Kamen rider
03-11-2008, 06:19 PM
ถาม ผมเคยขับรถอยู่ดีๆ มีรถกระบะวิ่งมาชนหลัง แบบว่าเขาจะขับซิ่งแต่ซิ่งไม่เป็น กะระยะปาดหลังไม่ถูก ตัวผมไม่เป็นไร รถก็แค่ถลอกนิดหน่อย ตกใจตอนถูกเฉี่ยวแล้วรถส่ายไปส่ายมาเสียการทรงตัวครู่หนึ่งเท่านั้น สรุปคือไม่ได้มีประสบการณ์ฝังใจที่เลวร้ายอะไรมาก แต่ถึงวันนี้จัดเป็นคนกลัวการเอารถออกถนนพอสมควร คือรู้สึกไม่อยากเกิดอุบัติเหตุ ไม่อยากให้มีอะไรเกิดขึ้นกับรถของเรา กลัวดวงตก กลัวมีวิบากที่ต้องเจออุบัติเหตุซึ่งเราไม่ได้เป็นคนก่อ บางทีตอนอยู่บนถนนก็เฉยๆ แต่บางทีก่อนออกจากบ้านก็คิดๆกลัวขึ้นมา อยากทราบว่าพอมีอุบายหรือวิธีอะไรจะทำให้หายกลัวบ้างไหมครับ?
คนเราตอนกลัวก็กลัวเพื่อตัวเองกันทั้งนั้นแหละครับ ความกลัวนั้นมีรากมาจากโทสะ จิตมีอาการผลักไสไม่อยากเอา ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ไม่อยากทน ไม่อยากรับ ไม่อยากรู้ โดยรวมคือไม่อยากให้ตัวเราต้องเผชิญกับสิ่งกระทบที่น่าขัดเคือง
สรุปได้ว่าโทสะนั้น เป็นกิเลสที่แสดงความเห็นแก่ตัวชนิดหนึ่ง ความอยู่ดีเป็นที่ชอบใจของตัวเองต้องมาก่อน คนอื่นอย่ามาทำให้เราขุ่นข้อง อะไรๆอย่ามาทำให้เราเดือดเนื้อร้อนใจ
เมื่อทราบมูลเหตุแห่งความกลัวเช่นนี้ ต่อไปลองตั้งความคิดให้เป็นตรงข้ามดูครับ เมื่อใดนั่งอยู่หลังพวงมาลัย ให้สัญญากับตัวเองเป็นมั่นเหมาะว่าคุณจะพยายามไม่ให้ใครได้รับอันตรายจากการขับรถของคุณเป็นอันขาด พูดง่ายๆ เปลี่ยนจากระแวงว่าใครเขาจะทำเรา เป็นระวังตัวเองจะไปทำคนอื่นเสียแทน
เมื่อคุณไว้ใจตัวเอง เชื่อมือตัวเอง ช้าในที่ควรช้า เร็วพอเหมาะในที่ควรเร็ว คุณจะเกิดความอุ่นใจว่ามือกับเท้าของคุณต้องไม่พาภัยไปหาใคร ความรู้สึกปรารถนามอบความปลอดภัยแก่คนอื่นนั่นแหละ จัดเป็นทานชนิดหนึ่ง ทานชนิดนี้เมื่อทำให้มาก เมื่อทำให้ตั้งมั่นแล้ว จะตะล่อมจิตให้เกิดความมั่นคง ไม่หวาดระแวงเกินการณ์ และที่สำคัญคือจะมีอานิสงส์เป็นรัศมีความปลอดภัยคุ้มตัวได้จริงๆ ขอเพียงบำเพ็ญบารมีด้วยการตั้งใจและทำจริงนานเพียงพอสักระยะหนึ่ง ต่อให้มีวิบากด้านลบ คือต้องรับเคราะห์บนถนนเกี่ยวกับรถรา ก็จะผ่อนหนักเป็นเบา หรือผ่อนเบาเป็นไม่มีอะไรเลย แค่หวาดเสียวเล็กๆน้อยๆเท่านั้น
ตั้งใจไว้เรื่อยๆ คุณจะค้นพบธรรมชาติด้วยตนเองครับ ว่าให้ใครอย่างไร เราก็รับผลอย่างนั้นแหละ ความหวาดระแวง ความขี้กลัว ความเห็นแก่ตัว จัดเป็นแรงดึงดูดเรื่องร้ายชนิดหนึ่ง ส่วนความระมัดระวัง ความอบอุ่นใจ และความเสียสละให้คนอื่นก่อน จัดเป็นรัศมีคุ้มกันภัย และดึงดูดแต่เรื่องดีเข้ามาสู่วงโคจรชีวิตเสมอ เลือกเป็นคนแก่ตัวหรือเป็นคนเสียสละให้มั่นคงสักระยะเถอะ จะเห็นผลทันตาในชาตินี้เลยทีเดียวครับ
ถาม ลูกชายของดิฉันใกล้ ๓ ขวบแล้ว เขามีนิสัยขี้กลัว เช่นกลัวใบไม้ กลัวหนังสือที่โรงเรียน กลัวแบบที่ไม่น่าจะต้องกลัว ทั้งที่ดิฉันก็เลี้ยงดูด้วยความอบอุ่นมาตลอดตั้งแต่เล็ก บางครั้งเอาใจมากไปด้วยซ้ำ ไม่ทราบว่าจะแก้ไขนิสัยนี้อย่างไรดีคะ?
