PDA

View Full Version : ~ความสงบแบบน้ำแข็ง ~


ศิษย์ไม่รักดี
03-11-2008, 07:17 PM
http://www.budpage.com/images/ba69b.jpg


อบรมที่วัดโมกข์ ขอนแก่น (วันอาทิตย์ที่ ๒๑ ธค. ๒๕๒๙)


ตั้งใจฟัง การฟังเพื่อให้จดจำได้ ไม่ใช่ว่าฟังแล้วจะทิ้งไว้ที่ตรงนี้ มันไม่ได้ผล ถ้าเราฟังแล้วจดจำ นำเอาไปปฏิบัติ มันจึงจะได้ผล ในขณะนี้ ๕โมง ๔๕ นาที..๕ โมง..๕ โมงแลงนะ..๕ โมงเย็นแล้วนะ ๔๕ นาที วันนี้เป็นวันทิตย์ที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๒๙ พวกเรา เพื่อนภิกษุสามเณร และญาติโยม ได้มีการเปิดอบรมวิปัสสนากรรมฐานที่วัดโมกขวนาราม ที่ขอนแก่น วัดโมกขวนาราม ที่ขอนแก่นนี้ เป็นที่ปฏิบัติธรรมติดต่อกันมาเป็นประจำทุกปี ๆ

วันนี้ก็ทำกันเช่นเคย อาตมาได้มาพบกับพวกท่าน พวกคุณ แล้วก็จะพูดเรื่องธรรมะที่ตัวได้ประพฤติปฏิบัติตามมา แล้วก็เพื่อนภิกษุสามเณรและญาติโยม ก็ต้องประพฤติปฏิบัติตาม ก็ควรรู้ ควรเห็น ควรเข้าใจเช่นเดียวกัน

วันนี้จึงจะเป็นการแสดงธรรมที่ตัวได้ประสบการณ์มา ญาติโยมและเพื่อนภิกษุสามเณรทุกคน เคยให้ทาน การทานเรียกว่าการให้ การให้ทานวัตถุสิ่งของนั้น ทุกคนทำได้ แต่การทาน อย่างที่ความโลภ โกรธ หลงเนี่ยะ ทานไม่ค่อยได้ เป็นการทานได้ยาก ดังนั้น จึงเจริญวิปัสสนาเพื่อให้เห็นแจ้งรู้จริง ตามความเป็นจริง

บัดเนี้ยะ การรักษาศีลก็เช่นเดียวกัน การรักษาศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ นั้น เรารักษาด้วยกาย เป็นสิ่งที่รักษาภายนอก อันนั้นก็ถือว่าดีแล้ว เป็นประเพณีและขนบธรรมเนียมของคนไทย และเป็นประเพณีขนบธรรมเนียมของพระสงฆ์องค์เจ้า เป็นขนบธรรมเนียมของญาติโยมผู้ที่แสวงหาธรรมะ คือทางพ้นทุกข์นั่นเอง

ต่อจากนั้น เราก็มาทำกรรมฐาน บางคนก็ทำพุท-โธ บางคนก็ทำสัมมาอรหัง นับหนึ่ง-สอง-สาม หรือพอง-ยุบ อานาปานสติ อันนั้นคงจะมี...ได้ทำกันมาแล้วไม่มากก็น้อย บางคนอาจจะไม่ได้ทำก็ได้

ดังนั้น กรรมฐานกับวิปัสสนาเนี่ยะ มันเป็นเพื่อนกัน และก็ไปด้วยกันไม่ได้ ทำไมจึงไปด้วยกันไม่ได้ เพราะกรรมฐานนั้นเป็นวิธีนั่งหลับตา ไปกับมืนตา(ลืมตา)ไม่ได้ บ้านหลวงพ่อเรียกว่ามืนตากับหลับตา ถ้าหลับตาแล้วเดินทางไม่ได้ ที่หลวงพ่อเคยทำมา วิธีพุท-โธก็ตาม สัมมาอรหังก็ตาม นับหนึ่ง-สอง-สามก็ตาม พอง-ยุบก็ตาม ดูลมหายใจเข้าสั้น-ออกยาว เข้ายาว-ออกสั้นก็ตาม ดูลมหายใจลมหยาบลมละเอียดก็ตาม อันนั้นเป็นวิธีที่หลับตา

แล้วก็นั่ง ใช้เวลานานๆ เจ็บแข้งเจ็บขา บ้านหลวงพ่อว่าเจ็บแอวนะ เจ็บหลังเจ็บแอว ทางนี้อาจจะว่าเจ็บแข้งเจ็บขา เจ็บหลังเจ็บเอว อาจจะว่าอย่างนั้นก็ได้ ก็ต้องทนทรมานเอา เพื่อเราอยากสงบ แล้วมันก็ดีได้ เพราะอาตมาเคยทำอย่างนั้น มันก็สงบได้ แต่สงบแบบไม่สงบ ฟังให้เป็น

สงบแบบไม่สงบ มีความหมายอย่างไร เราต้องฟังให้เป็น มันสงบในสมัย(เวลา)อยู่คนเดียว เข้าสังคมแล้วสงบไม่ได้ อาตมาทำเป็นอย่างนั้น แล้วก็มันขัดกับคำพูดคำสอนที่พระพุทธเจ้าสอนมา ขัดที่ตรงไหน ฟังกันให้ดี จดจำให้ได้ ตัวของอาตมาเองเคยเรียนกับครูบาอาจารย์ เคยสอนให้มาว่า ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความเบียดเบียนตนเอง และเบียดเบียนคนอื่นนั้น ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย ไม่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ควรศึกษาและไม่ควรปฏิบัติ ท่านสอนว่าอย่างนั้น

แต่ตัวหลวงพ่อเองนั่งเจ็บแข้งเจ็บขา เจ็บหลังเจ็บแอว เจ็บหลังเจ็บเอวนะ ก็ทนเอา อันนี้แสดงว่าเบียดเบียนตนเอง แต่ไม่รู้ อันนี้ก็แสดงว่ามันขัดนโยบาย จึงว่าวิปัสสนากรรมฐาน และสมถะกรรมฐานนั้นไปด้วยกันไม่ได้ พูดให้มันแรงๆ สักนิดเดียวนะวันนี้ แต่ว่าไม่แรง ถ้าคนสนใจจริงๆ แล้ว....ไม่แรง ทำอย่างนั้นมาเป็นเวลานาน แต่เราก็ทน ว่าเราเข้าฌานได้ สงบได้ ทำให้ตัวแข็งได้ แน่ะ....อันนั้นมันก็ดี แต่ว่ามันผิด

และบัดนี้มาพูดกันอีกตื่มคำหนึ่งว่า ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความไม่เบียดเบียนตนเอง และไม่เบียดเบียนคนอื่น นั่นแหละเป็นธรรม นั่นแหละเป็นวินัย นั่นแหละเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ควรศึกษาและควรปฏิบัติตาม บัดนี้เราไม่เข้าใจว่า ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความเบียดเบียนตนเอง หรือไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่เข้าใจ หลวงพ่อเป็นอย่างนั้น

ต่อมาเมื่ออายุ ๔๖ ปี มานี่แหละก็เลยเข้าใจ อ้อ....ที่เราทำมานั้นมันดีแล้ว ดีแบบไม่รู้ ดังนั้น คนเข้าไปในถ้ำ เราจะมีไฟ จุดเทียนแล้วก็ตาม เคยพูดให้ฟังว่า เราจุดเทียน ไฟมันสว่างขึ้นมา แต่ความมืดมันไม่หนี มันอยู่ที่เรานี้เอง เอาไฟมาข้างหน้า มืดมันมาข้างหลัง เอาไฟมาข้างหลัง มืดมันมาข้างหน้า เอาไฟไปข้างซ้าย มืดมันไปข้างขวา เอาไฟไปข้างขวา มืดมันมาข้างซ้าย มันหลบอยู่ที่ตัวเรา เพราะเรายังอยู่ที่มืดนั้นเอง จึงว่าความสว่างในใจจึงไม่มี เมื่อไม่มีความสว่างในใจก็เรียกว่าหนักใจ หนักอกหนักใจ แต่ไม่เคยรู้ว่าหนักอกหนักใจ ไม่เคยรู้เลย มันเป็นอย่างนั้น

จึงว่า พวกเราเป็นผู้แสวงหาคุณธรรม คำสอนของพระพุทธเจ้า ต้องประพฤติปฏิบัติตนของตนให้เป็นที่พึ่งได้ ท่านว่าอย่างนั้น เมื่อพูดถึงตอนนี้ ก็อยากพูดไปให้มันฟังได้และเข้าใจได้ เพราะว่านานๆ เราจึงจะได้มา..มาพบกัน เมื่อมาพบกันแล้วก็ต้องพูดความจริงสู่กันฟัง

เจ้าชายสิทธัตถะกุมาร พระพุทธเจ้าของเราเนี่ยะ บวชเข้าไป แล้วก็ไปศึกษากับอาฬารดาบส อุทกดาบส สองอาจารย์นี้ ตอนเช้านี้ก็ถามโยมที่ไปทำสังฆทาน โยมก็ตอบมาว่า ไม่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าก็มี บางคนก็บอกว่าไม่รู้ อย่างนั้นก็มี เป็นธรรมดา

อาจารย์คนแรกสอนให้ได้สมาบัติเจ็ด เรียกว่า รูปฌานสี่ อรูปฌานสาม เข้าฌานออกฌานคล่องแคล่วว่องไว ได้เหมือนกับอาจารย์ทุกสิ่งทุกอย่างทุกแง่ทุกมุม อันนั้นก็แสดงว่ายังไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า ไม่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ถ้าพูดอย่างนี้ ไม่ตกใจนะ พวกเราฟังกันให้เป็น เพราะว่ายังไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า อันนั้นมันมีมาก่อน เป็นคำสอนของพราหมณ์ เป็นลัทธิของพราหมณ์ ไม่ใช่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่เราก็ยังทำ

ตัวของอาตมาเองก็ทำเช่นนั้น ก็อยากดี อยากมีฤทธิ์มีเดช อยากเหาะเหินเดินล่วงได้ อยากดำดินบินบนได้ อยากหายตัวได้ คิดอย่างนั้น ตัวอาตมาก็เช่นเดียวกัน แต่เพื่อนๆ อาจจะไม่คิดอย่างตัวของผม หรือญาติโยมอาจจะไม่คิดอย่างที่ตัวอาตมาเคยคิดก็ได้

จากนั้นก็ลาจากอาจารย์มาศึกษาเล่าเรียนกับอาจารย์คนที่สอง ชื่อ อุทกดาบส อาจารย์คนนี้สอนให้ได้สมาบัติแปด รูปฌานสี่ อรูปฌานสี่ เรียกว่าสมาบัติแปด เข้าฌาน ออกฌานคล่องแคล่วว่องไว ได้เหมือนกับอาจารย์ทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกแง่ทุกมุม อันนั้นก็ยังไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า แสดงว่าไม่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า อันนั้นเป็นลัทธิของพราหมณ์ เป็นศาสนาพราหมณ์ หรือเป็นของใครก็ไม่รู้ หรือจะพูดว่าเป็นของฤๅษีดาบสสมัยครั้งก่อนนั้นก็ได้ จะว่ายังไงก็ได้............


