงเป็นพระราชาผู้ทรงอานุภาพมาก พระองค์ทรงสร้างมหาทานบารมีครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของจอมจักรพรรดิราชทั้งหลาย และพระองค์ทรงมีความเลื่อมใสศรัทธาในพระศาสนามาก ทรงมีพระปัญญาที่เหนือมนุษย์ ทรงมีอานุภาพเหนือมนุษย์ธรรมดา ทรงสามารถนำสมบัติที่มีอยู่ทั่วสากลโลกมาใช้สร้างบารมีได้ เพื่อยังประโยชน์ ให้บังเกิดขึ้นแก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย เพราะพระองค์มีความปรารถนาอย่างยิ่งยวดที่จะได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ ครั้งนี้ขอกล่าวถึงพุทธเขตเพียงเท่านี้ ต่อไปจะได้กล่าวในรายละเอียดเกี่ยวกับการสร้างบารมีของพระเจ้าจักรพรรดิ ซึ่งน่าอัศจรรย์เกินกว่าสิ่งมหัศจรรย์ใดๆ ในโลก เพราะพระองค์ทรงนำมหารัตนะทั้งหลาย ที่มีอยู่ในโลก มาสร้างบารมีได้อย่างวิจิตรพิสดารและยิ่งใหญ่ เพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างบารมีของพวกเราต่อไป ฉะนั้น ให้ขยันในการสร้างบุญสร้างบารมี เพื่อตัวของเราเองจะได้หลุดพ้นจากทุกข์ จากการบังคับบัญชาของกิเลสอาสวะ ของพญามาร และจะมีผลดีต่อมวลมนุษยชาติ และธาตุธรรมอีกด้วย ให้หมั่นสร้างบารมี ประพฤติปฏิบัติธรรมกันให้สมํ่าเสมอทุกๆ คน*มก. พุทธาปทาน เล่ม ๗๐ หน้า ๑

มดเอ๊ก
03-22-2008, 12:12 AM
http://www.dmc.tv/images/dhamma_for_people/bampen/sibtis/sibtis_02.jpg

ผู้ชนะสิบทิศ ตอนที่ ๒
( มหัศจรรย์แห่งทาน )


พระพุทธเจ้า และพระอรหันต์มากมาย มาประชุมกัน โดยประการทั้งปวง ท่านทั้งหลายจงกราบไหว้พระพุทธเจ้า และพระอรหันต์ทั้งหลายเถิด พระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นอจินไตย พระธรรมของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เป็นอจินไตย เมื่อบุคคลเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า และพระธรรมอันเป็นอจินไตย ย่อมมีวิบากเป็นอจินไตย

หลักในการดำเนินชีวิตของนักสร้างบารมี ผู้มีหัวใจประดุจพระบรมโพธิสัตว์ ที่มุ่งตรงสู่ฝั่งแห่งพระนิพพาน โดยก้าวตามเส้นทางที่พระอริยเจ้าทั้งหลายดำเนินไปนั้น เป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง เพราะพระอริยเจ้าเหล่านั้น ได้ตั้งใจสั่งสมบ่มบารมีมาทุกรูปแบบ ทั้งทาน ศีล และภาวนา แม้กระทั่งบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ ก็ไม่ขาดตกบกพร่อง การที่เราจะบรรลุวัตถุประสงค์ของชีวิตได้เช่นท่าน เราต้องดำเนินตามรอยบาทของท่านผู้รู้เหล่านั้น ท่านก้าวเดินไปทางไหน เราก็ก้าวเดินตาม ทำอย่างที่ท่านทำไว้ เราย่อมจะประสบผลเช่นเดียวกับท่านอย่างแน่นอน


มีวาระแห่งภาษิตอยู่ใน พุทธาปทาน ความว่า

" พระพุทธเจ้า และพระอรหันต์มากมาย มาประชุมกัน โดยประการทั้งปวง ท่านทั้งหลายจงกราบไหว้พระพุทธเจ้า และพระอรหันต์ทั้งหลายเถิด พระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็น อจินไตย พระธรรมของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เป็นอจินไตย เมื่อบุคคลเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า และพระธรรมอันเป็น อจินไตย ย่อมมีวิบากเป็นอจินไตย "

อานุภาพของพระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มีประมาณ ขอเพียงมีใจที่ศรัทธาหนักแน่น ไม่คลอนแคลนในพระรัตนตรัย ส่งใจไปถึงพระพุทธเจ้า และพระอริยสาวกทั้งหลาย อีกทั้งสร้างบารมีกับท่านเหล่านั้น ย่อมมีอานิสงส์ยิ่งใหญ่ เป็นอจินไตย คำว่า อจินไตยนี้ หมายถึงสิ่งที่ไม่ควรคิด หรือเกินกว่าที่ความคิดเราจะไปถึง เพราะอานุภาพของท่านผู้มีอานุภาพเหล่านั้นมากมายเกินกว่าความคิดของปุถุชนคนธรรมดาที่จะคาดคิดได้