เมื่อเกิดความกลัวแรงๆ ถ้าเล็งเข้าไปที่จิตจะเห็นมีอาการหดตัวเมื่อถูกกระทบ คือหดไวเสียยิ่งกว่าไมยราบที่กระเทือนหน่อยเดียวก็หุบราบ และถ้าสิ่งกระทบนั้นเป็นของธรรมดาที่คนทั่วไปไม่กลัว ก็แปลว่าจิตของคนๆนั้นผิดปกติแล้ว
ความกลัวอย่างไร้เหตุผลตั้งแต่ยังเล็ก สะท้อนการเกิดมาภายใต้วิบากอย่างหนึ่ง ซึ่งบีบให้ตกอยู่ในภพของความกลัวครับ จากกฎธรรมชาติที่สำคัญข้อหนึ่งคือ ทำกับคนอื่นอย่างไร ผลก็จะย้อนกลับมาเข้าตัวเช่นนั้น นั่นแปลว่าความกลัวของลูกคุณ เป็นเครื่องสะท้อนว่าก่อนหน้าที่จะเกิดมาในครั้งนี้ เขาก่อกรรมบางอย่างกับคนอื่นไว้ให้เกิดความกลัวหรือหวาดระแวงอย่างไม่สมเหตุสมผล
ตัวอย่างแบบแรงๆที่ทำให้นึกออกง่ายหน่อย ก็เช่นเคยอยู่ในกลุ่มทหารหรือกลุ่มโจรที่ชอบสร้างสถานการณ์ให้ผู้คนพรั่นพรึงด้วยความสนุกสนาน ยิ่งสนุกเท่าไหร่ แปลว่าจิตที่คิดก่อบาปยิ่งมีความโสมนัส (ซึ่งตามหลักแล้วโสมนัสเป็นปัจจัยฝ่ายนามที่ขยายผลหนักที่สุด) วิบากที่ชัดน่าจะได้แก่การมีจิตอ่อนไหวมาก อาจเห็นผลทันตาในชาติที่ก่อกรรม (แต่พวกทหารอาจมีความกร้าวและความบ้าบิ่นบดบังจิตอ่อนไหวนั้นไว้ แล้วค่อยมาปรากฏผลชัดในอีกชาติหนึ่ง)
พวกที่เคยเล่นไสยเวททั้งไสยขาวและไสยดำอันเป็นสิ่งลึกลับ ก็จะมีวิบากเป็นความรู้สึกหวั่นไหวลี้ลับในชาติถัดๆมาได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการรับรู้สิ่งต่างๆแบบหดหรือขยายเกินจริง เห็นบรรยากาศมืดครึ้มหรือฟังเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่า แล้วบังเกิดความหวั่นไหวเสมือนตกอยู่ในสถานการณ์เฉียดตายชั่วขณะ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม เด็กที่เรากำลังพูดถึงนี้มีตัวคุณเป็นแดนเกิด คือเขามาเกิดในท้องแม่ซึ่งคอยประคบประหงม ให้ความรักความอบอุ่นมาแต่อ้อนแต่ออกได้ ก็แปลว่าต้องเคยเป็นคนดีๆธรรมดาๆคนหนึ่ง ไม่น่าจะเป็นพวกผู้ก่อการร้ายหรือพ่อมดหมอผีตามบ้านป่านาเถื่อน ไม่ได้ทำกายกรรมและวจีกรรมทุจริตเลวร้ายอะไรสาหัสเกินเยียวยา ตรงข้ามอาจเคยเลี้ยงดูลูกเต้ามาอย่างดี หรือเคยอุปถัมภ์ค้ำชูให้ผู้คนเป็นสุขด้วยซ้ำ
การมาเกิดกับพ่อแม่ที่ดี ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเยียวยา หรือผ่อนวิบากหนักให้เป็นเบาได้ และการจะมาเกิดกับพ่อแม่ดีๆย่อมต้องอาศัยกรรมดีที่เคยทำเป็นนิตย์ ไม่ใช่ดีประเดี๋ยวประด๋าว เพราะฉะนั้นจึงควรสันนิษฐานว่าชาติก่อนเขาเป็น คนดี ที่เสมอต้นเสมอปลายคนหนึ่ง
แต่คนดีก็ก่ออกุศลกรรมได้ ตัวอย่างเช่นเคยเพาะนิสัยขี้ระแวง กลัวนั่นกลัวนี่ไปหมด ทั้งความสกปรกที่มองเห็น ทั้งเชื้อโรคที่มองไม่เห็น พอใครไอโขลกเดียวอุดปากอุดจมูกตัวเองทันที ทำหน้ารังเกียจให้คนไอรู้สึกว่าตัวเองเป็นอันตรายอย่างไม่เกรงใจ หมอบางคนแทบอาบน้ำด้วยแอลกอฮอล์ บางทีเป็นห่วงอาหารการกิน หรือจะเข้าไปที่ไหนก็กังวลว่าถูกสุขลักษณะหรือเปล่า ซึ่งระวังตัวเองไม่พอ ยังห่วงใยแบบเกินเหตุแทนคนรอบข้างอีก จ้ำจี้จำไชจนใครต่อใครพลอยติดอยู่ในกรอบความระแวงอันน่าอึดอัด หรือกระทั่งตกอยู่ภายใต้ความหวาดกลัวที่ไม่สมเหตุสมผลไปด้วย