:yoyo_0139:http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=maekai&date=03-03-2008&group=3&gblog=65

ศิษย์ไม่รักดี
03-11-2008, 07:19 PM
http://img73.imageshack.us/img73/6294/lotus94hg.jpg


จากนั้นมาก็ลาอาจารย์ พวกปัญจวัคคีย์ทั้งห้าก็ติดตามมา ก็มาทำทุกรกิริยา เรียก..เราเรียกว่าอดข้าวอดน้ำ ไม่กินข้าวไม่กินน้ำ อุดหู อุดจมูก อุดทุกแง่ทุกมุมเลย ธรรมดาคนไม่กินข้าว ไม่กินน้ำเนี่ยะ

(บ้านหลวงพ่อเรียกว่า เข้า แต่ทางภาคกลางเรียกว่า ข้าว ว่าซั้น หลวงพ่อพูดไม่เป็น เพราะหลวงพ่อไม่เคยเรียนหนังสือ อ่านหนังสือไทยไม่เป็น เขียนไม่เป็น อ่านไม่ได้ เป็นอย่างนั้น จึงว่าพูดภาษากลางจึงไม่เป็น)

คลำหน้าท้องซอดหลังท้อง ซอดสันหลัง คลำทางสันหลังซอดหน้าท้อง จ่อยผอม ไปไหนมาไหนก็ไม่ได้ ทำขนาดนั้นแหละ อันนั้นก็ยังไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า
ทุกคนรู้...นี่ เรียนมาแล้ว นักธรรมตรี ธรรมโท ธรรมเอก เป็นมหาเปรียญก็มี ถ้าฝ่ายพระเจ้าพระสงฆ์ หรือเรียนปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอกก็มี แล้วมาบวชก็ได้ เป็นข้าราชการลาบวชก็มี ญาติโยมก็เช่นเดียวกัน บางคนบวชมาแล้วสึกไปก็มี สึกแล้วก็มาบวชอย่างที่หลวงพ่อนี่ก็เป็น หลวงพ่อบวชแล้วครั้งนี้เป็นครั้งที่สอง ถ้านับทางเป็นเณรแล้วก็เรียกว่าบวชสามครั้งแล้ว เป็นเณรครั้งหนึ่ง เป็นพระเจ้าหัวหนุ่มครั้งหนึ่ง ครั้งนี้เป็นหลวงตา

อันนั้นก็ยังไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า มากินหมากขามป้อม( มะขามป้อม) บ้านหลวงพ่อเรียกว่า หมากขามป้อม หมากส้มมอ(สมอ) ทางนี้อาจจะว่าผลไม้ ว่าอย่างนั้นก็ได้ เพราะเว่าให้มันเพราะแล้วก็ว่าผลไม้... เมื่อฉันผลไม้แล้ว พวกปัญจวัคคีย์ทั้งห้า เห็นว่า พระองค์เนี่ยะยังไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าดอก เจ้าชายสิทธัตถะกุมารเนี่ยะไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า เพราะเลิกละความเพียร เวียนมามักมากแล้ว ไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า พวกนั้นก็หนีไป พระองค์ก็เดินไปคนเดียว

เมื่อเดินไปคนเดียว ก็กินผลไม้ไป แล้วก็ไปพบเอานางสุชาดา นางสุชาดาเอาข้าวมาบวงสรวงเทวดา แล้วพระองค์ก็เลยไปเห็นข้าวอันนั้น ก็ถามนางสุชาดา นางสุชาดาก็ถวายข้าวนั้นให้ ถวายทั้งหมด

อันที่ทำมาแล้วนั้นน่ะ ไม่ใช่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ทิฏฐิจึงแปลว่าความเห็น เมื่อเห็นผิด ก็เรียกว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ เมื่อเห็นถูก ก็เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ แต่ใครรู้ว่าใครเป็นสัมมาทิฏฐิ ใครรู้ว่าใครเป็นมิจฉาทิฏฐิ พูดให้กันไม่ได้....เรื่องนี้ จึงว่า อาศัยการปฏิบัติทิฏฐิของเราเอง

(เมื่อบวชครั้งนั้นนะ เป็นพระ..เจ้าหัวหนุ่มหกเดือน อุปัชฌาย์ที่สอนให้คือ พระครูวิชิตธรรมาจารย์ เป็นเจ้าคณะอำเภอเชียงคาน ท่านก็สอนบอกว่า... ) ในประเทศอินเดียน่ะ ท่านสอน มีร้อยแปด ศาสนา ร้อยแปดลัทธิ ร้อยแปดอาจารย์ ท่านว่าอย่างนั้น ร้อยแปดศาสนา ร้อยแปดลัทธิ ร้อยแปดอาจารย์ นั้น อาจจะเป็น ร้อยเก้ากับพระพุทธเจ้าก็ได้ จำนวน ๑๐๘ คนนั้น จะเห็นพระพุทธเจ้าถูกต้อง....ไม่ คงจะไม่เป็น คงจะคิดว่าพระพุทธเจ้าของเราเนี่ยะ เป็นมิจฉาทิฎฐิ พระพุทธเจ้าของเราก็คงจะคิดว่า พวกอาจารย์ ๑๐๘ เป็นมิจฉาทิฎฐิ....ปฏิบัติตามกันไปไม่ได้

ดังนั้น เมื่อพูดมาถึงตอนนี้ก็เอาไว้ที่ตอนเราพูดว่า ฉันข้าว เสี่ยงถาด เสี่ยงขัน ไม่ต้องพูดเลย เอาลัดกันเพียงสั้นๆ เพื่อจับใจความให้ได้ เพราะเคยพูดมาหลายครั้งหลายหนแล้วเรื่องเหล่านั้น

บัดนี้พระองค์ได้บำเพ็ญตน เรียกว่า บำเพ็ญทางจิต ได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันต์ ฆ่ากิเลสตาย คายกิเลสหลุด ดับทุกข์ได้จริงอย่างสนิท ว่าอย่างนั้นนะ เรียกว่า ทุกข์นั้นไม่ปรากฎขึ้นมาได้ เพราะว่าจิตพระองค์นั้นหลุดพ้นแล้วจากสภาพ อะไรปรุงแต่งไม่ได้อีกต่อไป เราเคยเชื่อกันอย่างนั้น

บัดนี้เมื่อพระองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว เดินทางมา นึกว่าจะไปโปรดอาจารย์ ว่าจะไปโปรดปัญจวัคคีย์ ว่าอย่างนั้น นึกถึงอาจารย์ก็ว่า ตายแล้ว ดับจิตไปแล้ว เห็นพวกปัญจวัคคีย์นี่แหละว่าคงจะมักธรรมะด้วยกัน เพราะสมัยนั้นอยู่ด้วยกัน ๖ คน แล้วอุปัฎฐากบำรุงเรามา คิดถึงบุญคุณอันนั้นก็เลยตาม

เดินทางมาก็มีนักบวชคนหนึ่ง ว่าอย่างนั้น ท่านว่าให้ฟัง นักบวชคนนั้นก็เป็นผู้แสวงหาธรรมะ แสวงหาคำสอนของพระพุทธเจ้า แสวงหาพระพุทธเจ้า แสวงหาทางพระนิพพานนั่นแหละ ทางดับทุกข์นั่นแหละ เมื่อเห็นพระพุทธเจ้าเดินมา ก็น่าเลื่อมใส น่าเคารพ น่านับถือ ว่าอย่างนั้น

ก็เลยถามพระพุทธ-เจ้าว่า ท่านอยู่ที่ไหน มาจากไส ถามกันเป็นธรรมดาอย่างไทยเฮา มาพบกันต้องถามนี่แหละว่า คุณไปไสมา เขาจิว่าอย่างนั้น ไปทางนั้นทางนี้มา จิไปทางใด๋ มาจังใด๋ ก็จิถามกันอย่างซี่ แล้วถามพระองค์ว่า ท่านเป็นลูกศิษย์ของใคร อยู่สำนักไหน ใครเป็นครูบาอาจารย์ของท่าน

พระพุทธเจ้าก็เลยบอกว่า เราไม่เป็นลูกศิษย์ของใคร ไม่อยู่สำนัก...ไม่ได้อยู่สำนักไหน เราตรัสรู้เองโดยชอบ บัดนี้พราหมณ์คนนั้นก็ว่า…แลบลิ้น ว่าซั่น หันหลังให้เลยไป ไม่ได้ฟังธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้าเลย เลยไม่รู้ธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้า

อันนี้ก็แสดงว่าธรรมะนั้นไม่สามารถที่จะมองเห็นได้ด้วยตาเนื้อ สำหรับคนมีปัญญา จึงจะมองเห็นได้ เขาเรียกว่าตาทิพย์ ตาทิพย์ ตาทิพย์ไม่ใช่ตาอันนี้ ตาปัญญา

ดังนั้น หนังสือกาลามสูตรบอกไว้ว่า อย่าเชื่อถือโดยเขาพูดตามกันมา อย่าเชื่อถือโดยเขาเล่าลือกันมา อย่าเชื่อถือโดยเห็นเขาทำตามกันมา อย่าเชื่อถือโดยเห็นมีอยู่ในตำราคัมภีร์...อะไร...สิบข้อ อยากรู้แน่นอนก็ต้องไปดูเอาหนังสือที่กาลามสูตร ที่ท่านผู้รู้เขียนไว้หลายที่หลายด้านหลายทาง

อันนี้ก็แสดงว่าอุปกาชีวกคนนั้นไม่เชื่อ ก็ปฏิเสธไปเลย ...แน่ะ...อันนี้ไม่เชื่อก็เป็นทางสุดโต่ง เลยไม่วิพากษ์วิจารณ์ ไม่พิจารณา เรียกว่า ไม่ได้ปฏิบัติ จิว่ายังไงก็ได้ ทางหนังสือเขาว่าทางสุดโต่ง...อะไร หลวงพ่อไม่เคยรู้อย่างนั้น เพราะมันเป็นตัวหนังสือ เป็นตำรับตำรา หลวงพ่อไม่เคยเรียน บัดนี้ บางคนเชื่อหัวฝังเข้าไปเลย ไม่ได้นึกไม่ได้คิดอะไร เหมือนกัน เป็นโทษทั้งสองอย่าง เชื่อเลยทันทีก็ไม่ได้ ไม่เชื่อก็ไม่ได้ เป็นอย่างนั้น

ดังนั้นพระองค์นั้นจึงสอนให้เราทุกคนทดลองปฏิบัติ เมื่อเราทดลองปฏิบัติแล้วเราจะได้พบกับความจริงที่มีอยู่ในตัวเรานี้เอง

ศิษย์ไม่รักดี
03-11-2008, 07:20 PM
http://www.rpst-digital.org/forum/attachment.php?attachmentid=47440&stc=1


ดังนั้นที่พวกเรามาปฏิบัติธรรม เรียกว่ามาเจริญวิปัสสนา หรือเจริญสติ หรือเจริญอะไรก็ได้ เพราะมันเป็นเรื่องสมมุติ จะว่ายังไงก็ได้ ว่าสติปัฏฐานสี่ก็ได้ หรือจิว่ายังไงก็ได้ เพราะมันเป็นเรื่องสมมุติ

การเชื่อทันทีก็ไม่ได้ ไม่เชื่อก็ไม่ได้ เราจะเอาที่ตรงไหนเป็นสัมมาทิฎฐิ...?

