zeazon
11-17-2005, 11:12 PM
<center>http://www.agalico.com/board/attachment.php?attachmentid=1416</center>
<b>ผู้แต่ง : ดร. ไบรอัน แอล. ไวส์
สำนักพิมพ์ ดับเบิ้ลนายน์</b>
<u><b>Content :</b></u>
สารรักจากสวรรค์เป็นตัวแทนสุดยอดประสบการณ์ความรู้และการศึกษามาตลอด 20 ปี ไม่ใช่แค่เรื่องกลับชาติมาเกิดอย่างเดียวเท่านั้นแต่รวมถึงกระแสเคลื่อนไหวแห่งยุคที่เราเรียกกันว่ากระแสนิวเอจด้วย ผมกำลังพยายามเตือนใจคุณให้รับรู้ถึงความรักและความสุข สอนให้คุณนำคุณสมบัติ 2 อย่างเข้ามาสู่ชีวิตคุณในวันนี้ ขณะที่คุณยังมีชีวิตอยุ่ในรูปสังขาร คุณจะได้ฝึกวิธีการเข้าถึงสันติภายในและความสุขซึ่งขาดหายไปจากชีวิตทุกวันนี้ของคุณ คุณจะพบเนื้อหามากมายสอนถึงะรรมชาติของดวงวิญญาณของความอมตะ และคุณค่าการมีชีวิต เกร็ดเกี่ยวกับวิธีเปลี่ยนจิตแปลงชีวิตคุณเอง เปลี่ยนความรักความสัมพันธ์กับผู้คน เปลี่ยนสภาวะอารมณ์ เปลี่ยนวิถีความคิด เปลี่ยนวิถีแห่งสุขภาพร่างกาย และเปลี่ยนทุกอย่างในชีวิตให้ดีขึ้นหรอกครับ หัวใจสำคัญสูงสุดอยู่ที่ความเข้าใจต่างหาก เมื่อไหร่ที่คุณเข้าใจธรรมชาติแท้จริงของตัวคุณ เข้าใจวัตถุประสงค์ที่แท้ของชีวิต ชีวิตคุณจะเปลี่ยนแปลงเองอย่างถาวร และตรงนี้แหละ ที่คุณถึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงโลกทั้งโลกได้
มาบัดนี้ เรารู้แก่ใจแล้วว่าลำพังแค่เทคโนโลยี่เพียงอย่างเดียวไม่สามารถสลายตัวปัญหาได้ เราใช้เทคโนโลยีในทางดีก็ได้ มีแต่ยามที่เราใช้เทคโนดลยี ด้วยความรู้แจ้งด้วยปัญญาด้วยสมดุลเท่านั้น เทคโนโลยีจึงจะช่วยเราได้แท้จริง และเราต้องหาสมดุลนั้นให้เจอ...รักคือเสาค้ำจุนสมดุลนั้นเอง
นี่คือ สารรักจากสวรรค์ ที่ผมเฝ้าถักร้อยสารเละใหม่เป็นผืนเดียว ผมจึงได้รู้ว่าปรัชญาแห่งจิตวิญญาณทั้งหมดทั้งปวงได้เปิดเผยตัวแล้ว และมอบสู่มือผมอย่างอ่อนโยนที่สุด หัวใจของปรัชญายิ่งใหญ่นั่นคือ รักนั่นเอง ผมเชื่อว่าในฐานะมนุษยชาติ เราพร้อมแล้วที่จะโอบกอดความรัก
ผมหวังใจว่า สารรักจากสวรรค์ จะช่วยสอนคุณให้จำความรักได้ ให้บ่มเพาะและขยายประสบการณ์แห่งรักได้และสอนให้คุณสร้างความรักให้เป็นจริง และฉายแสงแห่งรักของคุณสู่ผู้อื่นในที่สุด เนื่องเพราะเมื่อคุณทำได้ คุณจะยิ่งได้รับความสุขใจ สุขกายและสุขอื่นในชีวิตเพื่อมขึ้นมากมายแน่นอน
http://www.bangkokanywhere.com/p_details.php?products_id=5839&osCsid=ab336963d30fa41a1facb7f1a4917fb0
<hr>
หนังสือแนว Spiritual หรือจะเรียกว่าแนวนิวเอจก็ได้ อีกเล่มนึงของดร.ไวส์ ที่น่าสนเหมือนกัน ในเล่มนี้จะเป็นการรวมสารจากดวงวิญญาณมาสเตอร์ที่ถ่ายทอดผ่านคนไข้ของดร.ไวส์ อ่านแล้วก็ได้ข้อคิดดีๆ มากเหมือนกันนะ จะขอคัดลอก ข้อความจากบางบทมาให้อ่านละกัน สุ่มๆ มา
<hr>
<b>หลายครั้งหลายครา ไม่ว่าจะเป็นเขียนจดหมายมาถาม ไปสัมมนา</b>หรือออกรายการวิทยุที่ให้คนโทรฯ เข้ามาพูดคุยก็ตาม คนมักจะถามผมว่า ในงานเขียนของผม เอ่ยถึงพระเจ้าตรงไหนบ้าง คนถามทีไรทำเอาผมแปลกใจเสมอ เพราะสำหรับผมเองแล้ว พระเจ้าท่านอยู่ในงานเขียนผมทุกหน้ากระดาษ ไม่ใช่แค่เขียนเป็นคำชัดๆ ว่าพระเจ้าแค่นั้น แต่พาดพิงถึงในหลากหลายต่างวิธีการออกไปด้วย ทุกครั้งที่ผมเขียนคำว่า รัก ผมกำลังพูดถึงพระเจ้าอยู่ครับ <b>เราทุกรูปนามล้วนมีพระเจ้าอยู่ภายในตัวเราทุกคน</b>
การที่มีจิตแพทย์คนหนึ่งมานั่งพูดถึงพระเจ้าและการรักกันอาจดูแปลกๆ สักหน่อยนะครับ แต่ผมก็ต้องขอพูด เพราะว่ารากฐานของหลักการรักษาแบบ spiritual psychotherapy-การบำบัดจิตแบบเยียวยาจิตวิญญาร ต้องอาศัยการรู้ว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์เบื้องบนมีจริง ต้องรู้จักธรรมชาติแห่งดวงวิญญาณ ต้องรู้ว่าวัตถุประสงค์ที่แท้ของการดำรงอยู่ มีตัวตนบนโลกนี้ในรูปกายเนื้อคืออะไรก่อน ผ่านทางนี้แล้วนั่นแหละเราถึงจะเห็นภาพรวมที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม
ไม่มีรัก ไม่มีพระเจ้าเสียแล้ว คือไม่เหลืออะไรเลย