อีกตัวอย่างที่ทันสมัย (แต่อาจไกลตัวคนทั่วไปหน่อย) ก็เช่นเคยร่วมสร้างภาพยนตร์สยองขวัญสุดขีดเป็นประจำ คือทำเรื่องไม่เป็นเรื่องให้กลายเป็นเรื่อง แล้วก็ดูสมจริงสมจังเหลือเกินด้วย ชนิดคนดูเกือบหัวใจหยุดเต้น หรือแทบกินข้าวไม่ลงไปหลายวัน อันนี้เข้าข่ายต้องเสวยวิบากเป็นคนขี้กลัวได้
มีนักประพันธ์นิยายเขย่าขวัญมากมายที่เก่งในทางทำเรื่องธรรมดาให้น่ากลัว ใช้วัตถุสามัญมาเป็นเครื่องประกอบฉากเขย่าขวัญ (เช่นตุ๊กตาเด็กก็ทำให้เป็นตุ๊กตาผี หรือรูปตัวตลกกลายเป็นปีศาจอำมหิต) พวกนี้ต้องหมกมุ่นอยู่กับจินตนาการสยองขวัญสั่นประสาทอยู่เรื่อยๆ วิบากที่ได้รับทันตาคือฝันร้ายบ่อย (แล้วก็เก่งในการแปลงฝันร้ายเป็นพล็อตเรื่องน่ากลัวเสียด้วย)
นักเขียนบางคนอาการหนัก ขวัญบินง่าย ลอกแลกเหมือนกลัวใครจะมาทำร้ายทั้งที่จริงไม่มี และบางรายเท่าที่ทราบก็ถึงขั้นเข้าโรงพยาบาลบ้าไปเลย อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าจิตมีความยึดมั่นจินตนาการของตัวเองรุนแรงต่างกันมากน้อยเพียงใด คนที่เคยต้องบำบัดจิตแต่ไม่หายขาด ก็แสดงให้เห็นว่ายังแก้วิบากเก่าไม่ขาด มีแนวโน้มว่าเกิดใหม่ก็ต้องเสวยวิบากเดิมๆต่อ
กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นแค่ยกบางตัวอย่าง บางกรณีแบบไม่เจาะจง เพื่อสรุปว่าหากเป็นกรรมเก่าประเภทที่ไม่ใช่ประเภทแกล้งสั่นประสาทผู้คนแบบถึงเลือดถึงเนื้อด้วยความสะใจสุดเหวี่ยง ก็ไม่น่าจะแก้ยากนัก เพราะการเกิดเป็นมนุษย์แต่ละครั้งคือการตั้งต้นล้างไพ่ใหม่อยู่แล้วในตัวเอง (คำว่า ล้างไพ่ ในที่นี้หมายเอาการล้างความจำเก่าเป็นหลักนะครับ วิบากกรรมจะไม่ถูกล้างไปด้วย อย่างไรก็ต้องติดเป็นเงาตามตัววันยังค่ำจนกว่าจะชดใช้ให้หมดๆไป)
เพื่อแก้ไขอาการกลัวของลูกคุณ ก่อนอื่นเราต้องมีความรู้เบื้องต้นว่าความกลัวคืออาการที่จิตหด จิตปิดแคบ จิตมืดมน ซึ่งล้วนมีโทสะเป็นมูล ก็แก้เสียด้วยคู่ปรับของโทสะคือเมตตา ทำอย่างไรก็ได้ไม่จำกัด ขอให้จิตขยาย จิตเปิดกว้าง จิตสว่างไสวเบิกบานในเชิงเมตตาเป็นพอ
ยกตัวอย่างที่ทำกันมากคือให้เด็กสวดมนต์ นึกถึงพระพุทธเจ้าบ่อยๆ แม่ต้องเป็นคนนำ ถ้าให้ดียอมลงทุนเช่าพระพุทธรูปสวยๆมาเป็นประธานโต๊ะหมู่บูชาที่บ้าน เพื่อให้จิตของลูกเข้าไปจับอยู่กับความงดงามขององค์ท่าน ให้องค์ท่านเหนี่ยวนำความมีใจเปิดสบาย การเปิดใจรับอำนาจพุทธคุณที่ซ่านผ่านสายตา จะช่วยลดความกลัวลงได้ง่ายๆในระดับหนึ่ง ยิ่งเด็กติดใจในรูปที่เห็นประจักษ์ตาเท่าไหร่ ความกลัวอย่างไร้เหตุผลก็จะลดลงเท่านั้น หมั่นถามเขาหลังสวดมนต์ว่ามีความสุขไหม ถ้าเขาว่ามีความสุข ก็บอกว่าความสุขนี้จะติดตัวไปเรื่อยๆตราบเท่าที่เขายังนึกถึงองค์พระอยู่
