PDA

View Full Version : ไม่เชื่อแค่ไหนถือว่าดื้อต่อความเชื่อทางพุทธ, ปฏิบัติไปเพื่อใครถ้าไม่มีตัวตน


Kamen rider
03-11-2008, 06:09 PM
ถาม – เป็นคนไม่เชื่อเรื่องดวง ไม่เชื่อเรื่องมีอะไรกำหนดชะตาชีวิตเราแม้แต่กรรมเก่า ถ้าจะศรัทธาก็ศรัทธาที่ชีวิตนี้เราสามารถเลือกกำหนดเองได้ อย่างนี้ถือว่าเป็นความดื้อหรือผิดแนวทางพุทธไหม?

ความไม่เชื่อไม่ใช่ความดื้อ แต่ละคนมีเหตุผลที่จะไม่เชื่อ ตราบใดที่คุณมีเหตุผลที่ชัดเจน ตราบนั้นคุณไม่ได้เสียศักยภาพของความเป็นมนุษย์ไป แม้นักวิทยาศาสตร์ที่ฉลาดมากๆเขาก็มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มาสนับสนุนความเชื่อว่าไม่มีการเวียนว่ายตายเกิด ไม่มีกรรมวิบาก มีแต่ระเบียบอะไรอย่างหนึ่งที่ไม่บังเอิญอยู่เบื้องหลังกำเนิดของสรรพสิ่ง อย่างเช่นรหัสของดีเอ็นเอที่เริ่มเปิดเผยให้เห็นธาตุแท้ของธรรมชาติมากขึ้น ว่ามีความสลับซับซ้อนและเป็นระเบียบ จัดเป็นหมวดหมู่ชัดเจน จนเกินกว่าจะกล่าวหาว่ามันเป็นแค่ฝีมือของความบังเอิญ

เสียดาย พอเขาไปถึงจุดของความรับรู้ที่ว่า ‘ไม่บังเอิญจริงๆ’ ก็อธิบายต่อไม่ถูกว่าเบื้องหลังความไม่บังเอิญนั้นคืออะไร ใครเป็นคนกำหนดให้เกิดความซับซ้อนลึกซึ้งปานนั้น อันนี้ก็สุดแท้แต่ใครจะมีความเชื่อหรือจินตนาการต่อยอดไปทางไหน นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์อาจบอกว่าเราอยู่ในโลกคอมพิวเตอร์ที่สร้างภาพและความรู้สึกลวงใจโดยสิ่งมีชีวิตอีกรูปแบบหนึ่ง ศาสนาเทวนิยมอาจบอกว่าทั้งหมดที่เราเห็นมีพระผู้เป็นใหญ่สร้างสรรค์ ส่วนศาสนาพุทธก็จะเชื่อตามพระพุทธเจ้าตรัสว่า ‘สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม’

หมดเรื่องความดื้อแล้ว คราวนี้มาพูดเรื่องความจริง สิ่งที่เป็น ‘ความจริง’ ไม่ได้มีแค่ชะตาชีวิตนะครับ คุณลองเข้าไปนั่งในร้านอาหารกว้างๆสักร้านหนึ่งที่มีหญิงชาย เด็กผู้ใหญ่ คนหน้าตาดี ธรรมดา และขี้เหร่ที่คละกันอยู่หลากหลาย ถ้าไม่คิดอะไรมาก แต่ละคนรวมทั้งตัวคุณเองก็วุ่นวายกับธุระเรื่องการกิน กินเสร็จก็ลุกจากที่นั่ง สะบัดก้นออกจากร้านไปตามทางของแต่ละคน

แต่หากมองอย่างพินิจสักเล็กน้อย คุณจะเห็น ‘ความจริงขั้นพื้นฐาน’ มากมายปรากฏอยู่ต่อหน้าต่อตา คุณจะเห็นตามจริงว่าทุกคนกำลังมีชีวิต คุณสามารถรู้ล่วงหน้าได้จากความรู้ความเข้าใจว่าทุกคนในที่นั้นจะต้องตาย ภายในไม่กี่สิบปีข้างหน้าจะไม่เหลือเจ้าของใบหน้า เจ้าของตัวตนชายหญิงเด็กผู้ใหญ่ในร้านหลงค้ำฟ้าอยู่อีกเลย