*เมื่อคราวที่แล้ว ได้นำเรื่องราวของจอมจักรพรรดิราชพระนามว่า ติโลกวิชัย ผู้ท่องไปทั้งสิบทิศ เพื่อสร้างบารมีในพุทธเขต ดินแดนของพระพุทธเจ้า ตอนนี้จะกล่าวถึงหัวใจของผู้ชนะสิบทิศ ที่จอมจักรพรรดิมีเหนือกว่าพระเจ้าจักรพรรดิทั้งหลาย พระเจ้าติโลกวิชัยจักรพรรดิ พระราชาพระองค์นี้ เป็นผู้ที่สมบูรณ์ด้วยอำนาจสิทธิของจอมจักรพรรดิ ได้ตั้งความปรารถนาที่จะเป็นพระพุทธเจ้ามานับภพนับชาติไม่ถ้วน ในภพชาตินี้ก็เช่นกัน พระองค์ทรงเป็นผู้ที่ศรัทธาในพระรัตนตรัย ทรงคิดเสมอว่า ที่พระองค์ทรงมีอานุภาพมากขนาดนี้ ก็ด้วยอานุภาพแห่งบุญที่ได้ทรงทำไว้ แต่สิ่งที่พระองค์ปรารถนาอย่างยิ่ง คือ พระโพธิญาณ ดังนั้นพระองค์จึงทรงคิดที่จะสร้างบารมีครั้งยิ่งใหญ่สักครั้ง โดยทรงใช้อานุภาพของพระองค์ให้เป็นไปเพื่อสร้างบารมีอย่างแท้จริง

พระองค์ทรงคิดต่อไปว่า ก่อนที่จะนิมนต์พระอริยเจ้าทั่วทั้งสิบทิศ มาประชุมรวมกันให้มากที่สุดนั้น ต้องจัดเตรียมสถานที่รองรับให้สมเกียรติของพระอริยเจ้าทั้งหลาย คิดดังนั้นแล้วพระองค์ไม่ทรงรอรี รีบนึกถึงบุญและตามสมบัติทั้งหลายที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นรัตนะซึ่งมีค่ามากที่อยู่ในอากาศ และอยู่บนภาค พื้นแผ่นดิน มีมากมายเพียงใด พระองค์ทรงใช้ใจนึกมาได้ทั้งหมด ให้มาปรากฏอยู่ต่อพระพักตร์

จากนั้นพระองค์ทรงใช้มหาสมบัติทั้งหลายเหล่านั้นสร้างเป็นปราสาทรัตนะ ทรงนึกสร้างด้วยใจเช่นเดียวกัน เป็นมหาปราสาทมีความสูงจรดขอบฟ้าเบื้องบน ฐานของรัตนปราสาทแผ่ขยายตลอดภาคพื้นสุดลูกหูลูกตา ตั้งตระหง่านสะกดสายตาของทุกๆ คนที่ได้เห็น เสาแต่ละต้นวิจิตรงดงาม ได้สร้างไว้อย่างดี ล้วนทำด้วยรัตนะที่มีค่ามาก มีคันทวยทำด้วยทองคำ ประดับด้วยนกกะเรียน และฉัตรรัตนะ ที่พื้นชั้นแรกของปราสาท เป็นแก้วไพฑูรย์งดงามปราศจากมลทิน

พระองค์ทรงประดับปราสาทด้วยกอบัวหลวง พื้นปูด้วยทองคำบริสุทธิ์ พื้นบางชั้นมีสีดังแก้วประพาฬ แตกแขนงออกมาคล้ายกิ่งก้านของต้นไม้ มีสีแดงงดงาม เปล่งรัศมีดังสีแมลงค่อมทอง สว่างไสวไปทั่วทุกทิศ ตรงหน้าปราสาท มีหน้ามุข ประตูหน้าต่างตกแต่งอย่างดีเป็นแก้ว ไพรที ๔ ชั้น มีชวาลาประทีปสว่างไสว มีพวงอุบลส่งกลิ่นหอมสดชื่นรื่นรมย์ใจ

พื้นบางชั้นก็มีสีเขียว สีเหลือง สีแดง สีขาว และสีดำล้วนๆ ที่ประกอบด้วยเรือนยอด ซึ่งประดับด้วยรัตนะ ๗ ประการ และยังตกแต่งด้วยดอกปทุมบานสะพรั่ง งดงามด้วยหมู่สกุณา ดารดาษไปด้วยดาวนักษัตร ประดับด้วยรูปดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์ และยังปกคลุมด้วยตาข่ายทองคำ ห้อยระย้าด้วยกระดิ่งทองคำ ตาข่ายทองคำ ขณะมีลมโชยพัดมา จะมีเสียงคล้ายทิพยดุริยางค์อันไพเราะ

หน้าต่างจะมีสีต่างๆ เช่น สีชมพู สีแดง สีเหลือง และสีทองมีธงปักไว้เป็นทิวแถวเป็นระเบียบ แผ่นกระดานต่างๆ ทำด้วยเงินบ้าง แก้วมณีบ้าง ทับทิมบ้าง และแก้วลายบ้าง อีกทั้งยังมีที่นอนซึ่งปูด้วยผ้าจากแคว้นกาสีเนื้อละเอียด ผ้าห่มมีสีเหลืองทำด้วยผ้ากัมพล พระองค์ทรงปูลาดเครื่องลาดทุกชนิดด้วยใจ คือ ทำด้วยความเคารพเลื่อมใสจริงๆ

แต่ละชั้นของปราสาทประดับยอดด้วยรัตนะ มีผู้มีบุญยืนถือประทีปแก้วสว่างไสว มีเสาระเนียด เสาซุ้มประตู ทำด้วยทองชมพูนุท ไม้แก่น และเงิน วิจิตรด้วยบานประตู และกลอนมีลวดลาย ทำให้ปราสาทรุ่งเรืองสว่างไปทั่วทุกทิศ