พระเจ้าไม่เรียกร้องต้องการให้คนเคารพกราบไหว้หรอกครับ พวกเราต่างหากที่ดึงดันสร้างภาพคนไปใส่ให้พระเจ้า ถึงแม้เราจะรู้กันดีอยู่แล้วว่าพระเจ้าทรงสูงส่งเหนือเสียยิ่งกว่าสิ่งที่เราสร้างภาพจินตนาการไปเองในใจเสียอีก
พระเจ้าไม่แบ่งเพศ นี่เราสร้างบุคลาธิษฐานขึ้นมาเองอีกแล้ว
พระเจ้าไม่แบ่งศาสนา เราท่านต่างรู้กันดีอยู่ในห้วงหัวใจ
พระเจ้าไม่แบ่งเชื้อชาติผิวพรรณใดๆ
พระเจ้าคือทุกสรรพสิ่ง คือพลังงานแห่งความรักที่ครอบครองคุณสมบัติที่มนุษย์สุดจะหยั่งได้ เป็นเจ้าของพลังอำนาจและปัญญาธรรมที่มนุษย์ปัญญาจะเข้าใจได้ เราท่านทุกรูปนามต่างถูกเรียงร้อยขึ้นมาจากตัวตนของพระเจ้า ด้วยว่าพระเจ้าทรงอยู่ในตัวเราแต่ละคน คือเลือดเนื้อแห่งการเป็นคนของพวกเรา
พระเจ้าอยู่สูงกว่าไอนั้นที่ต่อไปจะกลับกลายเป็นน้ำ และน้ำต่อไปก็สามารถกลับกลายเป็นน้ำแข็ง
พระเจ้าไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตา และมิอาจล่วงรู้ได้ก็จริง แต่พระเจ้าก็โอบอุ้มศักยภาพของทุกสรรพสิ่งทั้งปวงในหล้า
<b>มีเรื่องตลกเรื่องหนึ่งที่คนชอบเอามาเล่าสู่กันฟังเสมอ ๆ</b> เป็นเรื่องของชายคนหนึ่งที่ธัมมะธัมโม ศรัทธาในพระเจ้าอย่างแรงกล้ามาก แล้วก็ต้องมีชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายเพราะแกไปเจอน้ำท่วมเข้า กระแสน้ำเชี่ยวท่วมสูงขึ้นเร็วมาก เลยจำใจลี้ภัยไปอยู่บนหลังคาบ้าน แต่กระนั้นน้ำก็ยังคงท่วมสูงขึ้นเรื่อย ๆ
ในที่สุดเรือตำรวจก็มาช่วยรับตัวแกจากหลังคาจนได้ "มาลงเรือเถอะลุง" ตำรวจร้องตะโกนบอกแก
"ไม่ไปหรอก" แกบอกไป "ฉันอุทิศทั้งชีวิตเป็นคนใจบุญสุนทาน ทำแต่บุณ ไหว้พระไหว้เจ้ามาตลอดชีวิต พระเจ้าจะคุ้มครองฉันแน่พ่อคุณ"
"อย่าโง่เลยน่าลุง" ตำรวจขานตอบ "มาลงเรือเข้าเถอะ น้ำยังท่วมเอา ๆ อย่างงี้น่ะ เดี๋ยวลุงเป็นอันตรายไปนะ!"
ชายผู้นั้นก็ยังยืนกรานไม่ลง เรือก็เลยต้องจากไป
น้ำยังท่วมสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามคำบอกจริงๆ เรือช่วยชีวิตก็อุตสาห์วนกลับมารับอีกถึง 2 รอบ ชายธัมมะธัมโมก็ปฏิเสธไม่ยอมลงไปอีก 2 รอบเหมือนเดิม
"พระเจ้าจะคุ้มลุงเอง" แกยืนกระต่ายขาเดียวด้วยความมั่นใจเต็มร้อย เรือก็เลยทิ้งแกไปช่วยคนอื่นต่อไป
ไม่ช้านานน้ำก็ท่วมมิดบ้านทั้งหลังจนถึงหลังคา ชายแก่ธัมมะธัมโมคนนั้นจมน้ำตาย
แกตายไปขึ้นสวรรค์ไปเผชิญหน้ากับพระเจ้า โกรธแค้นเจ็บใจที่พระเจ้าไม่เห็นมาช่วยชีวิตแกเลย ชายคนนั้นฟ้องเสียงดังลั่น
"ลูกช้างนะไหว้พระทำบุณมาชั่วชีวิต เคารพเชื่อฟังศีลของท่านทุกข้ออย่างดีเชียว บริจาคเงินให้งานบุญงานกุศลทีละตั้งมาก ๆ แต่มีหนนี้หนเดียวน่ะที่ลูกช้างกราบขอให้ท่านช่วย ท่านกลับทิ้งลูกช้างให้ตาย!"
พระเจ้าทรงอธิบาย "ก็เราส่งเรือไปช่วยตั้ง 3 ครั้งแล้วนี่ ทำไมไม่ขึ้นมาสักลำล่ะลูก?"
<b>กี่ร้อยกี่พันปีที่ผ่านมา ผ่านกาลเวลาตั้งกี่ศตวรรษจนถึงกี่สหัสวรษแล้วหนอ</b> ที่พระเจ้ากับศาสนาโดนเข้าใจผิด บิดเบือนความจริง และโดนมนุษย์ชาติใช้เป็นเครื่องมือสนองตัณหาตัวเอง นามของพระเจ้าซึ่งจะต้องเป็นสัญลักษณ์แทนความสันติสุข ความรักและความเมตตา กลับถูกเอาไปใช้ปลุกระดมในการก่อสงคราม การเข่นฆ่าทำลายล้างนับครั้งไม่ถ้วน แม้กระทั่งทุกวันนี้ ยุคศตวรรษที่ 21 กันแล้ว คำว่า "สงครามศักดิ์สิทธิ์" แพร่ระบาดไปทั่วโลกของเราราวกับโรคร้ายไม่ต่างอะไรไปจากโรคระบาดในยุคกลางเลยแม้แต่นิดเดียว สงครามมันจะศักดิ์สิทธิ์ไปได้อย่างไรกันครับ? มันเป็นการเอาคำว่าศักดิ์สิทธิ์มาใช้ในเรื่องตรงข้าม ขัดกันกับคำว่าศักดิ์สิทธิ์อย่างน่าขยะแขยงชิงชังที่สุด ถือเป็นการหาเหตุผลตื้นๆ มาแอบอ้างใช้กับการทำบาปหนาชนิดอนันตริยกรรมโดยแท้
