มดเอ๊ก
03-18-2008, 02:47 PM
http://www.speakwell.com/well/2000_summer/images/Dalai_Lama.jpg
ตายแล้วเกิดใหม่ และ
สถานภาพระหว่างตายแล้วเกิด ( อันตรภพ )
ในแง่ของพระพุทธศาสนา นิกายวัชรยาน
เพราะข้องอยู่ในตัณหา พยาบาท และอวิชชา จึงเกิดอกุศลกรรมขึ้น ซึ่งสืบเนื่องมาแต่
อุปาทาน เมื่อสิ้นสุดชีวิตลง บุคคลซึ่งยังมีความติดยึดอยู่ย่อมไปเกิดในวัฏฏสงสาร ประ
กอบไปด้วยนามและรูป อันเหมาะสมกับเหตุที่เป็นมาในอดีต อันยังไม่บริสุทธิ์บริบูรณ์
โดยสิ้นเชิง
บางคนตายเมื่อสิ้นกระแสแห่งกรรมอันได้กระทำไว้นชาติปางก่อน โดยกรรมนั้นส่งวิบาก
ผลมาถึงชาตินี้ บ้างก็ตายแต่เมื่อกระแสแห่งกรรมเก่ายังไม่หมดสิ้น แต่หมดเหตุที่จะทำให้
ชีวิตในชาตินี้ดำเนินต่อไปได้ เช่น ขาดปัจจัยนการดำรงชีพเป็นต้น อย่างนี้เรียกว่าตายก่อน
กำหนด หรือตายเมื่อหมดบุญ กล่าวคืออดีตกรรมในชาติก่อนยังส่งผลให้ดำรงชีวิตในชาติ
นี้ได้ต่อไป แต่สภาพการณ์ภายนอกอื่น ๆ อันเป้นกองบุญที่จะให้ดำรงชีพต่อไป หมดสิ้น
เสียแล้ว
บางคนตายในชณะที่จิตเป็นกุศล บ้างตายในขณะจิตที่เป็นอัพยากฤต ในกรณีแรก ผู้ที่กำลัง
จะตาย นึกถึงในทางที่เป็นคุณ เช่น นึกถึงคุณพระรัตนตรัย หรือพระอาจารย์เจ้าที่สอนไห้
ประพฤติปกิบัติธรรมทางพระศาสนา ย่อมเกิดศรัทธาปสาทะหาไม่ก็ตั้งจิตใจไว้ในอุเบกขา
ญาณ พ้นจากกามฉันทะหรือพยาบาทต่อสัตว์อื่น มิฉะนั้นก็ภาวนาแน่วแน่อยู่กับสุญญตาหรือ
มุ่งแผ่เมตตากรุณา กุศลเจตนาทั้งนี้เกิดจากการสอนตัวเองให้เจริญอนุสติดังกล่าวเวลาไกล้
ตาย หาไม่ก็อาศัยญาติมิตรช่วยเตือนสติให้คิดไปในทางที่เป็นคุณ หากตอนตาย จิตมุ่งไป
ทางนี้ จิตย่อมเป็นกุศล การไปเกิดใหม่ ย่อมไปสู่ภพชาติที่กระเตื้องขึ้น ควรฝึกใจไว้ให้ตาย
โดยนัยนี้
แต่บางครั้ง จิตใจไม่ได้มุ่งไปทางกุศล แม้จะพยายามไม่โกรธ แต่ตอนจะตาย มีอะไรมาบัน
ดาลใจให้เกิดโทสจริจนได้ บางทีญาติมิตรนั้นเองที่มาแวดล้อม ร้องไห้ระงมรอบ ๆ คนไกล้
ตาย จนผู้นั้นมีใจไปนทางทุกขเวทนา หรือปราศจากสติ เกิดตัณหาหรือพยาบาทขึ้น และ
ยิ่งถ้าในชีวิตประจำวันคุ้นเคยกับอกุศลเจตนาเช่นนี้อยู่เดิมด้วยแล้ว การตายในสภาพที่เป็น
บาปอย่างนี้ย่อมเป้นการง่าย นับว่าอันตรายมาก
ส่วนบางคนนั้นตายอย่างปรกติ ไม่คิดไปนทางกุศล แต่ก็ไม่คิดไปนทางพยาบาทมาดร้าย
หรือในทางตัณหาราคะ เท่ากับว่าเขาตายในสภาพแห่งอัพยากฤต ไม่ดีไม่ชั่ว
เจตนาคติทั้งสามนี้ ทั้งที่เป็นกุศล อกุศล และอัพยากฤต เกิดมีขึ้นในจิตของคนไกล้ตาย
จนจิตที่ละเอียดอ่อนเข้าถึงซึ่งมรณภาพ ตามข้อความในพระสูตรกล่าวถึง จิตที่ละเอียด
อ่อนว่าตามสภาพแล้ว เป็นอัพยากฤต ในพระสูตรไม่มีวิธีการ ที่จะช่วยให้จิตที่ละเอียด
อ่อนกลายสภาพจากอัพยากฤตไปสู่กุศลภาวะได้ เพราะพระสูตรเอ่ยถึงแต่นามรูปในทาง
ที่หยาบ จำเพราะอนุตรโยคะตันตระเท่านั้นที่มีอุบาบช่วยให้พระโยคาวจร ( หรือ มนตริกะ )
ฝึกจิตที่ละเอียดอ่อน เพื่อเตรียมตัวตอนไกล้ตายให้เข้าสู่กุศลเจตนา ขั้นตอนแห่งการปฏิบัติ