อุบายวิธีอื่นๆที่จะเหนี่ยวนำให้เกิดเมตตาจิต ก็เช่นให้เขารู้จักการให้อาหารสัตว์ ทำบุญใส่บาตรพระตอนเช้า ตลอดจนกระทั่งหัดให้เขาพูดจาสุภาพอ่อนโยน เหล่านี้ก็จะเป็นทัพเสริมวันละนิดวันละหน่อย ต่อไปเขากลัวอะไร ก็พยายามแปรสิ่งนั้นให้เขาคิดในทางมงคล เช่นกลัวหนังสือก็หาหนังสือที่มีพระพุทธรูปสวยมาให้ดู ถ้ากลัวใบไม้ก็วาดรูปใบไม้ให้เขาระบายสี สอนว่าสีเขียวทำให้เย็นตาดีนะลูก
อีกทางหนึ่ง คือพยายามฝึกให้เขาเป็นคนมีเหตุมีผลมากๆ เชื่อในสิ่งที่จับต้องได้ ทำความเข้าใจที่มาที่ไปด้วยเหตุผลได้ หลีกเลี่ยงที่จะให้ระบบความคิดของเขาถูกกระทบกระเทือนด้วยเรื่องลี้ลับอธิบายที่มาที่ไปยาก
เมื่อเขาโตขึ้นเป็นคนมั่นใจในเหตุผล ที่สุดการเกิดใหม่ที่ได้แม่คอยช่วยประคองในครั้งนี้ ก็จะช่วยเจือจางวิบากเก่าให้อ่อนกำลังลง กลายเป็นคนมองโลกในแง่ดี เห็นอะไรๆสว่างและอบอุ่นไปเองครับ
ถาม ถ้าเป็นคนกลัวเข็มฉีดยามากๆ จะแก้ความกลัวได้อย่างไรคะ?
ความกลัวประเภทนี้ เหล่านักปฏิบัติธรรมเขาใช้เป็นเครื่องเล่นซ้อมฝึกสติกันครับ จากหลักความจริงง่ายๆ คือเมื่อใดสติสัมปชัญญะมีกำลังเหนือความทุกข์ทางกาย ทุกข์ทางใจจะไม่เกิด หรือเกิดน้อยมาก เรียกว่าเสวยทุกข์ทางกายตามจริงอย่างเดียว ไม่เสวยทุกข์ทางใจให้เกินจริงเป็นของแถม
ต่อไปถ้าต้องเจอเข็มฉีดยาอีก ก่อนเดินเข้าหาหมอขอให้ตั้งใจไว้ว่าวันนี้เรามาเล่นสนุกกับความกลัว หรือมาเพื่อสนุกกับการฝึกสร้างสติ เมื่อตั้งความคิดไว้เช่นนั้น ความกลัวเข็มจะลดลงแล้วกว่าครึ่ง
พอถึงเวลาเข้าด้ายเข้าเข็ม ต้องโดนหมอลงยาฉีด ให้สังเกตว่าก่อนถูกฉีดยา จะมีทุกข์ทางใจเกิดขึ้นก่อน คือทุกข์ทางกายยังไม่ทันเกิด ทุกข์ทางใจดันชิงตัดหน้าเกิดขึ้นเสียแต่เช้ามืดแล้ว
ขอให้พินิจเข้าไปในรายละเอียดของความกลัว สิ่งที่ปรากฏพร้อมกันคืออาการหดตัวของกล้ามเนื้อ จากนั้นจึงถึงคิวของจริง คือความเจ็บจี๊ดเพราะโดนเข็มแทงเฉพาะที่ ทว่าความเจ็บเฉพาะที่นั้นก็อาจส่งต่อเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่แล่นทั่วไปทั้งร่าง โดยเฉพาะถ้าใจเราช่วยขยายผล คือคิดว่าเจ็บมาก เจ็บเหลือเกิน กำลังจะแย่แล้ว ทั้งกายก็แทบจะระเบิดเป็นเสี่ยงๆทีเดียว
อาการที่จิตยึดมั่นถือมั่นอย่างรุนแรงในความเจ็บปวด ณ จุดเล็กๆนั้น ก่อให้เกิดจินตนาการเลวร้ายขึ้นมากมาย จินตนาการนั่นแหละที่ทำให้คนเราตอบสนองความเจ็บปวดแตกต่างกัน บางคนแค่ทำหน้าเฉยๆรอหมอถอนเข็ม ในขณะที่บางคนต้องทำหน้าบิดเบี้ยวเหยเกราวกับใครเอาตะปูตอกนิ้ว