พระเจ้าคือสันติสุข พระเจ้าคือรัก พวกเราทุกรูปนามถูกสร้างมาให้เป็นตัวแทนของสิ่งศักดิ์สิทธิ์เบื้องบน เหตุนี้เองพระเจ้าท่านจึงอยู่ข้างในหัวใจเราอยู่แล้ว และเราก็คือสิ่งมีชีวิตแห่งความสงบสันติ คือตัวแทนแห่งความรักแล้วความศักดิ์สิทธิ์สูงส่งของพระองค์ท่าน ดังนั้นศาสนาจึงมีเพียงหนึ่งศาสนาด้วยว่าพระเจ้าทรงมีหนึ่งเดียว นั่นคือพระเจ้าที่อยู่ประจำใจเราทุกรูปทุกนาม มนุษย์จึงต้องรู้จักรักกันและกันให้มากๆ เนื่องเพราะรักคือหนทางที่พาเรากลับสู่บ้านแสนรัก หาไม่แล้วเราก็จะเหมือนกับเด็กนักเรียนแสนดื้อด้าน คือเหมือนโดนสาปให้ตกซ้ำชั้นครั้งแล้วครั้งเล่าจนกว่าเราจะเรียนรู้บทเรียนแห่งรักได้เสียที
ขอเพียงแต่ให้เราปลดปล่อยความกลัวทิ้งไปเถิด การที่เราลืมตามองศาสนาอื่นให้เสมอภาคเท่าเทียมศาสนาเรา มองเขาให้เหมือนดั่งดวงวิญญาณที่เป็นเพื่อนร่วมทางไปสู่สวรรค์ได้นั้น จะทำให้เราเป็นคนที่หัวใจมีแต่รักอย่างแท้จริงถึงจุดที่ไม่ตั้งข้อแม้เงื่อนไขใด ๆ อีกต่อไป พวกเราทั้งหลายทั้งปวงล้วนเป็นคนเหมือนกัน เรากำลังพายเรือลำเดียวกันทั้งสิ้น ด้วยการเวียนว่ายตายเกิดมากมายหลายชาติภพ พวกเราอย่างไรก็ต้องเกิดมาหมดแล้วทุกศาสนาทุกชาติเชื้อเผ่าพันธุ์ ดวงวิญญาณไม่แบ่งเชื้อชาติ ไม่แยกศาสนา ดวงวิญญาณรู้จักแต่รักและเมตตาเป็นที่ตั้งเท่านั้นครับ
เมื่อไรก็ตามที่เรารู้แล้วว่าเราท่านทุกคนล้วนเป็นคนเหมือนกันหมดได้รู้ว่าความแตกต่างไม่เหมือนกันที่เกิดกับเรานั้นมันมีแต่เรื่องฉาบฉวย ไร้ความสำคัญทั้งนั้น และต่อให้แตกต่างกันแค่ไหน ก็ไม่ใช่ เรื่องใหญ่โต อะไรเลย เมื่อนั้นแหละครับที่เราจะยื่นมือออกไปแล้วหัดช่วยเหลือคนอื่นตลอดเส้นทางชีวิตได้สำเร็จ ไม่ว่าพวกเขาจะเหมือนเราหรือต่างจากเราหรือไม่ก็ตามที
คุณลองเจาะลึกพิธีบูชาและประเพณีของแต่ละศาสนาดูสิครับ คุณจะเห็นเลยว่ามีหลายอย่างคล้ายกันมากจนน่าแปลกใจ ไม่ว่าจะเป็นแนวคิด ความเข้าใจหรือการให้คำแนะนำ แม้แต่คำบางคำยังเหมือนกันอย่างไม่น่าเชื่อเลย เรามัวแต่เข่นฆ่ากันในนามของศาสนาทั้งที่ลึกๆ แล้วกลุ่มคนผู้จงรักต่อศาสนาต่างก็มีความเชื่อในเรื่องเดียวกันทั้งสิ้น
ศาสนาอันยิ่งใหญ่ทุกศาสนาต่างก็เน้นความสำคัญให้เราเลือกดำเนินชีวิตสู่หนทางธรรม (spiritual life) ให้ทำความเข้าใจในความศักดิ์สิทธิ์งดงามที่สถิตอยู่ในและอยู่เหนือทุกชีวิตทุกสรรพสิ่ง ให้เลือกชีวิตที่หมั่นทำแต่ความดีและช่วยเหลือผู้อื่น ชีวิตที่มีแต่ความรักและความเมตตา หมั่นเพียรสร้างบุญสร้างกุศล เต็มเปี่ยมด้วยความหวังและความศรัทธา ทุกศาสนาบอกเล่าเรื่องชีวิตหลังความตาย และเรื่องดวงวิญญาณของเราเป็นอมตะไม่มีวันสูญสลาย สอนเราให้รู้จักความกรุณาปรานี การรู้จักให้อภัยและความสงบสุขทางใจทั้งนั้น
ทุกครั้งที่ผมพูดเรื่องศาสนา ผมจะหมายถึงภูมิปัญญาและธรรมเนียมทางธรรมที่ช่างวิเศษงดงามนัก ไม่ใช่หมายถึงประกาศิต ไม่ใช่กฎกติกาที่มนุษย์สร้างขึ้นแล้วประกาศให้เป็นศาสนาเพื่อหวังผลทางการเมือง จนไปรับใช้การแบ่งแยกคนมากกว่าจะรวมน้ำใจให้เป็นหนึ่งเดียว เราต้องหัดใส่ใจแยกแยะให้ออกแล้วละครับว่าอันไหนคือสัจจะแห่งธรรมะจริงๆ แล้วอันไหนเป็นกฎที่ถูกชักจูงด้วยการเมือง กฎประดานั้นแหละคือกำแพงที่แบ่งแยกเราออกจากกันและกักกันพวกเราไว้ให้กลัวบาปกลัวกรรมสถานเดียว
ตอนนี้พวกเราเริ่มยอมรับแล้วครับว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์สถิตอยู่ทั่วทุกแห่ง ยอมรับแล้วว่าดวงวิญญาณนั้นเป็นอมตะไม่มีวันตาย และเราจะยังคงดำรงอยู่แม้ร่างกายจะสูญสลายไปแล้ว โดยเป็นการยอมรับเพราะมีข้อมูล ไม่ใช่ยอมรับเพราะเอาแต่ศรัทธากันอย่างเดียวอีกต่อไป
ดังนั้นทำไมเล่าพวกเราถึงชอบทำเป็นไม่รับรู้ว่าเนื้อแท้ของศาสนาประจำตัวเราเองคืออะไร ประเพณีปฏิบัติที่ร่ำรวยจิตวิญญาณแห่งธรรมนั้นดีแค่ไหน นี่ขนาดยังไม่ต้องเอ่ยถึงศาสนาอื่นของเพื่อนเราหรือเพื่อนบ้านของเราเลยนะครับ ทำไมเล่าเราถึงได้เอาแต่จับต้องมองแต่ความผิดเพื้ยนแตกต่างอยู่ข้างเดียวทั้งที่ความคล้ายกันก็มีเยอะถึงปานนั้น ทำไมเราเพิกเฉยต่อคำสอน ศีล วินัย และข้อคิดที่เปี่ยมล้นด้วยรักเมตตา ที่บรรดาท่านบรมครูผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายท่านอุตสาห์สั่งสอนเราไว้อย่างดีเยี่ยมขนาดนี้?