อย่างที่พูดแล้วให้ฟังเมื่อกี๊นี้ว่า ในประเทศอินเดียน่ะ ๑๐๘ อาจารย์ ๑๐๘ ศาสนา แล้วไม่เห็นด้วยกัน จึงปฏิบัติธรรมะไปด้วยกันไม่ได้ เมื่อเห็นธรรมะด้วยกัน จึงปฏิบัติด้วยกันไปได้ ความเห็นจึงเหมือนกัน เมื่อรู้ธรรมะก็รู้เหมือนกัน ถ้ารู้ผิดกันไปแล้วก็ไม่ตรงกับคำสอนของพระพุทธเจ้า ธรรมะแท้จึงคือสิ่งเดียวกันเท่านั้นเอง

พระองค์ท่านสอนเอาไว้หลายแง่หลายมุม แต่เมื่อยังไม่รู้ก็เป็นธรรมดา ท่านว่าอย่างนั้น สัตว์ทั้งหลาย คือเราตถาคต คือกันกับพวกเรานี้เอง ต้องให้ทาน ต้องรักษาศีล ต้องทำกรรมฐานเพื่อความสงบ เราก็เข้าใจให้ถูกต้อง แต่เมื่อยังไม่รู้ก็ต้องทำไป

สัตว์ทั้งหลายคือเราตถาคต สัตว์ทั้งหลายเหมือนเราตถาคต อดข้าวอดน้ำ...นี่ นั่งจนปวดแข้งปวดขา เจ็บหลังเจ็บแอวไป ทุกคนคงจะพบไม่มากก็น้อย อันนี้แสดงว่าธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความเบียดเบียนตนเองและเบียดเบียนคนอื่น ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย ไม่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ควรศึกษาและไม่ควรปฏิบัติ ท่านว่าอย่างนั้น แต่เราก็ยังทำ กลับทำเพราะไม่รู้นั่นเอง
อาตมาพูดไป..(พูดกลั้วหัวเราะเบาๆ)...โดยที่ว่าพูดด้วยความจริงใจ ทำมาอย่างนั้นแหละ

บัดนี้ธรรมเหล่าใด เป็นไปเพื่อความไม่เบียดเบียนตนเอง และไม่เบียดเบียนคนอื่น นั้นแหละเป็นธรรม นั้นแหละเป็นวินัย นั้นแหละเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ควรศึกษาและควรปฏิบัติ เพื่อให้รู้แจ้งเห็นจริงตามความเป็นจริง ท่านว่าอย่างนั้น

เมื่อพระองค์ตรัสอย่างนี้ เราก็มาพูดตามความจริงที่พระองค์ตรัสเอาไว้นั้นว่า สัตว์ทั้งหลาย เราผู้เป็นตถาคตไปถึงแล้วแห่งนั้น แล้วจึงนำมาสอนพวกเธอทั้งหลาย ให้พวกเธอทั้งหลายประพฤติปฏิบัติตามอย่างเราตถาคตนี้ ก็จะรู้ จะเห็น จะเป็น จะมี อย่างเราตถาคตนี้

บัดนี้ เราไม่ทำตามอย่างนั้น เพราะเราเชื่อพระพุทธเจ้า เชื่อเลย ไม่ได้ไปพิจารณาเลย เป็นอย่างนั้น ตัวของผมเอง ตัวของอาตมาเองเป็นอย่างนั้น ไม่ได้พิจารณาเลย เชื่อว่าพระพุทธเจ้าต้องทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ จึงไปทรมานตัวเองขนาดนั้น ไม่กินข้าวก็ทำ นั่งเจ็บแข้งเจ็บขาก็ทนเอา นี่...อันนี้แหละ ท่านว่า สัตว์ทั้งหลายคือเราตถาคต ไม่รู้ต้องทำ สัตว์ทั้งหลายเหมือนเราตถาคต เหมือนกันที่ยังไม่รู้ ต่อเมื่อรู้แจ้งเห็นจริงตามความเป็นจริงแล้วก็เลิก ท่านจึงว่า สัตว์ทั้งหลาย เราผู้เป็นตถาคตไปถึงแล้วแห่งนั้น แล้วจึงนำมาสอนพวกเธอทั้งหลาย ให้พวกเธอทั้งหลายประพฤติปฏิบัติตามอย่างเราตถาคตนี้ ก็จะรู้ จะเห็น จะเป็น จะมี จะเข้าใจอย่างเราตถาคตนี้

ดังนั้น ธรรมะที่ทำให้พระพุทธเจ้าเป็นพระพุทธเจ้านั้น จึงมีอยู่ก่อนพระพุทธเจ้าแล้ว พระพุทธเจ้าเป็นคนแรกค้นพบแล้วก็นำมาสอนคนอินเดีย คนอินเดียนั้นไม่ได้ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหมดทุกคนเลย จึงมีการต่อต้านกัน เมืองไทยเราก็เช่นเดียวกัน มีการต่อต้านกัน อันนั้นผิด อันนี้ถูก แต่ใครเป็นสัมมาทิฏฐิ...ไม่รู้...

ดังนั้น จึงว่า มันยาก ครั้นว่ายาก ก็ยากที่สุด ครั้นว่ายาก ว่าซั่น ให้หลวงพ่อว่าภาษาบ้านหลวงพ่อ ครั้นว่ายากก็ยากที่สุด ครั้นว่าง่ายจนว่าพริบตานี่ก็ฮู้โลด..........

......................

ศิษย์ไม่รักดี
03-11-2008, 07:22 PM
http://www.mindcyber.com/content/data/3/pic/512.jpg

เมื่อก่อนนั่นแหละ เมื่อ...วันที่ ๒๐ นั่นแหละ มีฝรั่งอเมริกาคนนึง เขามาสอนเรื่องศาสนาของ...อันของพวกอัน....อย่างใด๋....ของคริสต์เนี่ยะ หลวงพ่อบ่ฮู้จัก ศาสนาคริสต์เนี่ยะ อยู่ในมหาวิทยาลัยมหิดล เขาได้ยินหนังสือพวกให้เฮาเขียนเนี่ยะ และอ่านหนังสือจากที่วัดเอาไปสู่ขเจ้า(เขา)อ่าน เกิด..เกิดมีความสนใจมาถามญาพ่อ(หลวงพ่อ) ศาสนาคริสต์สอนอย่างนั้นๆ ขเจ้ารู้ ขเจ้าเรียนมามาก ก็ได้ปริญญาแหละพวกนั้น แล้วศาสนาพุทธสอนอย่างซั้นๆ ศาสนาพราหมณ์ ศาสนาฮินดู ศาสนาอิสลาม หลายศาสนา ศาสนาเต๋า ศาสนา....อะไร ขเจ้าว่า ขงจื๊อ ขงจื้อ ขเจ้าเว่ากัน หลวงพ่อบ่ฮู้จัก คือกันมั้ย ว่าซั่น...ขเจ้า

คือกัน(เหมือนกัน) หลวงพ่อบอกว่าคือกัน พระพุทธเจ้าก็สอนให้คนไม่ทุกข์ พระเยซูก็สอนให้คนไม่ทุกข์ ทุกศาสนาสอนให้คนไม่ทุกข์ เขาว่าทำไม่ได้นะ..เขาว่า นอกจากพระเยซูแล้ว ทำไม่ได้ แน่ะ...อันนี้ก็แสดงว่าเชื่อ...เชื่อมากเกินไป เลยบ่ได้พิสูจน์ตัวเอง...เนี่ยะ

คนถือศาสนาพุทธก็คล้ายๆ กัน บอกว่า มรรคผลนิพพานทำไม่ได้เดี๋ยวนี้เนี่ยะ จำเป็นต้องทำบุญให้ทาน รักษาศีล บำเพ็ญเพียร สร้างสมอบรมมาตั้งหลาย เป็นหลายกาบหลายกัปป์หลายกัลล์ จึงจะได้ เหมือนกับพระพุทธเจ้านั้น เข้าใจอย่างนั้น ตัวอาตมาเข้าใจอย่างนั้น ตัวของผมเข้าใจอย่างนั้นจริงๆ

เมื่อมาทำให้ฝรั่งคนนั้น เอ้า...คุณหลับตาลองดูซิว่า.. เรา(ฝรั่ง)ก็หลับตาแต่เราใส่แว่นตา หลับตาอย่างซี่ หลับนานประมาณจักสามสี่ห้านาทีเนี่ยะ หลวงพ่อก็บอกให้หลับ...หลับตา ก็เราเคย...เคยทำกรรมฐานแบบนั้น บัดนี้ก็มืนตา(ลืมตา)ได้แล้ว...ว่า มืนลองดูซิว่า เรา(เขา)ก็มืนขึ้น เมื่อหลับตานั้นสว่างมั้ย...ว่า ไม่เห็น...มืดว่าซั่น มืนตาซิ...สว่างมั้ย สว่าง อันนี้ก็คือกัน ครั้นว่ายากก็ยาก ครั้นว่าง่ายก็ง่าย

คำสอนของพระพุทธเจ้า...พริบตาเดียวเท่านั้นเอง ถ้าเราฟังเป็นและเราเข้าใจ หลับตาอยู่เนี่ยะ มืนตาขึ้นก็สว่างทันทีเลย แน่ะ...พูดอย่างนี้ ก็จะหาว่า โอ๊ย....ง่ายเกินไป

