มดเอ๊ก
03-14-2008, 02:57 PM
http://watthummuangna.com/board/attachment.php?attachmentid=9355&stc=1&d=1204613973
การปฏิบัติแบบมโนมยิทธิ
มีสิ่งที่ล่อแหลมต่อการก้าวหน้าทางจิตมาก
ถ้าเกิดการหลงนิมิต หลงตัวเอง
จิตเกิดการปรุงแต่งผิดพลาด กลายเป็นการเห็นผิด
ถ้าใครไม่มีสติรู้ทัน จะเข้าใจว่าเป็นเรื่องจริง
ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องระวังอย่างมาก
ไม่มีใครสามารถเตือนได้ ตนต้องเตือนตนเอง
หลวงปู่ดู่ให้ข้อคิดว่า
"ตนต้องเตือนได้ ใครไม่ต้องเตือน
ตนเตือนตนไม่ได้ ใครเล่าจะเตือน"
จะขอยกตัวอย่างเป็นบางเรื่อง
- นั่งสมาธิเห็นพระ ไปวิมานแก้วได้
แต่สุดท้ายก็ออกนอกทาง จิตไม่พัฒนา
- วิมานของผมขึ้นไปดูมา ใหญ่กว่าโลกเสียอีก
(โลกจะอยู่อย่างไร)
- คนที่มาหาหลวงปู่วันนั้น เป็นอาจารย์สอนหนังสือที่โรงเรียน ชอบว่าผม
คอยดูนะ...ขึ้นไปข้างบนเมื่อไร น่าดู
(ถ้าเจอข้างล่าง (นรก) จะทำอย่างไร)
- ตอนนี้ผมมีเมียเป็นนางฟ้า กำลังท้องอยู่
(เมื่อไรจะคลอดเสียที)
- ข้านั่งดูเหล้าของแก ๓ ขวดนั้นน่ะ ขวดกลางสว่างที่สุด
ข้าขอไปไว้ที่บ้านแล้วกัน
(ขวดกลางแพงที่สุด เพราะเป็นเหล้ามียี่ห้อ)
- พวกหนูนั่งดู เห็นหลวงพ่อโดนของ คนนั้นเป็นคนทำ
(ไม่ถูกกันและใส่ร้าย)
- ดวงหลวงพ่อไม่ค่อยดี พวกเราจะทำการสะเดาะเคราะห์ให้
(หลวงพ่อบอก ข้าก็สวดสะเดาะเคราะห์อยู่ทุกวัน)
- พระองค์นั้นชอบลองของอาตมา บางทีก็ส่งมาให้ ของไม่ดี
(บาปมหันต์)
- เราอยู่กันอย่างบริสุทธิ์ มองทุกอย่างให้เป็นธาตุบริสุทธิ์
ตอนนี้มีเมียก็เหมือนเพื่อน
(อยู่ไม่นาน เมียก็ท้อง เพราะเสียความบริสุทธิ์)
- ผมอธิษฐานไปพระนิพพานชาตินี้ คุณรู้หรือไม่ การแต่งงานเป็นทุกข์ที่สุด
(อยู่ไม่นาน ท่านขอลานิพพานแต่งงานภายใน ๓ เดือน)
นิมิตที่แสดงขึ้นนั้น ถ้าไม่รู้จักเทียบเคียงตามความเป็นจริง
ก็จะเกิดการหลงนิมิต ติดนิมิต ละนิมิตไม่ได้
เป็นการพายเรืออยู่ในอ่าง หลงละเมอเพ้อพก สร้างวิมานในอากาศ
ตนเองไม่ก้าวหน้าไม่พอ
บางครั้งยังนำอกุศลกรรมมาเข้าตนเองโดยไม่รู้ตัว
เป็นเรื่องอันตรายมาก
บางสำนักท่านถึงไม่ให้ไปยึดติด
จวบจนจิตแข็งแกร่ง พึ่งตนเองได้แล้ว เพื่อไม่หลงในนิมิตขึ้น
ผู้เขียนนำเรื่องราวไปถามหลวงปู่ดู่ ท่านตอบว่า
"สติเป็นสิ่งสำคัญ
ศีลเป็นเกราะป้องกัน
ถ้าทำแล้ว ปฏิบัติแล้ว นิสัยดีขึ้นใช้ได้"
ท่านหมายถึงว่าจิตมีการพัฒนาดีขึ้นหรือไม่
สุดท้ายท่านบอกว่า
"พอนั่งเห็นตนเอง
ก็เอาตัวนั้นน่ะ มาดูตัวหลอก
(ร่างกาย)
ว่าประกอบด้วยอะไรบ้าง ... จนเห็นชัด"
ภาวนาตอนแรกใช้ไตรรัตน์
(ไตรสรณคมน์)
ตอนหลังเปลี่ยนเป็นไตรลักษณ์
(อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)
จึงจะได้เป็นไตรรัตน์ที่แท้จริง
ที่มา : ร่มเงาพุทธฉัตร
ขอกราบขอบพระคุณอาจารย์ศุภรัตน์ แสงจันทร์ ผู้เขียน