ขั้นนี้นับว่าลึกซึ้งยิ่งนัก
จะอย่างไรก็ตาม ทัศนคติก่อนตายนั้นสำคัญยิ่ง แม้ผู้ที่เคยฝึกจิตมาบ้าง แต่บ่อยครั้งจิตก็
ถูกกระทบได้เสมอ ยิ่งตอนไกล้ตายแล้ว จิตมุ่งไปทางยึดติดหรือโกรธเกลียดได้ง่ายมาก
ทั้งนี้เพราะเราแต่ละคนยังละอุปาทานไม่ได้ และการยึดติดนี้มีมาแต่อกุศลกรรมก่อน ๆ
โดยอกุศลกรรมนั้น ๆ จะเร่งตัวแรงขึ้น ยามเผชิญกับภาวะวิกฤต ถ้าการยึดติดในทาง
อกุศลมีมากเพียงไร ตายแล้วย่อมไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานหรือภพชาติที่เลวกว่านั้น แต่
ถ้ายึดติดในทางที่เป็นกุศลโดยอำนาจแห่งกุศลกรรมที่แล้ว ๆ มา และประจวบกับสถานะ
ที่เป็นคุณความดีตอนใกล้ตาย ย่อมช่วยให้ผู้ตายไปเกิดเป็นมนุษย์หรือภพชาติที่สูงส่งกว่านั้น
ศักยภาพที่จะส่งให้ใครไปเกิดเป็นอะไรมีอยู่ในจิตใจตลอดเวลา ทั้งนี้เพราะตัณหาและ
อุปาทานที่หยาบหรือละเอียด เป็นตัวนำไปสู่การเกิดใหม่ที่ดีขึ้นหรือเลวลง ถ้าอกุศล
กรรมเป็นเจ้าเรือน แล้วตอนไกล้ตายมีอกุศลเจตนาเป็นตัวเร่ง ตายแล้วย่อมไปเกิดเป็น
เดรัจฉาน เปรต หรือสัตว์นรก
พร้อม ๆ กันนั้น ก็พึงตราไว้ว่า แม้คนที่มักทำบาปมาเนือง ๆ แต่ถ้าตอนไกล้ตาย มีกุศล
เจตนาแรงกล้า เขาผู้นั้นอาจไปเกิดในภพชาติที่ดีกว่าเก่าก็ได้ ฉะนั้น จึงเป็นการจำเป็น ที่
ผู้ซึ่งกำลังจะตาย ตลอดจนคนที่แวดล้อมเขาอยู่ พึงหลีกเลี่ยงการสร้างสถานการณ์อันจะนำ
ไปสู่ตัณหาหรือพยาบาท หากควรหาทางให้จิตใจของเขาเข้าสู่กระแสแห่งอกุศล ความ
ข้อนี้ควรรู้กันไว้
ผุ้ตายในขณะจิต ที่เป็นกุศล จะรู้สึกดังกับว่าผ่านความมืดไปสู่ความสว่าง จะว่างจากความ
กระวนกระวาย หากเห็นแต่สิ่งซึ่งสบายตาสบายใจ มีหลายกรณีเลยทีเดียว ที่เมื่อผู้ป่วยหนัก
ใกล้จะถึงเวลาตาย มักพูดถึงความสะดวกสบายต่าง ๆ เป็นอย่างมาก แม้โรคาพยาธิจะเบียด
เบียนก็ตามที แต่นทางตรงกันข้าม หลายคนเจ้บป่วยเพียงเล็กน้อย แต่ตอนใกล้ตายกลับ
ตกอกตกใจมาก แม้การหายใจก็ดูเผชิญอุปสรรคเสียเหลือเกิน ทั้งนี้เพราะคนพวกนี้กำลังตก
สู่ใต้ห้วงแห่งอกุศลวิตก เขารู้สึกดังประหนึ่งว่ากำลังถูกพรากจากแสงสว่างไปสู่ที่มืด และ
แลเห็นรูปภาพต่าง ๆ ที่หลอกหลอนเขาอยู่
บางคน ตอนใกล้ตาย ไออุ่นลดน้อยถอยลงไปเพราะโรคภัยไข้เจ็บ แต่เจ้าตัวต้องการความ
ร้อนยิ่ง ๆ ขึ้น ทั้งนี้เพราะอุปาทานนำเขาให้ไปเกิดใหม่ในนรกนั่นเอง ณ ที่นั้นความร้อนอย่าง
รุนแรงจะสุมใหม้สัตว์อยู่ตลอดเวลา ส่วนผู้ที่ยึดติดในความเย็น เช่นต้องด่มน้ำเย็นมาก ๆ
เวลาไกล้ตาย แสดงว่าอกุศลกรรมจะนำให้เขาไปเกิดในนรกที่หนาวเย็นเป็นอย่างยิ่ง เมื่อรู้
เช่นนี้แล้ว พึงเลี่ยงความคิดที่ติดยึดประเภทนี้เสีย โดยเฉพาะตอนใกล้ตาย ควรมุ่งจิตใจไป
ในทางที่สูงส่งดีงาม
ในชีวิตประจำวัน เรามักจะยึดติดอยู่กับความรัก ความชัง ความอิจฉาริษยา ฯลฯ อะไรมา
กระทบใจเข้า ก็ง่วนคิดไปตามกระแสนั้น ๆ ได้ง่าย แต่ถ้าเราหัดใช้เหตุผลกับสติปัญญา
