PDA

View Full Version : มรณกรรมที่งดงาม : วาระสุดท้ายของเหล่าบรมครูแห่งจิตวิญญาณชาวธิเบต


มดเอ๊ก
03-18-2008, 02:54 PM
http://www.savetibet.org/images/images/RainbowOverPotalaPalacePicture.jpg





ตามคำสอนซ็อกเช็นของนิกายยิงมาปะในพุทธศาสนาแบบธิเบต ผู้ปฏิบัติธรรมขั้นสูง
จะเข้าสู่วาระสุดท้ายของชีวิตในลักษณะที่แปลกประหลาด ส่งผลให้ร่างกลับคืนเข้าสู่
แสงอันเป็นแก่นแท้ที่สร้างธาตุต่าง ๆ ขึ้นมา เป็นรูปแบบการตายที่เรียกว่า " กายรุ้ง "

ในปี ๑๙๕๒ เกิดกรณีกายรุ้งที่มีชื่อเสียงขึ้นทางภาคตะวันออกของธิเบต โดยมีผู้เห็น
เหตุการณ์จำนวนมาก ผู้ที่เข้าถึงสภาวะดังกล่าวคือ โซนัม นัมเกียล ชายต่ำต้อย ซึ่งเป็น
ช่างเร่สลักหินมณีและคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ มีคนพูดกันว่าเขาเคยเป็นพรานล่าสัตว์มาก่อน
เมื่อครั้งยังหนุ่ม และได้เรียนรู้คำสอนจากอาจารย์ที่ยิ่งใหญ่ท่านหนึ่ง ไม่มีใครรู้ว่า
จริง ๆ แล้ว ช่างเร่เป็นนักปฏิบัติ เขาจึงเป็น " โยคีผู้ไม่เผยตน " โดยแท้ ก่อนตาย
บางครั้งเขาจะขึ้นเขาไปนั่งเป็นเงาดำทะมึนตัดกับท้องฟ้า จ้องมองเวิ้งกว้าง โซนัม
แต่งเพลงให้กับตนเอง นำมาสวดและขับร้องแทนบทเพลงเก่า ๆ ไม่มีใครรู้ว่าเขา
กำลังทำอะไร ต่อมาเขาล้มป่วยลง ทว่ากลับดูมีความสุขขึ้นอย่างประหลาด ครั้นเมื่อ
อาการทรุดลง ครอบครัวของเขาจึงเรียกบรรดาอาจารย์และหมอมา ลูกชายโซนัม
บอกผู้เป็นพ่อว่า ให้จดจำคำสอนทั้งหมดที่ได้ยินได้ฟังมา ทว่าเขากลับยิ้ม แล้วกล่าว
ว่า " ข้าลืมไปหมดแล้ว ไม่มีสิ่งใดให้จดจำ ทุกสิ่งล้วนเป็นมายา แต่ข้าก็เชื่อมันว่า
ทั้งหมดนั่นเป็นสิ่งดี "

ก่อนที่ชายชราจะเสียชีวิตด้วยวัย ๗๙ ปี ได้กำชับว่า " ข้าขอร้องว่า เมื่อข้าตายไปแล้ว
อย่าเคลื่อนย้ายศพข้าเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์ " ครั้นเมื่อสิ้นลม ครอบครัวของเขาได้ห่อศพ
เก็บไว้ แล้วเชิญพระและลามะมาประกอบพิธี พวกเขาตั้งศพไว้ในห้องเล็ก ๆ แต่อดผิด
สังเกตุไม่ได้ว่าเอาศพเข้าไปในนั้นได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่โซนัมเป็นคนร่างสูง ราวกับตัว
ของเขาเล็กลง ในเวลาเดียวกันนั้นเอง เกิดมีเสงสีรุ้งประหลาดขึ้นรอบบ้าน พอถึงวันที่
หก พวกเขามองเข้าไปในห้อง ก็เห็นร่างนั้นเล็กลง เล็กลง วันที่แปดหลังชายชราตาย
ตอนเช้าจึงได้มีการจัดพิธีปลงศพ ทว่าเมื่อสัปเหร่อเก็บศพมาถึงและแก้ห่อผ้าออกดู
กลับไม่พบอะไรข้างในนอกจากเล็บและผม

มดเอ๊ก
03-18-2008, 02:56 PM
http://www.vijali.net/images/rainbow_opt.jpg






โยคีธิเบตบางคนสามารถควบคุมปราณ หรืออากาศภายในที่ไหลผ่านจักระหรือศูนย์
กลางพลังงานของกายละเอียด วันหนึ่ง โยคีแก่กล้าผู้หนึ่งซึ่งเป็นอาจารย์ที่ปลีกวิเวก
อยู่ในอารามแห่งหนึ่งของแคว้นคัม ได้ขอร้องแก่อุปัฏฐากว่า " ตอนนี้ข้ากำลังจะตาย
เจ้าช่วยดูปฏิทินหาวันที่เป้นมงคลสักหน่อย " ผู้ดูแลงุนงง แต่ไม่กล้าขัด เขาจึงมองดู
ปฏิทินแล้วบอกกับท่านว่าวันจันทร์ที่จะถึงเป็นวันฤกษ์ดี " วันจันทร์ ก็อีกสามวันถัดไป
อืม ข้าคิดว่า ข้าทำได้ " อาจารย์ตอบ ชั่วครู่ต่อมา เมื่ออุปัฏฐากกลับเข้ามาในห้อง ก็
พบท่านนั่งตัวตรงอยู่ในท่าโยคสมาธิ แน่นิ่งจนดูราวกับว่าท่านได้มรณภาพไปแล้ว
ไม่มีลมหายใจ แต่ชีพจรยังเต้นอ่อน ๆ เขาจึงตัดสินใจไม่ทำอะไร นอกจากคอย พอ
ตกบ่าย ๆ จู่ ๆ เขาก็ได้ยินเสียงถอนหายใจยาว โยคีกลับสู่สภาพปรกติ พูดคุยกับผู้ดูแล
ปรนนิบัติอย่างอารมณ์ดี และขออาหารกลางวันรับประทานอย่างเอร็ดอร่อย ท่านกลั้น
หายใจตลอดช่วงเช้าที่นั่งสมาธิ ด้วยรู้ว่าอายุขัยของมนุษย์นับตามจำนวนครั้งหายใจ
ซึ่งมีจำกัด และเนื่องจากท่านจวนจะสิ้นอายุขัยแล้ว จึงกลั้นหายใจเอาไว้เพื่อไม่ให้
ถึงเฮือกสุดท้าย จนกว่าจะถึงวันที่ฤกษ์ดี หลังอาหารกลางวัน ท่านสูดหายใจลึก ๆ
อีกครั้ง และกลั้นไว้กระทั่งเย็น วันรุ่งขึ้นและวันถัดไป ท่านก็ทำเช่นนี้อีก ครั้นถึง
จันทร์ท่านได้เอ่ยถามว่า " วันนี้เป็นวันดีใช่ใหม ? " อุปัฏฐากตอบว่า " ใช่ ขอรับ "
โยคีจึงบอกว่า " ดี ข้าจะไปวันนี้แหละ " วันนั้น ท่านนั่งสมาธิและจากไปโดยไม่มี
เค้าว่าเจ็บป่วยหรือปัญหาใด ๆ

มดเอ๊ก
03-18-2008, 02:59 PM
http://www.chine-informations.com/images/upload/Tsongkhapa.jpg