<!-- / message --><!-- attachments -->
การปฏิบัติแบบมโนมยิทธิ
มีสิ่งที่ล่อแหลมต่อการก้าวหน้าทางจิตมาก
ถ้าเกิดการหลงนิมิต หลงตัวเอง
จิตเกิดการปรุงแต่งผิดพลาด กลายเป็นการเห็นผิด
ถ้าใครไม่มีสติรู้ทัน จะเข้าใจว่าเป็นเรื่องจริง
ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องระวังอย่างมาก
ไม่มีใครสามารถเตือนได้ ตนต้องเตือนตนเอง
หลวงปู่ดู่ให้ข้อคิดว่า
"ตนต้องเตือนได้ ใครไม่ต้องเตือน
ตนเตือนตนไม่ได้ ใครเล่าจะเตือน"
จะขอยกตัวอย่างเป็นบางเรื่อง
- นั่งสมาธิเห็นพระ ไปวิมานแก้วได้
แต่สุดท้ายก็ออกนอกทาง จิตไม่พัฒนา
- วิมานของผมขึ้นไปดูมา ใหญ่กว่าโลกเสียอีก
(โลกจะอยู่อย่างไร)
- คนที่มาหาหลวงปู่วันนั้น เป็นอาจารย์สอนหนังสือที่โรงเรียน ชอบว่าผม
คอยดูนะ...ขึ้นไปข้างบนเมื่อไร น่าดู
(ถ้าเจอข้างล่าง (นรก) จะทำอย่างไร)
- ตอนนี้ผมมีเมียเป็นนางฟ้า กำลังท้องอยู่
(เมื่อไรจะคลอดเสียที)
- ข้านั่งดูเหล้าของแก ๓ ขวดนั้นน่ะ ขวดกลางสว่างที่สุด
ข้าขอไปไว้ที่บ้านแล้วกัน
(ขวดกลางแพงที่สุด เพราะเป็นเหล้ามียี่ห้อ)
- พวกหนูนั่งดู เห็นหลวงพ่อโดนของ คนนั้นเป็นคนทำ
(ไม่ถูกกันและใส่ร้าย)
- ดวงหลวงพ่อไม่ค่อยดี พวกเราจะทำการสะเดาะเคราะห์ให้
(หลวงพ่อบอก ข้าก็สวดสะเดาะเคราะห์อยู่ทุกวัน)
- พระองค์นั้นชอบลองของอาตมา บางทีก็ส่งมาให้ ของไม่ดี
(บาปมหันต์)
- เราอยู่กันอย่างบริสุทธิ์ มองทุกอย่างให้เป็นธาตุบริสุทธิ์
ตอนนี้มีเมียก็เหมือนเพื่อน
(อยู่ไม่นาน เมียก็ท้อง เพราะเสียความบริสุทธิ์)
- ผมอธิษฐานไปพระนิพพานชาตินี้ คุณรู้หรือไม่ การแต่งงานเป็นทุกข์ที่สุด
(อยู่ไม่นาน ท่านขอลานิพพานแต่งงานภายใน ๓ เดือน)
นิมิตที่แสดงขึ้นนั้น ถ้าไม่รู้จักเทียบเคียงตามความเป็นจริง
ก็จะเกิดการหลงนิมิต ติดนิมิต ละนิมิตไม่ได้
เป็นการพายเรืออยู่ในอ่าง หลงละเมอเพ้อพก สร้างวิมานในอากาศ
ตนเองไม่ก้าวหน้าไม่พอ
บางครั้งยังนำอกุศลกรรมมาเข้าตนเองโดยไม่รู้ตัว
เป็นเรื่องอันตรายมาก
บางสำนักท่านถึงไม่ให้ไปยึดติด
จวบจนจิตแข็งแกร่ง พึ่งตนเองได้แล้ว เพื่อไม่หลงในนิมิตขึ้น
ผู้เขียนนำเรื่องราวไปถามหลวงปู่ดู่ ท่านตอบว่า
"สติเป็นสิ่งสำคัญ
ศีลเป็นเกราะป้องกัน
ถ้าทำแล้ว ปฏิบัติแล้ว นิสัยดีขึ้นใช้ได้"
ท่านหมายถึงว่าจิตมีการพัฒนาดีขึ้นหรือไม่
สุดท้ายท่านบอกว่า
"พอนั่งเห็นตนเอง
ก็เอาตัวนั้นน่ะ มาดูตัวหลอก
(ร่างกาย)
ว่าประกอบด้วยอะไรบ้าง ... จนเห็นชัด"
ภาวนาตอนแรกใช้ไตรรัตน์
(ไตรสรณคมน์)
ตอนหลังเปลี่ยนเป็นไตรลักษณ์
(อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)
จึงจะได้เป็นไตรรัตน์ที่แท้จริง
ที่มา : ร่มเงาพุทธฉัตร
ขอกราบขอบพระคุณอาจารย์ศุภรัตน์ แสงจันทร์ ผู้เขียน
<!-- / message --><!-- attachments -->