กิเลส ตัณหาเหล่านั้นย่อมมารบกวนเราได้ยากยิ่งขึ้นทุกที
เวลาไกล้ตาย ถ้าเราคุ้นเคยกับทัศนคติหรือเจตนาอย่างใดตัวเจตนาเจ้าเรือนนั้นแลจะเป็นใหญ่
และนำเราไปเกิดใหม่ตามครรลองแห่งกุศลหรืออกุศลก็สุดแท้ และที่ไปเกิดใหม่กันนั้นก็เพราะ
ยึดมั่นในตัวตน กลัวกันว่าตัวตนจะสูญไป ความยึดติดอันนี้เองที่เป็นตัวสันตติ ต่อเนื่องระหว่าง
ชีวิต แห่งชาตินี้และชาติหน้า เพราะยึดติดในร่าง จึงเกิดร่างขึ้นใหม่ แม้ในระหว่างที่ยังไม่ไป
เกิดใหม่ด้วยซ้ำ
สำหรับผู้ที่ยึดติดอยู่ในอกุศลกรรม ไออุ่นจะเริ่มละร่างจากส่วนบนขององคาพยพ แล้วขยาย
ไปยังส่วนอื่น ๆ ส่วนผู้ที่มั่นอยู่ในกุศลกรรม ไออุ่นจะละร่างไปจากปลายเท้าเป็นประการแรก
แต่ในทั้งสองกรณี ไออุ่นจะมารวมอยู่ตรงที่ดวงหทัยแล้ววิญญาณหรือการรับรู้ทั้งหมดก็จะจาก
ไปที่ตรงจุดนี้
เมื่อสัตว์จะก่อกำเนิดขึ้นนั้น ว่าในทางวัตถุ อสุจิบิดาจะมาผสมกับโลหิตที่ในครรภ์มารดา
นับเป็นการเริ่มต้นชีวิต คือสัตว์ในครรภ์เริ่มมีดวงหทัยเป็นของตัวเอง นี้ฉันใด เมื่อชีวิตจะ
สิ้นลง วิญญาณก็จะละร่างไปจากดวงหทัยฉันนั้น
ทันทีที่สิ้นชีวิตลง ย่อมบังเกิดสถานภาพระหว่างตายและเกิดขึ้น เป็นอันตรภพ เว้นแต่ผู้ที่
ไปเกิดใหม่ในทันทีทันใดในอรูปโลก ซึ่งเป็นอนันตภาพ มีวิญญาณรับรู้อย่างไม่สิ้นสุดหรือ
เข้าสู่สุญภาพ อันเป็นจุดสุดยอดของวัฏฏสงสาร จำเพาะกรณีดังกล่าวนี้เท่านั้น ที่ชีวิตใหม่
เริ่มขึ้นในทันทีที่ตายจากร่างเก่า
สำหรับผู้ที่จะไปเกิดในรูปภพ ซึ่งยังมีตัณหาเป็นเจ้าเรือนย่อมต้องเข้าสู่อันตรภพ ในช่วง
ดังกล่าว สัตว์ที่จะไปเกิดย่อมมีรูปดังหนึ่งตัวตนของบุคคลที่ตนจะไปถือชีวิต สภาพก่อน
เกิดนี้ สัตว์มีอินทรีย์ทั้ง ๕ คือ ตา หู จมูก ลิ้น และกาย คล้ายเมื่อเกิดแล้ว เป็นแต่มีตาทิพย์
ร่างลอดผ่านสิ่งกีดกั้นได้ และไปใหน ๆ ได้โดยฉับพลัน ตามใจปราถนา ทั้งยังสามารถ
แลเห็นสัตว์อื่น ๆ ในสภาพเดียวกันได้อีกด้วย ( ด้วยอำนาจตาทิพย์ดังกล่าว ) โดยที่สัตว์นั้น ๆ
กำลังจะไปเกิด เป็นสัตว์นรก เปรต เดรัจฉาน มนุษย์ อสุรกายหรือเทวดา ก็สุดแท้
เมื่ออำนาจกรรมส่งผลให้ไปเกิดแล้ว แต่ยังอุบัติไม่ได้ภายในเวลา ๗ วัน สัตว์ที่ละร่างไปแล้ว
จะเผชิญสภาพคล้าย ๆ การตายอีกครั้ง แล้วก็เข้าสู่อันตรภพอีก การตายแล้วเข้าสู่อันตรภพ
เช่นนี้ มีได้ซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างมาก ๖ ครั้ง กล่าวคือสัตว์จะใช้เวลาอยู่ในอันตรภพไม่เกิน ๔๙ วัน
ทั้งนี้หมายความว่า สัตว์ที่รายงานว่าตายไปตั้งปีแล้วยังหาที่เกิดไม่ได้นั้น ได้พ้นจากอันตรภพ
แล้ว โดยได้ไปเกิดเป็นผีหรือปีศาจ
ตอนจะเกิดเป็นมนุษย์ สัตว์ที่อยู่ในอันตรภพ จะแลเห็นบิดามารดาในอนาคตของตนดังหนึ่ง
นอนอยู่ด้วยกัน ถ้าสัตว์จะเกิดเป็นชาย จะเกิดความใคร่ในมารดาและเกลียดบิดา ถ้าจะเกิดเป็น
หญิง ความรู้สึกจะกลับกัน เมื่อเกิดความใคร่ขึ้น ย่อมกระสันที่จะไปเสพกามด้วย แต่เมื่อไป
ถึงร่างของผู้ที่ต้องการจะเสพ จะเห็นแต่อวัยวะเพศของบุคคลที่ตนปองเท่านั้น ย่อมก่อให้เกิด