คนเราเนี่ยะ ครั้นสอนง่ายๆ ไม่อยากเอาเลย ต้องทำยากๆ แล้ว โอ๊....ยากจริงๆ ครั้นว่ายากจริงๆ บอกให้ทำ ทำบ่ได้ อีกตื่มล่ะ...แน่ะ มันเป็นอย่างซั่น จังว่า ง่ายเกินไปก็ไม่อยากเอา ยากเกินไปก็ไม่อยากเอา...(พูดกลั้วหัวเราะ)...แล้วจิเอาบ่อนใด เฮาไปปฏิบัติเพื่อความรู้แจ้งเห็นจริง คืออย่างพระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้นั้น

วันนี้จึงจะได้เล่ามาเป็นเรื่องราวยืดยาวคราวไกลมาพอสมควร บัดนี้ก็มาวกเข้าวิธีปฏิบัติ หรือหันเข้ามาแนวปฏิบัติ

อายุ ๔๖ ปี มาทำวิธีการเคลื่อนไหวนี่แหละ มันเจ็บแข้งเจ็บขา ต้องพลิกต้องปลิ้น มันเจ็บหลังเจ็บแอว ต้องยืนต้องย่าง เปลี่ยนอิริยาบถอย่างซั่น บ่ทรมานตัวเอง ทำไปทำมาก็เลยเกิดมีความเข้าใจ เกิดความรู้ขึ้นแปลกๆ ภายในจิตใจตัวเอง เข้าใจของจริง เปลี่ยนแปลงไปไม่ได้อีกเสียด้วยนะ เป็นอย่างนั้นอยู่ตลอดเวลา จะรู้ มันก็เป็นอย่างนั้น ไม่รู้ มันก็เป็นอย่างนั้น เข้าใจอย่างนี้แหละ

วิธีเข้าใจก็เรียกว่า อารมณ์ของวิปัสสนา รู้ขันธ์ห้า ขันธ์ห้าได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร เว่าตามตัวหนังสือ อันนี้

แต่ความจริงตัวอาตมา หรือตัวของผมรู้นั้น รู้รูป รู้นาม รู้รูป รู้นามนี่แหละ รูปได้แก่ร่างกาย นามได้แก่จิตใจ รูปที่มันเคลื่อนไหว มีรูปกับนาม รู้อันนี้ จะมีแต่รูปอันเดียวก็เหมือนกับคนตาย คนตายแล้วไม่รู้สึกตัว เคลื่อนไหวไม่ได้ นามกับรูป มันอาศัยซึ่งกันและกัน แยกจากกันไม่ได้ เมื่อแยกจากกันเมื่อใด ก็แสดงว่า หมดลมหายใจ เรียกว่า ตาย

ดังนั้น คนมันจึงเปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอ เรียกว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั้นเอง มันเป็นอย่างนั้น แต่ไม่รู้ แต่ก่อนก็ว่าผมหงอก ฟันหัก เนื้อหนังแห้งแห้วไปนั้นแหละเป็น ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา เข้าใจอย่างนั้น เพราะครูบาอาจารย์สอนอย่างนั้น

มื่อมารู้อันนี้ รู้รูปทำ นามทำ รูปโรค นามโรค รูปโรค นามโรคนี้มี ๒ อย่าง โรคทางเนื้อหนัง โรคทางจิตใจ พูดมาหลายครั้งแล้ว พูดสั้นๆ บัดเนี้ยะ เพราะว่าเวลาของพวกเราฟัง ก็จะใช้เวลานานไป ก็ไม่พอดี พูดอ้ะ...จับใจความได้สั้นๆ จับใจความได้สั้นๆ

เมื่อรู้รูปโรค นามโรค แล้วก็รู้ ทุกขัง อนิจจัง อนัตตาเลย รู้เป็นขั้นเป็นตอนไปอย่างนี้แหละ ที่ผมรู้ หรืออาตมารู้

จึงว่า ใครจะมาชักชวนไปทางใด ก็ไม่ไปแล้วบัดนี่ เพราะว่าของจริงมันเป็นอย่างนี้ คนจะนั่งนิ่งๆ ไม่ได้ มันต้องมีการเคลื่อนไหว มีพริบตา เหลือบซ้ายแลขวา มีหายใจ มีเคลื่อนมีไหวอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา ก็เลยมารู้จักว่าการเคลื่อนไหวน่ะเป็นตัวทุกข์ ตัวคนมันเป็นก้อนทุกข์

เนี้ยะ...เราจึงว่าศึกษาธรรมะ จึงศึกษากับธรรมชาติ ไม่ใช่ว่าไปศึกษากับต้นไม้ ไม่ได้ไปศึกษากับพื้นดิน ไม่ได้ไปศึกษากับท้องฟ้า

ธรรมชาติคือตัวเรานี้เอง ศึกษาตัวเรานี่แหละ จึงว่าธรรมชาติ ธรรมชาติคือการเกิดจากท้องแม่ มันเป็นชาติของมัน เรียกว่าธรรมะ ธรรมชาติอย่างนี้ มันเป็นธรรมดาน่ะ ธรรมดามันเป็นอย่างนี้ ทุกคนเป็นอย่างนี้ เรียกว่าธรรมดา
เข้าใจไปอย่างนั้นเลย เมื่อเข้าใจอย่างนี้ ใครจะพูดยังไงก็เอาและ...เรื่องของคนนั้น ไม่ใช่เรื่องของเรา ฟังได้ เข้าใจอย่างนั้น

เมื่อรู้ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ก็รู้สมมุติขึ้นมาทันที

สมมุติ มันเป็นเพียงสมมุติ ให้รู้จักว่าสมมุติ หน้ามือ หลังมือ นิ้วมือ เนี่ยะ...มันเป็นสมมุติ..อันนี่

รู้จักตัวเอง เมื่อรู้จักตัวเองแล้วก็ออกจากนอกตัวเราไปวิพากษ์วิจารณ์ต้นไม้ ภูเขา ห้วยหนองคลองบึง เสื้อผ้า เครื่องใช้ไม้สอย เงินทองเราเนี่ยะ เป็นไฮ่เป็นนา (บ้านหลวงพ่อเรียกว่าไฮ่นา ทางนี้อาจจะว่าไร่ว่านา ว่าสวน หรือว่าสวน อาจจะว่า...บ้านหลวงพ่อเรียกว่าไฮ่นาฮั่วสวน ว่าซั่น ที่ทำกิน ต้องรู้อย่างนั้น)

อันนี้เรียกว่าสมมุติ

สมมุตินี่มีมาก ไม่สามารถที่จะเอามาพรรณนาให้ฟังได้ .....อรรถบัญญัติ อริยบัญญัติ แน่ะ...เข้าใจอย่างนั้น สมมุติบัญญัติมีเพียงสมมุติขึ้นมา ปรมัตถ์แปลว่าของจริง จึงจะทิ้งสมมุติไม่ได้ อรรถบัญญัติ รู้ไปอย่างนี้ อรรถะแปลว่าลุ่มลึก ยากบุคคลที่จะเข้าใจ เรียกว่าอรรถะ อรรถะแปลว่ายาก..........

.....................

ศิษย์ไม่รักดี
03-11-2008, 07:23 PM
http://www.palungdham.com/thaniyo/landscape27.jpg


เมื่อรู้จักอย่างนี้ ก็รู้จักศาสนา แต่ก่อนนั้นศาสนานึกว่ามีวัด มีพระพุทธรูป มีตัวหนังสือ มีโบสถ์ มี........

เมื่อรู้จักศาสนา พุทธศาสนาแล้ว........

ศาสนาแปลว่าคำสั่งสอนของท่านผู้รู้ ใครรู้เรื่องอะไรก็นำมาสอน สอนตาให้ดู หูให้ฟัง ตามองดูอะไรต่างๆ ให้ ท่านก็มองอันนั้นเป็นต้นไม้ อันนั้นเป็นพระพุทธรูป อันนั้นเป็นโบสถ์เป็นวิหาร ท่านก็สอน

เรียกว่าสอนให้ดู จึงว่าตามีสำหรับดู หูมีสำหรับฟัง ดังเรานี้เรียกว่าจมูกน่ะ มีสำหรับดม ปากเราเนี้ยะสำหรับกินข้าว กายเนี้ยะสำหรับ...เอ้อ...นุ่งเสื้อนุ่งผ้า สัมผัสหนาวฮ้อน เรียกว่าเย็นร้อนอ่อนแข็ง จิตใจสำหรับนึกคิด เนี่ยะ....ท่านว่าอย่างนั้น ไม่ต้องปิดมันเลย ต้องปล่อยไปตามธรรมชาติ ศึกษากับธรรมชาติ

จึงว่า ศาสนา ความจริงเเล้วคือตัวคน เลยเข้าใจอย่างนี้ เพราะสอนคนเนี่ยะ สอนให้ดู สอนให้ฟังเนี่ยะ อันนั้นน่ะเป็นศาสนาสมมุติ ศาสนาจึงแปลว่าคำสอนของท่านผู้รู้ ใครรู้เรื่องอะไรก็เอาเรื่องนั้นมาสอน อันนี้ก็ไม่ต้องพูดมาก ถ้าพูดมาก มันมาก

พุทธศาสนาคือตัวรู้ พุทธะจึงแปลว่าผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม

ดังนั้น พระพุทธเจ้าท่านรู้แล้ว ท่านเดินมา มาพบเอากับอุปกาชีวก อุปกาชีวกไม่รู้ธรรมะ จึงว่า ไม่เข้าใจพระพุทธเจ้า เป็นอย่างนั้น

จึงว่า ธรรมะนั้นไม่มีตัวไม่มีตน จับมาให้คนดูไม่ได้ พุทธะจึงแปลว่าผู้รู้ ใครรู้ ว่าซั่น จะว่าใจรู้ก็ได้ จะว่าวิญญาณรู้ก็ได้ จิว่าสติปัญญารู้ก็ได้ จิว่าอันใดรู้ก็ได้ เพราะมันเป็นเรื่องสมมุติ พูดให้ฟัง คือ ตัวรู้ เราพลิกมือขึ้นเนี่ยะ..รู้ คว่ำมือ..รู้ ไม่ใช่รู้พลิกมือนะ ที่มันรู้เข้าไปจริงๆ เนี่ยะ อันนี้เรียกว่าพุทธศาสนา พุทธะจึงแปลว่าผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม รู้ไปอย่างนี้ ที่ตัวของผม หรือตัวอาตมารู้อย่างนี้

เมื่อรู้พุทธศาสนาดีแล้ว ก็รู้บาป รู้บุญนี่เลย บาป นึกว่านรกใต้ดิน เนี่ยะ...เข้าใจอย่างนั้น บุญ นึกว่าสวรรค์อยู่ชั้นฟ้า แน่ะ..เข้าใจอย่างนั้น