สรุปสั้นๆคือ อย่าเห็นใจตัวเองเกินควร แต่ให้เห็นจิตตัวเองตามจริง ว่าด้วยเหตุอย่างไรจึงเกิดผลแบบไหน คุณอาจแปลกใจและรู้สึกสนุก กับการพบว่าด้วยใจที่ไม่ปรุงแต่งเกินจริงเท่านั้น จึงสามารถรับรู้ความเจ็บจี๊ดตอนโดนเข็มแทง ว่าเกิดขึ้นไม่นานเลย แต่ถ้าใจยึดมั่นถือมั่น ปรุงแต่งจินตนาการรุนแรง ความเจ็บจะมาก่อนเข็มจริง แถมเมื่อเข็มถอนออกไปแล้วก็ยังอุตส่าห์ทิ้งความเจ็บตกค้างไว้อีกเนิ่นนาน ยิ่งเห็นความจริงทำนองนี้บ่อยขึ้นเท่าไหร่ จิตก็จะค่อยๆฉลาด และลดความยึดมั่นลง ปล่อยวางมากขึ้น ความเจ็บจากการถูกฉีดยาก็เหมือนสิ่งอื่น ที่เกิดขึ้นแล้วต้องดับลงเป็นธรรมดา จะโอ๊ยก็โอ๊ยตามเนื้อผ้า ไม่โอ๊ยเกินเนื้อผ้าออกไปครับ
:yoyo_0078:http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare066.htm (http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare066.htm)
คนเราตอนกลัวก็กลัวเพื่อตัวเองกันทั้งนั้นแหละครับ ความกลัวนั้นมีรากมาจากโทสะ จิตมีอาการผลักไสไม่อยากเอา ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ไม่อยากทน ไม่อยากรับ ไม่อยากรู้ โดยรวมคือไม่อยากให้ตัวเราต้องเผชิญกับสิ่งกระทบที่น่าขัดเคือง
สรุปได้ว่าโทสะนั้น เป็นกิเลสที่แสดงความเห็นแก่ตัวชนิดหนึ่ง ความอยู่ดีเป็นที่ชอบใจของตัวเองต้องมาก่อน คนอื่นอย่ามาทำให้เราขุ่นข้อง อะไรๆอย่ามาทำให้เราเดือดเนื้อร้อนใจ
เมื่อทราบมูลเหตุแห่งความกลัวเช่นนี้ ต่อไปลองตั้งความคิดให้เป็นตรงข้ามดูครับ เมื่อใดนั่งอยู่หลังพวงมาลัย ให้สัญญากับตัวเองเป็นมั่นเหมาะว่าคุณจะพยายามไม่ให้ใครได้รับอันตรายจากการขับรถของคุณเป็นอันขาด พูดง่ายๆ เปลี่ยนจากระแวงว่าใครเขาจะทำเรา เป็นระวังตัวเองจะไปทำคนอื่นเสียแทน
เมื่อคุณไว้ใจตัวเอง เชื่อมือตัวเอง ช้าในที่ควรช้า เร็วพอเหมาะในที่ควรเร็ว คุณจะเกิดความอุ่นใจว่ามือกับเท้าของคุณต้องไม่พาภัยไปหาใคร ความรู้สึกปรารถนามอบความปลอดภัยแก่คนอื่นนั่นแหละ จัดเป็นทานชนิดหนึ่ง ทานชนิดนี้เมื่อทำให้มาก เมื่อทำให้ตั้งมั่นแล้ว จะตะล่อมจิตให้เกิดความมั่นคง ไม่หวาดระแวงเกินการณ์ และที่สำคัญคือจะมีอานิสงส์เป็นรัศมีความปลอดภัยคุ้มตัวได้จริงๆ ขอเพียงบำเพ็ญบารมีด้วยการตั้งใจและทำจริงนานเพียงพอสักระยะหนึ่ง ต่อให้มีวิบากด้านลบ คือต้องรับเคราะห์บนถนนเกี่ยวกับรถรา ก็จะผ่อนหนักเป็นเบา หรือผ่อนเบาเป็นไม่มีอะไรเลย แค่หวาดเสียวเล็กๆน้อยๆเท่านั้น
ตั้งใจไว้เรื่อยๆ คุณจะค้นพบธรรมชาติด้วยตนเองครับ ว่าให้ใครอย่างไร เราก็รับผลอย่างนั้นแหละ ความหวาดระแวง ความขี้กลัว ความเห็นแก่ตัว จัดเป็นแรงดึงดูดเรื่องร้ายชนิดหนึ่ง ส่วนความระมัดระวัง ความอบอุ่นใจ และความเสียสละให้คนอื่นก่อน จัดเป็นรัศมีคุ้มกันภัย และดึงดูดแต่เรื่องดีเข้ามาสู่วงโคจรชีวิตเสมอ เลือกเป็นคนแก่ตัวหรือเป็นคนเสียสละให้มั่นคงสักระยะเถอะ จะเห็นผลทันตาในชาตินี้เลยทีเดียวครับ
ถาม ลูกชายของดิฉันใกล้ ๓ ขวบแล้ว เขามีนิสัยขี้กลัว เช่นกลัวใบไม้ กลัวหนังสือที่โรงเรียน กลัวแบบที่ไม่น่าจะต้องกลัว ทั้งที่ดิฉันก็เลี้ยงดูด้วยความอบอุ่นมาตลอดตั้งแต่เล็ก บางครั้งเอาใจมากไปด้วยซ้ำ ไม่ทราบว่าจะแก้ไขนิสัยนี้อย่างไรดีคะ?