นอกจากความจริงเรื่องมีชีวิตและจบชีวิต กวาดตาดูดีๆ ส่องไปทีละคน คุณจะเห็นความแตกต่าง ทั้งสัดส่วนรูปร่างหน้าตา ทั้งความสดชื่นในความมีชีวิต ทั้งสง่าราศีและเสื้อผ้าที่บ่งบอกฐานะได้คร่าวๆออกเป็นยากดีมีจน ที่การเห็นความหลากหลายอย่างแท้จริง คุณจะสัมผัสรู้สึกถึงเบื้องหลังความแตกต่าง สังหรณ์แบบมนุษย์ธรรมดาๆจะบอกว่านั่นไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน ความแตกต่างที่ปรากฏอยู่ทนโท่หาใช่วิธีทำมาหากิน หาใช่ความผิดความถูกของพ่อแม่

แม้สังหรณ์แรกสุดจะบอกคุณอยู่รางๆว่ามีเหตุ ไม่ใช่ไม่มีเหตุ แต่หากคุณถูกปลูกฝังหรือโน้มน้าวให้คิดว่ามีผู้กำหนดความแตกต่างด้วยความลำเอียง หรือคุณคิดซ้ำๆย้ำๆเอาว่าความแตกต่างเหล่านั้นเกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ สังหรณ์แรกของคุณก็จะค่อยๆถูกกลบ แล้วลบเลือนไปจากใจ กลายเป็นแค่ความชาชิน เห็นอยู่กับตา ได้ยินอยู่กับหู แต่กลับไม่ยินยล ไม่สนใจใคร่หาคำตอบ หรือแม้เชื่อแบบครึ่งๆกลางๆก็จะโทษส่งๆว่าเพราะบุญเก่าทำให้สวยหล่อบ้าง เพราะบาปเก่าทำให้ขี้เหร่บ้าง แต่ให้เจาะจงลงไปว่าบุญคืออย่างไร บาปคือท่าไหน เกือบร้อยทั้งร้อยของชาวพุทธจะตอบไม่ถูก ทั้งที่พระพุทธเจ้าท่านเปิดเผยไว้หมดแล้ว และยังหาอ่านได้จากพระไตรปิฎกอยู่จนถึงทุกวันนี้

ด้วยนัยน์ตา คุณสามารถเห็นความจริงทางตาได้ แต่ด้วยใจที่เอาจริงเท่านั้น คุณถึงจะสามารถเห็นความจริงที่นัยน์ตามองไม่เห็น

หากคุณเป็นพุทธแล้วมีศรัทธาที่จะรักษาศีลเพื่อความไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่กระทำตนเองให้เดือดร้อน คุณพิจารณาโดยแยบคายแล้วเชื่อว่าศีลเป็นของดี นั่นก็เรียกว่าคุณเป็นชาวพุทธที่ดีแล้ว

และหากคุณต่อยอดความดีขึ้นไปอีก ด้วยการทำความเข้าใจว่าทุกข์ทางใจมีจริง สาเหตุของความทุกข์ทางใจมีอยู่ และคุณสามารถดับทุกข์ทางใจได้ โดยมีวิธีดับทุกข์ทางใจอย่างชัดเจนเป็นขั้นเป็นตอน นั่นคุณก็ได้ชื่อว่าเป็นพุทธศาสนิกชนชั้นยอด รักที่จะเชื่อ รักที่จะพิสูจน์ รักที่จะเอาประโยชน์สูงสุดจากพุทธศาสนาในปัจจุบันทันตา สรุปคือจัดว่าคุณได้ชื่อว่าเป็นพุทธศาสนิกชนตัวอย่างเลยทีเดียวล่ะครับ เรื่องภพชาติ เรื่องการเวียนว่ายตายเกิด เรื่องกรรมวิบากต่างๆนั้นยกไว้ก่อนได้ เอาไว้ค่อยๆศึกษา ทำความเข้าใจ ตลอดจนมีความรู้แจ้งเห็นจริงชนิดประจักษ์ด้วยตนเองในภายหลังก็ได้