ความคิดอันนั้นน่ะ กับความคิดอันนี้ มันผิดกัน จึงว่ามันตรงกันข้าม เหมือนขาวกับดำ มืดกับสว่าง หนักกับเบา มันเป็นอย่างนั้น บัดนี้ เมื่อเข้าใจอย่างนี้ บาปบุญ บาปคือไม่รู้นั่นเอง แม้จะทำบุญ ให้ทาน รักษาศีล ทำกรรมฐานก็ตาม ถ้าหากว่า เรายังหลับตาอยู่ ไม่มีความสว่าง ก็ดังยังมีบาปอยู่นั่นเอง แน่ะ...เข้าใจอย่างนี้ เมื่อเรามืนตาเมื่อใด รู้จักทิศทางไปดีแล้ว ไม่ชนหลักชนตอ ไม่ลงคูลงคลอง ไม่ลงน้ำลงตม เรามืนตาไป แปลว่าบุญของเราแล้ว เป็นอย่างนั้น

ดังนั้น การปฏิบัติธรรมะ จึงมีเครื่องวัดเอาไว้ สมมุติให้ฟังนะ แต่ว่าหลวงพ่อไม่ใช่ได้เรียนหนังสือ จึงว่าไม่รู้มาก สมมุติเราว่าสัมมาทิฏฐิ เดินตรงกลาง ว่าอย่างนั้น ครั้นออกไปข้างเบื้องนั้น ก็ไม่ใช่ตรงกลางทางแล้ว มาข้างเบื้องนี้ ก็ไม่ตรงกลางทางแล้ว เดินตรงกลางจริงๆ จึงจะรู้ได้

ท่านว่าอย่างนั้น จึงเป็นสัมมาทิฏฐิ เดินทางสายกลาง ท่านว่า ไม่ตรงไปข้างซ้าย ไม่ตรงไปข้างขวา เดินไปตรงๆ นี่แหละ ท่านว่า อย่างที่ว่าทำซื่อๆ เฮ็ดซื่อๆ บ่แม่นเฮ็ดหวังเพื่อลาภเพื่อยศหวังเพื่อชื่อเพื่อเสียง อันเฮ็ดความรู้สึกตัวนี่ จะเปรียบอุปมาให้ฟัง..บัดนี่

ก็เลยมารู้ความคิดตัวเอง มันคิดมาก็ให้รู้ ทิ้งไป มันคิดมาก็รู้...ทิ้งไป ไม่ได้ไปกำหนดกฎเกณฑ์กับความคิด ให้มันอยู่กับความรู้สึกนี้เอง เมื่ออยู่กับความรู้สึกเนี่ยะ ความรู้มันมากขึ้น ๆ ๆ ความไม่รู้ก็ลดน้อยไป ลดน้อยไป มันเป็นอย่างนั้น เมื่อความรู้มากขี้นๆ เรียกว่า สัญญาความหมายรู้จำได้ ท่านว่าอย่างนั้น สัญญาอันนี้ไม่ใช่สัญญาความจำมาจากพ่อจากแม่จากครูบาอาจารย์

อันเราเกิดมาเนี่ยะ เคยถามหลายคนแล้ว เกิดมาเมื่อนั้น วันนี้ ปีพ.ศ.เท่านั้นเท่านี้ เราไม่ได้รู้ พ่อแม่เล่าให้ฟัง เราไม่รู้เอง วันนี้มีคนไปทำบุญวันเกิด ทำบุญสังฆทาน ทำบุญวันเกิด ทำบุญต่ออายุ หลายอันขเจ้าว่ากัน แล้วก็หลวงพ่อก็เทศน์ให้ฟังน้อยๆ เพราะว่าเวลามันน้อย

นี่แหละบุญ ต้องทำทุกวัน ทำทุกวัน ทำบุญวันเกิด คือเราเกิดแล้ว เกิดจากท้องแม่ อันนั้นยังมืดอยู่ เกิดความรู้ ความเห็น ความเข้าใจ มืนตาอย่างซี่อ่ะ...สว่างในใจ อันเนี้ยะ...ทำบุญวันเกิดจริงๆ

สมมุติให้ฟัง เอ้า...เราไปกลาง...กลางน้ำก็ได้ เราโตน(กระโดด)น้ำก็ได้ เรา...เราโดดน้ำที่มันลึกๆ น่ะ เราโตนตู๊มลงไปที่ว่า ธรรมดามันต้องจม ท่วมน้ำ....น้ำท่วมหัวหมดทีเดียว ลงไปฮอดพื้นดิน แล้วก็หลอนยันพื้นดินขึ้นมา โผล่ขึ้นมาอย่างซี่แล้ว บางคนบ่ทันได้เบิ่งทิศทาง มันลอยน้ำบ่เป็น(ว่ายน้ำไม่เป็น) จมไปปิ๊งตายไปเลย เนี่ยะ...บางคนนะ สมมุติอย่างซี่ เพราะว่าเราไม่เคยรู้หนังสือ ก็ต้องสมมุติให้ฟัง (หัวเราะเบาๆ)

บัดนี้บางคนโตนน้ำลงไป....จุ๋ม...จมฮอดพื้นดินเหมือนกัน หลอนยันพื้นดินขึ้นมา โผล่ขึ้นมาอย่างซี่ น้ำมันแปนขึ้นฮอดคอ(ถึงคอ) มองเห็นทางเบื้องนั้นเป็นตะฝั่ง มองเห็นทางนั้นไม่....บ่แม่นตะฝั่งเน่ะ

เนี่ยะ..คนนี้คนนึง ผู้ที่จิไปเป็นสัมมาทิฏฐิ อันสมมุติเอา โอ๊...ตะฝั่งเบื้องนั้นนะ ว่ายลอยไป บางคนโตนตุ๋มลงไป น้ำก็เพียงคอนี้ มันบ่ท่วมหัวผู้เนี้ยะ บ่ท่วมหัว สองคนนั่นท่วมหัว แต่ผู้นี้โผล่เข้ามาอย่างซี่ ก็เลยจมไปเลย บ่ได้แปนขึ้นมาอีกตื่มผู้นึงผู้เนี้ยะ ผู้นี้โผล่ขึ้นมาก็น้ำแปนคอขึ้นมา มองเห็นทิศทาง ลอยไปเลย

ผู้ที่สามนี่ โตนลงไปตุ๋มอย่างซี่ น้ำเพียงคอ มองเห็นตะฝั่งเลย แต่ว่าย่างบ่ได้ ต้องลอยอีกตื่ม ลอยอีกตื่ม (ว่ายไปอีก...ว่ายไปอีก)

บัดนี้ ผู้ที่สี่นี่ โตนตู๊มลงไป น้ำก็เพียงแอวบัดนี่ ถ้าน้ำไหลแฮงแล้ว เดินบ่ได้อีกตื่ม มันต้องพัดไป ก็ต้องลอยอีกตื่ม ผู้นี้ก็ได้

แน่ะ... ผู้ที่ห้านี่ โตนตู๊มลงไป น้ำก็เพียงหัวเข่านี่ น้ำจิไหลไปไหน ก็ต้องบ่เซ...ผู้เนี้ยะ ต้องย่าง(เดิน)ไปได้สบาย แน่ะ....เป็นอย่างซั่น

บัดนี้ย่างไป ย่างไป ผู้ที่หก ก็จิว่า หกคนก็ได้นะ จิว่าอายตนะหกก็ได้ ผู้ที่หกนี่ก็โตนตู๊มลงไป น้ำก็เพียงหลังตีนนี่แหละ ก็แล้ว..เลยย่างไปได้สบาย นี่...ย่างไปฮอดบ่อน..บ้านหลวงพ่อมีต้นหมากเดื่อจักแคงจากฝั่งโขง ฮอดต้นหมากเดื่อแล้วก็นั่ง...เซาฮ้มเซาเย็น (พักที่ร่มที่เย็น) มองเบิ่งน้ำแม่โขงไหลไป ต้นเดื่อมันมีใบ มันฮ่มมันเย็นดี บ้านหลวงพ่อต้นหมากเดื่อ เป็นอย่างซั่น


...................................(ยังมีต่อ)

ศิษย์ไม่รักดี
03-11-2008, 07:25 PM
http://www.tpa.or.th/writer/picture/20455_maka02.jpg

....................

อันนี้ ก็แสดงว่าการปฏิบัติธรรมะ ก็เช่นเดียวกัน ถ้าหากมีความสงสัย ลังเลใจอยู่ แสดงว่าเจ้าของยังบ่เห็นตะฝั่งเทื่อ บ่รู้จักทิศทางเทื่อ ไปไม่ถูกเลย...(หัวเราะเบาๆ)....

ที่เว่าให้ฟังนี่ เป็นสมมุติ เพราะหลวงพ่อไม่ได้เรียนหนังสือ อ่านหนังสือบ่ค่อยแน่ก็ได้ ให้ได้เว่าอย่างซี่แล้ว บอกว่าไม่พลาดเลย เพราะตัวเองได้เปรียบไว้อย่างนั้น จึงว่าให้ทำเหมือนแมวกับหนู ทีแรกหนูตัวหนูตัวใหญ่ แมวตัวน้อย หนูออกมา แมวมันบ่เคยกลัวหนู จับ หนูมันแล่น(วิ่ง)ไปเลย แมวตัวน้อยมันก็ติดหนูไป เมื่อยแล้วมันก็วางหนู แน่ะ....

อันความคิดเราก็เหมือนกัน ที่เรายังไม่เคยเห็นความคิดนี่ พอดีมันคิดปุ๊บ เราเข้าไปในความคิดเลย ก็เลยไม่รู้จักหยุด จึงว่า...ทุกข์ ท่านว่า ต้องกำหนดรู้ สมุทัยต้องละ มรรคต้องเจริญ นิโรธทำให้แจ้ง ว่าซั่น

แต่ว่ากำหนดตัวใด บ่รู้เลย หลวงพ่อบ่รู้...แต่ก่อน เมื่อมาทำอันนี้แล้ว (รู้)ทุกข์...กำหนดรู้ เพราะว่าอันนี้มันเป็นรูป มันเป็นทุกข์อยู่แล้ว เป็นก้อนทุกข์
พอดีทำอย่างนี้ รู้อยู่อย่างนี้แล้ว พอดีคิดปึ๊บ..รู้ ความคิดก็รู้ แต่ไม่ให้มาอยู่กับความคิด ให้มาอยู่กับตัวรู้อันนี้ พอดีคิคขึ้นมา รู้อันนี้ พอดีคิดปึ๊บ มันก็รู้ตัวนั้น ก็ให้มาอยู่กับตัวนี้ จึงว่าทุกข์ต้องกำหนดรู้ มากำหนดอยู่กับตัวนี้

สมุทัยต้องละ ตัวความคิดมันจะวางมันเอง มันวางมันเอง...