ผมคิดว่าเป็นเพราะเราลืมสิ่งที่เรารู้กันไปหมดอีกแล้วครับ ก็เรามัวแต่ติดอยู่กับสภาพชีวิตที่มันซ้ำซากอยู่ทุกวี่วัน เราก็เลยจมอยู่กับความกลุ้ม ความกังวลไปหมด มัวแต่คอยห่วงว่าสถานภาพเราจะเป็นอย่างไร ของนอกกายเราจะไปไหน ห่วงแต่ว่าคนอื่นเขาจะคิดกับเราว่าอย่างไร จนเราหลงลืมตัวตนแห่งจิตวิญญาณของตัวเองจนหมด เรากลัวตายก็เพราะเราลืมธรรมชาติที่แท้แห่งเราจะเอง เราคิดกลุ้มใจห่วงตำแหน่ง ห่วงหน้าตา ห่วงว่าเราจะโดนคนอื่นเขาเอาเปรียบเรื่องที่เขา "ได้" แต่เรา "เสีย" เรามัวแต่กลัวแทบตายว่าเราจะดูโง่ในสายตาคนอื่นเสียจนเราสูญเสียความกล้าที่จะเป็นคนที่เปี่ยมล้นด้วยจิตวิญญาณไปหมดสิ้น
แต่บัดนี้ วิทยาศาสตร์กับจิตวิญญาณที่เคยถูกขนามนามว่าเป็นสองสิ่งที่อยู่คนละขั้วกันสิ้นเชิงกำลังมาหลอมรวมกันแล้ว หมอและจิตแพทย์กำลังจะกลายเป็นผู้ทรงศีลแห่งโลกยุคใหม่ เรากำลังยืนยันว่าเรื่องที่ผู้ทรงศีลสมัยก่อนหยั่งรู้ได้จากญาณนั้นเป็นจริง เราทุกรูปนามคือความศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งที่จริงเราก็รู้กันดีมาหลายพันปีแล้วแต่กลับลืม และการที่จะได้กลับบ้าน เราต้องจำทางให้ได้เสียก่อน
แต่ถ้าหากว่าพระเจ้ามีหนึ่ง ศาสนาก็ต้องมีเพียงหนึ่งเดียว แล้วอย่างนั้นทำไมเรายังต้องนับถือศาสนาที่เราเกิดมา หรือเลือกเอาลัทธิความศรัทธาอย่างหนึ่งอยู่เหนือความศรัทธาอื่นด้วยเล่า?
ก็เพราะว่าในท้ายที่สุดแล้ว การจะเข้าโบสถ์ไหน ไปทำบุณวัดไหนไม่สำคัญหรอกครับ ในกรณีที่เราเลือกจะเข้าโบสถ์เข้าวัดจริงๆ แล้วละก็เหมือนกับซี่ล้อจักรยานนั่นแหละครับ ทุกวิถีที่ศาสนาอันยิ่งใหญ่ท่านได้สั่งสอนไว้ล้วนนำเราไปสู่จุดศูนย์รวมเดียวกันทั้งสิ้น คือไปสู่ความรู้แจ้งและความเลื่อมใสศรัทธาในรสพระธรรม วิถีหนึ่งไม่ได้ดีเลวไปกว่ากันเลย ทุกเส้นทางต่างดีเท่าเทียมกันทั้งนั้น
แต่ถึงจะดีเท่ากันอย่างไรก็ตาม การได้เอิบอาบในภูมิปัญญาและสัจธรรมของศาสนามาตั้งแต่เยาว์วัยไม่ใช่แค่จะช่วยให้เราเริ่มต้นได้สวยเท่านั้น แต่เท่ากับเราได้สะสมความรู้และประสบการณ์ไว้มากมายจนทำให้เกิดความสนิทสบายใจด้วย ความรู้สึกสนิทใจนำมาซึ่งใจอันเป็นสุขสงบ จิตของเราจะผ่อนคลายจนเราสามารถเข้าสู่ภาวะจิตเป็นสมาธิได้ลึกขึ้นโดยแทบไม่ต้องพยายามเลย ความรู้สึกสนิทคุ้นเคยและสบายใจจะช่วยลดสิ่งรบกวนสมาธิแล้วปล่อยให้จิตเราสำรวมนิ่งจนถึงขั้นที่เรานั่งสมาธิ สวดมนต์ภาวนาและใช้สติพิจารณาปัญหาทั้งปวงในขั้นที่ลึกลงกว่าเดิม ในสภาวะจิตลึกขนาดนี้เองครับที่เราจะเข้าถึงระดับจิตที่อยู่ในภาวะหลุดพ้น
ในทุกศาสนาที่ยิ่งใหญ่ ต่างมีสัจธรรม มีความงาม และมีภูมิปัญญาอันใหญ่ยิ่งแฝงอยู่ทั้งนั้น เราน่าจะลองศึกษาดูให้หมดเลยเหมือนเป็นนักเรียนใฝ่หาวิชา ด้วยว่าความเห็นแจ้งแทงตลอดภายในที่การยกระดับมุมมองจากจิตวิญญาณสามารถมอบให้เราได้ จะช่วยเร่งพัฒนาให้จิตวิญญาณของเราก้าวหน้าขึ้นจริงๆ ไม่จำเป็นต้องไปทิ้งประเพณีความเชื่อของตัวเองเลยครับ ดอกไม้ป่าหรือกระทั่งดอกทานตะวันก็ได้ แต่ทุกดอกก็ล้วนแล้วแต่งดงามตามแบบฉบับของตัวเอง โดยที่พระเจ้าก็ทรงฉายแสงสว่างต้องดอกไม้ทุกดอกที่กล่าวนามจากดวงจะวันดวงเดียวกัน และให้ฝนจากฟ้าเดียวกันโปรยปรายลงหล่อเลี้ยงเสมอทั่วกัน ดอกไม้ต่างสีต่างพันธุ์แต่ช่างสุดพิเศษด้วยกันทุกดอกใบ
เพื่อถ่ายทอดคำสอนในพระธรรมวินัยทั้งหลายทั้งปวง ขอผมกล่าวสักนิดเถอะครับ
สายฝนโปรยต้องวัชพืชเหมือนที่โปรยปรายต้องดอกไม้งาม และแสงตะวันก็สาดส่องต้องคุกเช่นเดียวกับที่ส่องต้องโบสถ์น่าเกรงขาม
แสงสว่างแห่งพระเจ้าไม่เลือกที่รักมักที่ชังฉันใด แสงสว่างของพวกเราก็ควรเป็นฉันนั้น
หนทางนี้เท่านั้น วิธีนี้เท่านั้น โบสถ์นี้วัดนี้เท่านั้น ลัทธินี้เท่านั้น-<b>ไม่มีหรอก</b>
มีแต่แสงสว่างจึงเป็นหนึ่งเดียวได้
ยามใดที่รั้วกั้นจิตสลายลง ยามนั้นแล้วที่มวลดอกไม้จะเบ่งบานสะพรั่งพร้อมหน้ากันในสวนศรีอันตระการตาหาใดเปรียบมิได้ สวนที่เรียกว่าอีเดนแห่งเมืองมนุษย์