ครั้นตระเตรียมสถานที่งดงามเช่นนั้นแล้ว ท่านนึกอาราธนานิมนต์พระพุทธเจ้าในอดีตทุกๆ พระองค์ พร้อมทั้งพระสงฆ์สาวกทั้งหลาย นิมนต์มามากมายทีเดียว ด้วยอานุภาพที่เหนือธรรมชาติ เหนือจินตนาการความคิดของมนุษย์ พระพุทธเจ้านับพระองค์ไม่ถ้วน พร้อมทั้งพระสาวกเสด็จเข้าไปทางประตูรัตนปราสาท โดยพระอริยเจ้าจะนั่งบนตั่งที่ทำด้วยทองคำล้วนๆ พระพุทธเจ้าทั้งหลายที่มีอยู่ในบัดนี้ก็ดี และที่ล่วงไปแล้วก็ดี ทุกพระองค์ได้เสด็จขึ้นปราสาทของพระเจ้าติโลกวิชัยจอมจักรพรรดิ แม้แต่พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ก็ได้ขึ้นสู่ปราสาทมาเป็นเนื้อนาบุญให้ท่านด้วย

พระเจ้าติโลกวิชัยได้นำผ้าทุกชนิดจากต้นกัลปพฤกษ์ ทั้งที่เป็นของทิพย์ และเป็นของมนุษย์มาทำเป็นจีวร น้อมถวายให้ท่านเหล่านั้นครอง อีกทั้งนำภัตตาหารที่มีโอชาทิพย์ใส่จน เต็มบาตรแก้วมณี และน้อมถวายพระอริยเจ้าทั้งหลาย ท่านเหล่านั้นกระทำภัตกิจบนปราสาทอย่างอิ่มหนำสำราญ จากนั้นบางพระองค์นั่งเจริญสมาธิ บางพระองค์แสดงธรรม บางพระองค์ แสดงฤทธิ์ บางพระองค์เข้าอัปปนาฌาน และบางพระองค์เจริญ อภิญญาวสี

พระพุทธเจ้าบางพระองค์ปาฏิหาริย์กายเป็นหลายพันพระองค์ ทรงสอบถามอารมณ์ของพระัพพัญญุตญาณกับพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระสาวกทูลถามพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้า ตรัสถามพระสาวก หรือพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอริยสาวก ต่างถามกันและพยากรณ์กันและกัน พระอริยเจ้าทั้งหลายต่างยินดีในปราสาทของพระเจ้าติโลกวิชัยจอมจักรพรรดิผู้มีอานุภาพมาก ทุกๆ พระองค์จะทรงฉัตรอันห้อยระย้าด้วยข่ายทองที่งดงาม มีข่ายเงินแวดวงด้วยข่ายมุกดาเหนือพระเศียร มีเพดานผ้าทิพย์ แวววาวด้วยดาวทอง ห้อยพวงมาลัยไว้ทั่วงดงามตระการตา มีพวงมาลัยเต็มไปหมด หอมกรุ่นด้วยกลุ่มของหอม งดงามด้วยพวงผ้า ประดับประดาด้วยพวงแก้ว พวงดอกไม้ ทุกๆ อย่างอบด้วยของหอม เจิมด้วยของหอม มุงด้วยเครื่องมุงอันเป็นทองในทิศทั้งสี่ มีสระโบกขรณี ซึ่งระยิบตาด้วยดอกปทุมและอุบล หอมตลบด้วยกลิ่นเกสร ต้นไม้ทุกต้นรอบๆ ปราสาทก็ผลิดอก บางต้นดอกไม้ก็ร่วงหล่นโปรยปรายรายรอบรัตนปราสาท ดูสวยงามยิ่งนัก

นี่คือมหัศจรรย์แห่งการสร้างบารมี ที่เหนือคำบรรยายของจอมจักรพรรดิราช ผู้มีฤทธิ์ทางใจ ท่านสามารถทำในสิ่งที่ ผู้อื่นทำไม่ได้ และใช้อานุภาพของตนส่งเสริมการสร้างบารมีให้ ยิ่งๆ ขึ้นไป เรื่องราวของท่านยังไม่จบ จะนำมาเล่าในคราวต่อไป

ขอให้ทุกท่านขวนขวายในการสร้างบารมีให้มากๆ ถ้าบารมีเรามีมาก จะสร้างบารมีอะไรต่อก็สะดวกสบายอย่างพระเจ้าจักรพรรดิโพธิสัตว์ของเราพระองค์นี้ ท่านสร้างบารมีด้วยใจ มีสมบัติตามใจปรารถนา เราต้องสร้างบารมีให้ได้อย่างนี้กันทุกคน

*มก. พุทธาปทาน เล่ม ๗๐ หน้า ๒

มดเอ๊ก
03-22-2008, 12:13 AM
http://www.dmc.tv/images/dhamma_for_people/bampen/sibtis/sibtis_03.jpg

ผู้ชนะสิบทิศ ตอนที่่ ๓
( ท่องทั่วโลกธาตุ )



กุศลกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นกิริยาที่เราจะพึงกระทำ ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ กุศลกรรมนั้นเรากระทำแล้ว ได้ไปในไตรทศ สัตว์เหล่าใดผู้มีสัญญาก็ตาม ไม่มีสัญญาก็ตาม สัตว์เหล่านั้นทั้งหมดจงเป็นผู้มีส่วนแห่งผลบุญที่เราได้กระทำแล้ว สัตว์เหล่าใดรู้บุญที่เราได้กระทำแล้ว เราให้ผลบุญแก่สัตว์เหล่านั้น บรรดาสัตว์เหล่านั้น สัตว์เหล่าใดไม่รู้ ขอทวยเทพจงไปบอกแก่สัตว์เหล่านั้นให้รู้