เมื่อเกิดความกลัวแรงๆ ถ้าเล็งเข้าไปที่จิตจะเห็นมีอาการหดตัวเมื่อถูกกระทบ คือหดไวเสียยิ่งกว่าไมยราบที่กระเทือนหน่อยเดียวก็หุบราบ และถ้าสิ่งกระทบนั้นเป็นของธรรมดาที่คนทั่วไปไม่กลัว ก็แปลว่าจิตของคนๆนั้นผิดปกติแล้ว
ความกลัวอย่างไร้เหตุผลตั้งแต่ยังเล็ก สะท้อนการเกิดมาภายใต้วิบากอย่างหนึ่ง ซึ่งบีบให้ตกอยู่ในภพของความกลัวครับ จากกฎธรรมชาติที่สำคัญข้อหนึ่งคือ ทำกับคนอื่นอย่างไร ผลก็จะย้อนกลับมาเข้าตัวเช่นนั้น นั่นแปลว่าความกลัวของลูกคุณ เป็นเครื่องสะท้อนว่าก่อนหน้าที่จะเกิดมาในครั้งนี้ เขาก่อกรรมบางอย่างกับคนอื่นไว้ให้เกิดความกลัวหรือหวาดระแวงอย่างไม่สมเหตุสมผล
ตัวอย่างแบบแรงๆที่ทำให้นึกออกง่ายหน่อย ก็เช่นเคยอยู่ในกลุ่มทหารหรือกลุ่มโจรที่ชอบสร้างสถานการณ์ให้ผู้คนพรั่นพรึงด้วยความสนุกสนาน ยิ่งสนุกเท่าไหร่ แปลว่าจิตที่คิดก่อบาปยิ่งมีความโสมนัส (ซึ่งตามหลักแล้วโสมนัสเป็นปัจจัยฝ่ายนามที่ขยายผลหนักที่สุด) วิบากที่ชัดน่าจะได้แก่การมีจิตอ่อนไหวมาก อาจเห็นผลทันตาในชาติที่ก่อกรรม (แต่พวกทหารอาจมีความกร้าวและความบ้าบิ่นบดบังจิตอ่อนไหวนั้นไว้ แล้วค่อยมาปรากฏผลชัดในอีกชาติหนึ่ง)
พวกที่เคยเล่นไสยเวททั้งไสยขาวและไสยดำอันเป็นสิ่งลึกลับ ก็จะมีวิบากเป็นความรู้สึกหวั่นไหวลี้ลับในชาติถัดๆมาได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการรับรู้สิ่งต่างๆแบบหดหรือขยายเกินจริง เห็นบรรยากาศมืดครึ้มหรือฟังเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่า แล้วบังเกิดความหวั่นไหวเสมือนตกอยู่ในสถานการณ์เฉียดตายชั่วขณะ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม เด็กที่เรากำลังพูดถึงนี้มีตัวคุณเป็นแดนเกิด คือเขามาเกิดในท้องแม่ซึ่งคอยประคบประหงม ให้ความรักความอบอุ่นมาแต่อ้อนแต่ออกได้ ก็แปลว่าต้องเคยเป็นคนดีๆธรรมดาๆคนหนึ่ง ไม่น่าจะเป็นพวกผู้ก่อการร้ายหรือพ่อมดหมอผีตามบ้านป่านาเถื่อน ไม่ได้ทำกายกรรมและวจีกรรมทุจริตเลวร้ายอะไรสาหัสเกินเยียวยา ตรงข้ามอาจเคยเลี้ยงดูลูกเต้ามาอย่างดี หรือเคยอุปถัมภ์ค้ำชูให้ผู้คนเป็นสุขด้วยซ้ำ
การมาเกิดกับพ่อแม่ที่ดี ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเยียวยา หรือผ่อนวิบากหนักให้เป็นเบาได้ และการจะมาเกิดกับพ่อแม่ดีๆย่อมต้องอาศัยกรรมดีที่เคยทำเป็นนิตย์ ไม่ใช่ดีประเดี๋ยวประด๋าว เพราะฉะนั้นจึงควรสันนิษฐานว่าชาติก่อนเขาเป็น คนดี ที่เสมอต้นเสมอปลายคนหนึ่ง
แต่คนดีก็ก่ออกุศลกรรมได้ ตัวอย่างเช่นเคยเพาะนิสัยขี้ระแวง กลัวนั่นกลัวนี่ไปหมด ทั้งความสกปรกที่มองเห็น ทั้งเชื้อโรคที่มองไม่เห็น พอใครไอโขลกเดียวอุดปากอุดจมูกตัวเองทันที ทำหน้ารังเกียจให้คนไอรู้สึกว่าตัวเองเป็นอันตรายอย่างไม่เกรงใจ หมอบางคนแทบอาบน้ำด้วยแอลกอฮอล์ บางทีเป็นห่วงอาหารการกิน หรือจะเข้าไปที่ไหนก็กังวลว่าถูกสุขลักษณะหรือเปล่า ซึ่งระวังตัวเองไม่พอ ยังห่วงใยแบบเกินเหตุแทนคนรอบข้างอีก จ้ำจี้จำไชจนใครต่อใครพลอยติดอยู่ในกรอบความระแวงอันน่าอึดอัด หรือกระทั่งตกอยู่ภายใต้ความหวาดกลัวที่ไม่สมเหตุสมผลไปด้วย
อีกตัวอย่างที่ทันสมัย (แต่อาจไกลตัวคนทั่วไปหน่อย) ก็เช่นเคยร่วมสร้างภาพยนตร์สยองขวัญสุดขีดเป็นประจำ คือทำเรื่องไม่เป็นเรื่องให้กลายเป็นเรื่อง แล้วก็ดูสมจริงสมจังเหลือเกินด้วย ชนิดคนดูเกือบหัวใจหยุดเต้น หรือแทบกินข้าวไม่ลงไปหลายวัน อันนี้เข้าข่ายต้องเสวยวิบากเป็นคนขี้กลัวได้