<b>ผู้แต่ง : ดร. ไบรอัน แอล. ไวส์
สำนักพิมพ์ ดับเบิ้ลนายน์</b>
<u><b>Content :</b></u>
สารรักจากสวรรค์เป็นตัวแทนสุดยอดประสบการณ์ความรู้และการศึกษามาตลอด 20 ปี ไม่ใช่แค่เรื่องกลับชาติมาเกิดอย่างเดียวเท่านั้นแต่รวมถึงกระแสเคลื่อนไหวแห่งยุคที่เราเรียกกันว่ากระแสนิวเอจด้วย ผมกำลังพยายามเตือนใจคุณให้รับรู้ถึงความรักและความสุข สอนให้คุณนำคุณสมบัติ 2 อย่างเข้ามาสู่ชีวิตคุณในวันนี้ ขณะที่คุณยังมีชีวิตอยุ่ในรูปสังขาร คุณจะได้ฝึกวิธีการเข้าถึงสันติภายในและความสุขซึ่งขาดหายไปจากชีวิตทุกวันนี้ของคุณ คุณจะพบเนื้อหามากมายสอนถึงะรรมชาติของดวงวิญญาณของความอมตะ และคุณค่าการมีชีวิต เกร็ดเกี่ยวกับวิธีเปลี่ยนจิตแปลงชีวิตคุณเอง เปลี่ยนความรักความสัมพันธ์กับผู้คน เปลี่ยนสภาวะอารมณ์ เปลี่ยนวิถีความคิด เปลี่ยนวิถีแห่งสุขภาพร่างกาย และเปลี่ยนทุกอย่างในชีวิตให้ดีขึ้นหรอกครับ หัวใจสำคัญสูงสุดอยู่ที่ความเข้าใจต่างหาก เมื่อไหร่ที่คุณเข้าใจธรรมชาติแท้จริงของตัวคุณ เข้าใจวัตถุประสงค์ที่แท้ของชีวิต ชีวิตคุณจะเปลี่ยนแปลงเองอย่างถาวร และตรงนี้แหละ ที่คุณถึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงโลกทั้งโลกได้
มาบัดนี้ เรารู้แก่ใจแล้วว่าลำพังแค่เทคโนโลยี่เพียงอย่างเดียวไม่สามารถสลายตัวปัญหาได้ เราใช้เทคโนโลยีในทางดีก็ได้ มีแต่ยามที่เราใช้เทคโนดลยี ด้วยความรู้แจ้งด้วยปัญญาด้วยสมดุลเท่านั้น เทคโนโลยีจึงจะช่วยเราได้แท้จริง และเราต้องหาสมดุลนั้นให้เจอ...รักคือเสาค้ำจุนสมดุลนั้นเอง
นี่คือ สารรักจากสวรรค์ ที่ผมเฝ้าถักร้อยสารเละใหม่เป็นผืนเดียว ผมจึงได้รู้ว่าปรัชญาแห่งจิตวิญญาณทั้งหมดทั้งปวงได้เปิดเผยตัวแล้ว และมอบสู่มือผมอย่างอ่อนโยนที่สุด หัวใจของปรัชญายิ่งใหญ่นั่นคือ รักนั่นเอง ผมเชื่อว่าในฐานะมนุษยชาติ เราพร้อมแล้วที่จะโอบกอดความรัก
ผมหวังใจว่า สารรักจากสวรรค์ จะช่วยสอนคุณให้จำความรักได้ ให้บ่มเพาะและขยายประสบการณ์แห่งรักได้และสอนให้คุณสร้างความรักให้เป็นจริง และฉายแสงแห่งรักของคุณสู่ผู้อื่นในที่สุด เนื่องเพราะเมื่อคุณทำได้ คุณจะยิ่งได้รับความสุขใจ สุขกายและสุขอื่นในชีวิตเพื่อมขึ้นมากมายแน่นอน
http://www.bangkokanywhere.com/p_details.php?products_id=5839&osCsid=ab336963d30fa41a1facb7f1a4917fb0
<hr>
หนังสือแนว Spiritual หรือจะเรียกว่าแนวนิวเอจก็ได้ อีกเล่มนึงของดร.ไวส์ ที่น่าสนเหมือนกัน ในเล่มนี้จะเป็นการรวมสารจากดวงวิญญาณมาสเตอร์ที่ถ่ายทอดผ่านคนไข้ของดร.ไวส์ อ่านแล้วก็ได้ข้อคิดดีๆ มากเหมือนกันนะ จะขอคัดลอก ข้อความจากบางบทมาให้อ่านละกัน สุ่มๆ มา
<hr>
<b>หลายครั้งหลายครา ไม่ว่าจะเป็นเขียนจดหมายมาถาม ไปสัมมนา</b>หรือออกรายการวิทยุที่ให้คนโทรฯ เข้ามาพูดคุยก็ตาม คนมักจะถามผมว่า ในงานเขียนของผม เอ่ยถึงพระเจ้าตรงไหนบ้าง คนถามทีไรทำเอาผมแปลกใจเสมอ เพราะสำหรับผมเองแล้ว พระเจ้าท่านอยู่ในงานเขียนผมทุกหน้ากระดาษ ไม่ใช่แค่เขียนเป็นคำชัดๆ ว่าพระเจ้าแค่นั้น แต่พาดพิงถึงในหลากหลายต่างวิธีการออกไปด้วย ทุกครั้งที่ผมเขียนคำว่า รัก ผมกำลังพูดถึงพระเจ้าอยู่ครับ <b>เราทุกรูปนามล้วนมีพระเจ้าอยู่ภายในตัวเราทุกคน</b>
การที่มีจิตแพทย์คนหนึ่งมานั่งพูดถึงพระเจ้าและการรักกันอาจดูแปลกๆ สักหน่อยนะครับ แต่ผมก็ต้องขอพูด เพราะว่ารากฐานของหลักการรักษาแบบ spiritual psychotherapy-การบำบัดจิตแบบเยียวยาจิตวิญญาร ต้องอาศัยการรู้ว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์เบื้องบนมีจริง ต้องรู้จักธรรมชาติแห่งดวงวิญญาณ ต้องรู้ว่าวัตถุประสงค์ที่แท้ของการดำรงอยู่ มีตัวตนบนโลกนี้ในรูปกายเนื้อคืออะไรก่อน ผ่านทางนี้แล้วนั่นแหละเราถึงจะเห็นภาพรวมที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม
ไม่มีรัก ไม่มีพระเจ้าเสียแล้ว คือไม่เหลืออะไรเลย