อันนี้เป็นแมวตัวใหญ่พอสมควรแล้ว..บัดเนี่ยะ หนูมา แมวมันจับปึ๊บอย่างแรงทันทีเลย อื้อ...มันบ่ติดหนูแล้วบัดเนี่ยะ แมวมันไม่เคยกลัวหนูเลย...

ตัวความรู้ความเข้าใจนี่ก็มันไม่เคยกลัวความหลงเลย มันไม่เคยกลัวโมหะเลย คนเราน่ะ ในขณะที่เราไม่รู้สึกตัวนี่ เรียกว่ามีโมหะ...ท่านว่า ภาษาบ้านเฮาเรียกว่า หลงตนลืมตัว ว่าซั่น หลงกายลืมใจ ว่าซั่น มืนตา(ลืมตา)ขึ้นเนี่ยะ ไปมองเห็นแต่ผู้อื่นทั้งหมด ครั้นหลับตาอยู่ มันจึงว่ามาพิจารณาตัวเอง

เพิ่นจึงว่า ให้ไปนั่งหลับตา ว่าซั่น อันนั้นถูกน้อย บ่ถูกแน่นอนคืออันนี้ เพราะมันมองบ่เห็น มันฝืนธรรมชาติมันแล้วเด๊ะ ตามันอยากมืน ก็บ่ให้มันมืน มันอยากเหลือบซ้ายแลขวา ก็บ่ให้มันเฮ็ด เพราะหลับไปอย่างซี่นิ อันนี้ก็แปลว่าฝีนธรรมชาติมัน บ่ได้ศึกษากับธรรมชาติมันจริงๆ

บัดนี้ เรามืนตาอย่างซี่อ่ะ... ทางบ้านหลวงพ่อเรียกมืนตา ทางนี้อาจจะว่าลืมตานะ ถ้าว่าลืมตานี่ ก็จิว่าลืมแล้ว บัดนี่ มองไปคนอื่นแล้วลืมตา มืนตานั้นมองไปคนอื่น ลืมตัวแล้ว ไม่ได้มองตัวเองเลย เป็นอย่างซั่นจึงว่า ไม่รู้จักของจริงแท้ เพิ่นว่า

บัดนี้ แมวตัวใหญ่แล้ว หนูมันออกมา จับปุ๊บ หนูมันตายทันทีเลย มันก็บ่ตายทันทีหรอก มันก็จับ..จับหนูน่ะ จับลิ่น คลุกพู้น คลุกพี้ หนูไปบ่ได้ เพราะว่าหนูจิวิ่ง แมวมันจับ หนูจิวิ่งหนี แมวมันจับอย่างซั่นเรื่อยๆ มัน แมวมันไว

อันตัวความรู้ความเห็นความเข้าใจนี่ก็ไวเหมือนกัน จึงว่า เฮาทีแรกต้องบ่รู้จักความคิด ตัวของผมเนี่ยะ ตัวของหลวงพ่อเนี่ยะ บ่ฮู้จัก มันคิดดอก ฮู้จัก คิดว่าอยากปลูกบ้าน แปงเฮือน อยากได้เสื้อ อยากได้ผ้า อยากได้เงิน อยากได้ไฮ่ อยากได้นา ให้ว่าอยากได้อันใด มันคิดแต่เรื่องอยากได้ทั้งนั้น คิดอยู่บ่หยุดบ่เซาเลย เพราะไม่รู้จักวิธี

จึงว่าทุกข์ไม่รู้ทุกข์ ทุกข์ต้องกำหนดรู้ ต้องมากำหนดตัวนี้ พออันใดมันคิดปุ๊บอย่างนี่ รู้สึกอันนี้แล้วความคิดมันหยุดเอง จึงว่า สมุทัยต้องละ ตัวสมุทัยก็ตัวความคิดนั้นเอง

มรรคต้องเจริญ ว่าซั่น ทำความรู้สึกอันนี้ให้มาก นิโรธทำให้แจ้ง มันจิทำให้แจ้ง เข้าใจจริงๆ อันเรื่องนี้รับรองได้ บอกว่าผิดน้อย ถูกมาก

ในขณะนั้นแหละ หลวงพ่อพูดกับ...เคยพูดอย่างซี่แหละ มาวัดโมกข์ก็ต้องพูดอย่างนี้ บ่ว่าแต่มาที่นี่ ไปที่อื่นก็ต้องพูด เพราะพูดความจริงนี่ ความอื่นมันไม่...มันไม่ถนัด จึงว่า ยอมเสียสละทรัพย์ เพราะรักษาอวัยวะ เพิ่นว่า ยอมเสียสละอวัยวะ เพราะรักษาชีวิต ยอมเสียกระทั่งชีวิต เพราะรักษาความจริง เพิ่นเอิ้นสัจจธรรม

อันนี้ ความจริงมันเป็นอย่างซี่ จึงว่า... ว่าแต่อย่างซี่อยู่บ่ทันจักเทื่อ ตายก็ตามซ่างมัน..(หัวเราะเบาๆ)...ได้เว่าความจริงก็พอแล้ว ว่าอย่างซั่น

บัดนี้ เมื่อเราทำอันนี้ เราจะรู้เข้า ๆ ๆ สัญญามันรู้ บ่แม่น(ไม่ใช่)สัญญาจำมาจากพ่อจากเเม่ สัญญาอันนี้มันเกิดขึ้นมาในตัวมันเอง..สัญญา

เมื่อสัญญาสมบูรณ์แล้ว ญาณวิปัสสนาเกิดขึ้น วิปัสสนาจึงว่า เห็นแจ้ง รู้จริง ต่างเก่า ล่วงภาวะเดิม ครั้นว่านั้นก็...มันพร้อมกันไปนั่นล่ะ ทางความรู้สึก กับทางญาณ ทางปัญญา มันจิเกิดมาพร้อมกัน แต่เฮาหากบ่เห็น มันจึงได้เว่าทีละคำ ละคำไปอย่างซั่นซื่อๆ

...................................(ยังมีต่อ)

ศิษย์ไม่รักดี
03-11-2008, 07:27 PM
http://www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E2015281/E2015281-8.jpg

..............

เมื่อมีสัญญาอันนี้รู้ขึ้น มันเป็นอย่างไรบ่รู้จักล่ะ มันก็เลยเห็น รู้ เข้าใจ สัมผัสแนบแน่นอยู่กับสิ่งเหล่านั้น เห็นวัตถุ เห็นปรมัตถ์ เห็นอาการ เห็นโทสะ เห็นโมหะ เห็นโลภะ เหล่านี้แหละ

แล้วก็เห็นเวทนา เห็นสัญญา เห็นสังขาร เห็นวิญญาณ เห็น...ไม่ใช่ตานี่เห็นนะ คือสัญญามันเห็น สัญญาจึงว่าเข้าไปสัมผัสแนบแน่นอันนั้น จึงว่า วิปัสสนาญาณ จึงว่าเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาก็แปลว่ารอบรู้ รู้สิ่งนี้ ถ้ารู้ผิดจากนี้ไปก็แล้ว ไม่ใช่รู้อย่างที่พระพุทธเจ้าสอนเอาไว้ ธรรมะแท้ต้องรู้อย่างเดียวกัน ถ้ารู้คนละอันกันแล้วก็ไปด้วยกันไม่ได้

ถ้ารู้ด้วยกันก็ว่าถูกต้องพร้อมกัน ไปด้วยกันได้ จึงว่า การสอนคนนี่ว่า สอนด้วยความจริงใจ ไม่ได้สอนเพื่อลาภยศ ไม่ได้สอนเพื่อสรรเสริญ เรื่องสรรเสริญนินทา มันเป็นธรรมดา มันไม่ดีเพราะความสรรเสริญ มันไม่ได้ชั่วเพราะความนินทา ความนินทากาเลนั้น มันอยู่กับโลก จึงว่า มันบ่เห็นโลก น้ำท่วมหัวอยู่ เมื่อแปนคอ(พ้นคอ)ขึ้นมาแล้วเห็นโลกทันทีเลย

ถ้าจะพูดตามตัวหนังสือ ก็ต้องเรียกพระโสดาบันบุคคล รู้จักทิศทาง เดินไปหาตะฝั่งได้ เพิ่นว่า แต่บ่ได้เดินไปเด๊ะ ลอย(ว่ายน้ำ)ไปเด๊ะผู้นี่ น้ำยังเพียงคอ – ลึก หยั่งไม่ถึงดินพู่นเด๊ะ ผู้โตนเข้าไป น้ำเพียงคอเนี่ยะ

แต่ผู้นั้นจมปิ๊งให้แล้ว บ่ได้เห็นฟ้า เห็น นั้นก็เรียกว่าปุถุชน จึงว่า ปุถุชนเป็นผู้หนาแน่นอยู่ว่า ไม่รู้จักทิศทางเลย..(หัวเราะเบาๆ)...

สมมุติว่าให้ฟัง...อันเนี้ยะ คนที่โผล่ขึ้นมาแปนคอ(พ้นคอ)อย่างซี่ มองเห็นทิศทางว่าตะฝั่งอยู่นั่น ก็ลอยไปเลย แต่บ่ถึงดินก็ตามซ่าง คนที่โตนตูมลงไปเนี่ยะ น้ำเพียงคอนี่ก็แปลว่า แสดงว่าน้ำบ่ต้องลิบหัว(ท่วมหัว)แล้วผู้นี้ รู้จักเลย ไปนี่แท้ๆ ว่าซั่น ย่างบ่ได้ ลอยไปคือกัน(เดินไม่ได้ ก็ว่ายไปได้เหมือนกัน)

ผู้น้ำเพียงเอวแท้ๆ ย่างได้ กะถ้าน้ำบ่ไหล ถ้าน้ำไหล ก็ย่างบ่ได้อีกตื่ม(ถ้าน้ำไหลเชี่ยวก็เดินไม่ได้อีกล่ะ) แน่ะ...เป็นอย่างซั่น หมายถึงว่า อารมณ์มาแรงๆ อีก ย่างบ่ได้..(หัวเราะเบาๆ)..ความนินทากาเล ความสรรเสริญ มันจะ(ทำให้)ย่างบ่ได้ มันจิไป ต้องรออีกตื่มเทื่อนึง...