โทสจริต เป็นเหตุให้ขาดจากอันตรภพแล้วเลยไปถือกำเนิดเอาชีวิตใหม่ โดยเข้าสู่ครรภ์มารดา
แล้วเริ่มชีวิตของการเป็นมนุษย์ เมื่อน้ำอสุจิบิดาของบิดาเข้ามาผสมกับระดูของมารดา โดยมี
สัตว์ใหม่มาอุบัติ เท่ากับเริ่มต้นดวงวิญญาณหรือการรับรู้แห่งความเป็นคน นับเป็นการเริ่มต้น
ตามธรรมชาติแล้วมีวิวัฒนาการไปตามขั้นตอนของธาตุดินน้ำลมไฟ จนสภาพของความเป็น
มนุษย์
สัตว์ที่อยู่ในอันตรภพย่อมถูกกระแสตัณหาพาไปให้ต้องประสงค์ที่ที่ตนจะไปเกิด แม้สภาพ
ที่นั้นเป็นนรก แต่ตนก็ต้องประสงค์จะไปเกิดให้ได้ ตัวอย่างเช่น คนที่เคยขายเนื้อสัตว์ เมื่อ
ยังมีชีวิต ครั้นกลายสภาพไปเป็นสัตว์ที่อยู่ในอันตรภพอาจแลเห็นแกะอยู่ไกล ๆ คล้ายใน
คงามฝัน ย่อมวิ่งไล่ เพื่อจะไปฆ่า แต่แล้วรูปที่เห็นก็จางลงไป เป็นเหตุให้เกิดโทสจริตจึง
ขาดจากอันตรภพ แล้วเลยไปเริ่มมีชีวิตใหม่ในนรก และดังที่กล่าวมาก่อนแล้วด้วยว่า สัตว์
ที่จะไปเกิดในขุมนรกที่ร้อนแรง จะยึดมั่นพอใจในทางด้านความร้อน ส่วนสัตว์ที่จะไปเกิด
ในขุมนรกที่หนาวจัด ก็จะยึดมั่นพอใจไปในทางที่หนาวเย็น
สัตว์ที่จะไปสู่อบายภูมิ แม้เมื่ออยู่ในอันตรภพ ก็จะหวาดกลัวเป็นอย่างมาก ย่อมอยากจะ
รีบไปเกิดเสียโดยเร็ว เมื่อไม่ได้เกิดสมความปรารถนา ย่อมบังเกิดโทสจริต เป็นเหตุให้
ขาดจากสถานภาพนั้น แล้วไปเกิดใหม่ในอบาย
การเข้าสู่ชีวิตหนึ่งใดย่อมขึ้นอยู่กับตัณหา พยาบาท และอวิชชา เป็นเกณฑ์ ตราบใดที่ยัง
เอาชนะกิเลสไม่ได้ ย่อมถูกผูกตรึงไว้กับสายธารแห่งวัฏฏสงสาร โดยไม่อาจข้ามเข้าสู่เขต
แห่งความหลุดพ้นได้ และการเกอิดใหม่นั้น เป็นไปได้ทั้งในทางสุคติและทุคติ
ในขณะที่ยังต้องตายแล้วเกิด จำต้องมีนามและรูป ซึ่งเป็นผลมาจากอิทธิพลแห่งกระแส
กรรมอันตนได้ประพฤติปฏิบัติมา รวมทั้งอุปาทานการยึดติดของตนนั้นด้วย กรรมและ
อุปาทานไม่ใช่มีขึ้นครั้งเดียว หากสืบต่อกันมาเป็นช่วง ๆ ช้านานโดยไม่ได้ขาดสายไปเลย
จะเอาชนะความทุกข์อันเนื่องมาจากเกิด แก่ เจ็บและตาย จำต้องเอาชนะอกุศลมูลให้หมด
สิ้นไปทั้งทางโลภ โกรธ หลง ซึ่งโยงลงไปที่ตัวอวิชชานั้นเอง กล่าวคือการยึดติด ในทาง
ความคิด ในภพ ในชาติ และในปรากฏการณ์ต่าง ๆ
โอสถ แก้ความทุกขืทางกายได้อย่างหยาบ แต่ไม่อาจแก้ปัญหาประเด็นหลักที่ละเอียดอ่อน
ได้ การแก้รากฐานแห่งความทุกข์ ต้องวางยาภายใน เพื่อหาทางกำจัดตัณหาและพยาบาท
ซึ่งจะช่วยได้มาก หากก็ได้ผลได้เพียงชั่วระยะสั้น แต่ถ้ากำจัดอวิชชาอันเป็นรากแก้วได้แล้ว
ก็เป็นอันหมดการเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป
เพราะเมื่ออวิชชาหมดเสียแล้ว อกุศลกรรมที่เกิดจากอวิชชาย่อมยุติ และเมื่อปราศจาก
อวิชชา ย่อมปราศจากอุปาทานและการยึดติดใด ๆ สิ้น กระแสกรรมเก่าต่าง ๆ ที่มีมาแต่
ไหนแต่ไร ก็สิ้นกระแสที่จะแสดงอำนาจได้อีกต่อไป วัฏฏสงสารอันส่งผลไปสู่การเกิด
ใหม่ ย่อมถึงจุดที่ยุติไว้ได้แต่เพียงนั้น ด้วยประการฉะนี้