ด้วยวิถีทางอย่างเป็นขั้นเป็นตอนของพุทธ คุณจะหยุดหลงหยุดวนหาคำตอบอย่างสิ้นหวังเสียได้ และคุณจะไม่ได้ชื่อว่าดื้อหรืองมงายด้วย เนื่องจากทุกขั้นทุกตอนการปฏิบัติตามลำดับของพุทธนั้น มีเหตุผลรองรับอยู่เสมอ นับแต่ความจริงที่คล้อยตามได้ด้วยตาเปล่าและใจคิดธรรมดาๆ ไปจนกระทั่งถึงความจริงที่มีแต่ใจอันเที่ยงตรงเท่านั้น จึงประจักษ์ได้อย่างถ่องแท้ เหมือนมือที่เอื้อมออกไปสัมผัสความว่างเปล่าของอากาศ ก็ย่อมเชื่ออย่างไม่กลับคืนอีก ว่าความว่างเปล่าของอากาศมีจริงแท้แน่นอน

สรุปคือคุณไม่ได้เป็นขบถต่อพระพุทธศาสนาเพียงเพราะไม่เชื่อนรกสวรรค์ และคุณมีสิทธิ์จะเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีได้ถ้าใส่ใจจะทำตัวเองและโลกรอบตัวให้ดีขึ้นครับ

ถาม – ถ้าไม่มีตัวเรา แล้วจะทำดีเตรียมเสบียงไว้ให้ใคร ปฏิบัติธรรมไปเพื่อใครกันครับ? หลักของศาสนาพุทธมิดูขัดแย้งกันในตัวเองหรือ?

ทำนองเดียวกับคุณเพิ่งกินข้าวมื้อเย็นอิ่ม แล้วเดินเข้าซูเปอร์มาเก็ตเพื่อซื้อของเตรียมไว้สำหรับวันพรุ่งนี้ ทำไมคุณต้องห่วงมื้อเช้าที่ยังมาไม่ถึง? ทำไมไม่คิดว่าลุกขึ้นมาค่อยหาใหม่? คำตอบคือเพราะมันจะไม่ทันกาลน่ะซี เช้าขึ้นมาคุณต้องทำกิจธุระประจำวันมากมาย หากไม่หาเตรียมไว้ก่อน เวลาก็อาจไม่พอ หรือแม้พอก็จะไม่สะดวก ไม่รู้ว่าจะหิวโหยแค่ไหน

คิดดีๆ แค่วันนี้กับพรุ่งนี้ก็เป็นคนละคนกันแล้วเหมือนกัน คุณลืมอะไรๆมาเยอะ กองเหตุการณ์สารพันไว้เบื้องหลัง รูปร่างหน้าตาก็แค่มีส่วนละม้าย หาได้มีอวัยวะสักชิ้นที่คงเดิม แต่ความรู้สึกว่ายังเป็นตัวเดียวกันนั้นเองยังคงดำรงอยู่และสืบเนื่องกันไปเรื่อย นั่นก็ทำนองเดียวกันกับที่คุณสงสัยว่าชาติก่อนมีหรือไม่มีกันแน่ ถ้ามีก็ลืมไปแล้ว เป็นคนละตัวกันแล้ว

ถ้าเคยนึกน้อยใจวาสนา นึกน้อยใจชะตา นึกน้อยใจฟ้าดินมาบ้าง ตามหลักพุทธศาสนาคุณต้องน้อยใจกรรมเก่าของตัวเองในอดีต แล้วก็นั่นแหละครับที่ตัวตนข้างหน้าจะต้องมานั่งน้อยใจตัวคุณในชาตินี้

เป็นคนละคนกัน แต่ก็น้อยใจกันได้

ตราบใดยังมีอุปาทาน ตราบนั้นคุณต้องทำเพื่อตัวตนของคุณเองนั่นแหละครับ ถ้าชาติหน้ามีจริง มันก็แค่เช้าวันใหม่แค่เอื้อมอีกครั้งหนึ่ง และหากเข้าใจหลักดำเนินชีวิตของพุทธศาสนาแล้ว คุณจะรู้ว่าการเตรียมเสบียงไว้ให้ชาติหน้านั้น แท้จริงคุณได้กินตั้งแต่ชาตินี้เดี๋ยวนี้เลยล่ะ เพราะธรรมะทำให้มีความสุขทางใจ และความสุขทางใจก็ไม่ต้องรอเสวยด้วยใจดวงใหม่แต่อย่างใดครับ

ถาม – การที่เรามีผิวแพ้ง่าย ทั้งสารเคมี แสงแดด ไอร้อน ฝุ่น ถือว่าเราทำกำลังชดใช้กรรมหรือเปล่าคะ?