มีนักประพันธ์นิยายเขย่าขวัญมากมายที่เก่งในทางทำเรื่องธรรมดาให้น่ากลัว ใช้วัตถุสามัญมาเป็นเครื่องประกอบฉากเขย่าขวัญ (เช่นตุ๊กตาเด็กก็ทำให้เป็นตุ๊กตาผี หรือรูปตัวตลกกลายเป็นปีศาจอำมหิต) พวกนี้ต้องหมกมุ่นอยู่กับจินตนาการสยองขวัญสั่นประสาทอยู่เรื่อยๆ วิบากที่ได้รับทันตาคือฝันร้ายบ่อย (แล้วก็เก่งในการแปลงฝันร้ายเป็นพล็อตเรื่องน่ากลัวเสียด้วย)
นักเขียนบางคนอาการหนัก ขวัญบินง่าย ลอกแลกเหมือนกลัวใครจะมาทำร้ายทั้งที่จริงไม่มี และบางรายเท่าที่ทราบก็ถึงขั้นเข้าโรงพยาบาลบ้าไปเลย อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าจิตมีความยึดมั่นจินตนาการของตัวเองรุนแรงต่างกันมากน้อยเพียงใด คนที่เคยต้องบำบัดจิตแต่ไม่หายขาด ก็แสดงให้เห็นว่ายังแก้วิบากเก่าไม่ขาด มีแนวโน้มว่าเกิดใหม่ก็ต้องเสวยวิบากเดิมๆต่อ
กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นแค่ยกบางตัวอย่าง บางกรณีแบบไม่เจาะจง เพื่อสรุปว่าหากเป็นกรรมเก่าประเภทที่ไม่ใช่ประเภทแกล้งสั่นประสาทผู้คนแบบถึงเลือดถึงเนื้อด้วยความสะใจสุดเหวี่ยง ก็ไม่น่าจะแก้ยากนัก เพราะการเกิดเป็นมนุษย์แต่ละครั้งคือการตั้งต้นล้างไพ่ใหม่อยู่แล้วในตัวเอง (คำว่า ล้างไพ่ ในที่นี้หมายเอาการล้างความจำเก่าเป็นหลักนะครับ วิบากกรรมจะไม่ถูกล้างไปด้วย อย่างไรก็ต้องติดเป็นเงาตามตัววันยังค่ำจนกว่าจะชดใช้ให้หมดๆไป)
เพื่อแก้ไขอาการกลัวของลูกคุณ ก่อนอื่นเราต้องมีความรู้เบื้องต้นว่าความกลัวคืออาการที่จิตหด จิตปิดแคบ จิตมืดมน ซึ่งล้วนมีโทสะเป็นมูล ก็แก้เสียด้วยคู่ปรับของโทสะคือเมตตา ทำอย่างไรก็ได้ไม่จำกัด ขอให้จิตขยาย จิตเปิดกว้าง จิตสว่างไสวเบิกบานในเชิงเมตตาเป็นพอ
ยกตัวอย่างที่ทำกันมากคือให้เด็กสวดมนต์ นึกถึงพระพุทธเจ้าบ่อยๆ แม่ต้องเป็นคนนำ ถ้าให้ดียอมลงทุนเช่าพระพุทธรูปสวยๆมาเป็นประธานโต๊ะหมู่บูชาที่บ้าน เพื่อให้จิตของลูกเข้าไปจับอยู่กับความงดงามขององค์ท่าน ให้องค์ท่านเหนี่ยวนำความมีใจเปิดสบาย การเปิดใจรับอำนาจพุทธคุณที่ซ่านผ่านสายตา จะช่วยลดความกลัวลงได้ง่ายๆในระดับหนึ่ง ยิ่งเด็กติดใจในรูปที่เห็นประจักษ์ตาเท่าไหร่ ความกลัวอย่างไร้เหตุผลก็จะลดลงเท่านั้น หมั่นถามเขาหลังสวดมนต์ว่ามีความสุขไหม ถ้าเขาว่ามีความสุข ก็บอกว่าความสุขนี้จะติดตัวไปเรื่อยๆตราบเท่าที่เขายังนึกถึงองค์พระอยู่
อุบายวิธีอื่นๆที่จะเหนี่ยวนำให้เกิดเมตตาจิต ก็เช่นให้เขารู้จักการให้อาหารสัตว์ ทำบุญใส่บาตรพระตอนเช้า ตลอดจนกระทั่งหัดให้เขาพูดจาสุภาพอ่อนโยน เหล่านี้ก็จะเป็นทัพเสริมวันละนิดวันละหน่อย ต่อไปเขากลัวอะไร ก็พยายามแปรสิ่งนั้นให้เขาคิดในทางมงคล เช่นกลัวหนังสือก็หาหนังสือที่มีพระพุทธรูปสวยมาให้ดู ถ้ากลัวใบไม้ก็วาดรูปใบไม้ให้เขาระบายสี สอนว่าสีเขียวทำให้เย็นตาดีนะลูก
อีกทางหนึ่ง คือพยายามฝึกให้เขาเป็นคนมีเหตุมีผลมากๆ เชื่อในสิ่งที่จับต้องได้ ทำความเข้าใจที่มาที่ไปด้วยเหตุผลได้ หลีกเลี่ยงที่จะให้ระบบความคิดของเขาถูกกระทบกระเทือนด้วยเรื่องลี้ลับอธิบายที่มาที่ไปยาก
เมื่อเขาโตขึ้นเป็นคนมั่นใจในเหตุผล ที่สุดการเกิดใหม่ที่ได้แม่คอยช่วยประคองในครั้งนี้ ก็จะช่วยเจือจางวิบากเก่าให้อ่อนกำลังลง กลายเป็นคนมองโลกในแง่ดี เห็นอะไรๆสว่างและอบอุ่นไปเองครับ
ถาม ถ้าเป็นคนกลัวเข็มฉีดยามากๆ จะแก้ความกลัวได้อย่างไรคะ?