จากหนังสือ เตรียมตัวตายอย่างมีสติ :yoyo_0139:
ตายแล้วเกิดใหม่ และ
สถานภาพระหว่างตายแล้วเกิด ( อันตรภพ )
ในแง่ของพระพุทธศาสนา นิกายวัชรยาน
เพราะข้องอยู่ในตัณหา พยาบาท และอวิชชา จึงเกิดอกุศลกรรมขึ้น ซึ่งสืบเนื่องมาแต่
อุปาทาน เมื่อสิ้นสุดชีวิตลง บุคคลซึ่งยังมีความติดยึดอยู่ย่อมไปเกิดในวัฏฏสงสาร ประ
กอบไปด้วยนามและรูป อันเหมาะสมกับเหตุที่เป็นมาในอดีต อันยังไม่บริสุทธิ์บริบูรณ์
โดยสิ้นเชิง
บางคนตายเมื่อสิ้นกระแสแห่งกรรมอันได้กระทำไว้นชาติปางก่อน โดยกรรมนั้นส่งวิบาก
ผลมาถึงชาตินี้ บ้างก็ตายแต่เมื่อกระแสแห่งกรรมเก่ายังไม่หมดสิ้น แต่หมดเหตุที่จะทำให้
ชีวิตในชาตินี้ดำเนินต่อไปได้ เช่น ขาดปัจจัยนการดำรงชีพเป็นต้น อย่างนี้เรียกว่าตายก่อน
กำหนด หรือตายเมื่อหมดบุญ กล่าวคืออดีตกรรมในชาติก่อนยังส่งผลให้ดำรงชีวิตในชาติ
นี้ได้ต่อไป แต่สภาพการณ์ภายนอกอื่น ๆ อันเป้นกองบุญที่จะให้ดำรงชีพต่อไป หมดสิ้น
เสียแล้ว
บางคนตายในชณะที่จิตเป็นกุศล บ้างตายในขณะจิตที่เป็นอัพยากฤต ในกรณีแรก ผู้ที่กำลัง
จะตาย นึกถึงในทางที่เป็นคุณ เช่น นึกถึงคุณพระรัตนตรัย หรือพระอาจารย์เจ้าที่สอนไห้
ประพฤติปกิบัติธรรมทางพระศาสนา ย่อมเกิดศรัทธาปสาทะหาไม่ก็ตั้งจิตใจไว้ในอุเบกขา
ญาณ พ้นจากกามฉันทะหรือพยาบาทต่อสัตว์อื่น มิฉะนั้นก็ภาวนาแน่วแน่อยู่กับสุญญตาหรือ
มุ่งแผ่เมตตากรุณา กุศลเจตนาทั้งนี้เกิดจากการสอนตัวเองให้เจริญอนุสติดังกล่าวเวลาไกล้
ตาย หาไม่ก็อาศัยญาติมิตรช่วยเตือนสติให้คิดไปในทางที่เป็นคุณ หากตอนตาย จิตมุ่งไป
ทางนี้ จิตย่อมเป็นกุศล การไปเกิดใหม่ ย่อมไปสู่ภพชาติที่กระเตื้องขึ้น ควรฝึกใจไว้ให้ตาย
โดยนัยนี้
แต่บางครั้ง จิตใจไม่ได้มุ่งไปทางกุศล แม้จะพยายามไม่โกรธ แต่ตอนจะตาย มีอะไรมาบัน
ดาลใจให้เกิดโทสจริจนได้ บางทีญาติมิตรนั้นเองที่มาแวดล้อม ร้องไห้ระงมรอบ ๆ คนไกล้
ตาย จนผู้นั้นมีใจไปนทางทุกขเวทนา หรือปราศจากสติ เกิดตัณหาหรือพยาบาทขึ้น และ
ยิ่งถ้าในชีวิตประจำวันคุ้นเคยกับอกุศลเจตนาเช่นนี้อยู่เดิมด้วยแล้ว การตายในสภาพที่เป็น
บาปอย่างนี้ย่อมเป้นการง่าย นับว่าอันตรายมาก
ส่วนบางคนนั้นตายอย่างปรกติ ไม่คิดไปนทางกุศล แต่ก็ไม่คิดไปนทางพยาบาทมาดร้าย
หรือในทางตัณหาราคะ เท่ากับว่าเขาตายในสภาพแห่งอัพยากฤต ไม่ดีไม่ชั่ว
เจตนาคติทั้งสามนี้ ทั้งที่เป็นกุศล อกุศล และอัพยากฤต เกิดมีขึ้นในจิตของคนไกล้ตาย
จนจิตที่ละเอียดอ่อนเข้าถึงซึ่งมรณภาพ ตามข้อความในพระสูตรกล่าวถึง จิตที่ละเอียด
อ่อนว่าตามสภาพแล้ว เป็นอัพยากฤต ในพระสูตรไม่มีวิธีการ ที่จะช่วยให้จิตที่ละเอียด
อ่อนกลายสภาพจากอัพยากฤตไปสู่กุศลภาวะได้ เพราะพระสูตรเอ่ยถึงแต่นามรูปในทาง
ที่หยาบ จำเพราะอนุตรโยคะตันตระเท่านั้นที่มีอุบาบช่วยให้พระโยคาวจร ( หรือ มนตริกะ )
ฝึกจิตที่ละเอียดอ่อน เพื่อเตรียมตัวตอนไกล้ตายให้เข้าสู่กุศลเจตนา ขั้นตอนแห่งการปฏิบัติ
ขั้นนี้นับว่าลึกซึ้งยิ่งนัก