ผู้(กระโดด)ตูมลงไปนี่ เพียงกลางแข้งนี่ น้ำไหลปานใด ก็บ่หวั่นไหว แน่ะ...ใครจะว่าจังใด ก็ว่าเถอะ เรื่องของเขา บ่ใช่เรื่องของเรา มันจิไปอย่างซี่ เป็นความเปรียบเทียบให้ฟัง

คนตูมลงไป น้ำเพียงหลังตีนนี่ ก็สบายแล้ว..สบายแล้วนี่ เดินขึ้นไปตะฝั่งทันทีเลย ไปนั่งอยู่ฮ่มหมากเดื่อพู่นล่ะ ฮ่มไม้หยังก็ตามซ่างแล้ว ฮ่มอย่างฮ่มเย็นๆ บ่อนนั่งแล้วเบิ่งน้ำไหลไปพู่น

อันนี้แสดงว่าการประพฤติ ปฏิบัติธรรม ต้องเป็นอย่างนี้ ที่ความรู้ตัวเองอันนี่ แต่คนอื่นจะรู้อย่างอื่นแท้บ่ฮู้จั๊ก ญาพ่อบ่ฮู้จักนำเพิ่น อันนี้รับรองได้ รับรองได้จริงๆ ต้องเป็นคนพูดก็จริง ทำก็จริง และปฏิบัติก็จริง แน่ะ..เข้าใจอย่างนั้น
ดังนั้น คนเราอยู่ที่เนี่ยะ จิตใจมัน..มันเป็นปกติอยู่แล้ว (แต่)เราบ่ได้เคยมาเห็นปกติอันนี้สักที ความปกติอันนี้แหละ พระพุทธเจ้าสอน แต่ว่าปกติอันนี้ก็ยังไม่ใช่นะ มันเป็นเรื่องสมมุติ มันยังบ่ทันถูกอารมณ์เด๊เนี่ยะ น้ำก็เพียงแอวเด๊เดี๋ยวนี้เนี่ยะ เมื่อน้ำแฮงๆ มา มันจิลอยอีกตื่มเด๊เนี่ยะ..(พูดกลั้วหัวเราะ)...

ปกติอันนี้ เมื่อเรานั่งอยู่ที่เนี่ยะ มันสบายใจ ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข ไม่มีความสับสนวุ่นวาย ไม่เดือดร้อน เเน่ะ..เพิ่นว่าเรียกปกติกาย ปกติวาจา ปกติใจ ฟังญาพ่อเว่าอยู่นี่ อันนี้เป็นสมบัติของมนุษย์ เรียกว่า นิพพานชิมลอง เพิ่นว่าอย่างซั่น

ดังนั้น การปฏิบัติจึงเป็นขั้นเป็นตอน อันนี้ไม่ใช่ลักษณะดีใจ ไม่ใช่ลักษณะใจดี ไม่ใช่อะไรทั้งหมด ครั้นจะว่าตามภาษาธรรมะ เพิ่นก็เรียกว่าอุเบกขา หรือสันติ หรือความสงบ จิว่าจังใด๋ก็ว่าแล้ว วางเฉยเดี๋ยวนี้เนี่ยะ มันเฉยอยู่ซื่อๆ เด๊ จิตใจมันเป็นอย่างซี่ เพิ่นเอิ้นอุเบกขา สันติว่าซั่น เพิ่นเอิ้นความสงบ เพิ่นว่าอย่างซั่น มันก็สงบอยู่แล้วเดี๋ยวนี้เนี่ยะ เมื่อมันมีอารมณ์มาแล้ว มันก็จิเอาขึ้นเด๊ ตูมตามขึ้นมาเด๊เนี่ยะ

ลักษณะนี้บ่ใช่ว่าแม่นลักษณะที่ว่าจิตพ้นแล้วจากสภาพอะไรปรุงแต่งไม่ได้อีกต่อไป ไม่ใช่อย่างนั้น อันนี้แหละ เราเข้าใจธรรมะ เพียงนำมาเล่าให้ฟังมื้อนี้ ต้องฟังจริงๆ จังๆ..(พูดกลั้วหัวเราะ)...ถ้าฟังบ่จริงแล้ว มันจิจับต้นชนปลายบ่ถูก เป็นอย่างนั้น

เอ้า...บัดนี้ก็ลัดไป ให้มันพอที่จะสรุปเนื้อความได้ง่ายๆ หลวงพ่อเคยทำให้หมู่ดู เอาเชือกมามัดส้นนั้นส้นนี้ แล้วตัดตรงกลางพั้บ เชือกมันจิกระเด็นข้ามไปทางหลัก ดึงเข้ามามันจิบ่ถึงกัน ลักษณะนี้เพิ่นว่าจิตหลุดพ้นแล้วจากสภาพอะไรปรุงแต่งไม่ได้อีกต่อ....มัน...มันขาด

ลักษณะทุกคนเนี่ยะต้องแน่ที่สุด ตายแท้ๆ เกิดมาผู้หนึ่ง ก็ตายผู้หนึ่ง เกิดมาสองคน ก็ตายสองคน เกิดมาร้อยคน ตายร้อยคน เกิดมาพันคน ตายพันคน เกิดมาแสนคน ตายแสนคน ไม่เฉพาะแต่คนไทย ไม่เฉพาะแต่ผู้ถือศาสนาพุทธ ถือศาสนาใดก็ตายทั้งเหมิ้ด

ที่หลวงพ่อว่าให้ฟัง ฝรั่งอเมริกามาถามนั่น บ้านเมืองขเจ้า(เขา)เจริญ มีรถมีรามีเครื่องบิน แล้วก็สร้างถนนใต้พื้นดินก็มี เนี่ยะ..พวกเขาทำ ปลูกบ้านตั้งหลายชั้น...แน่ะ ให้ว่าวิทยุ...เราว่าอยู่นี่ ขเจ้าก็รับได้ แน่ะ..เป็นอย่างซั่น

ให้ว่าทุกสิ่งทุกอย่าง ความเจริญของขเจ้าน่ะ ดีกว่าเฮาหลายเท่าเรื่องวัตถุ แต่จิตใจนั้น อาจจะทุกข์กว่าเฮาก็ได้ แล้วขเจ้าก็ตายคือกัน(เหมือนกัน) เว้นบ่ได้ - ความตาย

ถามขเจ้าว่าตายไหม๊ ? ถะตายคือกัน แต่เราคนไม่มีความเจริญบัดนี่ ก็ตายคือกัน คนมีเงินร้อยล้านพันล้านก็ตาย คนมีเงินจักร้อยจักพันจักหมื่นก็ตายเป็น บ่มีเงินก็ตายเป็น คนเฮียนหนังสือจบปะ..เปรียญ 9 ประโยคก็ตายเป็น เรียนทางโลกจบปริญญาเอกก็ตายเป็น ผู้เขียนหนังสือบ่เป็นคืออย่างญาพ่อก็ตายเป็นเท่ากัน ความตายจึงไม่ยกเว้นใครทั้งหมด..

จึงว่า...เรามาเนี่ยะ เราจะดำมืดไปเรื่อย จะจุดไฟไป เพิ่นว่าอย่างซั่น เพิ่นยังว่าไว้อีกตื่มว่า ภาษาธรรมะที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์เล่าให้ฟังว่า ถ้าจิตใจผู้ใดยังบ่หลุดพ้น จิตใจคนที่มีกิเลส ตายแล้วก็ต้องมาเกิดตื่ม (เกิดมาอีกครั้ง)เพิ่นว่าอย่างซั่น จิตใจคนหมดกิเลสแล้ว ตายแล้วไม่มาเกิดตื่ม ว่าซั่นเพิ่นว่า เรียกว่าจิตใจพระอริยเจ้า รู้จักแล้วสิ ถ้าบ่รู้จัก อย่าไว้ใจ อย่าไปนอนใจ ต้องศึกษาตามแบบพระพุทธเจ้าสอนเอาไว้นั้น

เมื่อเชือกไม่ขาดแล้วก็แสดงว่า เราจะวนอยู่ในวัฏฏะ คือวงกลมนี้เอง แม้จะรู้วิปัสสนา ก็รู้ได้คือกัน แต่ว่าเมื่อมันไม่ขาดเมื่อใด ก็อย่าไปนอนใจ เดี๋ยวจะไปไว้ใจ ไว้ใจบ่ได้ เพราะมันจะวูบไหม้อีกตื่ม

จึงว่า เราจะไต้ไฟ(จุดไฟ)ไปหรือ หรือจะดำมืดไป...?

เราจะโตน(กระโดด)น้ำเทียมหัวเรานี่หรือ หรือว่าเราจะโตน(กระโดดน้ำ)ให้พอเพียง...เพียงเอว หรือเราจะโตนลงไปให้เพียงแข้งเพียงขา น้ำพอท่วมหลังตีน เราจะไปนี้ จะไปพอปานใด๋ มัก(มรรค)อย่างใดก็เลือกเอาอย่างนั้น เพราะว่าผู้อื่นจะมาตัดสินให้เราไม่ได้

...................................(ยังมีต่อ)

มดเอ๊ก
03-14-2008, 04:23 PM
http://www.tamdee.net/note/dat/imagefiles/126.jpg

......................

อันนี้แหละในประเทศอินเดีย เพิ่นว่า มี ร้อยแปดศาสนา ร้อยแปดอาจารย์ ร้อยแปดลัทธิ ไม่ใช่จะเชื่อพระพุทธเจ้าทั้งหมดเลย... บ่แม่นแท้ๆ

ลองพิจารณาดู ไทยเราอ่ะ อยู่นี่ก็หลายคน นับจำนวนว่า พระเท่าใดนะ ห้าสิบกว่ารูปติ...พระ โยมหกสิบกว่าคน...บอกเมื่อกี๊ ร้อยกว่าคน แน่ะ...เป็นอย่างซั่น แล้วความเห็นไทยเรานี้บ่คือกัน (ไม่เหมือนกัน) เดี๋ยวนี้นี่ก็คือกัน แต่บางคนจิคิดไปจั๋งใดน้อ...(หัวเราะเบาๆ)...

บางคนก็รู้จักทิศทางแล้ว น้ำก็เพียงคอเด๊ - บางคน บางคนก็น้ำเพียงเอวนี้ บางคนก็เพียงกลางขา บางคนก็เพียงหัวเข่า บางคนก็ขึ้นบนบกแล้วก็มี บางคนจิไปนั่งอยู่ฮ่มหมากเดื่อแล้วดูเพื่อน ๆ เดินทางอยู่ก็มี... มันจิเป็นอย่างซั่นเด๊ะ

จึงว่า ความตายจึงไม่ยกเว้น เราจะไต้(จุด)ไฟ หรือจะดำมืดไป...?

ความมืดมันอยู่ที่ใจเรานี่เอง เพราะเราไม่มีความสว่าง ถ้าจะพูดตามภาษาที่ตัวหนังสือว่านั้นก็พระโสดาบัน พระสกิทาคา พระอนาคามี ครั้นพระอนาคามีนี่ เพิ่นว่าจะหมุนมาเกิดอีกหนหนึ่ง - ว่าซั่น

ครั้นพระอรหันต์นั้นแท้ไม่มาเกิด ว่าซั่น เอาอันใดมาเป็นเครื่องวัดว่าเราจะไม่ต้องมาเกิดได้ล่ะ มีญาณอันใด...?