การสร้างบารมีเพื่อขจัดกิเลสอาสวะให้หมดสิ้นไป เป็นวัตถุประสงค์หลักของการเกิดมาเป็นมนุษย์ ทุกๆ ชีวิตไม่ว่าจะเป็นมหากษัตริย์ พระเจ้าจักรพรรดิ มหาเศรษฐี หรือยาจกวณิพก รวมถึงสรรพสัตว์ทั้งหลายที่มีวิญญาณครอง ล้วนมีวัตถุประสงค์ อย่างเดียวกันทั้งนั้น สรรพสัตว์ที่เกิดมาในโลกนี้ จะต้องเพียรเพื่อ ทำตนให้บริสุทธิ์ หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ มุ่งไปสู่อายตนนิพพาน การที่จะทำเช่นนี้ได้ ต้องหมั่นทำใจให้หยุดให้นิ่ง จนกระทั่งได้เข้าถึงพระธรรมกายจึงจะมีอุปกรณ์ที่จะไปสู่อายตนนิพพานได้

มีวาระแห่งภาษิตใน พุทธาปทาน ความว่า

" กุศลกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นกิริยาที่เราจะพึงกระทำ ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ กุศลกรรมนั้นเรากระทำแล้ว ได้ไปในไตรทศ สัตว์เหล่าใดผู้มีสัญญาก็ตาม ไม่มีสัญญาก็ตาม สัตว์เหล่านั้นทั้งหมดจงเป็นผู้มีส่วนแห่งผลบุญที่เราได้กระทำแล้ว สัตว์เหล่าใดรู้บุญที่เราได้กระทำแล้ว เราให้ผลบุญแก่สัตว์เหล่านั้น บรรดาสัตว์เหล่านั้น สัตว์เหล่าใดไม่รู้ ขอทวยเทพจงไปบอกแก่สัตว์เหล่านั้นให้รู้ "


นี่เป็นคำกล่าวของพระเจ้าติโลกวิชัย ที่กล่าวไว้ภายหลังจากที่ท่านได้สร้างมหาทานบารมีครั้งยิ่งใหญ่ และได้อุทิศส่วนบุญแก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ที่ท่านได้ชื่อว่า ผู้ชนะสิบทิศ เพราะท่านท่องไปทั่วทั้งสิบทิศเพื่อสร้างบารมี ปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้า เพื่อรื้อสัตว์ขนสัตว์ไปสู่พระนิพพาน ทิศทั้งสิบนั้นไม่เคยมีใครจะเดินทางไปถึง และใน ๑๐ ทิศนั้น มีพุทธเขตนับไม่ถ้วน พระเจ้าติโลกวิชัยสามารถท่องไปทั่วโลกธาตุที่ว่านั้นได้ ท่านไปด้วยจักรแก้ว กายของท่านมีรัศมีปรากฏเปล่งแสงออกเป็นคู่ๆ เป็นผู้ที่มีแสงสว่างไม่มีประมาณด้วยอำนาจของจักรแก้ว และแก้วมณี ปวงชนทั้งโลกธาตุมีมากมายเพียงใด ก็สามารถมองเห็นพระองค์ได้ และต่างประพฤติอยู่ในโอวาทของพระองค์

*เมื่อพระเจ้าติโลกวิชัยเปล่งวาจาว่า ด้วยบุญนี้ในอนาคตกาล ขอให้เราได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลก เหตุการณ์ในครั้งนั้น แม้แต่ภูเขาหินที่ไม่มีชีวิต ก็ยังเปล่งเสียงกึกก้องกัมปนาทดังกระหึ่มไปทั่วทุกทิศ มวลมนุษย์ทั้งหลายทั่วทั้งจักรวาล ต่างชื่นชมอนุโมทนา เหล่าทวยเทพผู้มีกายทิพย์ ที่สิงสถิตอยู่ตามสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภุมมเทวา รุกขเทวา อากาสเทวา ไล่เรื่อยไปจนถึงสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้นฟ้า พรหม อรูปพรหม ทั่วโลกธาตุเปล่งเสียงสาธุการ

มาถึงตรงนี้ จะขยายความเกี่ยวกับโลกธาตุ เพื่อที่จะให้ทุกท่านได้เข้าใจมากยิ่งขึ้น โลกธาตุนั้นมีอยู่ ๓ ขนาด มีขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ มีอยู่ครั้งหนึ่ง พระอานนท์ไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าพลางทูลถามว่า " พระองค์เคยตรัสกับข้าพระองค์ว่า สาวกชื่ออภิภูของพระสิขีพุทธเจ้า ยืนอยู่บนพรหมโลกสามารถยัง ๑,๐๐๐ โลกธาตุ ให้ได้ยินเสียง แล้วพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงสามารถตรัสให้โลกธาตุ ได้ยินพระสุรเสียงได้เท่าไร พระเจ้าข้า "