พระเจ้าไม่เรียกร้องต้องการให้คนเคารพกราบไหว้หรอกครับ พวกเราต่างหากที่ดึงดันสร้างภาพคนไปใส่ให้พระเจ้า ถึงแม้เราจะรู้กันดีอยู่แล้วว่าพระเจ้าทรงสูงส่งเหนือเสียยิ่งกว่าสิ่งที่เราสร้างภาพจินตนาการไปเองในใจเสียอีก
พระเจ้าไม่แบ่งเพศ นี่เราสร้างบุคลาธิษฐานขึ้นมาเองอีกแล้ว
พระเจ้าไม่แบ่งศาสนา เราท่านต่างรู้กันดีอยู่ในห้วงหัวใจ
พระเจ้าไม่แบ่งเชื้อชาติผิวพรรณใดๆ
พระเจ้าคือทุกสรรพสิ่ง คือพลังงานแห่งความรักที่ครอบครองคุณสมบัติที่มนุษย์สุดจะหยั่งได้ เป็นเจ้าของพลังอำนาจและปัญญาธรรมที่มนุษย์ปัญญาจะเข้าใจได้ เราท่านทุกรูปนามต่างถูกเรียงร้อยขึ้นมาจากตัวตนของพระเจ้า ด้วยว่าพระเจ้าทรงอยู่ในตัวเราแต่ละคน คือเลือดเนื้อแห่งการเป็นคนของพวกเรา
พระเจ้าอยู่สูงกว่าไอนั้นที่ต่อไปจะกลับกลายเป็นน้ำ และน้ำต่อไปก็สามารถกลับกลายเป็นน้ำแข็ง
พระเจ้าไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตา และมิอาจล่วงรู้ได้ก็จริง แต่พระเจ้าก็โอบอุ้มศักยภาพของทุกสรรพสิ่งทั้งปวงในหล้า
<b>มีเรื่องตลกเรื่องหนึ่งที่คนชอบเอามาเล่าสู่กันฟังเสมอ ๆ</b> เป็นเรื่องของชายคนหนึ่งที่ธัมมะธัมโม ศรัทธาในพระเจ้าอย่างแรงกล้ามาก แล้วก็ต้องมีชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายเพราะแกไปเจอน้ำท่วมเข้า กระแสน้ำเชี่ยวท่วมสูงขึ้นเร็วมาก เลยจำใจลี้ภัยไปอยู่บนหลังคาบ้าน แต่กระนั้นน้ำก็ยังคงท่วมสูงขึ้นเรื่อย ๆ
ในที่สุดเรือตำรวจก็มาช่วยรับตัวแกจากหลังคาจนได้ "มาลงเรือเถอะลุง" ตำรวจร้องตะโกนบอกแก
"ไม่ไปหรอก" แกบอกไป "ฉันอุทิศทั้งชีวิตเป็นคนใจบุญสุนทาน ทำแต่บุณ ไหว้พระไหว้เจ้ามาตลอดชีวิต พระเจ้าจะคุ้มครองฉันแน่พ่อคุณ"
"อย่าโง่เลยน่าลุง" ตำรวจขานตอบ "มาลงเรือเข้าเถอะ น้ำยังท่วมเอา ๆ อย่างงี้น่ะ เดี๋ยวลุงเป็นอันตรายไปนะ!"
ชายผู้นั้นก็ยังยืนกรานไม่ลง เรือก็เลยต้องจากไป
น้ำยังท่วมสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามคำบอกจริงๆ เรือช่วยชีวิตก็อุตสาห์วนกลับมารับอีกถึง 2 รอบ ชายธัมมะธัมโมก็ปฏิเสธไม่ยอมลงไปอีก 2 รอบเหมือนเดิม
"พระเจ้าจะคุ้มลุงเอง" แกยืนกระต่ายขาเดียวด้วยความมั่นใจเต็มร้อย เรือก็เลยทิ้งแกไปช่วยคนอื่นต่อไป
ไม่ช้านานน้ำก็ท่วมมิดบ้านทั้งหลังจนถึงหลังคา ชายแก่ธัมมะธัมโมคนนั้นจมน้ำตาย
แกตายไปขึ้นสวรรค์ไปเผชิญหน้ากับพระเจ้า โกรธแค้นเจ็บใจที่พระเจ้าไม่เห็นมาช่วยชีวิตแกเลย ชายคนนั้นฟ้องเสียงดังลั่น
"ลูกช้างนะไหว้พระทำบุณมาชั่วชีวิต เคารพเชื่อฟังศีลของท่านทุกข้ออย่างดีเชียว บริจาคเงินให้งานบุญงานกุศลทีละตั้งมาก ๆ แต่มีหนนี้หนเดียวน่ะที่ลูกช้างกราบขอให้ท่านช่วย ท่านกลับทิ้งลูกช้างให้ตาย!"
พระเจ้าทรงอธิบาย "ก็เราส่งเรือไปช่วยตั้ง 3 ครั้งแล้วนี่ ทำไมไม่ขึ้นมาสักลำล่ะลูก?"
<b>กี่ร้อยกี่พันปีที่ผ่านมา ผ่านกาลเวลาตั้งกี่ศตวรรษจนถึงกี่สหัสวรษแล้วหนอ</b> ที่พระเจ้ากับศาสนาโดนเข้าใจผิด บิดเบือนความจริง และโดนมนุษย์ชาติใช้เป็นเครื่องมือสนองตัณหาตัวเอง นามของพระเจ้าซึ่งจะต้องเป็นสัญลักษณ์แทนความสันติสุข ความรักและความเมตตา กลับถูกเอาไปใช้ปลุกระดมในการก่อสงคราม การเข่นฆ่าทำลายล้างนับครั้งไม่ถ้วน แม้กระทั่งทุกวันนี้ ยุคศตวรรษที่ 21 กันแล้ว คำว่า "สงครามศักดิ์สิทธิ์" แพร่ระบาดไปทั่วโลกของเราราวกับโรคร้ายไม่ต่างอะไรไปจากโรคระบาดในยุคกลางเลยแม้แต่นิดเดียว สงครามมันจะศักดิ์สิทธิ์ไปได้อย่างไรกันครับ? มันเป็นการเอาคำว่าศักดิ์สิทธิ์มาใช้ในเรื่องตรงข้าม ขัดกันกับคำว่าศักดิ์สิทธิ์อย่างน่าขยะแขยงชิงชังที่สุด ถือเป็นการหาเหตุผลตื้นๆ มาแอบอ้างใช้กับการทำบาปหนาชนิดอนันตริยกรรมโดยแท้