จะอย่างไรก็ตาม ทัศนคติก่อนตายนั้นสำคัญยิ่ง แม้ผู้ที่เคยฝึกจิตมาบ้าง แต่บ่อยครั้งจิตก็
ถูกกระทบได้เสมอ ยิ่งตอนไกล้ตายแล้ว จิตมุ่งไปทางยึดติดหรือโกรธเกลียดได้ง่ายมาก
ทั้งนี้เพราะเราแต่ละคนยังละอุปาทานไม่ได้ และการยึดติดนี้มีมาแต่อกุศลกรรมก่อน ๆ
โดยอกุศลกรรมนั้น ๆ จะเร่งตัวแรงขึ้น ยามเผชิญกับภาวะวิกฤต ถ้าการยึดติดในทาง
อกุศลมีมากเพียงไร ตายแล้วย่อมไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานหรือภพชาติที่เลวกว่านั้น แต่
ถ้ายึดติดในทางที่เป็นกุศลโดยอำนาจแห่งกุศลกรรมที่แล้ว ๆ มา และประจวบกับสถานะ
ที่เป็นคุณความดีตอนใกล้ตาย ย่อมช่วยให้ผู้ตายไปเกิดเป็นมนุษย์หรือภพชาติที่สูงส่งกว่านั้น
ศักยภาพที่จะส่งให้ใครไปเกิดเป็นอะไรมีอยู่ในจิตใจตลอดเวลา ทั้งนี้เพราะตัณหาและ
อุปาทานที่หยาบหรือละเอียด เป็นตัวนำไปสู่การเกิดใหม่ที่ดีขึ้นหรือเลวลง ถ้าอกุศล
กรรมเป็นเจ้าเรือน แล้วตอนไกล้ตายมีอกุศลเจตนาเป็นตัวเร่ง ตายแล้วย่อมไปเกิดเป็น
เดรัจฉาน เปรต หรือสัตว์นรก
พร้อม ๆ กันนั้น ก็พึงตราไว้ว่า แม้คนที่มักทำบาปมาเนือง ๆ แต่ถ้าตอนไกล้ตาย มีกุศล
เจตนาแรงกล้า เขาผู้นั้นอาจไปเกิดในภพชาติที่ดีกว่าเก่าก็ได้ ฉะนั้น จึงเป็นการจำเป็น ที่
ผู้ซึ่งกำลังจะตาย ตลอดจนคนที่แวดล้อมเขาอยู่ พึงหลีกเลี่ยงการสร้างสถานการณ์อันจะนำ
ไปสู่ตัณหาหรือพยาบาท หากควรหาทางให้จิตใจของเขาเข้าสู่กระแสแห่งอกุศล ความ
ข้อนี้ควรรู้กันไว้
ผุ้ตายในขณะจิต ที่เป็นกุศล จะรู้สึกดังกับว่าผ่านความมืดไปสู่ความสว่าง จะว่างจากความ
กระวนกระวาย หากเห็นแต่สิ่งซึ่งสบายตาสบายใจ มีหลายกรณีเลยทีเดียว ที่เมื่อผู้ป่วยหนัก
ใกล้จะถึงเวลาตาย มักพูดถึงความสะดวกสบายต่าง ๆ เป็นอย่างมาก แม้โรคาพยาธิจะเบียด
เบียนก็ตามที แต่นทางตรงกันข้าม หลายคนเจ้บป่วยเพียงเล็กน้อย แต่ตอนใกล้ตายกลับ
ตกอกตกใจมาก แม้การหายใจก็ดูเผชิญอุปสรรคเสียเหลือเกิน ทั้งนี้เพราะคนพวกนี้กำลังตก
สู่ใต้ห้วงแห่งอกุศลวิตก เขารู้สึกดังประหนึ่งว่ากำลังถูกพรากจากแสงสว่างไปสู่ที่มืด และ
แลเห็นรูปภาพต่าง ๆ ที่หลอกหลอนเขาอยู่
บางคน ตอนใกล้ตาย ไออุ่นลดน้อยถอยลงไปเพราะโรคภัยไข้เจ็บ แต่เจ้าตัวต้องการความ
ร้อนยิ่ง ๆ ขึ้น ทั้งนี้เพราะอุปาทานนำเขาให้ไปเกิดใหม่ในนรกนั่นเอง ณ ที่นั้นความร้อนอย่าง
รุนแรงจะสุมใหม้สัตว์อยู่ตลอดเวลา ส่วนผู้ที่ยึดติดในความเย็น เช่นต้องด่มน้ำเย็นมาก ๆ
เวลาไกล้ตาย แสดงว่าอกุศลกรรมจะนำให้เขาไปเกิดในนรกที่หนาวเย็นเป็นอย่างยิ่ง เมื่อรู้
เช่นนี้แล้ว พึงเลี่ยงความคิดที่ติดยึดประเภทนี้เสีย โดยเฉพาะตอนใกล้ตาย ควรมุ่งจิตใจไป
ในทางที่สูงส่งดีงาม
ในชีวิตประจำวัน เรามักจะยึดติดอยู่กับความรัก ความชัง ความอิจฉาริษยา ฯลฯ อะไรมา
กระทบใจเข้า ก็ง่วนคิดไปตามกระแสนั้น ๆ ได้ง่าย แต่ถ้าเราหัดใช้เหตุผลกับสติปัญญา
กิเลส ตัณหาเหล่านั้นย่อมมารบกวนเราได้ยากยิ่งขึ้นทุกที
