PDA

View Full Version : 8 สัญลักษณ์มงคลแห่งทิเบต—ดินแดนที่ใกล้สวรรค์ที่สุด


Kamen rider
03-21-2008, 06:01 PM
http://www.truetv.in.th/th/vod/detail/ngc/img/human/Tibet.jpg

ทิเบตได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งพุทธศาสนานิกายวัชรยานโดยวัชรยานได้เริ่มเผยแผ่เข้ามายังทิเบตในสมัยของพระเจ้าลาโธ โธรี เย็นเซ เมื่อปี 976 (ยุคก่อนประวัติศาสตร์ทิเบต) โดยได้รับคัมภีร์และพระพุทธรูปเข้ามานับเป็นครั้งแรกที่ชาวทิเบตได้รู้จักกับศาสนาพุทธ แต่ก็ไม่ได้รับความนิยมมากนักเนื่องด้วยชาวทิเบตส่วนใหญ่เลื่อมใสในลัทธิบอนซึ่งเน้นความเชื่อเรื่องภูตผีปีศาจจวบจนกระทั่งในปีค.ศ.1173 ภายใต้การนำของซงจั้นกันปู้ กษัตริย์ผู้ยิ่งยงแห่งทิเบต (ยุคแรกของประวัติศาสตร์ทิเบต)ทรงสนับสนุนให้มีการศึกษาพุทธศาสนาจากคัมภีร์ที่รับมาและประกาศให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ จากการสนับสนุนของพระมเหสี 2 พระองค์ซึ่งเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว โดยองค์หนึ่ง คือองค์หญิงเหวินเฉิง จากราชสำนักถังของจีน และอีกองค์คือ เจ้าหญิงภริคุติเทวีพระธิดาในพระเจ้าอัมสุวารมา แห่งเนปาล และเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นในยุคต่อๆมาพุทธศิลป์ของทิเบตใครเคยชมจะเห็นว่ามักมีรูปสัญลักษณ์อันเป็นสิริมงคลยิ่ง 8 อย่าง หรือที่เรียกว่า“อัษฏมงคล” (อัษฏ แปลว่า 8) ปรากฏอยู่ทั่วทุกหนแห่ง ทั้งตามวัดวาอาราม บ้านเรือน และปราสาทราชวังโดยชาวทิเบตเชื่อว่า สัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 8 นี้เป็นตัวแทนของพระวรกายของพระพุทธเจ้า อันได้แก่ “สังข์”เป็นตัวแทนของพระวจนะ, “ดอกบัว”คือ พระชิวหา (ลิ้น), “ธรรมจักร”คือ พระบาท, “ฉัตร”คือ พระเศียร, “เงื่อนอนันตภาคย์”คือ พุทธสติ, “ปลาทองคู่”คือ พระเนตรทั้งสองข้าง, “ธงแห่งชัยชนะ”คือ พระวรกาย และ“แจกันแห่งโภคทรัพย์”คือ พระศอ (คอ)

Kamen rider
03-21-2008, 06:02 PM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left>1. หอยสังข์ (The Conch Shell)


</TD></TR><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 align=center border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=260 border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle width=260>http://pics.manager.co.th/Images/551000003653902.JPEG </TD></TR><TR><TD class=Image vAlign=baseline align=left>ลามะน้อยเป่าแตรสังข์</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR><TR><TD vAlign=top align=middle height=5>http://www.manager.co.th/images/blank.gif</TD></TR></TBODY></TABLE>

นับแต่โบราณมา สังข์ถูกใช้ประหนึ่งแตรเขาสัตว์ วีรบุรุษนักรบของอินเดียล้วนแล้วแต่มีสังข์คู่ใจทั้งนั้น และแต่ละคนก็จะตั้งชื่อสังข์ของพวกเขาแตกต่างกันออกไป ดังเช่น พระอรชุน ตัวเอกในมหากาพย์เรื่องดัง ครอบครองสังข์ที่ชื่อว่า “เทวทัต” ซึ่งมีอิทธิฤทธิ์ สามารถพิชิตอริราชศัตรู ดังนั้น แตรสังข์จึงเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจ ผู้ยิ่งใหญ่ และกษัตริย์ เสียงของสังข์เชื่อว่าสามารถขับไล่วิญญาณชั่วร้าย ขจัดภัยธรรมชาติ และขับไล่สัตว์มีพิษได้



</TD></TR><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 align=center border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=366 border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle width=366>http://pics.manager.co.th/Images/551000003653903.JPEG </TD></TR><TR><TD class=Image vAlign=baseline align=left>สังข์ลายวนซ้าย-วนขวา</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR><TR><TD vAlign=top align=middle height=5>http://www.manager.co.th/images/blank.gif</TD></TR></TBODY></TABLE>