ปี ๑๔๑๙ ขณะอายุ ๖๒ พรรษา ซองขะปะได้ออกแสดงธรรม ณ วัด ดรีปุง ตอนนั้น
ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างเห็นสายรุ้งปรากฏบนท้องฟ้าใสกระจ่าง พวกเขาถือว่านั่นเป็น
ลางบ่งถึงวาระสุดท้ายของท่าน ระหว่างเทศจู่ ๆ ซองขะปะก็หยุดขึ้นมากลางคัน โดย
กล่าวว่าท่านจะพัก นี่เป็นเหตุการณ์ที่ผิดปรกติอย่างมาก ชาวบ้านรู้สึกอีกครั้งว่า นั่น
เป็นนัยบอกว่าท่านกำลังเตรียมตัวจะละสังขาร การจากไปทั้ง ๆ ที่ยังให้คำสอนไม่ครบ
ถ้วนนั้น ถือเป็นสิ่งดี เป็นหลักประกันว่าอาจารย์และศิษย์จะกลับมาพบกันอีก เพื่อ
อบรมสั่งสอนกันต่อไปในชาตินี้และชาติหน้า หลังจากนั้น ท่านได้ไปวัดใหญ่ประจำ
เมืองลาซาเพื่อสวดมนต์บูชา ก่อนออกจากวัดท่านได้ก้มลงกราบ ซึ่งโดยปรกติแล้ว
จะกระทำเมื่อไม่สามารถกลับมายังสถานที่นั้นอีก

วันรุ่งขึ้น ท่านยอมรับว่าตัวเองเจ็บปวด แต่ไม่ชัดเจนเฉียบพลันท่านให้หมวกกับจีวร
แก่ศิษย์คนหนึ่ง และคำแนะนำแก่ผู้คนในที่นั้นถึงความสำคัญของการมีจิตที่ห่วงใย
เกื้อกูลผู้อื่น

วันที่ ๒o เดือนสิบ ซองขะปะได้ประกอบพิธีบูชาครั้งใหญ่ต่อเทพเหรุก ตกกลางคืน
ก็เพ่งพิจารณาวัชรมนต์ อันเป็นการฝึกหายใจพิเศษแบบตันตระ เช้าตรู่วันที่ ๒๕ ท่าน
นั่งขัดสมาธิเพ่งพิจารณาสุญญตา พอฟ้าสาง ก็ทำพิธีบูชามณฑลภายใน ทว่าไม่มีใคร
ที่นั้นเข้าใจเหตุผล จากนั้น ลมหายใจของท่านกก็หยุด ร่างกลับเป็นหนุ่มเหมือนเด็ก
อายุ ๑๖ ศิษย์หลายคนในที่นั้นแลเห็นแสงรัศมีเลื่อมพรายสาดส่องออกมาจากร่างของ
ท่าน ซึ่งยืนยันความเชื่อที่ว่าท่านได้เข้าสู่แดนพุทธภูมิ


มีการปรึกษาผุ้พยากรณ์เพื่อหาวิธีเก็บรักษาร่างที่เหมาะสมที่สุด เมื่อพวกเขาทำนายว่า
ควรจะบูชาไว้ในสถูป ก็ได้มีการสร้างห้องพิเศษขึ้น ตั้งฐานเงินที่มียอดสถูปเป็นทอง
ล้ำค่า เป็นเรื่องน่าประหลาดที่จวบจนถึงกลางศตวรรษนี้ ร่างของท่านก็ยังไม่เน่าเปื่อย
ซองขะปะได้รับการยกย่องจากกรรมาปะองคืที่ ๙ ว่า เป็นผู้ที่ " ช่วยขจัดมิจฉาทิฏฐิ
ด้วยทรรศนะที่ถูกต้องและสมบูรณ์ "

Kamen rider
03-18-2008, 03:02 PM
http://www.painaima.com/resources/webboard/wb_5_1_258_10.jpg




ลามะเซเต็น ศิษย์ของจัมยัง เคียนเซ รินโปเช ปรามาจารย์ชาวธิเบตในยุคปัจจุบัน
ซึ่งเป็นอาจารย์ของคานโดร เซริง โชดรอน คู่ธรรมของท่านจัมยัง ได้มรณภาพใน
ลักษณะพิเศษ ถึงแม้จะมีวัดอยู่ไกล้ ๆ แต่ท่านกลับปฏิเสธไม่ไปที่นั่น เพราะไม่
อยากไปรบกวนพวกเขาให้เป็นธุระจัดการเรื่องศพ คานโดรจึงเป็นผู้คอยดูแล
ปรนนิบัติอาจารย์ชรา ทว่าจู่ ๆ เย็นวันหนึ่ง ลามะเซเต็นได้เรียกคานโดรเข้าไปหา
ท่านมักจะเรียกนางอย่างเอ็นดูด้วยภาษาถิ่นว่า " อามิ " ซึ่งหมายถึง " ลูกข้า "
" อามิ มานี่หน่อย ใกล้จะถึงเวลาแล้ว ตอนนี้ ข้าไม่มีอะไรจะแนะนำเจ้าอีก เจ้า
จงรับใช้ท่านอาจารย์ดังเช่นที่เจ้าได้ทำ " ท่านกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

ทันใดนั้น คานโดรก็หันหลังเตรียมจะวิ่งออกจากกระโจม แต่ลามะคว้าแขนเสื้อ
นางไว้ แล้วถามว่า " เจ้าจะไปใหน " นางตอบ " ข้าจะไปเรียกรินโปเช "

" อย่ารบกวนท่านเลย ไม่จำเป็นหรอก " พระชรายิ้ม " สำหรับอาจารย์แล้ว หาได้มี
ระยะทางใด ๆ อยู่ไม่ " จากนั้นก็เหลือบขึ้นมองท้องฟ้า ก่อนสิ้นใจ

คานโดรรีบวิ่งไปหาท่านจัมยัง เคียนเซ ขณะที่รินโปเชเข้ามาในกระโจม ท่านมอง
ใบหน้าของลามะเซเต็นครั้งหนึ่ง จากนั้นก็จ้องมองที่ดวงตาและเริ่มหัวเราะเบา ๆ
รินโปเชมักจะเรียกลามะเซเต็นด้วยความรักว่า ลาเก็น ( หมายถึง " ลามะเฒ่า " )
" ลาเก็น อย่าอยู่นสภาวะนั้น ! " ท่านจัมยังเห็นว่าศิษย์ของตนกำลังปฏิบัติสมาธิ
บางอย่าง ที่ทำให้ผู้ปฏิบัติเข้าสู่ห้วงแห่งสัจจะอันเป็นธรรมชาติเดิมแท้ของจิต
" ลาเก็น ท่านก็รู้นี่ว่า ถ้าปฏิบัติเช่นนี้ บางครั้งอาจจะเกิดอุปสรรคที่ซับซ้อนได้
มานี่ ข้าจะชี้แนะให้ "

ผู้คนในที่นั้นต่างเฝ้าดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นด้วยความตะลึงงัน ลามะเซเต็น
ฟื้นคืนชีวิตขึ้นมา ท่านจัมยัง เคียนเซอยู่ข้าง ๆ ลามะชรา พาท่านเข้าสู่โพวา อันเป็น
การปฏิบัติที่ช่วยชี้นำทางให้แก่ดวงวิญญาณในชั่วขณะก่อนสิ้นลม การปฏิบัติโพวา
มีอยู่หลายวิธีด้วยกัน แต่วิธีหนึ่งที่ท่านใช้ในตอนนั้นเพื่อให้บรรลุผลร่วมกับอาจารย์
คือ การเปล่งเสียงอักขระ " อ " สามครั้ง ขณะที่กล่าว " อ " ครั้งแรกนั้นลามะเซเต็น
กล่าวด้วยเสียงที่ค่อนข้างดัง พอครั้งที่สองเสียงกลับเบาลง และครั้งที่สามก็เข้าสู่ความ
เงียบ พระชราได้จากไปแล้ว