เวลาไกล้ตาย ถ้าเราคุ้นเคยกับทัศนคติหรือเจตนาอย่างใดตัวเจตนาเจ้าเรือนนั้นแลจะเป็นใหญ่
และนำเราไปเกิดใหม่ตามครรลองแห่งกุศลหรืออกุศลก็สุดแท้ และที่ไปเกิดใหม่กันนั้นก็เพราะ
ยึดมั่นในตัวตน กลัวกันว่าตัวตนจะสูญไป ความยึดติดอันนี้เองที่เป็นตัวสันตติ ต่อเนื่องระหว่าง
ชีวิต แห่งชาตินี้และชาติหน้า เพราะยึดติดในร่าง จึงเกิดร่างขึ้นใหม่ แม้ในระหว่างที่ยังไม่ไป
เกิดใหม่ด้วยซ้ำ
สำหรับผู้ที่ยึดติดอยู่ในอกุศลกรรม ไออุ่นจะเริ่มละร่างจากส่วนบนขององคาพยพ แล้วขยาย
ไปยังส่วนอื่น ๆ ส่วนผู้ที่มั่นอยู่ในกุศลกรรม ไออุ่นจะละร่างไปจากปลายเท้าเป็นประการแรก
แต่ในทั้งสองกรณี ไออุ่นจะมารวมอยู่ตรงที่ดวงหทัยแล้ววิญญาณหรือการรับรู้ทั้งหมดก็จะจาก
ไปที่ตรงจุดนี้
เมื่อสัตว์จะก่อกำเนิดขึ้นนั้น ว่าในทางวัตถุ อสุจิบิดาจะมาผสมกับโลหิตที่ในครรภ์มารดา
นับเป็นการเริ่มต้นชีวิต คือสัตว์ในครรภ์เริ่มมีดวงหทัยเป็นของตัวเอง นี้ฉันใด เมื่อชีวิตจะ
สิ้นลง วิญญาณก็จะละร่างไปจากดวงหทัยฉันนั้น
ทันทีที่สิ้นชีวิตลง ย่อมบังเกิดสถานภาพระหว่างตายและเกิดขึ้น เป็นอันตรภพ เว้นแต่ผู้ที่
ไปเกิดใหม่ในทันทีทันใดในอรูปโลก ซึ่งเป็นอนันตภาพ มีวิญญาณรับรู้อย่างไม่สิ้นสุดหรือ
เข้าสู่สุญภาพ อันเป็นจุดสุดยอดของวัฏฏสงสาร จำเพาะกรณีดังกล่าวนี้เท่านั้น ที่ชีวิตใหม่
เริ่มขึ้นในทันทีที่ตายจากร่างเก่า
สำหรับผู้ที่จะไปเกิดในรูปภพ ซึ่งยังมีตัณหาเป็นเจ้าเรือนย่อมต้องเข้าสู่อันตรภพ ในช่วง
ดังกล่าว สัตว์ที่จะไปเกิดย่อมมีรูปดังหนึ่งตัวตนของบุคคลที่ตนจะไปถือชีวิต สภาพก่อน
เกิดนี้ สัตว์มีอินทรีย์ทั้ง ๕ คือ ตา หู จมูก ลิ้น และกาย คล้ายเมื่อเกิดแล้ว เป็นแต่มีตาทิพย์
ร่างลอดผ่านสิ่งกีดกั้นได้ และไปใหน ๆ ได้โดยฉับพลัน ตามใจปราถนา ทั้งยังสามารถ
แลเห็นสัตว์อื่น ๆ ในสภาพเดียวกันได้อีกด้วย ( ด้วยอำนาจตาทิพย์ดังกล่าว ) โดยที่สัตว์นั้น ๆ
กำลังจะไปเกิด เป็นสัตว์นรก เปรต เดรัจฉาน มนุษย์ อสุรกายหรือเทวดา ก็สุดแท้
เมื่ออำนาจกรรมส่งผลให้ไปเกิดแล้ว แต่ยังอุบัติไม่ได้ภายในเวลา ๗ วัน สัตว์ที่ละร่างไปแล้ว
จะเผชิญสภาพคล้าย ๆ การตายอีกครั้ง แล้วก็เข้าสู่อันตรภพอีก การตายแล้วเข้าสู่อันตรภพ
เช่นนี้ มีได้ซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างมาก ๖ ครั้ง กล่าวคือสัตว์จะใช้เวลาอยู่ในอันตรภพไม่เกิน ๔๙ วัน
ทั้งนี้หมายความว่า สัตว์ที่รายงานว่าตายไปตั้งปีแล้วยังหาที่เกิดไม่ได้นั้น ได้พ้นจากอันตรภพ
แล้ว โดยได้ไปเกิดเป็นผีหรือปีศาจ
ตอนจะเกิดเป็นมนุษย์ สัตว์ที่อยู่ในอันตรภพ จะแลเห็นบิดามารดาในอนาคตของตนดังหนึ่ง
นอนอยู่ด้วยกัน ถ้าสัตว์จะเกิดเป็นชาย จะเกิดความใคร่ในมารดาและเกลียดบิดา ถ้าจะเกิดเป็น
หญิง ความรู้สึกจะกลับกัน เมื่อเกิดความใคร่ขึ้น ย่อมกระสันที่จะไปเสพกามด้วย แต่เมื่อไป
ถึงร่างของผู้ที่ต้องการจะเสพ จะเห็นแต่อวัยวะเพศของบุคคลที่ตนปองเท่านั้น ย่อมก่อให้เกิด