พระศาสดาตรัสว่า " อานนท์ พระอภิภูนั้นเป็นเพียงพระสาวก แต่พระตถาคตทั้งหลาย ไม่มีใครจะเปรียบเทียบได้ " พระอานนท์ได้ฟังดังนั้นได้ทูลถามอีกเช่นเดิม พระพุทธองค์ก็คงตรัสตอบยืนยันเช่นเดิม เมื่อพระอานนท์ทูลถามอีกเป็นครั้งที่ ๓ พระพุทธองค์จึงตรัสถามว่า " เธอเคยได้ฟังหรือไม่ อานนท์ สหัสสีจูฬนิกาโลกธาตุ " พระอานนท์ทูลว่า " ขอพระองค์ตรัสเถิดภิกษุทั้งหลายจะได้จดจำไว้ "

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสอธิบายเกี่ยวกับโลกธาตุว่า " อานนท์ ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์แผ่รัศมีส่องแสง ทำให้สว่างไปทั่วทิศตลอดที่มีประมาณเท่าใด โลกมีเนื้อที่เท่านั้น จำนวน ๑,๐๐๐ ใน ๑,๐๐๐ โลกนั้น มีดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ภูเขาสิเนรุ อย่างละ ๑,๐๐๐ มีชมพูทวีป อปรโคยานทวีป อุตตรกุรุทวีป ปุพพวิเทหทวีปอย่างละ ๑,๐๐๐ มีมหาสมุทร มีมหาราชอย่างละ ๔,๐๐๐ มีสวรรค์ ๖ ชั้น และพรหมโลกซึ่งมีรูปพรหม ๑๖ ชั้น อรูปพรหม ๔ ชั้น ชั้นละ ๑,๐๐๐ นี้เรียกว่า สหัสสีจูฬนิกาโลกธาตุ โลกธาตุอย่างเล็กมี ๑,๐๐๐ จักรวาล

สหัสสีจูฬนิกาโลกธาตุมีเท่าใด โลกเท่านั้นคูณโดย ๑,๐๐๐ นี้เรียกว่า ทวิสหัสสีมัชฌิมิกาโลกธาตุ โลกธาตุขนาดกลางมี ๑,๐๐๐,๐๐๐ จักรวาล ทวิสหัสสีมัชฌิมิกาโลกธาตุมีเท่าใด เอาโลกธาตุนั้นคูณโดยส่วน ๑,๐๐๐ อย่างนี้เรียกว่า ติสหัสสีมหาสหัสสีโลกธาตุ โลกธาตุขนาดใหญ่มี ๑๐๐,๐๐๐ โกฏิจักรวาล เมื่อตถาคตมีความปรารถนาจะพูดให้ติสหัสสีมหาสหัสสีโลกธาตุได้ยินหรือปรารถนาพูดเท่าใดก็ได้ ตถาคตอยู่ในที่นี้ จะพึงแผ่รัศมีไปทั่วติสหัสสีมหาสหัสสีโลกธาตุ เมื่อสัตว์ทั้งหลายในโลกธาตุเหล่านั้นรู้จักแสงสว่างนั้น ตถาคตก็บันลือสีหนาทให้สัตว์เหล่านั้นได้ยินด้วยวิธีอย่างนี้ "


ครั้นจบพระกระแสพุทธดำรัส พระอานนท์อุทานออกมาว่า " เป็นลาภของข้าพระองค์หนอที่ได้ยินเช่นนี้ ข้าพระองค์ได้พระศาสดาผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพใหญ่อย่างนี้ " พระอุทายีเถระที่นั่งฟังอยู่ด้วย ก็กล่าวขัดขึ้นว่า " ท่านได้ประโยชน์อะไรในเรื่องนี้ อาวุโส อานนท์ ที่พระศาสดามีฤทธิ์มากมีอานุภาพใหญ่อย่างนั้น " พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกับพระอุทายีว่า " อย่าพูดเช่นนั้น อุทายี ถ้าอานนท์จะพึงเป็นผู้ยังไม่สิ้นราคะ มรณภาพไป ด้วยความที่จิตเลื่อมใสในเราด้วยคำพูดเท่านี้ เธอจะพึงได้เป็นเทวราชในเทวโลก ๗ ชาติ เป็นมหาราชาในชมพูทวีป ๗ ชาติ แต่ที่แท้นั้น อานนท์จักปรินิพพานในชาติปัจจุบันนี้ทีเดียว "


เพราะฉะนั้นการได้ยินเรื่องราวที่ลึกซึ้ง นำมาซึ่งมหาปีติ มีอานิสงส์มาก นี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับโลกธาตุที่เราได้ยินกันบ่อยๆ ในภพสุดท้ายของพระโพธิสัตว์ วันที่พระองค์เสด็จจุติจากเทวโลก ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระพุทธมารดา ในวันประสูติ วันเสด็จออกผนวช วันตรัสรู้ วันทรงแสดงธรรมจักร วันทรงปลงอายุสังขาร และวันดับขันธปรินิพพาน โลกธาตุขนาดกลางก็หวั่นไหว มีโลกธาตุอย่างนี้นับกันไม่ถ้วน แสนโกฏิจักรวาลที่ได้ยินกันบ่อยๆ นั้น หมายถึงมหาสหัสสีโลกธาตุ ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุด เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้ามีพุทธประสงค์ จะทรงเปล่งพระรัศมีออกจากพระพุทธสรีระ ให้เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายได้เห็น หรือได้ยินพระสุรเสียงก็สามารถทำได้อย่างสบายๆ