โดยสังข์นั้นมีลวดลายอยู่ 2 แบบ คือ ลายวนซ้าย และ วนขวา โดยหอยสังข์ที่ลายวนขวาตามเข็มนาฬิกานั้น นับเป็นของหายาก และนิยมใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น เพราะเชื่อว่าสังข์ที่มีลายก้นหอยวนขวานี้เสมือนการโคจรของพระอาทิตย์ พระจันทร์ ดาวเคราะห์ และดวงดาว อีกทั้งยังวนขวาเป็นทักขิณาวัฏเช่นเดียวกับเส้นพระเกศา (ผม) พระอุณาโลม (ขนระหว่างคิ้ว) และพระโลมา (ขน) ของพระพุทธเจ้าด้วย


ปัจจุบันสังข์ถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของศาสนาพุทธนิกายวัชรยานในทิเบต โดยชาวทิเบตจะเป่าแตรสังข์เพื่อเรียกพุทธศาสนิกชนมาชุมนุมกัน และระหว่างประกอบพิธีกรรมทางศาสนาก็จะใช้สังข์เป็นทั้งเครื่องดนตรี และภาชนะบรรจุน้ำศักดิ์สิทธิ์ด้วย

นอกจากนี้สังข์ในนิกายวัชรยานยังเป็นสัญลักษณ์ของการประกาศความจริงแห่งธรรมะ ในพระไตรปิฎกกล่าวว่า พระสุรเสียงในขณะแสดงธรรมของพระพุทธเจ้านั้นดังกังวานไปทั่วทั้ง 4 ทิศราวกับเสียงจากหอยสังข์

</TD></TR></TBODY></TABLE>

Kamen rider
03-21-2008, 06:02 PM
http://pics.manager.co.th/Images/551000003653904.JPEG
</TD></TR><TR><TD class=Image align="left" vAlign="baseline">พระอวโลกิเตศวร ประทับนั่งบนดอกบัว

2. ดอกบัว (The Lotus)

ดอกบัวเป็นสัญลักษณ์ที่ชาวพุทธทุกนิกายคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ตามพุทธศิลป์ต่างๆ นั้นเรามักเห็นภาพพระพุทธเจ้า แลสาวกองค์สำคัญในอิริยาบถต่างๆ พร้อมด้วยดอกบัว ไม่ว่าจะเป็นประทับบนดอกบัว หรือ ถือดอกบัวในมือ ก็ตาม

ด้วยธรรมชาติของดอกบัวที่กำเนิดแต่โคลนตม แต่สามารถเติบโตจนเบ่งบานพ้นน้ำออกมารับแสงอาทิตย์ได้ ชาวพุทธในทิเบตจึงยกย่องให้ดอกบัวเป็นสัญลักษณ์แห่งการบรรลุธรรมขั้นสูงสุด นั่นคือ การหลุดพ้น

ดังที่ในคัมภีร์ลลิตวิสตระกล่าวไว้ว่า “จิตแห่งมหาบุรุษนั้นผ่องแผ้วไร้ซึ่งมลทิน ก็เปรียบเสมือนดอกบัวที่เกิดแต่โคลนตม แต่ยังสามารถรักษาความสะอาดบริสุทธิ์แห่งตนไว้ได้”
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>

Kamen rider
03-21-2008, 06:05 PM
http://www.watthummuangna.com/board/attachment.php?attachmentid=10552&d=1205975817


3. ธรรมจักร (The Wheel) ธรรมจักร หรือ กงล้อแห่งธรรม (Wheel of Dharma) แทนความหมายของการแสดงธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้า โดยหลังจากที่พระองค์ตรัสรู้แล้ว ก็ได้ทรงหมุนกงล้อแห่งธรรมทั้งสิ้น 3 ครั้ง ครั้งแรกทรงแสดงธรรมเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์หลังตรัสรู้ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ที่เมืองสารนาท แคว้นพาราณสี ที่เรียกว่า ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ส่วนครั้งที่ 2 และ 3 นั้น ทรงแสดงธรรม ณ เมืองกฤตธาราโกติ แคว้นราชคฤห์ และที่ไวศาลี กงล้อธรรมจักรนั้นมีองค์ประกอบ 3 ส่วน ได้แก่ แกนล้อ วงล้อรอบนอก และกำ ซึ่งแต่ละส่วนล้วนมีความหมาย “วงล้อรอบนอก” แทนความสมบูรณ์แห่งพระธรรม “แกนกลาง” แทนคำสอนของพระพุทธองค์ ซึ่งเป็นแก่นของการฝึกเพื่อบรรลุนิพพาน และ “กำ” (ซี่ล้อ) 8 ซี่ เป็นตัวแทนของอริยอัฏฐังคิกมัคค์ หรือ มรรคมีองค์ 8 ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ (เห็นชอบ), สัมมาสังกัปปะ (ดำริชอบ), สัมมาวาจา (เจรจาชอบ), สัมมากัมมันตะ (การงานชอบ), สัมมาอาชีวะ (เลี้ยงชีพชอบ), สัมมาวายามะ (พยายามชอบ), สัมมาสติ (ระลึกชอบ) และ สัมมาสมาธิ (ตั้งใจชอบ)

มดเอ๊ก
03-21-2008, 06:20 PM
http://www.watthummuangna.com/board/attachment.php?attachmentid=10553&d=1205975817
ฉัตรธิเบต



4. ฉัตร (The Parasol)

ฉัตร หรือ ร่ม เป็นสัญลักษณ์ที่สืบทอดมายาวนานจากอินเดียโบราณ มีความหมายทั้งในแง่การปกปักรักษา และยังเป็นเครื่องหมายของราชนิกูลด้วย

ตามความเชื่อของฟากตะวันออกนั้น ได้มีการนำคุณประโยชน์ของร่มที่ใช้เพื่อกำบังแสงแดด มาตีความเชิงศาสนา ทำให้ฉัตรมีนัยยะของการปกปักรักษาผู้ถือครองให้พ้นจากความร้อนแห่งทุกข์ ราคะ และความเสื่อมทั้งหลาย

นอกจากนี้ในพุทธศาสนานิกายวัชรยานของทิเบตยังมีตำนานเล่าว่า เทพีฉัตรขาว ถือกำเนิดออกมาจากพระนลาฏ (หน้าผาก) ของพระพุทธเจ้า ซึ่งเทพีองค์นี้เองที่ทำหน้าที่ปกป้องมนต์ดำต่างๆ และฉัตรขาวของพระองค์ก็เป็นสัญลักษณ์ของการปกป้องคุ้มครองนั่นเอง

ชาวทิเบตเชื่อว่าฉัตรเป็นสัญลักษณ์ของภูเขาที่ค้ำจุนท้องฟ้า กล่าวคือ ส่วนที่ใช้กำบังแดดเปรียบดั่งท้องฟ้า และด้ามจับของร่มเปรียบดั่งภูเขา นอกจากนี้ยังมีแนวคิดว่า ด้ามจับเปรียบดั่งแกนกลางที่คอยค้ำจุนโลกไว้ ดังนั้นในงานศิลปะเชิงศาสนาของทิเบต จะนิยมวาดภาพฉัตรอยู่เหนือบุคคลสำคัญ ผู้ยิ่งใหญ่ หรือ พระพุทธเจ้า เพื่อเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า ผู้ที่อยู่ใต้ฉัตรนั้นเป็นศูนย์กลางแห่งจักรวาล

มดเอ๊ก
03-21-2008, 11:17 PM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left>5. เงื่อนอนันตภาคย์ หรือ เงื่อนมงคล (The Endless Knot)





</TD></TR><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 align=center border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=270 border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle width=270>http://pics.manager.co.th/Images/551000003653908.JPEG </TD></TR><TR><TD class=Image vAlign=baseline align=left>เงื่อนมงคล</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR><TR><TD vAlign=top align=middle height=5>http://www.manager.co.th/images/blank.gif</TD></TR></TBODY></TABLE>เงื่อนอนันตภาคย์ หรือ เงื่อนมงคล มีลักษณะเป็นเงื่อนที่เชื่อมต่อกันตลอด สันนิษฐานว่าพัฒนาขึ้นมาจากสัญลักษณ์งูโบราณ 2 ตัว ซึ่งหมายถึง ความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์ และส่งผลกระทบซึ่งกัน ระหว่าง 2 สิ่งที่ตรงข้ามกัน และนำไปสู่การหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว


</TD></TR><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 align=center border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=267 border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle width=267>http://pics.manager.co.th/Images/551000003653907.JPEG </TD></TR><TR><TD class=Image vAlign=baseline align=left>สัญลักษณ์งูโบราณ</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR><TR><TD vAlign=top align=middle height=5>http://www.manager.co.th/images/blank.gif</TD></TR></TBODY></TABLE>ในแง่ของศาสนานั้น เพราะเป็นเงื่อนที่ไม่มีจุดเริ่มต้น และไม่มีจุดสิ้นสุด ดังนั้นเงื่อนอนันตภาคย์จึงเป็นสัญลักษณ์ของความรู้แจ้งอันไม่มีที่สิ้นสุดของพระผู้มีพระภาคเจ้า ส่วนในแง่ของสัญลักษณ์ทางโลกนั้น เงื่อนมงคลเปรียบเสมือนความรักที่มั่นคงยืนยาว

</TD></TR></TBODY></TABLE>

มดเอ๊ก
03-21-2008, 11:18 PM
http://www.watthummuangna.com/board/attachment.php?attachmentid=10556&d=1205975817

6. ปลาทองคู่ (The Golden Fishes)

ปลาทองคู่ถือกำเนิดจากแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ 2 สายของอินเดีย คือ แม่น้ำคงคา และยมุนา ซึ่งเปรียบเสมือนจันทรมรรคาและสุริยมรรคาของร่างกายมนุษย์ที่ก่อกำเนิดขึ้นในโพรงจมูก และทำให้เกิดจังหวะการหายใจเข้าและออก หรือที่เรียกว่า “ปราณ”

ในศาสนาพุทธ ปลา เป็นสัญลักษณ์ของความสุขสำราญเบิกบานใจ เนื่องจากพวกมันว่ายไปมาอย่างอิสรเสรีในเวิ้งน้ำอันกว้างใหญ่ และคำว่าปลาในภาษาจีนยังออกเสียงว่า “อี๋ว์” (鱼) ซึ่งพ้องเสียงกับคำว่า “อี๋ว์” (余) ที่แปลว่า มากมายเหลือเฟือ ดังนั้นปลาจึงเป็นตัวแทนของความมั่งมีเงินทอง และยังหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ด้วย เพราะปลาเพิ่มประชากรเร็วมาก

นอกจากนี้ ลักษณะนิสัยของปลาที่ชอบว่ายน้ำกันไปเป็นคู่ๆ จึงทำให้ปลาทองคู่กลายเป็นตัวแทนของความซื่อสัตย์ และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างสามีและภรรยาด้วย ดังนั้นจึงมักเห็นชาวจีนมอบปลาทองคู่ให้เป็นของขวัญแต่งงาน

มดเอ๊ก
03-21-2008, 11:19 PM
http://www.watthummuangna.com/board/attachment.php?attachmentid=10557&d=1205975817

7. ธงแห่งชัยชนะ (The Victory Banner)

เดิมทีธงแห่งชัยชนะใช้เป็นธงแห่งการศึกสงคราม จะติดอยู่ที่รถศึกของกษัตริย์ยามออกสู้รบ อย่างรถศึกของพระกฤษณะ ในเรื่องมหาภารตะ ก็ประดับด้วยธงแห่งชัยชนะ ที่มีรูปของหนุมาน

อย่างไรก็ตาม ต่อมาธงแห่งชัยชนะถูกประยุกต์ใช้ในทางพุทธศาสนา กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการรู้แจ้งขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า เล่ากันว่า พระพุทธเจ้าทรงนำธงแห่งชัยชนะไปปักไว้บนยอดเขาพระสุเมรุ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะเหนือหมู่มารผจญทั้งปวง โดยตามเทวตำนานเชื่อว่ายอดเขาพระสุเมรุเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก และเป็นที่สถิตของเทพเจ้าทั้งหลาย นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่า เขาพระสุเมรุเป็นแกนที่คอยค่ำโลกไว้

ชาวทิเบตเชื่อว่า ธงแห่งชัยชนะนี้จะช่วยให้สามารถพิชิตมลทินและอุปสรรคต่างๆ ที่ขัดขวางจากการถึงซึ่งความรู้แจ้ง

มดเอ๊ก
03-21-2008, 11:20 PM
http://www.watthummuangna.com/board/attachment.php?attachmentid=10558&d=1205975850


8. แจกันแห่งโภคทรัพย์ (The Treasure Vase)

แจกันแห่งโภคทรัพย์ มีรูปร่างจำลองมาจากหม้อน้ำดินเผาของชาวอินเดียดั้งเดิม มีฐานแบน รูปทรงกลม คอคอดกิ่ว และปากเป็นรูปขลุ่ย มีอัญมณีเม็ดประดับ บ่งชี้ว่านี่คือ แจกันแห่งทรัพย์สมบัติ ที่พอกพูนตลอดเวลา ไม่มีวันพร่องหรือหมดไป ในทางพุทธศาสนา แจกันแห่งโภคทรัพย์ก็เปรียบเสมือนความสมบูรณ์พร้อมทางด้านจิตวิญญาณของพระพุทธเจ้า

ในประเทศจีนนิยมประดับแจกันไว้ในบ้าน เพราะเชื่อว่าแจกันเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นสิริมงคล ความเจริญรุ่งเรือง และ โชคลาภ

:yoyo_0071:http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9510000033482 (http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9510000033482)