โทสจริต เป็นเหตุให้ขาดจากอันตรภพแล้วเลยไปถือกำเนิดเอาชีวิตใหม่ โดยเข้าสู่ครรภ์มารดา
แล้วเริ่มชีวิตของการเป็นมนุษย์ เมื่อน้ำอสุจิบิดาของบิดาเข้ามาผสมกับระดูของมารดา โดยมี
สัตว์ใหม่มาอุบัติ เท่ากับเริ่มต้นดวงวิญญาณหรือการรับรู้แห่งความเป็นคน นับเป็นการเริ่มต้น
ตามธรรมชาติแล้วมีวิวัฒนาการไปตามขั้นตอนของธาตุดินน้ำลมไฟ จนสภาพของความเป็น
มนุษย์
สัตว์ที่อยู่ในอันตรภพย่อมถูกกระแสตัณหาพาไปให้ต้องประสงค์ที่ที่ตนจะไปเกิด แม้สภาพ
ที่นั้นเป็นนรก แต่ตนก็ต้องประสงค์จะไปเกิดให้ได้ ตัวอย่างเช่น คนที่เคยขายเนื้อสัตว์ เมื่อ
ยังมีชีวิต ครั้นกลายสภาพไปเป็นสัตว์ที่อยู่ในอันตรภพอาจแลเห็นแกะอยู่ไกล ๆ คล้ายใน
คงามฝัน ย่อมวิ่งไล่ เพื่อจะไปฆ่า แต่แล้วรูปที่เห็นก็จางลงไป เป็นเหตุให้เกิดโทสจริตจึง
ขาดจากอันตรภพ แล้วเลยไปเริ่มมีชีวิตใหม่ในนรก และดังที่กล่าวมาก่อนแล้วด้วยว่า สัตว์
ที่จะไปเกิดในขุมนรกที่ร้อนแรง จะยึดมั่นพอใจในทางด้านความร้อน ส่วนสัตว์ที่จะไปเกิด
ในขุมนรกที่หนาวจัด ก็จะยึดมั่นพอใจไปในทางที่หนาวเย็น
สัตว์ที่จะไปสู่อบายภูมิ แม้เมื่ออยู่ในอันตรภพ ก็จะหวาดกลัวเป็นอย่างมาก ย่อมอยากจะ
รีบไปเกิดเสียโดยเร็ว เมื่อไม่ได้เกิดสมความปรารถนา ย่อมบังเกิดโทสจริต เป็นเหตุให้
ขาดจากสถานภาพนั้น แล้วไปเกิดใหม่ในอบาย
การเข้าสู่ชีวิตหนึ่งใดย่อมขึ้นอยู่กับตัณหา พยาบาท และอวิชชา เป็นเกณฑ์ ตราบใดที่ยัง
เอาชนะกิเลสไม่ได้ ย่อมถูกผูกตรึงไว้กับสายธารแห่งวัฏฏสงสาร โดยไม่อาจข้ามเข้าสู่เขต
แห่งความหลุดพ้นได้ และการเกอิดใหม่นั้น เป็นไปได้ทั้งในทางสุคติและทุคติ
ในขณะที่ยังต้องตายแล้วเกิด จำต้องมีนามและรูป ซึ่งเป็นผลมาจากอิทธิพลแห่งกระแส
กรรมอันตนได้ประพฤติปฏิบัติมา รวมทั้งอุปาทานการยึดติดของตนนั้นด้วย กรรมและ
อุปาทานไม่ใช่มีขึ้นครั้งเดียว หากสืบต่อกันมาเป็นช่วง ๆ ช้านานโดยไม่ได้ขาดสายไปเลย
จะเอาชนะความทุกข์อันเนื่องมาจากเกิด แก่ เจ็บและตาย จำต้องเอาชนะอกุศลมูลให้หมด
สิ้นไปทั้งทางโลภ โกรธ หลง ซึ่งโยงลงไปที่ตัวอวิชชานั้นเอง กล่าวคือการยึดติด ในทาง
ความคิด ในภพ ในชาติ และในปรากฏการณ์ต่าง ๆ
โอสถ แก้ความทุกขืทางกายได้อย่างหยาบ แต่ไม่อาจแก้ปัญหาประเด็นหลักที่ละเอียดอ่อน
ได้ การแก้รากฐานแห่งความทุกข์ ต้องวางยาภายใน เพื่อหาทางกำจัดตัณหาและพยาบาท
ซึ่งจะช่วยได้มาก หากก็ได้ผลได้เพียงชั่วระยะสั้น แต่ถ้ากำจัดอวิชชาอันเป็นรากแก้วได้แล้ว
ก็เป็นอันหมดการเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป
เพราะเมื่ออวิชชาหมดเสียแล้ว อกุศลกรรมที่เกิดจากอวิชชาย่อมยุติ และเมื่อปราศจาก
อวิชชา ย่อมปราศจากอุปาทานและการยึดติดใด ๆ สิ้น กระแสกรรมเก่าต่าง ๆ ที่มีมาแต่
ไหนแต่ไร ก็สิ้นกระแสที่จะแสดงอำนาจได้อีกต่อไป วัฏฏสงสารอันส่งผลไปสู่การเกิด
ใหม่ ย่อมถึงจุดที่ยุติไว้ได้แต่เพียงนั้น ด้วยประการฉะนี้
จากหนังสือ เตรียมตัวตายอย่างมีสติ :yoyo_0139: