PDA

View Full Version : อยากทราบว่าทำกรรมอะไรไว้ถึงได้เกิดเปนสาวประเภท2


มดเอ๊ก
03-21-2008, 11:33 PM
ลองไปอ่านเต็มๆในพระสุตตันตปิฎกเล่ม ๒๐
(คำว่า กะเทย ที่ถูกต้องไม่มีร.เรือนะครับ)

[๘๖๔] กระหม่อมฉัน (เมื่อเกิดเป็นลา) ต้องพาลูกผู้ดีทั้งหลายไปด้วยหลังบ้าง ด้วยรถบ้าง
นั่นเป็นผลแห่งกรรม คือ การที่กระหม่อมฉันคบชู้ภรรยาของผู้อื่น ข้าแต่พระองค์ผู้ครองวิเทหรัฐ
กระหม่อมฉันจุติจากชาติเป็นลานั้นแล้ว ไปบังเกิดเป็นลิงในป่าใหญ่ ถูกนายฝูงผู้คะนองขบกัดลูกอัณฑะ
นั่นเป็นผลแห่งกรรม คือ การที่กระหม่อมฉันคบชู้ภรรยาของผู้อื่น
ข้าแต่พระองค์ผู้ครองวิเทหรัฐ กระหม่อมฉันจุติจากชาติเป็นลิงนั้นแล้ว ได้เกิดเป็นโคในทสันนรัฐ ถูกเขาตอน มีกำลังแข็งแรง

กระหม่อมฉันต้องเทียมยานอยู่สิ้นกาลนาน นั่นเป็นผลของกรรม คือการที่กระหม่อมฉันคบชู้ภรรยาของผู้อื่น
ข้าแต่พระองค์ผู้ครองวิเทหรัฐ กระหม่อมฉันจุติจากชาติเป็นโคนั้นแล้ว มาบังเกิดเป็นกระเทยในตระกูล
ที่มีโภคสมบัติมากในแคว้นวัชชี จะได้เกิดเป็นมนุษย์ยากจริงๆ นั่นเป็นผลแห่งกรรม คือ การที่กระหม่อมฉันคบชู้ภรรยาผู้อื่น ข้าแต่พระองค์ผู้ครองวิเทหรัฐ กระหม่อมฉันจุติจากชาติเป็นกระเทยนั้นแล้ว ได้ไปบังเกิดเป็นนางอัปสรในนันทวัน ณ ดาวดึงส์พิภพ มีวรรณน่าใคร่ มีผ้าและอาภรณ์อันวิจิตร สวมกุณฑลแก้วมณี
เป็นผู้ฉลาดในการฟ้อนรำขับร้อง เป็นบาทบริจาริกาของท้าวสักกะ

ข้าแต่พระองค์ผู้ครองวิเทหรัฐเมื่อกระหม่อมฉันอยู่ในดาวดึงส์พิภพนั้น ระลึกชาติแม้ในอนาคตได้อีก๗ ชาติ ที่กระหม่อมฉันจุติจากดาวดึงส์พิภพนั้นแล้ว จักไปเกิดต่อไป กุศลที่กระหม่อมฉันกระทำไว้ในเมืองโกสัมพีตามมาให้ผล กระหม่อมฉันจุติจากดาวดึงส์พิภพนั้นแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์
ข้าแต่พระมหาราชา กระหม่อมฉันเป็นผู้อันชนทั้งหลายสักการบูชาแล้วเป็นนิตย์ตลอด ๗ ชาติ
กระหม่อมฉันไม่พ้นจากความเป็นหญิงตลอด ๖ ชาติ

ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ชาติที่ ๗ กระหม่อมฉันจักได้เกิดเป็นเทวดาผู้ชาย เป็นเทพบุตรผู้มีฤทธิ์มาก เป็นผู้สูงสุดในหมู่เทวดา
แม้วันนี้นางอัปสรทั้งหลายก็ยังร้อยดอกไม้เป็นพวงมาลัยอยู่ในนันทวัน เทพบุตรพระนามว่าชวะ สามีของกระหม่อมฉัน
ยังรับพวงมาลัยอยู่ ๑๖ ปี ในมนุษย์นี้ราวครู่หนึ่งของเทวดา ๑๐๐ ปีในมนุษย์เป็นคืนหนึ่งวันหนึ่งของเทวดาดังที่ได้กราบทูลให้ทรงทราบมานี้
กรรมทั้งหลายย่อมติดตามไปทุกๆ ชาติ แม้ตั้งอสงไขย ด้วยว่ากรรมจะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม(ยังไม่ให้ผลแล้ว)ย่อมไม่พินาศไป.

[๘๖๕] ชายใดปรารถนาเป็นบุรุษทุกๆ ชาติไป ก็พึงเว้นภรรยาผู้อื่นเสีย เหมือนบุคคลล้างเท้าสะอาดแล้วเว้นเปือกตม
ฉะนั้น หญิงใดปรารถนาเป็นบุรุษทุกๆ ชาติไป ก็พึงยำเกรงสามี เหมือนนางเทพอัปสรผู้เป็นบาทบริจาริกายำเกรงพระอินทร์
ฉะนั้น ผู้ใดปรารถนาโภคทรัพย์ อายุยศและสุขอันเป็นทิพย์ ก็พึงเว้นบาปทั้งหลายประพฤติแต่สุจริตธรรม ๓ อย่าง สตรี
ก็ตาม บุรุษก็ตาม ควรเป็นผู้ไม่ประมาทด้วยกาย วาจา ใจ มีปัญญา เครื่องพิจารณาเพื่อประโยชน์ของตน
นรชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งในโลกนี้ที่เป็นคนมียศ มีโภคทรัพย์บริบูรณ์ทุกอย่าง นรชนเหล่านั้นได้สั่งสมกรรมดีไว้ในปางก่อนแล้วโดยไม่ต้องสงสัย สัตว์ทั้งปวงล้วนมีกรรมเป็นของตัว ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ

ขอพระองค์ทรงพระราชดำริด้วยพระองค์เถิด
ข้าแต่พระจอมชน พระสนม (ผู้ทรงโฉมงดงาม) ปานดังนางเทพอัปสรผู้ประดับประดาคลุมกายด้วยร่างแหทองเหล่านี้
พระองค์ทรงได้มาเพราะผลแห่งกรรมอะไร พระนางรุจาราชกัญญา ทรงยังพระเจ้าอังคติราชพระชนกนาถให้ทรงยินดี พระราชกุมารีผู้มีวัตรอันดีงาม
ทรงกราบทูลทางสุคติแก่พระชนกนาถ ดังหนึ่งบอกทางให้แก่คนหลงทางและได้ทรงกราบทูลข้อธรรมถวายโดยนัยต่างๆ ดังนี้แล ฯ

การเกิดเป็นมนุษย์จะเป็นเพศใดอยู่ที่ปัจจัยหลายอย่าง คือ
เพราะฉันทะความพอใจในเพศนั้น ๑
เพราะกุศลกรรมที่มีกำลังอ่อน ๑
เพราะอกุศลกรรม คือ การผิดศีลข้อกาเมฯ ๑

ตามหลักฐานที่พระพุทธองค์แสดงไว้เท่าที่พบมี ๓ ประการนี้ อธิบายว่า
ถ้าผู้หญิงพอใจในความเป็นหญิง ชอบเพศตรงกันข้าม ย่อมไม่พ้นความเป็นหญิงไปได้
ข้อต่อมาคือ
การเกิดเป็นเพศชายย่อมเกิดขึ้นด้วยผลของกุศลที่มีกำลัง
การเกิดเป็นหญิง ย่อมเกิดขึ้นด้วยผลของกุศลที่มีกำลังอ่อน
และผู้ชายที่กระทำกรรมผิดบุตรภรรยาผู้อื่น ผลของอกุศลกรรมอย่างเบาทำให้เกิดเป็นหญิง หรือเป็นกระเทย
ชายใดปรารถนาความเป็นชายทุกชาติพึงเว้นการล่วงศีลข้อที่ ๓ ดังข้อความในพระสูตรว่า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ - หน้าที่ 271