มีคำหนึ่งที่ทุกท่านได้ยินกันบ่อยๆ คือคำว่า อนันตจักรวาล หมายถึง จำนวนจักรวาลที่นับไม่ถ้วน ดังข้ออุปมาเพื่อให้ทุกท่านพอจะนึกภาพออก สมมติว่า ถ้าเราเอาแสนโกฏิจักรวาลที่กล่าวมานั้น ทำให้เป็นพื้นที่ว่างๆ แล้วนำเมล็ดพันธุ์ผักกาดใส่ไปให้เต็มแสนโกฏิจักรวาลไล่เรื่อยไปจนถึงพรหมโลก เมล็ดพันธุ์ผักกาด เมล็ดหนึ่งนับเป็นหนึ่งจักรวาล จากนั้นเราก็หยิบออกทีละเมล็ดไปวางเรียงไว้ทางทิศเหนือ จนกระทั่งเมล็ดผักกาดหมด จักรวาลทางทิศเหนือก็ยังไม่หมดสิ้นไป ยังมีอยู่อีกมากมาย

ส่วนในทิศอื่นก็ทำทำนองเดียวกันกับทางทิศเหนือ คือ หยิบเมล็ดผักกาดซึ่งเต็มทั้งแสนโกฏิจักรวาลออกทีละเมล็ดวางเรียงออกไป จนกระทั่งเมล็ดผักกาดหมด จักรวาลก็ยังมีเหลืออยู่อีก ดังนั้น อนันตจักรวาลจึงหมายถึง จักรวาลที่มีมากมายสุดที่จะนับจะประมาณได้ นี้คือความอัศจรรย์ที่อยากจะให้ทุกคนได้เรียนรู้ ศึกษาไว้ เพราะพวกเราเป็นนักสร้างบารมีที่ยังต้องเดินทางต่อไปอีก จนกว่าจะถึงที่สุดแห่งธรรม

พระเจ้าติโลกวิชัยพระองค์ทรงมีอานุภาพมาก สามารถที่จะท่องไปในโลกธาตุทั้งหลายได้ และทรงสร้างมหาทานบารมีกับเนื้อนาบุญในพุทธเขตที่ไม่มีประมาณ หลังจากที่พระองค์ ทรงสร้างทานบารมีแด่พระอริยเจ้านับพระองค์ไม่ถ้วน ซึ่งในประวัติศาสตร์ของจอมจักรพรรดิทั้งหลาย ยังไม่มีใครสามารถทำได้อย่างพระองค์ เมื่อทรงสร้างบารมีแล้ว ทรงแผ่ส่วนบุญ แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย เรื่องราวของท่านยังไม่จบ ซึ่งจะได้ศึกษากันในตอนต่อไป

*มก. พุทธาปทาน เล่ม ๗๐ หน้า ๓

มดเอ๊ก
03-22-2008, 12:14 AM
http://www.dmc.tv/images/dhamma_for_people/bampen/sibtis/sibtis_04.jpg

ผู้ชนะสิบทิศ ตอนที่ ๔
( พลานุภาพแห่งบุญ )


ไม่มีผู้เสมอด้วยปัญญา เราชี้มือไปในที่ใด คือ ที่แผ่นดิน ภูเขา บนอากาศ ในน้ำ และในป่า อาหารทิพย์ รัตนะทุกอย่าง ของหอมทุกชนิด ยวดยานทุกชนิด ดอกไม้ทุกชนิด สิ่งที่เราปรารถนาเข้ามาหาเรา เราเป็นใหญ่กว่าเทวดา และมนุษย์ เป็นผู้สมบูรณ์ ด้วยรูปลักษณะ

สังขารร่างกายของเราทุกคน กำลังเดินทางไปสู่ความเสื่อมสลาย ร่างกายที่เคยแข็งแรง ก็อ่อนแอลงไปตามกาลเวลา บัณฑิตนักปราชญ์ทั้งหลายจึงดำรงชีวิตอยู่อย่างไม่ประมาท เพราะตระหนักดีว่า คุณค่าที่แท้จริงและเป็นแก่นสารของชีวิตนั้น คือ การสั่งสมบุญบารมีให้ยิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อเป็นเสบียงเดินทางไกลในสังสารวัฏ จนกว่าจะสามารถกำจัดอาสวกิเลสทั้งหลาย ให้หมดสิ้นไป ได้เข้าถึงพระนิพพานอันเกษม

มีวาระแห่งภาษิตใน พุทธาปทาน ความว่า

" ไม่มีผู้เสมอด้วยปัญญา เราชี้มือไปในที่ใด คือ ที่ แผ่นดิน ภูเขา บนอากาศ ในน้ำ และในป่า อาหารทิพย์ รัตนะทุกอย่าง ของหอมทุกชนิด ยวดยานทุกชนิด ดอกไม้ทุกชนิด สิ่งที่เราปรารถนาเข้ามาหาเรา เราเป็นใหญ่กว่าเทวดา และมนุษย์ เป็นผู้สมบูรณ์ ด้วยรูปลักษณะ "


นี่เป็นคำกล่าวของพระเจ้าติโลกวิชัย วันนี้จะนำเรื่องราวของพระองค์มาเล่าต่อจากตอนที่แล้ว หลังจากที่พระองค์ได้สร้างมหาทานบารมี และได้ตั้งความปรารถนาที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต ทำให้สรรพสัตว์ทั่วทั้งโลกธาตุต่างยินดีปรีดา พากันตั้งความปรารถนาที่จะหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะในศาสนาของพระองค์ โลกในยุคนั้นสว่างไสวด้วยแสงธรรม เพราะทุกคนประพฤติปฏิบัติธรรมกันเป็นปกติ

*พระองค์ทรงอาศัยอยู่ในรัตนมหาปราสาท ในปราสาทแก้ว มีสิ่งที่ทำให้รื่นรมย์ใจมากมาย รอบปราสาทมีนกยูงรำแพน หางดูสวยงาม มีหงส์ทิพย์ส่งเสียงไพเราะขับกล่อม และหมู่นกการะเวกก็พากันขับขาน กลองทุกชนิดดังขึ้นเอง พิณทุกชนิดก็ดีดขึ้นเอง เครื่องสังคีตทุกชนิดบรรเลงเองอย่างน่าอัศจรรย์ และยังมีบัลลังก์ทองใหญ่ที่มีรัศมีสว่างไสว ตั้งอยู่ในกำหนด พุทธเขต และในหมื่นจักรวาลเรียงรายสวยงามมาก

ในแต่ละที่ จะมีต้นไม้ประจำทวีป ต้นไม้ประจำทวีปทั้งหมดต่างส่องแสงสว่างเป็นอย่างเดียวกันสืบต่อกันไป หญิงนักร้องฟ้อนรำก็เต้นรำขับร้องไป สร้างความเบิกบานสราญใจให้พระเจ้าจักรพรรดิ และยังมีเหล่านางอัปสร ประดับประดาด้วย เครื่องประดับทิพย์สวยงาม พากันมาปรากฏอยู่รายรอบปราสาท พระเจ้าติโลกวิชัยยังให้ชักธงทุกชนิดมี ๕ สี งามวิจิตรประดับไว้บนยอดไม้ ยอดภูเขา และบนยอดเขาสิเนรุ เมื่อหมู่มนุษย์ นาค ยักษ์ คนธรรพ์ และเทวดาเข้ามาหาพระองค์ ต่างก็ประณมมือไหว้แวดล้อมปราสาทอยู่

พระเจ้าจักรพรรดิมีเมตตาต่อผู้อยู่ในเขตแดนที่ปกครอง พระองค์จะตั้งจิตอธิษฐานว่า ปวงสัตว์ในโลกผู้อาศัยอาหารเป็นอยู่ทุกจำพวก ขอจงได้อาหารอันน่าพอใจด้วยใจของเรา เมื่อตั้งจิตอย่างนี้ อาหารทั้งหลายก็บังเกิดขึ้น พระองค์สามารถเลี้ยงคนได้ทั้งโลกเพียงแค่ใจนึกคิดเท่านั้น นี้เป็นพลานุภาพที่เกิดจากการสร้างบารมี ที่ท่านให้ทานอย่างหมดใจ บูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ รวมถึงพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย และพระอรหันตเจ้าทั้งปวง

เมื่อพระองค์สวรรคต จักรแก้วก็อันตรธานหายไป สาเหตุที่จักรแก้วหายไปนั้น ด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ การสวรรคตของพระเจ้าจักรพรรดิ หรือพระเจ้าจักรพรรดิทรงออกผนวช จักรแก้วจะอันตรธานหายไปก็ต่อเมื่อผ่านไป ๗ วัน นับจากวันสวรรคตหรือทรงออกผนวช

ในจักรวาลหนึ่งจะมีพระเจ้าจักรพรรดิบังเกิดขึ้นได้ครั้งละพระองค์เดียวเท่านั้น พระเจ้าจักรพรรดิจะไม่ทรงอุบัติขึ้นพร้อมกัน ๒ พระองค์ เพราะจะทำให้มนุษย์ไม่เป็นหนึ่งเดียวกัน ถ้าพระเจ้าจักรพรรดิ ๒ พระองค์บารมีไม่เท่ากัน ความคิด คำพูด และการกระทำก็จะไม่เสมอกัน สรรพสัตว์ที่อยู่ในโอวาทของพระเจ้าจักรพรรดิก็จะไม่เป็นหนึ่งเดียวกัน และอานุภาพแห่งจักรแก้ว มีมากเกินกว่าจักรวาลเดียวจะรับได้ เมื่อพระเจ้าจักรพรรดิรบชนะ พิชิตไปทั้ง ๔ ทวีป จักรแก้วจะลอยสถิตนิ่งๆ ท่ามกลางนภากาศ เพราะหากมีการเคลื่อนไหวสักเล็กน้อย นั่นจะเป็นเครื่องบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงของพระเจ้าจักรพรรดิ พระองค์นั้น ดังนั้น เวลาที่พระเจ้าจักรพรรดิปรารถนาที่จะรู้ถึงความเปลี่ยนแปลง และเป็นการเตรียมพระองค์ไว้ก่อน พระองค์ จะสั่งให้ขึงเชือกไว้ทั้งข้างล่างและข้างบนของจักรแก้ว จากนั้นราชบุรุษจะไปวัดระดับของการเคลื่อนย้ายของจักรรัตนะนั้น ทุกๆ วัน หลังจากที่พระเจ้าติโลกวิชัยจักรพรรดิราชสวรรคตแล้ว จักรแก้วนั้นก็อันตรธานไป