พระเจ้าคือสันติสุข พระเจ้าคือรัก พวกเราทุกรูปนามถูกสร้างมาให้เป็นตัวแทนของสิ่งศักดิ์สิทธิ์เบื้องบน เหตุนี้เองพระเจ้าท่านจึงอยู่ข้างในหัวใจเราอยู่แล้ว และเราก็คือสิ่งมีชีวิตแห่งความสงบสันติ คือตัวแทนแห่งความรักแล้วความศักดิ์สิทธิ์สูงส่งของพระองค์ท่าน ดังนั้นศาสนาจึงมีเพียงหนึ่งศาสนาด้วยว่าพระเจ้าทรงมีหนึ่งเดียว นั่นคือพระเจ้าที่อยู่ประจำใจเราทุกรูปทุกนาม มนุษย์จึงต้องรู้จักรักกันและกันให้มากๆ เนื่องเพราะรักคือหนทางที่พาเรากลับสู่บ้านแสนรัก หาไม่แล้วเราก็จะเหมือนกับเด็กนักเรียนแสนดื้อด้าน คือเหมือนโดนสาปให้ตกซ้ำชั้นครั้งแล้วครั้งเล่าจนกว่าเราจะเรียนรู้บทเรียนแห่งรักได้เสียที
ขอเพียงแต่ให้เราปลดปล่อยความกลัวทิ้งไปเถิด การที่เราลืมตามองศาสนาอื่นให้เสมอภาคเท่าเทียมศาสนาเรา มองเขาให้เหมือนดั่งดวงวิญญาณที่เป็นเพื่อนร่วมทางไปสู่สวรรค์ได้นั้น จะทำให้เราเป็นคนที่หัวใจมีแต่รักอย่างแท้จริงถึงจุดที่ไม่ตั้งข้อแม้เงื่อนไขใด ๆ อีกต่อไป พวกเราทั้งหลายทั้งปวงล้วนเป็นคนเหมือนกัน เรากำลังพายเรือลำเดียวกันทั้งสิ้น ด้วยการเวียนว่ายตายเกิดมากมายหลายชาติภพ พวกเราอย่างไรก็ต้องเกิดมาหมดแล้วทุกศาสนาทุกชาติเชื้อเผ่าพันธุ์ ดวงวิญญาณไม่แบ่งเชื้อชาติ ไม่แยกศาสนา ดวงวิญญาณรู้จักแต่รักและเมตตาเป็นที่ตั้งเท่านั้นครับ
เมื่อไรก็ตามที่เรารู้แล้วว่าเราท่านทุกคนล้วนเป็นคนเหมือนกันหมดได้รู้ว่าความแตกต่างไม่เหมือนกันที่เกิดกับเรานั้นมันมีแต่เรื่องฉาบฉวย ไร้ความสำคัญทั้งนั้น และต่อให้แตกต่างกันแค่ไหน ก็ไม่ใช่ เรื่องใหญ่โต อะไรเลย เมื่อนั้นแหละครับที่เราจะยื่นมือออกไปแล้วหัดช่วยเหลือคนอื่นตลอดเส้นทางชีวิตได้สำเร็จ ไม่ว่าพวกเขาจะเหมือนเราหรือต่างจากเราหรือไม่ก็ตามที
คุณลองเจาะลึกพิธีบูชาและประเพณีของแต่ละศาสนาดูสิครับ คุณจะเห็นเลยว่ามีหลายอย่างคล้ายกันมากจนน่าแปลกใจ ไม่ว่าจะเป็นแนวคิด ความเข้าใจหรือการให้คำแนะนำ แม้แต่คำบางคำยังเหมือนกันอย่างไม่น่าเชื่อเลย เรามัวแต่เข่นฆ่ากันในนามของศาสนาทั้งที่ลึกๆ แล้วกลุ่มคนผู้จงรักต่อศาสนาต่างก็มีความเชื่อในเรื่องเดียวกันทั้งสิ้น
ศาสนาอันยิ่งใหญ่ทุกศาสนาต่างก็เน้นความสำคัญให้เราเลือกดำเนินชีวิตสู่หนทางธรรม (spiritual life) ให้ทำความเข้าใจในความศักดิ์สิทธิ์งดงามที่สถิตอยู่ในและอยู่เหนือทุกชีวิตทุกสรรพสิ่ง ให้เลือกชีวิตที่หมั่นทำแต่ความดีและช่วยเหลือผู้อื่น ชีวิตที่มีแต่ความรักและความเมตตา หมั่นเพียรสร้างบุญสร้างกุศล เต็มเปี่ยมด้วยความหวังและความศรัทธา ทุกศาสนาบอกเล่าเรื่องชีวิตหลังความตาย และเรื่องดวงวิญญาณของเราเป็นอมตะไม่มีวันสูญสลาย สอนเราให้รู้จักความกรุณาปรานี การรู้จักให้อภัยและความสงบสุขทางใจทั้งนั้น
ทุกครั้งที่ผมพูดเรื่องศาสนา ผมจะหมายถึงภูมิปัญญาและธรรมเนียมทางธรรมที่ช่างวิเศษงดงามนัก ไม่ใช่หมายถึงประกาศิต ไม่ใช่กฎกติกาที่มนุษย์สร้างขึ้นแล้วประกาศให้เป็นศาสนาเพื่อหวังผลทางการเมือง จนไปรับใช้การแบ่งแยกคนมากกว่าจะรวมน้ำใจให้เป็นหนึ่งเดียว เราต้องหัดใส่ใจแยกแยะให้ออกแล้วละครับว่าอันไหนคือสัจจะแห่งธรรมะจริงๆ แล้วอันไหนเป็นกฎที่ถูกชักจูงด้วยการเมือง กฎประดานั้นแหละคือกำแพงที่แบ่งแยกเราออกจากกันและกักกันพวกเราไว้ให้กลัวบาปกลัวกรรมสถานเดียว
ตอนนี้พวกเราเริ่มยอมรับแล้วครับว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์สถิตอยู่ทั่วทุกแห่ง ยอมรับแล้วว่าดวงวิญญาณนั้นเป็นอมตะไม่มีวันตาย และเราจะยังคงดำรงอยู่แม้ร่างกายจะสูญสลายไปแล้ว โดยเป็นการยอมรับเพราะมีข้อมูล ไม่ใช่ยอมรับเพราะเอาแต่ศรัทธากันอย่างเดียวอีกต่อไป
ดังนั้นทำไมเล่าพวกเราถึงชอบทำเป็นไม่รับรู้ว่าเนื้อแท้ของศาสนาประจำตัวเราเองคืออะไร ประเพณีปฏิบัติที่ร่ำรวยจิตวิญญาณแห่งธรรมนั้นดีแค่ไหน นี่ขนาดยังไม่ต้องเอ่ยถึงศาสนาอื่นของเพื่อนเราหรือเพื่อนบ้านของเราเลยนะครับ ทำไมเล่าเราถึงได้เอาแต่จับต้องมองแต่ความผิดเพื้ยนแตกต่างอยู่ข้างเดียวทั้งที่ความคล้ายกันก็มีเยอะถึงปานนั้น ทำไมเราเพิกเฉยต่อคำสอน ศีล วินัย และข้อคิดที่เปี่ยมล้นด้วยรักเมตตา ที่บรรดาท่านบรมครูผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายท่านอุตสาห์สั่งสอนเราไว้อย่างดีเยี่ยมขนาดนี้?