..... ชายใดปรารถนาเป็นบุรุษทุก ๆ ชาติไป ก็พึงเว้นภรรยาผู้อื่นเสีย เหมือนบุคคลล้างเท้าสะอาดแล้วเว้น
จากเปือกตม ฉะนั้น หญิงใดปรารถนาเป็นบุรุษทุกๆชาติไป ก็พึงยำเกรงสามี เหมือนนางเทพอัปสรผู้เป็นบาทบริจาริกายำเกรงพระอินทร์
ฉะนั้น ผู้ใดปรารถนาโภคทรัพย์ อายุ ยศและสุขอันเป็นทิพย์ก็พึงเว้นบาปทั้งหลาย
ประพฤติแต่สุจริตธรรม ๓ อย่าง สตรีก็ตามบุรุษก็ตาม ควรเป็นผู้ไม่ประมาทด้วยกาย วาจา ใจฯลฯ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ - หน้าที่ 447

จริงอยู่พวกผู้ชาย ชื่อว่าไม่เคยกลับเป็นผู้หญิง หรือพวกผู้หญิงไม่เคยกับเป็นผู้ชาย ย่อมไม่มี.
เพราะว่า พวกผู้ชายประพฤติล่วงในภริยาทั้งหลายของชนอื่น ทำกาละแล้ว ไหม้ในนรกสิ้นแสนปีเป็นอันมาก

เมื่อกลับมาสู่ชาติมนุษย์ ย่อมถึงภาวะเป็นหญิง สิ้น ๑๐๐ อัตภาพ
ถึงพระอานนทเถระ ผู้เป็นอริยสาวก มีบารมีบำเพ็ญมาแล้วตั้งแสนกัลป์ท่องเที่ยวอยู่ในสงสาร
ในอัตภาพหนึ่งได้บังเกิดในตระกูลช่างทอง ทำปรทารกรรมไหม้ในนรกแล้ว,ด้วยผลกรรมที่ยังเหลือ
ได้กลับมาเป็นหญิงบำเรอเท้าแห่งชายใน ๑๔ อัตภาพ,ถึงการถอนพืช (เป็นหมัน )ใน ๗ อัตภาพ.
ส่วนหญิงทั้งหลาย ทำบุญทั้งหลายมีทานเป็นต้น คลายความพอใจในความเป็นหญิงก็ตั้งจิตว่า
"บุญของข้าพเจ้าทั้งหลายนี้ ขอจงเป็นไปเพื่อกลับได้อัตภาพเป็นชาย" ทำกาละแล้ว ย่อมกลับได้อัตภาพเป็นชาย.
พวกหญิงที่มีผัวดังเทวดา ย่อมกลับได้อัตภาพเป็นชาย แม้ด้วยอำนาจแห่งการปรนนิบัติดีในสามีเหมือนกัน.
ส่วนลูกชายเศรษฐีนี้ยังจิตให้เกิดขึ้นในพระเถระโดยไม่แยบคาย จึงกลับได้ภาวะเป็นหญิงในอัตภาพนี้ทันที.....

พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ใน นิพเพธิกสูตร ว่า . . .
ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงทราบกรรม ฯลฯ ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งกรรม ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าวดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม บุคคลคิดแล้วจึงกระทำกรรมด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ
ก็เหตุเกิดแห่งกรรมเป็นไฉน คือ ผัสสะเป็นเหตุเกิดแห่งกรรม
ก็ความต่างแห่งกรรมเป็นไฉน คือ กรรมที่ให้วิบากในนรกก็มี ที่ให้วิบากในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานก็มี ที่ให้วิบากในเปรตวิสัยก็มี
ที่ให้วิบากในมนุษย์โลกก็มี ที่ให้ วิบากในเทวโลกก็มี นี้เรียกว่าความต่างแห่งกรรม

ก็วิบากแห่งกรรมเป็นไฉน คือ เราย่อมกล่าววิบากแห่งกรรมว่ามี ๓ ประการ คือ
กรรมที่ให้ผลในปัจจุบัน ๑
กรรมที่ให้ผลในภพที่เกิด ๑
กรรมที่ให้ผลในภพต่อๆ ไป ๑
นี้เรียกว่าวิบากแห่งกรรม
ความดับแห่งกรรมเป็นไฉน คือ ความดับแห่งกรรมย่อมเกิดขึ้นเพราะความดับแห่งผัสสะ
อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการนี้แล คือ สัมมาทิฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งกรรม
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดอริยสาวกย่อมทราบชัดกรรม เหตุเกิดแห่งกรรม ความต่างแห่งกรรม วิบากแห่งกรรม ความดับแห่งกรรม ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งกรรมอย่างนี้ๆ
เมื่อนั้น อริยสาวกนั้นย่อมทราบชัดพรหมจรรย์อันเป็นไปในส่วนแห่งความชำแรกกิเลสเป็นที่ดับกรรมนี้
ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงทราบกรรม ฯลฯ ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งกรรม ดังนี้นั้น เราอาศัยข้อนี้กล่าว ฯ
. . .
------------------------
ศีลข้อ ๓ มีองค์ ๔ คือ
๑. อคมนียวตฺถุ วัตถุที่ไม่ควรถึง (คือชาย หรือหญิงที่มีเจ้าของ หรือมีผู้คุ้มครองดูแลรักษา)
๒. ตสฺมึ เสวนจิตตํ จิตคิดจะเสพในวัตถุนั้น
๓. เสวนปฺปโยโค พยายามที่จะเสพ
๔. มคฺเคน มคฺคปฺปฏิปตฺติ อธิวาสนํ ทำมรรคต่อมรรคให้ถึงกัน
ถ้าครบองค์ ๔ ที่วางไว้ ศีลข้อ ๓ นี้ก็ขาด
ศีลข้อนี้ขึ้นอยู่กับเจตนา และคุณของผู้ถูกล่วงด้วย กล่าวคือ ถ้าจงใจมากโทษก็หนัก ถ้าจงใจ
น้อยโทษก็น้อย ถ้าผู้ถูกล่วงเป็นผู้มีศีลโทษก็หนัก เช่นในสมัยพุทธกาล นันทมาณพล่วงเกินนางอุบลวรรณา
อรหันตเถรี โทษถึงธรณีสูบก่อนแล้วจึงตกนรกอเวจี
โทษของศีลข้อ ๓ นี้ อย่างหนักทำให้เกิดในอบาย อย่างเบาทำให้มีศัตรู คู่เวร เมื่อเกิดเป็นมนุษย์
(ในชาดกแสดงว่าทำให้เกิดเป็นกระเทย หรือเมื่อเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือมนุษย์แล้วต้องถูกตอน)

มหานารทกัสสปชาดก แสดงไว้ว่า
พระอานนท์นั้น เมื่อชาติก่อนๆ ได้ทำ กาเมสุมิจฉาจาร ไว้ ต้องรับผลกรรม คือ
- ต้องหมกไหม้อยู่ในโรรุวนรก สิ้นกาลนาน
- เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ก็จะถูกตอน หรือถูกสัตว์อื่นกัดอวัยวะเพศ
- เกิดเป็นกระเทย
- เกิดเป็นสตรี

ที่มา :-
พระไตรปิฎกเล่มที่ 22 พระสุตตันตปิฎก เล่ม 14
อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มหาวรรค
นิพเพธิกสูตร