การตายของลามะเซเต็นแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการควบคุมดวงวิญญาณ

มดเอ๊ก
03-24-2008, 03:29 PM
http://www.eso-garden.com/images/uploads_bilder/mandala3.jpg



คาลู รินไปเชพยายามลุกขึ้นนั่งด้วยความยากลำบาก ลามะกัลเซ็นรู้สึกว่าบางทีนี่อาจจะ
ถึงเวลาแล้ว จึงช่วยประคองหลังของท่านรินโปเชในขณะที่ท่านลุกนั่ง ส่วนโบลการ์
ตุลกู รินโปเชช่วยจับมือที่ท่านยื่นมา คาลู รินโปเชต้องการจะนั่งตัวตรง ทว่าหมอและ
พยาบาลที่ดูแลไม่อยากให้ทำดังนี้ ท่านจึงผ่อนคลายลงเล็กน้อย กระนั้นก็ยังคงอยู่ในท่า
ขัดสมาธิ ดวงตาเหม่อมองในลักษณะของการทำสมาธิ ริมฝีปากขยับช้า ๆ ความรู้สึกสุข
สงบอย่างลึกล้ำอบอวลไปทั่วห้อง และแผ่ซ่านเข้าไปในใจของทุกคน ณ ที่นั้น เปลือก
ตาของท่านค่อย ๆ หลุบลง แล้วลมหายใจก็หยุด


ก่อนที่เราจะได้ทันล่วงรู้ ชีวิตก็สิ้นสุด ถึงเวลาต้องตายแล้ว
ถ้าเราขาดพื้นฐานในการปฏิบัติที่มั่นคง
เราก็จะตายท่ามกลางความกลัวและความทุกข์ทรมาณ
อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

- คาลู รินโปเช -

มดเอ๊ก
03-24-2008, 03:30 PM
http://www.nature-traveller.com/images/i_ld.jpg





หลังจากเป็นเจ้าอาวาสวิทยาลัยตันตระกิวเมมา ๖ ปีและเป็นเจ้าอาวาสวัดนัมเกียล ดรัทซัง
ขององค์ทะไลลามะมานาน ๑๔ ปี ในที่สุดรินโปเชก็วางมือจากภารกิจในอาราม เพราะ
อาพาธด้วยโรคหัวใจ ท่านใช้ชีวิตอย่างเงียบ ๆ อุทิศเวลาให้กับการนั่งสมาธิ และรับศิษย์
เป็นการส่วนตัว วันหนึ่งท่านประกาศแก่ศิษย์คนหนึ่งว่า จะให้คำสอนอย่างเป็นทางการ
แก่เขาและเพื่อน ๆ ที่เขาต้องการจะเชิญมา ตามคำสัญญาที่ท่านได้เคยให้ไว้เมื่อหลายปี
ก่อน

เมื่อถึงวันนั้น ได้มีการจัดเตรียมห้องพิธี ระหว่างการบรรยายธรรม ๑๕ นาที ศิษย์คนดัง
กล่าวสังเกตุเห็นรินโปเชดูเป็นปรกติดีในขณะที่พูด บางครั้งยังหัวเราะและเล่าเรื่องขบขัน
ด้วยแต่พอท่านหยุดให้ล่ามแปล ใบหน้ากลับถอดสี ท่านจึงห่อตัวเล็กน้อย หลับตา และ
สวดมนต์โดยใช้พลังมากกว่าปรกติ หลังจากที่เขาเฝ้าดูอยู่สองสามนาที ก็ชะโงกหน้าเข้า
ไปถามท่านว่าเป็นอะไรหรือเปล่า ท่านตอบด้วยอาการสงบว่า " ฉันกำลังถูกโรคหัวใจ
เล่นงาน " จากนั้น ก็กลับมาสอนใหม่ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น พอล่ามพูดต่อ ศิษย์รีบ
ขอร้อง " คุณพระช่วย เราน่าจะหยุดการสอนเสียเดี่ยวนี้ดีไหมขอรับ " รินไปเชเพ่งพินิจ
ก่อนตอบว่า " แล้วแต่เธอ เราจะไปต่อหรือเอาไว้คราวหลังก็ได้ " ศิษย์รีบประกาศเลิก
พิธีแล้วพาอาจารย์กลับไปที่เตียง ท่านนั่งสมาธิ โดยมีพระหลายรูปคอยสวดมนต์ด้วยเ
สียงทุ้มต่ำอยู่รอบกาย

เย็นนั้น ท่านนั่งสมาธิต่อโดยไม่ขยับเขยื้อน วันรุ่งขึ้น เมื่อศิษย์มาเยี่ยมที่บ้านพักของท่าน
ผู้ดูแลออกมาแแจ้งว่า รินโปเชไม่อาจจะรับแขกได้ คืนนั้นระหว่างที่ท่านนั่งสมาธิ ลม
หายใจและหัวใจก็หยุดเต้น แต่ยังไม่ส่อเค้ามรณภาพอย่างสิ้นเชิง ท่านอยู่ในตุคดัม ( เข้า
ฌานโดยตั้งจิตอยู่ที่หทัยวัตถุ ) โดยนั่งเช่นนี้นานสามวัน ไม่แสดงอาการว่าได้สิ้นใจไป
แล้วแต่อย่างใด จากนั้น ศีรษะท่านก็เอียงตกไปด้านข้าง กระบวนการตายเป็นอันสิ้นสุด
นี่เป็นการตายของโยคีผู้สูงส่ง

มดเอ๊ก
03-24-2008, 03:35 PM
http://images.nortonsimon.org/erez4/cache/Norton%20Simon%20Images_M197501T_fpx_69ae0b23e66a1844.jpg




ขณะที่ทะไลลามะองค์แรกมีพระชนมายุ ๘๓ พรรษาได้ทรงเรียกศิษย์ทั้งหมดมาพบที่โบสถ์
ประจำอาราม และแจ้งแก่พวกเขาว่าถึงเวลาที่พระองค์จะเสด็จจากไปแล้ว ศิษย์บางคนขอ
ร้องให้ท่านใช้พลังอำนาจต่ออายุขัย บางคนก็ถามว่าพวกเขาไม่อาจเรียกหมอ หรือกระทำสิ่ง
ใดเพื่อหยุดยั่งการจากไปของพระองค์ได้เลยหรือ ครั้นเมื่อพระองค์ตอบว่าไม่ต้องทำสิ่งใด
พวกลูกศิษย์ก็ถามต่อว่า พวกตนจะอ่านมนต์บทพิเศษหลังจากที่พระองค์เสด็จสวรรคแล้ว
ได้หรือไม่ ทะไลลามะตอบว่า

จงรำลึกถึงคำสอนของพระพุทธองค์อยู่เสมอ และน้อมนำพระธรรม
เข้าสู่กระแสจิต เพื่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย จงจดจำหลักธรรมของอาราม
ทาชิลุนโป พยายามดำเนินชีวิต บำเพ็ญเพียร และให้การอบรมสั่งสอน
ตามครรลองคลองธรรมที่แท้จริงของพระพุทธองค์ แค่นี้ก้ทำให้ข้า
สมความปรารถนาแล้ว

จากนั้น ท่านก็เข้าสู่ตัรตระสมาธิ ลมหายใจและหัวใจหยุดเต้น แต่ยังคงอยู่ในสมาธินานถึง
๓o วันโดยไม่แสดงอาการสิ้นพระชนม์ พระศพในร่างชรากลับกลายเป็นหนุ่ม และเปล่ง
รัศมีเจิดจ้า จนมีเพียงไม่กี่คนที่จ้องมองพระองค์ได้

มดเอ๊ก
03-24-2008, 03:46 PM
http://images.google.co.th/url?q=http://www.buddhist-tourism.com/gifs/buddhism-in-tibet.jpg&usg=AFQjCNF65FpmyCJvH0rZpFZNv8YH52h_BQ




ฤดูร้อน ปี ๑๙๘๓ เคียบเจ ลิง รินโปเช พระอาจารย์อาวุโสขององค์ทะไลลามะได้อบรม
ธรรมะแก่ศิษย์ชาวตะวันตกที่ไกล้ชิดที่สุดห้าคนเป็นเวลานานหนึ่งสัปดาห์ จัมปา เชนแมน
ซึ่งเป็นหนึ่งในนั้น ยังคงรำลึกถึงหัวข้ออันทรงคุณค่าที่สุดสำหรับลิง รินโปเชได้ นั้นคือ
โพธิจิตหรือความปรารถนาที่จะตรัสรู้เพื่อประโยชน์สุขของสรรพสัตว์ทั้งหลาย หลังจาก
นั้นไม่นาน ท่านก็ล้มป่วยด้วยโรคเส้นโลหิตในสมองตีบเป็นครั้งแรก คริสต์มาสปีนั้น
ศิษย์สี่คนต่างพากันไปที่บ้านพักของลิง รินโปเช ตรงเชิงเขาหิมาลัย ขณะที่พวกเขานั่ง
อยู่ในห้องชั้นล่างด้วยความดีใจที่พบกันโดยบังเอิญ ก็ได้รับทราบว่ารินโปเชเพิ่งจะจากไป
การที่ท่านจากไปในวันนี้มีนัยพิเศษสำหรับพวกเขา ลิง รินโเชมักจะให้เกียรติและหยุด
พักผ่อนในวันหยุดของชาวคริสเตียนเสมอ ๆ

ท่านมีอายุ ๘๑ พรรษา ในตอนที่มรณภาพ เห็นได้ชัดว่าท่านเข้าถึงสภาวธรรมซึ่งไม่ค่อย
เป็นที่ปรากฏ ท่านนอนตะแคงขวาเสียชีวิตในท่าสมาธิพิเศษเหมือนท่าพระพุทธเจ้าเสด็จ
ปรินิพพาน ตามความเชื่อของชาวธิเบต ร่างของผู้ตายจะถูกทิ้งไว้บนเตียงที่ตายอย่างน้อย
สามวันเพื่อให้ดวงวิญญาณได้ออกจากร่างอย่างสงบ มีวิธีเผชิญกับความตายอยู่หลายวิธี
ด้วยกัน ถ้าผู้นั้นเป็นนักปฏิบัติที่เชี่ยวชาญ การปฏิบัติดังกล่าวจะช่วยรักษาร่างไม่ให้เสื่อม
สลายตราบเท่าที่วิญญาณยังคงอยู่ ถ้าผู้ตายมีความสามารถแก่กล้า ก็จะอยู่ในสมาธิดังกล่าว
ได้นานหลายวัน ท่านลิง รินโปเชปฏิบัติวิธีการที่เรียกว่า สมาธิในแสงกระจ่างแห่งความ
ตายทั้งสิ้น ๑๓ วัน ศิษย์ชาวสวิสที่ดูแลท่านในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของชีวิต ได้แวะเวียน
ไปที่ห้องของท่านทุกวันเพื่อตรวจตราความเรียบร้อย เธอยืนยันว่าตลอดระยะเวลานั้น
สีหน้าของท่านอาจารย์ยังคงงดงาม มีเลือดฝาด ร่างกายไม่แสดงเค้าบ่งบอกว่าท่านได้ตาย
จากไปใหนใหนเลย มีปรามาจารย์จากธิเบตไม่มากนักที่สามารถเข้าถึงสภาวะพิเศษนี้ได้

เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเคียบเจ ลิง รินโปเชทำให้องค์ทะไลลามะทรงรู้สึกตื้นตันเป็นอันมาก
จนตัดสินพระทัยที่จะเก็บรักษาร่างของพระอาจารย์เอาไว้แทนการเผา ทุกวันนี้ รูปหล่อที่
ครอบร่างของท่านน่าจะประดิษฐานอยู่ที่พระราชวังขององค์ทะไลลามะในเมืองธรรมศาลา
ประเทศอินเดีย

มดเอ๊ก
03-24-2008, 03:50 PM
http://www.abcde.com.hk/mricard/MR1437-DB-6075.jpg




หลังจากใช้ช่วงเวลาอันมีค่าบำเพ็ญเพียรอย่างหนักอยู่ในถ้ำนาน ๒๙ ปี เจตสุน สามเณรี
ธิเบตก้ได้รับคำร่ำลือว่า เป็นดั่งมณีสารพัดนึก ปี ๑๙๕๙ เธอต้องละทิ้งการปลีกวิเวกและ
หนีออกจากธิเบต ญาติของเธอช่วยสร้างกระท่อมหลังเล็ก ๆ ที่ทำด้วยหญ้าและโคลนให้
ซึ่งก็ใหญ่พอสำหรับเจตสุนกับแขกสองคน เนื่องจากเธอได้รับความเคารพนับถือในฐานะ
ของลามะที่สูงส่งที่สุดนพื้นที่ เก้าวันแรกของทุกเดือนจึงเป็นเวลาที่เธอจะพบปะกับผู้ศรัทธา
ส่วนช่วงอื่น ๆ ที่เหลือนั้นอุทิศให้กับการบำเพ็ญเพียรภาวนา

ไม่กี่เดือนก่อนเสียชีวิต เธอได้กล่าวไว้ว่า " ตอนที่ข้าสำเร็จกิจที่พึงปฏิบัติและสมหวัง
ทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องการแล้ว บัดนี้ ข้าไม่จำเป็นต้องมีชีวิตอยู่อีกต่อไป ข้าจะมีความ
สุขอย่างยิ่ง ถ้าได้ไปเสียที แต่ก่อนจะไป ข้าต้องเฝ้าองค์ทะไลลามะ เพราะข้ามีคำพูด
บางอย่างจะกล่าวกับพระองค์ " หลังจากนั้นประมาณหนึ่งเดือน องค์ทะไลลามะก็เสด็จ
รัฐโอริสา และได้สนทนาแลกเปลี่ยนเป็นการส่วนพระองค์กับสามเณรีเจตสุนอยู่กว่า
ชั่วโมง เธอออกมาจากการเข้าเฝ้าอย่างมีความสุขยิ่ง พร้อมทั้งกล่าวว่า " ตอนนี้ ความ
ปรารถนาสุดท้ายของข้าสมหวังแล้ว ข้าพร้อมจะไปเสียที " หลังจากนั้น เจตสุนก็ล้ม
ป่วย และจากไปในขณะที่อยู่ในสมาธิ สามเณรีธิเบตอีกรูปเล่าให้ฟังว่า ตอนที่เธอ
มรณภาพนั้น มีเสียงฉาบและกลิ่นหอมอบอวลอยู่ในอากาศ เมื่อถึงเวลาเผาศพ ก็มี
สายรุ้งปรากฏบนท้องฟ้า

มดเอ๊ก
03-24-2008, 03:55 PM
http://www.karmapa.org/history/images/karmapa.jpg

๑o


เมื่อปรามาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ของธิเบต จัมยัง เคียนเซ รินโปเช ซึ่งบางครั้งเรียกกันว่า
" ท่านอาจารย์ของอาจารย์ทั้งหลาย " ล้มป่วยนั้นท่านอยู่ระหว่างจากริกในสิกขิม
พระลามะชั้นผู้ใหญ่ หัวหน้านิกายต่าง ๆ พากันมาเยี่ยมเยียนและสวดมนต์ ประกอบ
พิธีสืบชะตาให้ตลอดวันตลอดคืน ศิษย์ของท่านรินโปเชอ้อนวอนให้ท่านอยู่ต่อ
เพราะว่ากันว่าปรามาจารย์ผู้สูงส่งมีอำนาจที่จะตัดสินใจละสังขารไปเมื่อใดก็ได้
ขณะที่ท่านนอนซมอยู่กับเตียง ยอมรับไมตรีจิตทุกอย่างนั้น ท่านได้แต่หัวเราะ
ตอบว่า " เอาล่ะ ข้าจะพูดให้เป็นมงคลว่า ข้าจะอยู่ " ทว่าท่านได้กล่าวเป็นนัย ๆ
ครั้งแรกกับองค์เกียลวัง กรรมาปะว่าท่านกำลังจะตาย โดยบอกภาระกิจที่ท่าน
มาปฏิบัติชาตินี้ในชาตินี้ได้ลุล่วงแล้ว ท่านจึงตัดสินใจจะจากโลกนี้ไป รินโปเช
สิ้นใจหลังจากที่มีข่าวว่า จึนเข้ายึดครองอารามใหญ่สามแห่งในธิเบต คือ เชร่า
ดรีปุง และกานเด็น

สิบวันก่อนท่านจะมรณภาพ ได้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ในพระสูตรบอกว่านี่เป็น
สัญญาณชี้ว่า อีกไม่นานจะมีอรหันต์ดับขันธ์ ท่านจัมยัง เคียนเซตายตอนตี ๓ ของ
วันที่ ๖ เดือนห้าตามปฏิธินธิเบตในปี ๑๙๕๙ ตามธรรมเนียมจะไม่มีการเปิดเผย
ในระหว่างที่อาจารย์ยังคงอยู่ในสมาธิหลังจากสิ้นชีวิต ความลับนี้ถูกปกปิดอยู่นาน
สามวัน ไม่มีใครรู้ว่าท่านล่วงลับ รู้เพียงแต่ว่าอาการท่านทรุด พอถึงวันที่สามหลัง
จากรินโปเชถึงแก่กรรมตามนัยทางการแพทย์ ท่านได้ออกจากสมาธิ จู่ ๆ จมูกก็
แฟบลง หน้าซีด ศีรษะเอียงตกไปด้านข้างเล็กน้อย ก่อนหน้านั้นร่างยังมีเรี่ยวแรง
ทรงตัวได้ หลังจากชำระศพและแต่งกายให้แล้ว ก็ได้นำร่างท่านไปยังโบสถ์ใน
พระราชวัง ฝูงชนพากันมาคารวะศพ ต่อมามีคนจำนวนมากบอกเล่าด้วยความ
ประหลาดใจว่า ได้เห็นแสงสีขาวจ้าแผ่ไปทั่ว แม้แต่โคมไฟฟ้าสี่ดวงข้างนอกก็ยัง
ถูกแสงประหลาดนี้ปกคลุม อาจารย์คนหนึ่งอธิบายว่า ปรากฏการณ์แสงดังกล่าว
ถือเป็นเครื่องบ่งชี้ว่ามีผู้บรรลุสู่พุทธภาวะ

มดเอ๊ก
03-24-2008, 03:56 PM
http://www.j-reimei.com/kukai.jpg
ภาพ ปรามาจารย์ คูไค


๑๑

เมื่อใกล้ถึงวาระสุดท้าย ท่านคุไคหรือรู้จักในนามโคโบ ไดชิ เอาแต่นั่งสมาธิ ไม่ยอม
แตะต้องอาหาร ผู้ก่อตั้งพุทธศาสนานิกายชินกอนที่ถ่ายทอดแบบลับเฉพาะนี้ได้ทำนาย
ไว้ว่า ตนเองจะเสียชีวิตในวันที่ ๒๑ เดือนที่สาม ไม่นานก่อนสิ้นใจ ท่านบอกกับศิษย์
ว่า " ข้าจะอยู่ได้อีกไม่นาน จงอยู่กันอย่างสงบ และรักษาคำสอนของพระพุทธองค์ให้ดี
ข้ากำลังจะกลับไปอยู่ที่ขุนเขาชั่วนิรันดร์ " โคโบ ไดชิเผชิญกับความแปรปรวนครั้ง
ใหญ่หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่าความตาย ขณะนอนตะแคงขวา ท่านหมดลมในวันที่
๒๓ เดือนสาม ปี ๘๓๕

มดเอ๊ก
03-28-2008, 12:07 PM
http://www.celebratebig.com/nepal-thailand/nepal-mong-la-solu-khumbu-region-chorten-tibetan-buddhist-stupa.jpg

๑๒

เช้าวันหนึ่งในเดือนพฤศจิกายนอันหนาวเหน็บ ปี ๑๙๘๑ ตรีจัง รินโปเชได้เรียกปัลเด็น
เซลิง เลขาประจำตัวเก่าแก่มาที่ข้างเตียง " ข้าจะไม่เดินทางไปมุนกอดแล้ว " ท่านประกาศ
ด้วยน้ำเสียงแหบทุ้ม ปัลเด็น เซริงน้ำตาคลอ ทว่าพยายามกลบเกลื่อนไว้ " จะให้ผมยก
เลิกตั๋วรถไฟหรือเปล่าครับ ? " เลขาถาม พระอาจารย์รุ่นหลังวัย ๘๑ ขององค์ทะไลลามะ
ไม่ตอบในทันที แต่กลับจ้องมองไปที่ภาพพระบฏ ( ภาพเขียนพระพุทธเจ้า ) อีกด้านหนึ่ง
ของห้อง แล้วนับลูกประคำ " เก็บตั๋วไว้ " ในที่สุดท่านก็เอ่ยขึ้น " ข้ามีนัดที่นั่น " วันถัดมา
ท่านก็มรณภาพ ชาวธิเบตเชื่อว่า ท่านจะไปเกิดใหม่ที่ชุมชนธิเบตอพยพมุนกอดทางตอน
ใต้ของอินเดีย

มดเอ๊ก
03-28-2008, 12:10 PM
http://www.geocities.com/lamajetsongkhapa/lamajetsongkhapa/Milarepa.jpg

๑๓


ว่ากันว่ามิลาเรปะที่หลาย ๆ คนถือว่าเป็นโยคีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของทิเบตนั้น จงใจดื่มยาพิษ
จากผู้ริษยาที่แสร้งทำเป็นชื่นชม ปฏิปทาที่เปี่ยมไปด้วยความกรุณานี้ ทำให้ผู้คิดร้ายสำนึก
ผิดในการกระทำของตนด้วยใจจริง และกลับกลายมาเป็นศิษย์ ขณะนั้นท่านรู้ตัวอีกไม่ช้า
ก้จะจากโลกนี้ไป จึงได้ส่งสาสน์เรียกเหล่าสานุศิษย์และผู้แสวงหาคนอื่น ๆ มาพบ แล้ว
เทศน์เรื่องสัจธรรมให้ทุกคนฟัง หลังจากแสดงธรรมไปได้พักหนึ่ง ท่านก็กล่าวว่า

พวกเจ้าทั้งหลายมาที่นี่ในวันนี้ ก็เพราะกรรมดีที่สั่งสมไว้แต่ชาติปางก่อน
และในชาตินี้ ระหว่างเราต้องมีความผูกพันอันศักดิ์ศิทธิ์และบริสุทธิ์
บางอย่างอยู่ จึงทำให้มาอยู่ร่วมกันได้ ... ข้าขอให้พวกเจ้าจงจดจำโอวาท
ของข้า และน้อมนำคำสอนไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันอย่างดีที่สุดเท่าที่
จะทำได้ ถ้าเจ้าทำเช่นนั้น ไม่ว่าข้าจะเข้าถึงพุทธภาวะอย่างสมบูรณ์
ณ ที่ใดก็ตาม เจ้าจะเป็นคนแรกที่ได้รับสัจธรรมจากข้า จงวางใจในสิ่งนี้เถิด

หลายวันต่อมา เมื่อศิษย์ต้องการจะอธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อขอให้ท่านหายดี ท่านกลับ
ตอบว่าความเจ็บป่วยของโยคีควรจะเป็นกำลังใจให้เขาก้าวต่อไป ไม่ใช่ภาวนาเพื่อขอให้หาย
ป่วย เขาควรใช้ความเจ็บป่วยพัฒนาจิตวิญญาณ และพร้อมเสมอที่จะเผชิญกับความทุกข์
ทรมาณหรือแม้แต่ความตาย ท่านยังพูดต่อไปว่า " เวลานั้นจะมาถึงก็ต่อเมื่อร่างที่มีจิตซึ่ง
พัฒนาแล้วเข้าสู่ภูมิแห่งโอภาส ไม่จำเป็นต้องมีพิธีกรรมใด ๆ "

เมื่อมีศิษย์ถามเรื่องการจัดพิธี ท่านบอกว่า ... เทนที่จะสร้างสถูป จงบ่มเพาะศรัทธาต่อ
พระธรรทั้งหลาย แล้วประดับประดาด้วยธงแห่งเมตตา จงสวดมนต์ทุกวันแทนการรำลึก...
ชิวิตนั้นสั้นนัก เจ้าไม่ล่วงรู้ถึงเวลาที่จะตายดอก ฉะนั้น จงบำเพ็ญเพียรภาวนา

ในตอนนั้น โยคีผู้ยิ่งใหญ่พำนักอยู่ที่ชูบาร์ อาการป่วยของท่านทรุดลง เมื่อศิษย์เอก
สองคนถามท่านว่าจะไปสู่ภพภูมิใด และจะให้เขาสวดมนต์อุทิศไปที่ใด ท่านตอบว่า
" จงอุทิศคำภาวนาของเจ้าไปที่ใดก็ได้ที่เจ้ารู้สึกว่าดีที่สุด ไม่ว่าเจ้าจะสวดอยู่ ณ ที่ใด
ตราบใดที่เจ้ามีความตั้งใจจริง ข้าก็จะอยู่ที่นั่นกับเจ้า ฉะนั้น จงตั้งใจสวดอย่างแน่วแน่
ข้าจะไปสู่แดนสุขาวดีเป็นที่แรก " แล้วมิลาเรปะก็ขับขานบทเพลงให้ศิษย์เอกทั้งสองฟัง

หลังจากนั้น ดูเหมือนท่านจะดำดิ่งเข้าสู่ฌาน และไม่ตื่นขึ้นอีกเลย โยคีผู้ยิ่งใหญ่
แห่งทิเบตถึงแก่กรรมในปี ๑๑๓๕ ขณะอายุ ๘๔ ปี

เจ้าควรหาทางเตรียมตัวที่จะตาย !
จงมั่นใจและพร้อมรับมือเมื่อเวลานั้นมาถึง
แล้วเจ้าจะไม่กลัว ไม่เสียใจ

- มิลาเรปะ -

มดเอ๊ก
03-28-2008, 12:13 PM
http://www.greenwaytour.com/images/tour/TR070014_3.jpg

๑๔


ขณะที่กรรมปะองค์ที่ ๑๖ เสด็จเยือนอเมริกาเป็นครั้งสุดท้ายในปี ๑๙๘o มีประกาศ
ออกมาว่าท่านเป็นมะเร็งร้ายแรง ระหว่างที่ท่านใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายอยู่ในโรงพยาบาล
อิลลินอยส์ ๑๘ วันนั้น พวกศิษย์รายงานว่า " พระองค์ยังคงเบิกบานอย่างยิ่ง ไม่เคย
ละทิ้งพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่เพื่อประโยชน์สุขของสรรพสัตว์ทั้งหลาย "

ไม่นานก่อนที่ท่านจะสวรรคตในวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๑๙๘๑ ได้มีศิษย์ชาวตะวันตก
คนหนึ่งไปเยี่ยมคารวะท่านเป็นครั้งสุดท้าย ในตอนที่เขาก้มศีรษะลงเพื่อรับพร ก็เกิด
น้ำตาไหลพรากไม่หยุด ขณะนั้นองค์กรรมาปะทรงแตะผมเขาเบา ๆ เมื่อเขาหยุดร้อง
ไห้และเงยหน้าขึ้น ก็พบว่าพระองค์กำลังจ้องมองเข้ามาในดวงตาของเขา แล้วแย้ม
สรวลน้อย ๆ ก่อนตรัสว่า " ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น " คำพูดดังกล่าวเรียบง่ายและสงบนิ่ง
ทว่าสอดแทรกสัจธรรมแห่งความไม่เที่ยงอันลึกซึ้งให้แก่ศิษย์อีกครา

แพทย์ชาวตะวันตกที่ดูแลท่าน รู้สึกประหลาดใจที่คนไข้ไม่เคยปริปากบ่นเรื่องความ
เจ็บปวด หรือแสดงทีท่าว่าเจ็บปวดเลย ที่น่าทึ่งในมุมมองทางการแพทย์ ก็คือ ความ
จริงที่ว่าพระหทัยของพระองค์ยังคงอุ่นเมื่อสัมผัส ทั้ง ๆ ที่สวรรคตไปแล้ว ๒๔ ชั่วโมง
๔๘ ชั่วโมง หรือแม้กระทั่ง ๗๒ ชั่วโมง เขากล่าวว่า " ในฐานะแพทย์ ผมไม่มีคำ
อธิบายในเรื่องนี้ " แต่ตามความเชื่อของชาวธิเบต นี่เป็นสัญญาณของการเข้าสู่สมาธิ


โรงพยาบาลอิลลินอยส์อนุญาติให้ร่างของท่านอยู่ในห้องต่ออีกสองวัน เพื่อประกอบ
พิธีศักดิ์สิทธิ์ตามคำขอของศิษย์ นี่อาจเป็นครั้งแรกของโรงพยาบาลเลยก็ว่าได้ ซิตู
รินโปเชชำระพระศพ ก่อนจะเขียนมนต์คุ้มกันลงไป ในขณะที่พระเริ่มประกอบพิธี
บูชานอกห้อง

หลังจากนั้น ก็มีการส่งพระศพขึ้นเครื่องบินกลับมายังรุมเต็กซึ่งเป็นวัดของท่านใน
สิกขิม และจัดเตรียมพิธีการถวายพระเพลิงตามประเพณี โดยนำร่างของท่านไป
ประดิษฐานไว้ที่ห้องพิเศษ ในท่านั่งขัดสมาธิ ห่อด้วยผ้าแพรและผ้าปักดิ้น มีผู้คน
จำนวนมากพากันมาคารวะพระศพ ขณะที่ทางวัดก็ลงมือสร้างสถูปหรือซอร์เตน
อันเป็นสัญลักษณ์ของการรู้แจ้ง ทั้งกาย วาจา ใจ - เป็นการด่วน เพื่อบรรจุพระศพ
ขององค์กรรมาปะในระหว่างพิธีถวายพระเพลิง