ความกลัวประเภทนี้ เหล่านักปฏิบัติธรรมเขาใช้เป็นเครื่องเล่นซ้อมฝึกสติกันครับ จากหลักความจริงง่ายๆ คือเมื่อใดสติสัมปชัญญะมีกำลังเหนือความทุกข์ทางกาย ทุกข์ทางใจจะไม่เกิด หรือเกิดน้อยมาก เรียกว่าเสวยทุกข์ทางกายตามจริงอย่างเดียว ไม่เสวยทุกข์ทางใจให้เกินจริงเป็นของแถม
ต่อไปถ้าต้องเจอเข็มฉีดยาอีก ก่อนเดินเข้าหาหมอขอให้ตั้งใจไว้ว่าวันนี้เรามาเล่นสนุกกับความกลัว หรือมาเพื่อสนุกกับการฝึกสร้างสติ เมื่อตั้งความคิดไว้เช่นนั้น ความกลัวเข็มจะลดลงแล้วกว่าครึ่ง
พอถึงเวลาเข้าด้ายเข้าเข็ม ต้องโดนหมอลงยาฉีด ให้สังเกตว่าก่อนถูกฉีดยา จะมีทุกข์ทางใจเกิดขึ้นก่อน คือทุกข์ทางกายยังไม่ทันเกิด ทุกข์ทางใจดันชิงตัดหน้าเกิดขึ้นเสียแต่เช้ามืดแล้ว
ขอให้พินิจเข้าไปในรายละเอียดของความกลัว สิ่งที่ปรากฏพร้อมกันคืออาการหดตัวของกล้ามเนื้อ จากนั้นจึงถึงคิวของจริง คือความเจ็บจี๊ดเพราะโดนเข็มแทงเฉพาะที่ ทว่าความเจ็บเฉพาะที่นั้นก็อาจส่งต่อเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่แล่นทั่วไปทั้งร่าง โดยเฉพาะถ้าใจเราช่วยขยายผล คือคิดว่าเจ็บมาก เจ็บเหลือเกิน กำลังจะแย่แล้ว ทั้งกายก็แทบจะระเบิดเป็นเสี่ยงๆทีเดียว
อาการที่จิตยึดมั่นถือมั่นอย่างรุนแรงในความเจ็บปวด ณ จุดเล็กๆนั้น ก่อให้เกิดจินตนาการเลวร้ายขึ้นมากมาย จินตนาการนั่นแหละที่ทำให้คนเราตอบสนองความเจ็บปวดแตกต่างกัน บางคนแค่ทำหน้าเฉยๆรอหมอถอนเข็ม ในขณะที่บางคนต้องทำหน้าบิดเบี้ยวเหยเกราวกับใครเอาตะปูตอกนิ้ว
สรุปสั้นๆคือ อย่าเห็นใจตัวเองเกินควร แต่ให้เห็นจิตตัวเองตามจริง ว่าด้วยเหตุอย่างไรจึงเกิดผลแบบไหน คุณอาจแปลกใจและรู้สึกสนุก กับการพบว่าด้วยใจที่ไม่ปรุงแต่งเกินจริงเท่านั้น จึงสามารถรับรู้ความเจ็บจี๊ดตอนโดนเข็มแทง ว่าเกิดขึ้นไม่นานเลย แต่ถ้าใจยึดมั่นถือมั่น ปรุงแต่งจินตนาการรุนแรง ความเจ็บจะมาก่อนเข็มจริง แถมเมื่อเข็มถอนออกไปแล้วก็ยังอุตส่าห์ทิ้งความเจ็บตกค้างไว้อีกเนิ่นนาน ยิ่งเห็นความจริงทำนองนี้บ่อยขึ้นเท่าไหร่ จิตก็จะค่อยๆฉลาด และลดความยึดมั่นลง ปล่อยวางมากขึ้น ความเจ็บจากการถูกฉีดยาก็เหมือนสิ่งอื่น ที่เกิดขึ้นแล้วต้องดับลงเป็นธรรมดา จะโอ๊ยก็โอ๊ยตามเนื้อผ้า ไม่โอ๊ยเกินเนื้อผ้าออกไปครับ
:yoyo_0078:http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare066.htm (http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare066.htm)