:0158:http://www.watthummuangna.com/board/showthread.php?t=3925 (http://www.watthummuangna.com/board/showthread.php?t=3925)


<!-- / message --><!-- edit note -->

มดเอ๊ก
03-21-2008, 11:35 PM
ขอนำชาดกเรื่อง "มานพหนุ่มช่างทอง" มาให้อ่านครับ

กาลต่อมาพระโพธิสัตว์ได้เกิดเป็นบุตรของช่างทอง และเป็นมานพหนุ่มช่างทองมีรูปสิริเลิศงดงาม ในเมื่องแห่งนั้น มีฝีมือในการทำทองนั้นยอดเยียม ชื่อเสียงในการทำทองขจรไปไกล เพราะความมีฝีมือนี้เอง ได้มีเศรษฐีของเมื่องมาทำการว่าจ้างให้ทำทองรูปพรรณ ให้บุตรสาวที่จะเข้างานวิวาห์มงคล เมื่อเห็นรูปร่างของหนุ่มช่างทองก็เกิดรังเล แต่ไม่สามารถหาช่างทองที่ฝีมือดีกว่านี้ได้อีกเลย จึงกล่าวกับหนุ่มช่างทองว่า ถ้าท่านเห็นมือ และเท้าของบุตรสาวของเราอย่างเดียวท่านสามารถทำทอง ได้สวยสดงดงามหรือไม่? หนุ่มช่างทองก็บอกว่าทำได้ เหตุผลของท่านเศรษฐีทำแบบนี้ เพราะบุตรสาวเป็นหญิงที่สวดสดงดงาม เมื่อเห็นหน้าตากันจะทำให้ทั้งสองเกิดหวั่นไหว มีปัญหาในการแต่งงานของลูกสาวกับบุตรชายของเพื่อนเศรษฐี ที่หมั่นหมายไว้แล้วเป็นการตัดไฟเสียต้นลม

เมื่อถึงวันที่หนุ่มช่างทอง ทำการตรวจวัดมือและเท้าของบุตรสาวเศรษฐี ที่บ้านของเศรษฐี ท่านเศรษฐีได้ทำฉากกั่น ให้บุตรสาวยื้นเฉพาะมือและเท้าออกมาเท่านั้น แต่บุตรสาวเกิดความสงสัยว่าทำไม่บิดาจึงทำอย่างนี้ ในขณะที่หนุ่มช่างทองกำลังตรวจวัดอยู่ บุตรสาวเศรษฐี ก็แอบดูตามช่องที่มองเห็นได้ เมื่อเห็นรูปร่างหนุ่มช่างทองเกิดหลงรักทันที จึงทำการเขียนอักษร นัดแนะหนุ่มช่างทองทันที่ ว่าในค่ำคืนนี้นัดเจอกันที่ส่วนหลังบ้านที่เป็นต้นไม้ใหญ่ ฝ่ายหนุ่มช่างทองเมื่อเสร็จภารกิจ ก็กลับไปยังเรือนของตน ทำงานทำทองตลอด

เมื่อตกค่ำก็อาบน้ำแต่งตัวออกไปตามนัด ที่ กาญจนวดีกุมารีบุตรสาวเศรษฐีได้เขียนอกษรไว้ แต่มานพหนุ่มช่างทองมาถึงต้นไม้ใหญ่ก่อน นั่งรออยู่ เพราะทำงานมาทั้งวัน เมื่อเจอบรรยากาศร่มรื่นจึงเผลอหลับไป เมื่อนางกาญจนวดีกุมารีมาถึงก็เห็นหนุ่มช่างทองหลับไปแล้ว ซึ่งในสมัยนั้นมีการถือกันว่า ถ้าผู้ใดนอนหลับอยู่ห้ามปลุกขึ้นมาเพราะจะเป็นบาป นางจึงนั่งรอเป็นเวลาพักใหญ่ เห็นว่าไม่ตื่น จึงว่าขันใส่ดอกไม้ไว้ แล้วเขียนอักษรไว้ว่า นางได้มาแล้วแต่ท่านหลับอยู่ จึงว่างขันดอกไม้ไว้ให้ทราบ และในราตรีต่อไปขอนัดเจอที่เดิม แล้วจากไป เมื่อหนุ่มช่างทองตืนขึ้นมาเห็นขันดอกไม้ จึงรู้ว่านางได้มาแล้วและได้อ่านข้อความที่นางเขียนไว้

ตกค่ำวันต่อมาหนุ่มช่างทองก็ออกไปตามนัดเหมือนเดิม ก็ไปถึงต้นไม้ใหญ่ก่อนอีก ด้วยความอ่อนแรงจากการงานจึงเผลอหลับไปอีก นางกาญจนวดีกุมารีเมื่อมาถึงก็เห็นหลับเหมือนเดิม จึงเขียนอักษรนัดแนะเหมือนเดิม หนุ่มช่างทองเมื่อตื่นขึ้นมาก็พบอักษรที่นัดแนะ ก็ให้นึกโกรธตนเองที่เผลอหลับมาสองวันแล้ว


พอตกค่ำวันที่ 3 ครั้งนี้หนุ่มช่างทองพยายามเตือนตนเองอย่างเต็มที่ไม่ให้เผลอหลับ แต่ต้านไว้ไม่อยู่เลยเผลอหลับไปอีก เมื่อกาญจนวดีกุมารี มาเห็น ก็คิดว่า บุญไม่ต้องกันที่จะได้อยู่ร่วมกัน เพราะตนจะเข้างานวิวาห็ นางจึงวางขันดอกไม้ไว้อย่างเดียว ให้รู้ว่านางได้มาตามนัดแล้ว แต่ครั้งนี้ไม่ได้เขียนอักษนัดแนะประการใด เมื่อหนุ่มช่างทองตื่นขึ้นมา ก็โกรธตนเองที่เผลอหลับ จึงกลับบ้านด้วยความผิดหวังที่จะดูหน้าและรูปร่างเพียงสักครั้ง


แล้วนางกาญจนวดีกุมารี ก็เข้าวิวาห์กับบุตรชายเศษรฐี ตามกำหนดการ ฝ่ายหนุ่มช่างทองก็คล่ำครวญถึงนางกาญจนวดี ว่าสมควรจะอยู่ร่วมภิรมณ์กับตนและควรเป็นของเรา เพราะหญิงก็มีใจกับตน จึงคิดหาอุบาย ได้ทำเครืองทองที่ดีเลิศขึ้นมาชุดหนึ่ง แล้วนำไปถวาย มหาอุปราช มหาอุปราชทรงพอพระทัย จึงทรงถามหนุ่มช่างทองว่า มีประสงค์อันใดที่นำเครื่องทองอันดีเลิศมาถวาย หมุ่นช่างทองจึงบอกจุดประสงค์ มหาอุปราชจึงรับปากและจะออกอุบายช่วยเหลือ หลังจากนั้นก็ให้หนุ่มช่างทองแต่ตัวเป็นสตรี ปลอมเป็นน้องหญิงของมหาอุปราช แล้วทรงกระบวนช้างผ่านไปยังบ้านเศรษฐีแล้วตรัสบอกกับท่านเศษรฐีว่า จะเอาน้องหญิ่งมาฝาก ที่บ้านเศรษฐี เพราะออกไปปราบข้าศึกที่ชายแดน และห็นว่าท่านได้สร้างเรื่อนใหม่ ที่พอจะฝากน้องหญิงได้


แล้วมหาอุปราชถามอีกว่า "เรือนนั้นเป็นเรื่อนของใครของใครหรือ? "
เศรษฐีจึงตอบว่า "เป็นเรือนของบุตรสาวที่พึ่งแต่งงาน"


มหาอุปราชกล่าว "อย่างนั้นก็ดีสิ ! จะได้ให้น้องหญิงพักอยู่ที่นั้น และจะได้ให้บุตรสาวของท่านอยู่เป็นเพื่อนของน้องหญิง ให้นางงดการอยู่ร่วมกับสมามีชั่วคราว ห้ามผู้ชายแม้กระทั้งสามีของบุตรสาวท่านเข้าไปในส่วนของชั้นเรือนที่น้องหญิงพักอยู่ โดยมีบุตรสาวของท่านอยู่เป็นเพือน แล้วเราจะกลับมารับหนึ่งหญิงในภายหลัง"


เศรษฐีด้วยความเกรงในอำนาจของอุปราช และเห็นว่าท่านอุปราชทรงห่วงใยน้องหญิงคนนี้มาก จึงรับทำตามที่มหาอุปราชกับชับด้วยความเต็มใจ


หลังจากนั้นหนุ่มช่างทองได้อยูร่วมกับนางกาญจนวดี เป็นเวลา 3 เดือนโดยไม่มีใครรู้เรื่องเลย จนมหาอุปราชมารับกลับไป

ด้วยผลกรรมที่พระโพธิสัตว์ ผิดลูกผิดเมียของผู้อื่นเมื่อสิ้นอายุขัยของตกนรกทันที่ เวียนเกิดตายระหว่างอบายภูมิ(ภพต่ำ)เป็นเวลานาน แล้วเกิดเป็นกระเทยและเป็นผู้หญิง เป็นพันชาติ รวมเวลา ถึง 14 มหากัป
เมื่อทำกรรมหนักเพียงชีวิตเดียว ก็ตกลงในภพภูมิที่ต่ำจะทำให้สร้างบุญกุศลนั้นยาก เพราะใจจะตกต่ำไปด้วย ย่อมกระทำกรรมเล็กๆ น้อยๆ ไปเรี่อยกว่าจะหลุดพ้นมาได้ก็ใช้เวลาหลายมหากัป นับประสาอะไรกับผู้ที่ไม่ปรารถนาสร้างบารมี(อย่างใดอย่างหนึ่งในพุทธศาสนา) จะวนเวียนอยู่โดยไม่รู้ทิศรู้ทางเป็นเวลานานนับแสนแสนอสงไขย จนประมาณไม่ได้

<!-- / message -->

มดเอ๊ก
03-21-2008, 11:36 PM
ศีลข้อที่ 3 ไม่ประพฤติผิดในกาม

จุดมุ่งหมายของการรักษาศีลข้อ 3
คือ ไม่ทำลาย "จริยธรรม" ในตัวตน
คือ การแสดงความเคารพ มารยาท ความสุภาพ
ความประพฤติปฏิบัติที่ดี จึงสอนให้มนุษย์ทุกคนต้องมีจริยธรรม
จริยา คือ ธาตุไฟ

พระพุทธองค์สอนจริยธรรม คือ กาเมสุมิจฉา โดยแท้หากไม่ควบคุมกามตัณหา ย่อมก่อให้เกิดผลกระทบกระทเอนจิตใจของผู้นั้น
ใครที่ล่วงละเมิดความเป็นกลางของจริยธรรม ย่อมส่งผลเสียหายไปถึง "หัวใจ"เพราะเป็นเสมือนหนึ่งไฟเผาผลาญดวงใจให้ เร่าร้อนอยู่เสมอ
ตัณหา...ย่อมก่อให้เกิดความดีใจและเสียใจเสมอ
กามราคะ...จึงเป็นเรื่องที่กำจัดและควบคุมยากที่สุด
ด้วยเหตุปัจจัยของอายตนะ 6 มี รูปงาม เสียไพเราะ กลิ่นเย้ายวนใจ รสถูกปาก สัมผัสนุ่มนวล อารมณ์อ่อนไหว

การตัดกามตัณหาจึงมิใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะกระทำ แต่ก็ต้องควบคุมให้อยู่ในระดับที่พอเหมาะ
การครองชีวิตอยู่ในสังคมร่วมกันจึงต้องสำรวมระวังมิให้ล่วงละเมิดลูกเมียคนอื่น เพื่อความสัมพันธ์ที่เป็นคุณแก่ตนเองและผู้อื่น จึงต้องระมัดระวัง..