ตลอดช่วงเจ็ดสัปดาห์นี้ มีการประกอบพิธีปัดรังควานอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสวดมนต์
ให้พระองค์ไปประสูตรใหม่โดยเร็ว เพื่อประโยชน์สุขของสรรพสัตว์ทั้งมวล พุทธศาสนิก
ชนหลายพันคนจากทุกนิกายไหลกันมาร่วมงาน ต่างเดินเรียงแถวผ่านสถูปเพื่อแสดงความ
เคารพ และถวายผ้าไหมขะตะสีขาวตามธรรมเนียม ในขณะที่ใกล้จุดพระเพลิงนั้น ได้มี
สายรุ้งปรากฏบนท้องฟ้ากระจ่างสีครามเหนืออาราม

ระหว่างที่เพลิงกำลังลุกไหม้ ผู้ถ่ายทำภาพยนต์สารคดีหลายคนรายงานว่า เห็นยอดชอร์เต็น
ปะทุ มีคนหนึ่งเห็นอะไรบางอย่างสีดำ ๆ ลอยขึ้นไปในอากาศโดยไม่กลับลงมาอีก ต่อมา
รินโปเชรูปหนึ่ง อธิบายว่า สิ่งนั้นคือยอดกะโหลกขององค์กรรมาปะ และว่า เหล่าฑากินี
( เทพธิดาที่ช่วยปัดเป่าทุกข์ ) กำลังรอรับเสด็จพระองค์อยู่บนท้องฟ้าเหนือวัด นี่เป็นสัญญาณ
แสดงให้เห็นว่า พระองค์ได้เสด็จไปประทับอยู่กับพวกฑากินีแล้ว

มดเอ๊ก
03-28-2008, 12:29 PM
http://www.jonangfoundation.org/files/images/dolpopa.2.teaser.JPG

๑๕


วันขึ้นปีใหม่วันแรกของชาวทิเบต ในปี ๑๙๘๔ ลามะทุปเท็น เยเชมีอาการหัวใจโต
หลังจากที่ต้องอดทนมานานกว่าสิบปี ลิ้นหัวใจที่ผิดปรกติสองลิ้นขยายใหญ่ขึ้นเป็น
สองเท่า ในทางการแพทย์สมัยใหม่ถือเป็นเรื่องน่าทึ่งที่ท่านยังคงมีชีวิตรอด ครั้งหนึ่ง
ท่านเคยบอกว่าท่านมีชีวิตอยู่ได้ " ก็ด้วยพลังของมนตรา "

สี่เดือนก่อนที่ท่านจะมรณภาพ พวกลูกศิษย์เริ่มทราบว่าจริง ๆ แล้ว ท่านป่วยหนักเพียงใด
วันที่ ๓ มกราคม หลังจากลามะเยเชนอนพักอยู่ที่โรงพยาบาลในเดลีมานานครึ่งเดือน
ศิษย์คนหนึ่งก็ได้คะยั้นคะยอขอให้ท่านมีชีวิตต่อไป ท่านยอมทำตาม ทว่า " ขึ้นอยู่กับ
กรรมและการสวดอธิษฐานอย่างหนักของศิษย์ " ไม่กี่วันต่อมา อาจารย์ที่รักยิ่งท่านหนึ่ง
ของลามะแนะให้ท่านเปิดเผยอาการ เพื่อศิษย์จะได้บุญ

ต้นเดือนกุมภาพันธ์ มีการตัดสินใจว่าจะส่งตัวท่านไปผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจที่โรงพยาบาล
ในแคลิฟอร์เนีย ระหว่างที่รอให้ร่างกายของท่านฟื้นคืนกำลังพอที่จะเข้ารับการผ่าตัด ลามะ
ก็เป็นอัมพฤษ์ซีกซ้าย มีการอธิษฐานและสวดมนต์บทพิเศษตามคัมภีร์ทิเบต เพื่อคุ้มครอง
ไม่ให้ท่านเป็นอัมพฤกษ์ไปมากกว่านี้ ถึงแม้อัมพฤกษ์จะสงบลง แต่อาการของท่านกลับ
ทรุดหนักขึ้น

คืนก่อนจากไป ลามะเยเชมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ท่านพูดคุยและหัวเราะกับพยาบาล
ฉันสตรอเอบร์รี่ ประมาณตี ๔ ท่านขอให้ประกอบพิธีกรรมพิเศษที่เรียกว่าเหรุกสาธนา
ซึ่งช่วยให้ท่านสามารถนั่งสมาธิได้ หลังตี ๕ เศษ หัวใจท่านจึงหยุดเต้น ตลอดวันนั้น
ผู้ที่อยู่กับท่านนั่งสวดมนต์ทั้งวัน ๕ โมงเย็นบรรยากาศภายในห้องที่เงียบสงบถูกทำลาย
ด้วยเสียงสวดมนต์เหรุกดังสนั่น และ มีประกาศว่า " บัดนี้ การเข้าสมาธิของลามะจบ
สิ้นแล้ว " นั่นเป็นวันขึ้นปีใหม่วันแรกของชาวทิเบตซึ่งตรงกับวันที่ ๓ มีนาคม ๑๙๘๔

มดเอ๊ก
03-28-2008, 12:30 PM
http://www.kheper.net/topics/gurus/Trungpa_cover.gif

๑๖


เชอเกรียม ตรุงปะ รินโปเชเป็นบุคคลสำคัญที่สุดท่านหนึ่ง ที่ได้นำพุทธศาสนาแบบทิเบต
เข้าไปเผบแผ่ในดินแดนตะวันตก ท่านถึงแก่กรรมเมื่อปี ๑๙๘๗ ขณะอายุ ๔๗ ปี ทว่าได้
ทิ้งมรดกชิ้นสุดท้าย เป็นคำสอนและชุมชนศิษย์-ผู้ปฏิบัติที่เติบโตขึ้นรอบกายท่าน

" การเกิดดับคือท่วงทำนองของชีวิต " นั่นเป็นคำสั่งเสียที่รินโปเชเขียนทิ้งไว้ ซึ่งมีการนำ
มาอ่านในภายหลังจากที่ท่านเสียชีวิต " ภาระกิจของฉันลุล่วงแล้ว ฉันได้กระทำหน้าที่
อย่างเต็มที่เท่าที่สถานการณ์จะเอื้ออำนวย ตอนนี้ฉันจึงตายอย่างมีความสุข... โดยรวม ๆ
แล้ว หลักธรรมและการปฏิบัติคือสาระสำคัญ ไม่ว่าฉันจะอยู่ที่นี่หือไม่ก็ตาม ไม่ว่าพวก
ท่านจะอ่อนหรือแก่ ก็ควรเรียนรู้ความไม่เที่ยงจากการตายของฉัน "

มดเอ๊ก
03-28-2008, 12:32 PM
http://i.usatoday.net/travel/_photos/2007/11/27/tibet-topper.jpg