พระพุทธเจ้าเพิ่นสอนไว้แล้ว ถึงที่สุดแล้ว ญาณย่อมมี มันหมดแล้วก็มีแล้ว อันนั้นแหละบอกเรา ไม่มีผู้ใดมาบอกเรา

อันนี้แหละการปฏิบัติธรรมะ...

จึงว่ามื้อนี้(วันนี้)ก็ถือโอกาสมาแล้วก็ต้องว่าโลดทันที เพราะว่าครั้นตายมื้อค่ำนี้ จิบ่ทันได้ว่าซ้ำ ออกมาก็ต้องว่าเลย บ่ว่าบ่ได้ ความจริงมันต้องว่า เพราะบ่ว่านี้ก็แสดงว่าตัวเองย่อท้อ อ่อนแอต่อความจริง ไม่เป็นผู้ที่ว่าเสียสละชีวิตเพราะรักษาความจริง ตายก็ตามซ่างมัน ได้พูดความจริงต่อเพื่อนภิกษุสามเณร และญาติโยมผู้ที่มีปัญญาจับไปปฏิบัติก็ได้ ที่มันรู้ธรรมะเหมือนกับพริบตาเดียวเท่านั้นเอง บ่เป็นของยาก ถ้าหากเข้าใจจริงๆ นะ ถ้าบ่เข้าใจแล้วเป็นของยาก

จึงว่าบ่รู้จักทิศทางเเน้ มันก็ยากติ๊ คนมาโตนน้ำลงไป น้ำท่วมหัวแล้วก็จักดำไปไสฮู้... บ่ฮู้จักแล้ว ดำน้ำไปติ๊พวกนั้น บ่ได้ลอย(ว่าย)เด๊ะพวกฮั่น คนดำน้ำนั่นไม่รู้จักทิศทาง คนลอย(ว่ายน้ำนี่รู้จักมองดูสิ รู้จักฝั่ง คนดำน้ำนี่บ่ฮู้จักฝั่ง...

บัดนี้ คนย่างไปเพียงเอวนี่มองเห็นชัด ฝั่งอยู่พอปานนั้นปานนี้ คนเพียงหัวเข่ากลางขานี่ยิ่งจะชัด คนเดินลงไปเนี่ยะ น้ำพอ...อ้า..หลัง..น้ำพอเพียงหลังตีน ท่วมหลังตีนน่ะ...(ให้ว่าเถอะไป บ้านหลวงพ่อเรียกว่าตีน ทางนี้อาจจะว่าเท้าก็ได้ เพราะว่าหลวงพ่อเป็นคนภาษาเมืองเลย ใกล้กับเมืองลาว บ่แม่นอยู่เมืองเลยซ่ำเด๊ะ อยู่อำเภอเชียงคานโพ่น...บ้านบุฮมพู่น ติดกับแม่น้ำโขง ติดกับเมืองลาว จึงว่าพูดภาษา ครั้นถ้าพูดให้ไทยลาวฟังนี่ก็รู้ แต่คนไทยก็รู้ แต่ว่าพันนั่นไทยภาคกลาง ไทยกรุงเทพ ไทยภาคใต้พู่นน่ะ ฟังบ่รู้...

เพราะหลวงพ่อเคยพูดแล้ว พูดภาษาเมืองเลย อย่างหลวงพ่อพูดนี่ ฟังบ่ได้ จึงว่า มี..มีทางพูดภาษากลางบ้างเล็กน้อย แล้วก็พูดภาษาตัวเองแดะ เพราะว่าตัวเองมันบ่เคยได้...ความสำคัญมันจำเป็นต้องพูดภาษาเฮา )

เพราะว่าคนฝรั่งจะมาเรียนภาษาเรา... ก็ตามซ่าง ถ้าหากต้องการจริงๆ ต้องเรียนภาษาไทย จึงจะสอนได้ ภาษาของเขา เขาก็ต้องรู้ติ๊ ภาษาเรา เราจะไปรู้ภาษาเขาจังใด๋...

ภาษาธรรมะคนอินเดียพูด ต้องพูดภาษาแขก ภาษาอินเดีย เพราะพระพุทธเจ้าเป็นคนแขก เป็นคนอินเดีย คนไทยก็จะแปลภาษาแขก แปลภาษาอินเดียได้นั้นก็ต้องเรียนมา แปลมา บางทีแปลมาพลาดผิดก็ได้

จึงว่า ให้เฮาเข้าใจหลักพุทธศาสนา คำสอนของท่านผู้รู้สอนไว้แล้ว หนังสือกาลามสูตรบอกไว้ดีแล้ว... อย่าเชื่อ แล้วก็อย่าปฏิเสธ
ครั้นถ้าบ่เชื่อ ปฏิเสธไปเลย ก็แสดงว่าสุดโต่งก็ได้ ว่าสุดเรื่องก็ได้

เชื่อเลยบัดเนี่ยะ ก็สุดโต่งก็ได้ สุดเรื่องก็ได้ เพราะว่าไม่ได้พิจารณา ไม่ได้พิสูจน์ ไม่ได้เอาตัวเข้าไปวัดอันใดเลย

อันนี้แสดงว่าสองอย่างเนี่ยะ ได้ผลน้อย อาจจะไม่ได้ผล จึงได้แต่เพียงว่า ให้ทาน รักษาศีล กับทำความสงบเท่านั้นเอง

ถ้าเราแบบ...วัดตัวเรา ทำความรู้สึก การเคลื่อนไหวเนี่ยะ...รู้สึก จิตใจนึกคิด..รู้สึก ให้มีความรู้สึกอันนี้ไปเรื่อยๆ ไปเลย มันจะค่อยเปลี่ยนแปลงไปเอง ตอนที่จิตใจจะเปลี่ยนไปเป็นระดับๆ เนี่ยะ เหมือนกับเราจับของทิ้งลง เบาเข้าไป ทิ้งออกไป เบาเข้าไป ทิ้งออกไป เบาเข้าไป ของหมดมือเราแล้วก็แสดงว่าเราไม่มีอันใด ไม่มีพันธะอันใด เราก็เดินไปได้มาได้ อยู่ไสก็ได้ เพิ่นว่าอย่างซั่น

คำสอนของพระพุทธเจ้าน่ะ เพราะว่าเพิ่นเว่าเป็นภาษาบาลี หลวงพ่อเป็นคน...เป็นคนไทย...ให้ว่าเถอะไป แต่พูดภาษากลางก็บ่เป็น แต่ว่าพูดได้น้อยๆ อย่างภาษากลางเนี่ยะ

ที่ได้นำธรรมะมาเล่าให้เพื่อนภิกษุสามเณร และญาติโยมผู้สนใจธรรม ...

การปฏิบัติธรรมนั้น อย่าไปไว้ใจคนนั้นคนนี้ ให้เอาตัวของเราเองมาวัดว่า พลิกมือขึ้นก็ให้รู้สึกตัว คว่ำมือลงก็ให้รู้สึกตัว เดินไปเดินมาให้รู้สึก

ให้มันรู้สึกเบาๆ อย่าไปให้ว่า เพ่งไปจริงๆ แล้ว มันหนักอกหนักใจ เจ็บหัว มึนหัว แล้วก็มึนแข้งมึนขา เป็นอย่างซั่น

อย่าทรมาน ปวดแข้งปวดขา ต้องลุกต้องย่าง ต้องนั่งต้องเดิน อันนี้เว่าตามภาษาหลวงพ่อ

ถ้าปวดแข้งปวดขา ยังนั่งอยู่ เป็นการทรมานตัวเอง อดข้าวอดน้ำ ก็เป็นการทรมานตัวเอง เพิ่นว่า เบียดเบียนตัวเอง

การเบียดเบียนตัวเองนี่สำคัญที่สุด เราไม่รู้จัก หลายอย่าง คิดไม่ดี ก็เบียดเบียนตัวเอง คิดไปติดอันนั้นอันนี้ ก็เบียดเบียนตนเอง

เหมือนกับนก ขังไว้ในตุ่มเนี่ยะ มันอยากออก เอาหัวไปป่อยปอกนั้น ป่อยปอกนี้ มันออกบ่ได้ เพราะมันออกที่ไม่ใช่ประตูมัน อันเราติดเนี่ยะ เราคิดเนี่ยะ คิดดีใจเสียใจเนี่ยะ มันบ่แม่นทางออกเด๊ะ

ยังว่าเฮ็ดซื่อๆ (ทำเฉย ๆ ) พลิกมือซื่อๆ นี่แหละ ยกขึ้นแบบนี้...รู้สึก เอามาที่นี้ ทำให้มันรู้ซื่อๆ รู้แล้วมันสิเป็นหยัง...? มันสิไล่ความไม่รู้นั้นหนีไปซื่อซื้อ มันจิไล่ความไม่รู้นั้นหนีไปซื่อซื้อ

ความรู้นี่ มันจิไปไล่ความไม่รู้นั้นหนี... เฮาหากบ่เห็น (แต่เราไม่เห็น)
จึงว่า ที่นำมาเล่าให้ฟังมื้อนี้ ก็รู้สึกว่าสมควรแล้ว ถ้าหากว่า เว่าไปก็ต้อง...มันยาว จะจับต้นชนปลายบ่ได้

ท้ายที่สุดนี้ อาตมาพร้อมด้วยพระสงฆ์และญาติโยม มานั่งฟังธรรมะอยู่ ณ สถานที่นี่ อาตมาขออ้างอิงเอาคุณของพระพุทธเจ้า และพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และคุณของพระอรหันตาสาวกพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาเตือนจิตสะกิดใจของพวกเรา ให้พวกเราได้ประพฤติปฏิบัติตามอย่างที่พระพุทธเจ้าว่านั้นว่า...

สัตว์ทั้งหลาย เราผู้เป็นตถาคตไปถึงแล้วแห่งนั้น แล้วจึงนำมาสอนพวกเธอทั้งหลาย ให้พวกเธอทั้งหลายประพฤติปฏิบัติตามอย่างเราตถาคตนี้ ก็จะรู้ จะเห็น จะเป็น จะมี อย่างเราตถาคตนี้

ให้พวกเราประพฤติปฏิบัติตามอย่างพระพุทธเจ้า ให้ได้รู้ตาม เห็นตาม อย่างพระพุทธเจ้า ในชีวิตนี้จงทุกๆ คน เทอญ.


:yociexp29:http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=maekai&date=12-03-2008&group=3&gblog=72

ขาจรจัด
03-14-2008, 06:56 PM
แบบน้ำแข็ง เย็นชืดจืดสนิท

ใส่นมใส่ครีม ใส่สี จะมีรสชาดเหมือนไอสครีม ขอรับ

สงบยิ่งกว่าสงบ ไม่ได้เหมือนน้ำแข็ง หรือไอสครีม ขอรับ