ผมคิดว่าเป็นเพราะเราลืมสิ่งที่เรารู้กันไปหมดอีกแล้วครับ ก็เรามัวแต่ติดอยู่กับสภาพชีวิตที่มันซ้ำซากอยู่ทุกวี่วัน เราก็เลยจมอยู่กับความกลุ้ม ความกังวลไปหมด มัวแต่คอยห่วงว่าสถานภาพเราจะเป็นอย่างไร ของนอกกายเราจะไปไหน ห่วงแต่ว่าคนอื่นเขาจะคิดกับเราว่าอย่างไร จนเราหลงลืมตัวตนแห่งจิตวิญญาณของตัวเองจนหมด เรากลัวตายก็เพราะเราลืมธรรมชาติที่แท้แห่งเราจะเอง เราคิดกลุ้มใจห่วงตำแหน่ง ห่วงหน้าตา ห่วงว่าเราจะโดนคนอื่นเขาเอาเปรียบเรื่องที่เขา "ได้" แต่เรา "เสีย" เรามัวแต่กลัวแทบตายว่าเราจะดูโง่ในสายตาคนอื่นเสียจนเราสูญเสียความกล้าที่จะเป็นคนที่เปี่ยมล้นด้วยจิตวิญญาณไปหมดสิ้น
แต่บัดนี้ วิทยาศาสตร์กับจิตวิญญาณที่เคยถูกขนามนามว่าเป็นสองสิ่งที่อยู่คนละขั้วกันสิ้นเชิงกำลังมาหลอมรวมกันแล้ว หมอและจิตแพทย์กำลังจะกลายเป็นผู้ทรงศีลแห่งโลกยุคใหม่ เรากำลังยืนยันว่าเรื่องที่ผู้ทรงศีลสมัยก่อนหยั่งรู้ได้จากญาณนั้นเป็นจริง เราทุกรูปนามคือความศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งที่จริงเราก็รู้กันดีมาหลายพันปีแล้วแต่กลับลืม และการที่จะได้กลับบ้าน เราต้องจำทางให้ได้เสียก่อน
แต่ถ้าหากว่าพระเจ้ามีหนึ่ง ศาสนาก็ต้องมีเพียงหนึ่งเดียว แล้วอย่างนั้นทำไมเรายังต้องนับถือศาสนาที่เราเกิดมา หรือเลือกเอาลัทธิความศรัทธาอย่างหนึ่งอยู่เหนือความศรัทธาอื่นด้วยเล่า?
ก็เพราะว่าในท้ายที่สุดแล้ว การจะเข้าโบสถ์ไหน ไปทำบุณวัดไหนไม่สำคัญหรอกครับ ในกรณีที่เราเลือกจะเข้าโบสถ์เข้าวัดจริงๆ แล้วละก็เหมือนกับซี่ล้อจักรยานนั่นแหละครับ ทุกวิถีที่ศาสนาอันยิ่งใหญ่ท่านได้สั่งสอนไว้ล้วนนำเราไปสู่จุดศูนย์รวมเดียวกันทั้งสิ้น คือไปสู่ความรู้แจ้งและความเลื่อมใสศรัทธาในรสพระธรรม วิถีหนึ่งไม่ได้ดีเลวไปกว่ากันเลย ทุกเส้นทางต่างดีเท่าเทียมกันทั้งนั้น
แต่ถึงจะดีเท่ากันอย่างไรก็ตาม การได้เอิบอาบในภูมิปัญญาและสัจธรรมของศาสนามาตั้งแต่เยาว์วัยไม่ใช่แค่จะช่วยให้เราเริ่มต้นได้สวยเท่านั้น แต่เท่ากับเราได้สะสมความรู้และประสบการณ์ไว้มากมายจนทำให้เกิดความสนิทสบายใจด้วย ความรู้สึกสนิทใจนำมาซึ่งใจอันเป็นสุขสงบ จิตของเราจะผ่อนคลายจนเราสามารถเข้าสู่ภาวะจิตเป็นสมาธิได้ลึกขึ้นโดยแทบไม่ต้องพยายามเลย ความรู้สึกสนิทคุ้นเคยและสบายใจจะช่วยลดสิ่งรบกวนสมาธิแล้วปล่อยให้จิตเราสำรวมนิ่งจนถึงขั้นที่เรานั่งสมาธิ สวดมนต์ภาวนาและใช้สติพิจารณาปัญหาทั้งปวงในขั้นที่ลึกลงกว่าเดิม ในสภาวะจิตลึกขนาดนี้เองครับที่เราจะเข้าถึงระดับจิตที่อยู่ในภาวะหลุดพ้น
ในทุกศาสนาที่ยิ่งใหญ่ ต่างมีสัจธรรม มีความงาม และมีภูมิปัญญาอันใหญ่ยิ่งแฝงอยู่ทั้งนั้น เราน่าจะลองศึกษาดูให้หมดเลยเหมือนเป็นนักเรียนใฝ่หาวิชา ด้วยว่าความเห็นแจ้งแทงตลอดภายในที่การยกระดับมุมมองจากจิตวิญญาณสามารถมอบให้เราได้ จะช่วยเร่งพัฒนาให้จิตวิญญาณของเราก้าวหน้าขึ้นจริงๆ ไม่จำเป็นต้องไปทิ้งประเพณีความเชื่อของตัวเองเลยครับ ดอกไม้ป่าหรือกระทั่งดอกทานตะวันก็ได้ แต่ทุกดอกก็ล้วนแล้วแต่งดงามตามแบบฉบับของตัวเอง โดยที่พระเจ้าก็ทรงฉายแสงสว่างต้องดอกไม้ทุกดอกที่กล่าวนามจากดวงจะวันดวงเดียวกัน และให้ฝนจากฟ้าเดียวกันโปรยปรายลงหล่อเลี้ยงเสมอทั่วกัน ดอกไม้ต่างสีต่างพันธุ์แต่ช่างสุดพิเศษด้วยกันทุกดอกใบ
เพื่อถ่ายทอดคำสอนในพระธรรมวินัยทั้งหลายทั้งปวง ขอผมกล่าวสักนิดเถอะครับ
สายฝนโปรยต้องวัชพืชเหมือนที่โปรยปรายต้องดอกไม้งาม และแสงตะวันก็สาดส่องต้องคุกเช่นเดียวกับที่ส่องต้องโบสถ์น่าเกรงขาม
แสงสว่างแห่งพระเจ้าไม่เลือกที่รักมักที่ชังฉันใด แสงสว่างของพวกเราก็ควรเป็นฉันนั้น
หนทางนี้เท่านั้น วิธีนี้เท่านั้น โบสถ์นี้วัดนี้เท่านั้น ลัทธินี้เท่านั้น-<b>ไม่มีหรอก</b>
มีแต่แสงสว่างจึงเป็นหนึ่งเดียวได้
ยามใดที่รั้วกั้นจิตสลายลง ยามนั้นแล้วที่มวลดอกไม้จะเบ่งบานสะพรั่งพร้อมหน้ากันในสวนศรีอันตระการตาหาใดเปรียบมิได้ สวนที่เรียกว่าอีเดนแห่งเมืองมนุษย์