๑๗



ในขณะที่ดิลโก เคียนเซ รินโปเช อายุ ๑๕ ปี ท่านได้ให้สัญญากับอาจารย์ก่อนที่ท่าน
จะสิ้นใจว่า ท่านยินดีจะสอนธรรมะให้แก่ผู้ที่ร้องขอ รินโปเชใช้เวลาในการตระเตรียม
สำหรับภารกิจนี้ โดยปลีกวิเวกอยู่ในที่สงัดและถ้ำกลางป่าไกล้ ๆ กับบ้านเกิดในเนปาล
ถึง ๑๓ ปี หลังจากนั้น ท่านได้บอกกับครูคนที่สองว่า ท่านอยากจะอุทิศชีวิตที่เหลือให้
กับการปลีกวิเวกปฏิบัติกรรมฐานอย่างจริงจัง แต่ท่านได้รับคำตอบว่า " ถึงเวลาที่เจ้าจะ
เผยแผ่และถ่ายทอดธรรมะอันล้ำค่าทั้งหลายที่เจ้าได้รับมานี้แก่ผู้อื่นแล้ว " วิถีแห่งจิต
วิญญาณน้อมนำเคียนเซ รินโปเชไปสู่ ปัญญาญาณอันลึกซึ้ง ช่วยให้ท่านเป็นเสมือนน้ำพุ
แห่งปัญญาและความเมตตากรุณาของสรรพสัตว์ทั้งปวง ตราบจนกระทั่งวาระสุดท้าย
ในปี ๑๙๙๑

รินโปเชตระหนักในอนิจจังและความตายเป็นอย่างดีเสมอมา เมื่อใดที่มีผู้นิมนต์หรือ
ขอร้องให้ท่านกลับไปอีก ท่านจะกล่าวว่า " ถ้าข้ายังอยู่ ข้าก็จะไป " ท่านยังคงมีพลัง
วังชา แม้ในภายหลังจากที่มีอายุ ๘o ปีแล้ว ทว่าต้นปี ๑๙๙๑ ก็เริ่มส่อเค้าสุขภาพไม่ดี
ให้เห็นเป็นครั้งแรก ระหว่างสอนอยู่ที่พุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าในประ
เทศอินเดีย ถึงกระนั้น ท่านก็ยังดำเนินการสอนจนจบหลักสูตร และเดินทางขึ้นไป
ยังธรรมศาลา เพื่อให้คำสอนที่สำคัญแก่องค์ทะไลลามะเป็นเวลาหนึ่งเดือน

ต่อมาเมื่อท่านกลับถึงเนปาลในฤดูใบไม้ผลิ สุขภาพก็เสื่อมถอยอย่างเห็นได้ชัด ท่าน
ผ่ายผอมลงและต้องการพักผ่อนมากขึ้น โดยส่วนใหญ่จะสวดมนต์และเข้ากรรมฐาน
เงียบ ๆ ให้เวลากับผู้ที่มีความจำเป็นต้องการพบท่านเพียงไม่กี่ชั่วโมงในแต่ละวัน แทน
ที่ท่านจะเดินทางไปทิเบต กลับเลือกที่จะไปปลีกวิเวก ณ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในภูฐาน
เป็นเวลาสามเดือนครึ่ง ปีนั้นท่านพูดเป็นนัย ๆ หลายครั้งว่าจะจากโลกนี้ไปในไม่ช้า
บางครั้งก้พูดเล่นว่า " ข้าจะตายเสียตอนนี้เลยดีใหม ? " ครั้งหนึ่งท่านเขียนถึงศิษย์
ใกล้ชิดคนหนึ่งว่า " เราจะพบกันที่ขุนเขาสีทองอร่าม ( พุทธภูมิของปัทมสัมภวะ
ปรามาจารย์ผู้นำพุทธศาสนาเข้ามาเผยแผ่ยังทิเบต ) "

หลังจากเก็บตัวอยู่ในภูฐาน ดูเหมือนสุขภาพของเคียนเซ รินดปเชจะดีขึ้น ท่านได้ไป
เยี่ยมเยียนและพูดคุยกับศิษย์หลายคนที่กำลังปลีกวิเวกถึงเรื่องคุรุที่แท้จริง ซึ่งอยู่เหนือ
การเกิดดับหรือปรากฏการณ์ทางรูปลักษณ์ ท่านได้รับเชิญจากพระมารดาของราชินี
ภูฐานให้ไปเยือนกาลิมปง ด้วยเฮลิคอปเตอร์ที่จัดเตรียมไว้ แต่ท่านยืนกรานจะรอนแรม
ไปทางถนน เพื่อแวะพบศิษย์เก่าแก่คนหนึ่งระหว่างทาง

หลังกลับถึงภูฐานได้ไม่นาน รินโปเชก็มีอการป่วยไข้อีกครั้ง ท่านแทบจะไม่ฉันหรือ
ดื่มอะไรเลยอยู่ ๑๒ วัน สี่วันก่อนจากไป ท่านเขียนใส่กระดาษแผ่นหนึ่งว่า " ข้าจะ
ไปวันที่ ๑๙ " สองวันต่อมา ตรุลชิก รินโปเช ผู้เป็นทั้งศิษย์ที่ไกล้ชิดที่สุดและ
กัลยาณมิตรของท่านได้เดินทางมาจากเนปาล ทั้งสองพบกันอย่างมีความสุข พลบค่ำ
อีกวัน คือ วันที่ ๒๗ กันยายน ๑๙๙๑ ( วันที่ ๑๙ ตามปฏิธินทิเบต ) ท่านได้ขอให้
อุปัฏฐากช่วยประคองขึ้นนั่ง แล้วหลับไปอย่างสงบ พอถึงเช้ามืด ลมหายใจของ
ท่านก็หยุด จิตหลอมละลายเข้าสู่สุญญตภาวะ

ศพของท่านถูกเก็บรักษาไว้เป็นเวลาหนึ่งปี ด้วยวิธีดองศพเก่าแก่ตามคำขอของศิษย์
จากทิเบตและทั่วโลก ทุก ๆ วันศุกร์ ( วันที่ท่านมรณภาพ ) ตลอดช่วงเจ็ดสัปดาห์แรก
มีการจุดตะเกียงเนย ๑ooo ,ooo ดวงบูชาที่สถูปโพธนารถ ใกล้ ๆ กับอารามเชเช็น
ในประเทศเนปาล

เมื่อถึงวันฌาปนกิจในเดือนพฤศจิกายนปี ๑๙๙๒ ที่ประเทศภูฐาน ได้มีการประชุมเพลิง
สรีระท่านใกล้ ๆ กับเมืองปาโร ตลอดพิธีศพที่จัดขึ้นสามวัน มีพระลามะสำคัญ ๆ กว่า
๑oo รูป ราชนิกูล และรัฐมนตรีในภูฐาน ศิษย์ชาวตะวันตก ๕oo คน ตลอดจนผู้เลื่อมใส
ศรัทธาอีกจำนวนมากราว ๕o,ooo คน เข้าร่วมงานด้วย นับเป็นการชุมนุมที่ไม่เคยปรากฏ
มาก่อนในประวัติศาสตร์ภูฐาน มรณกรรมของท่านก็เช่นเดียวกับอาจารย์อื่น ๆ เป็นเสมือน
โอวาทธรรมสุดท้ายที่แสดงถึงความไม่เที่ยง

จงอย่าลืมว่าชีวิตนี้จักจบสิ้นลงอย่างรวดเร็ว
ดุจอสนีบาตที่แลบแปลบในยามฤดูร้อน หรือมือที่โบกสะบัด
ตอนนี้เจ้ามีโอกาสได้ปฏิบัติธรรมแล้ว
ฉะนั้น อย่าเสียเวลาแม้เพียงสักขณะไปกับสิ่งอื่นใด
ทว่าจงทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดให้กับการปฏิบัติธรรม