ด้วยอำนาจแห่งความดีที่ท่านได้สั่งสม และด้วยการตั้งความปรารถนาของพระองค์ ครั้นละโลกแล้ว ท่านได้บังเกิดบนดาวดึงสพิภพ ท่องเที่ยวอยู่ในสองภพภูมิเท่านั้น คือ เป็นเทวดาและมนุษย์โดยไม่รู้จักคติอื่นเลย นี้เป็นผลแห่งการตั้งความปรารถนาด้วยใจ ตอนเป็นเทพบุตรก็เป็นใหญ่กว่าเทวดาทั้งหลาย เป็นมนุษย์ก็เป็นใหญ่ในเมืองมนุษย์ เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยรูปลักษณะ ไม่มีผู้เสมอด้วยปัญญา

บุญที่สร้างไว้ดีแล้วนั้น ทำให้ท่านสมความปรารถนาในทุกสิ่ง หากปรารถนาสิ่งใดไม่ว่าจะเป็นโภชนาหาร รัตนะอันมีค่า หรือผ้าชนิดต่างๆ เพียงแค่ท่านนึกถึง และชี้มือไปในที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดิน ภูเขา บนอากาศ ในน้ำ หรือในป่า สิ่งที่ต้องการ จะน้อมเข้ามาหาท่านทันที

พระองค์ท่านถึงกับเปล่งอุทานว่า " เราปรารถนาของหอม ชี้มือไปในป่า ของหอมทุกอย่างย่อมบังเกิดขึ้นแก่เรา เราปรารถนายวดยาน ชี้มือไปบนอากาศ ยวดยานทุกชนิดย่อมเข้ามาหาเรา เราปรารถนาดอกไม้ ชี้มือไปในแผ่นดิน ดอกไม้ทุกชนิด ย่อมเข้ามาหาเรา เราปรารถนาเครื่องประดับ ของเคี้ยว น้ำผึ้ง น้ำตาล เพียงแค่ชี้มือเท่านั้น เครื่องประดับ ของเคี้ยว น้ำผึ้ง น้ำตาล ก็บังเกิดขึ้นแก่เรา " นี่เป็นพลานุภาพแห่งบุญที่พระองค์ได้สั่งสมไว้อย่างดีแล้วในภพชาตินั้น

พระองค์ท่านให้ทานแก่คนไม่มีทรัพย์ คนเดินทางไกล ยาจก เพื่อต้องการบรรลุพระสัมโพธิญาณอันประเสริฐ เพียงตั้งความปรารถนา มนุษยโลก พร้อมทั้งเทวโลกต่างร่าเริงยินดีที่จะได้มีส่วนในบุญกับพระพุทธเจ้า และในภพนั้น ท่านได้ท่องไปทั่วทิศทั้งสิบ ที่มีพุทธเขตนับไม่ถ้วน ได้สร้างบารมีอย่างเต็มที่ด้วยกายมนุษย์ สำเร็จทุกอย่าง ดุจของทิพย์ที่สำเร็จได้ด้วยใจปรารถนา นอกจากนั้นท่านยังได้อธิษฐานว่า " ในอนาคตกาลเราจะตีกลองอมฤตธรรมมีเสียงบันลือไพเราะ สละสลวย ปวงชนที่ตามเรามา จงได้ยินเสียงอันไพเราะของเรา เมื่อเมฆฝน คือ ธรรมธาราตกลงมา ปวงชนจะเป็นผู้ไม่มีอาสวะ แม้ผู้มีบารมีอ่อนที่สุด ก็ขอให้บรรลุธรรมาภิสมัย เราได้ให้ทานที่ควรให้ บำเพ็ญศีลโดยไม่เหลือ ถือเนกขัมมบารมี เพื่อบรรลุพระสัมโพธิญาณอันอุดม "


เมื่อท่านกล่าวถึงตรงนี้ ท่านก็ได้กล่าวเตือนมวลมนุษย์ทั้งหลายว่า " ท่านทั้งหลายจงเห็นความเกียจคร้านและความวิวาทโดยเป็นภัย และเห็นความเพียรความไม่วิวาทโดยเป็นความเกษม จงปรารภความเพียร กล่าววาจาอ่อนหวานแก่กันและกัน จงตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เมื่อพระพุทธเจ้าและ
พระอรหันต์ทั้งหลายมาประชุมกัน ท่านทั้งหลายจงกราบไหว้บูชา พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลายเถิด เพราะพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นอจินไตย พระธรรมของพระองค์ก็เป็นอจินไตย เมื่อบุคคลเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า และพระธรรมอันเป็นอจินไตย ย่อมมีวิบากเป็นอจินไตย "


เราจะเห็นว่า ชีวิตของผู้ชนะสิบทิศที่แท้จริงนั้น คือผู้ที่เห็นคุณค่าของการสร้างบารมี จะแสวงหาทางสร้างบารมีไปทั่วทุกทิศ ด้วยใจที่เคารพเลื่อมใสไม่มีประมาณ และจะสร้างบารมีจนหมดใจ จะไม่ประมาทในการสร้างบารมี แม้จะเป็นผู้ที่สมบูรณ์พร้อมในทุกสิ่งแล้วก็ตาม ดังนั้น พวกเราควรประพฤติปฏิบัติตามแบบอย่างพระโพธิสัตว์ ทำอย่างเต็มที่เต็มกำลังของเรา การเกิดมาในภพชาตินี้ จะคุ้มค่าสมกับที่ได้เกิดมาพบต้นแบบแห่งการสร้างบารมี

*มก. พุทธาปทาน เล่ม ๗๐ หน้า ๔

:yoyo_0140:http://www.dmc.tv/articles/dhamma_for_people/page22.html (http://www.dmc.tv/articles/dhamma_for_people/page22.html)