ผู้ที่ล่วงละเมิดในข้อจริยธรรม จึงต้องไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน คือ ม้า เพื่อบำเพ็ญจริยธรรม เพราะลูกม้าตัวผู้จะไม่ล่วงเกินแม่ของมันเป็นอันขาด
ชนชาติตะวันตกได้ทดลองเอาลูกม้าตัวผู้ผูกตาแล้วให้อยู่กับแม่ของมันในฤดูผสมพันธ์ เมื่อลูกม้าขึ้นขี่แม่ เขาก็เปิดตาออก พอลูกม้าเห็นเป็นแม่ จึงลงจากหลัง วิ่งเอาหัวชนกำแพงตายทันที

รสชาติของอาหารที่เป็นอันตรายต่อหัวใจคือ รสขม
พืชผักที่ทำลายการทำงานของหัวใจหากบริโภคมากเกินไปคือ กระเทียม เพราะกระทบกระเทือนธาตุไฟในกาย และกระตุ้นต่อมเพศทำงานมากเกินปกติ..
การบำเพ็ญจริยธรรม จึงประกอบด้วยมารยาท อ่อนน้อมถ่อมตน มิสัมมาคารวะ มนุษย์ทุกคนมีความเคารพไม่ล่วงละเมิดต่อกัน สังคมย่อมเป็นสุข

อานิสงส์ 20 ประการ ของการรักษาศีลข้อที่ 3

1.ไม่มีข้าศึกศัตรู
2.เป็นที่รักของคนทั่วไป
3.นอนเป็นสุข
4.ตื่นก็เป็นสุข
5.พ้นภัยในอบายภูมิ
6.ไม่อาภัพไม่เกิดเป็นหญิงหรือกระเทย
8.ไม่โกรธง่าย
9.ทำอะไรก็ได้โดยเรียบร้อย
10.ทำอะไรเปิดเผยแจ่มแจ้ง
11.มีความสง่า คอไม่ตก
12.หน้าไม่ก้ม มีอำนาจ
13.มีแต่เพื่อนรักทั้งบุรุษและสตรี
14.มีอินทรีย์ 5บริบูรณ์
15.ไม่มีใครรังเกียจ
16.ขวนขวายน้อย ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยมาก
17.อยู่ที่ไหนก็เป็นสุข
18.ไม่ต้องกลัวภัยจากใคร
19.ไม่ค่อยพลัดพรากจากของที่รัก
20.หาข้าวน้ำที่อยู่เครื่องนุ่งห่มได้ง่าย

ผลกรรมของการละเมิดศีบข้อที่ 3
บุคคลผู้ประพฤติผิดในกาม ตายแล้วย่อมไปเกิดในนรก ในกำเนิดสัตว์เดรัจฉาน ในเปรตวิสัย
วิบากกรรมอย่างเบาที่สุดแก่ผู้ได้มาเกิดเป็นมนุษย์คือ มีศัตรูมาก ยากจะหาความสงบสุขในชีวิต..

ผลกรรมในชาติต่อๆไป
1.มีผู้เกลียดชังมาก
2.มีศัตรูปองร้ายมาก
3.ขันสนทรัพย์
4.ยากจนอดอยาก
5.เกิดเป็นหญิง
6.เกิดเป็นกระเทย
7.เป็นชายตระกูลต่ำ
8.ได้รับความอับอายเป็นอาจิณ
9.ร่างกายไม่สมประกอบ
10.มากไปด้วยความวิตกห่วงใย
11.พลัดพรากจากผู้ที่ตนรัก
<!-- / message -->