มีเหตุปัจจัยได้ทั้งฝ่ายรูปและฝ่ายนามครับ ถ้าฝ่ายรูปนั้น แพทย์จะมีคำเรียกความไวของผิวชนิดนี้โดยเฉพาะ เช่น ‘โรคภูมิแพ้ผิวหนัง’ ปัจจุบันถ้าเป็นตั้งแต่เด็ก ก็จะสรุปว่าเป็นโรคที่ถ่ายทอดมาจากพ่อแม่ การแพทย์ปัจจุบันและอนาคตที่ยังไม่อาจเชื่อมโยงเหตุผลระหว่างรูปกับนามได้ ก็จะมีที่สุดแค่ตรงนี้ เอะอะอะไรบอกว่ามาจากพ่อแม่ไว้ก่อน สุดทางที่จะสืบสาวต่อให้ไกลได้ยิ่งกว่านั้น แล้วเมื่อไม่พบความผิดที่พ่อแม่ ก็จะพยายามยัดเยียดความผิดให้ปู่ ย่า ตา ยายเป็นอันดับต่อไป

ส่วนใหญ่โรคนี้ พอโตแล้วผิวหนังจะปรับตัวดีขึ้น แต่ก็จะมีอีกส่วนหนึ่งที่ไม่หายขาดไปทั้งชีวิต เท่าที่แพทย์จะแนะนำได้คือให้ดูแลสภาพแวดล้อมให้ดี ให้สะอาด ไม่ว่าจะเป็นเครื่องนุ่งห่ม อาหาร การออกกำลัง ตลอดจนหลีกเลี่ยงงานที่เกี่ยวข้องกับสารเคมี นอกจากนั้นเหล่าแพทย์ทางเลือกก็อาจมีวิธีบำรุงผิว เท่าที่ได้ยินก็เช่นให้กินอาหารเสริมอย่างเห็ดหลินจือ (ผมก็ไม่ทราบว่าได้ผลหรือไม่ได้ผลอย่างไรนะครับ ได้ยินมาอย่างนี้ก็เล่าๆสู่กันฟังเท่านั้นเอง)

สำหรับสาเหตุฝ่ายนาม ก็ต้องมองว่าร่างกายนี้ของพวกเราคือวิบากจากกรรมเก่า กรรมในอดีตเป็นอย่างไร ร่างกายนี้ก็ถือกำเนิดขึ้นมาสอดคล้องกับกรรมนั้นๆ

ความเป็นคนผิวบาง อ่อนไหวง่ายกับสิ่งแวดล้อม เป็นไปได้ว่าอาจเกิดขึ้นจากกรรมต่างๆดังนี้

๑) เคยมีภูมิคุ้มกันต่อสิ่งยั่วยุต่ำ ข้อนี้ขอให้อ่านดีๆนะครับ ผมพูดถึงคนมีความคิดดีเป็นพื้นฐาน เช่นตั้งใจแน่วแน่ที่จะรักษาศีลให้ได้ แต่ทำไปทำมา พอถูกคนที่อยู่แวดล้อมดูดกลืน หรือถูกสถานการณ์กระทบเพียงเล็กน้อย ไม่ได้มีการบีบคั้นมากมาย ก็ปล่อยใจเลยตามเลยง่ายๆ อีกนัยหนึ่งคือใจอ่อนต่อราคะและโทสะ โดยเฉพาะที่กรรมที่เจือด้วยโทสะนั้น จะมีผลกับเรื่องของผิวหนังเป็นพิเศษ คือวิบากมักทำให้เป็นคนมีผิวบาง ถูกกระทบนิดหน่อยก็เกิดแผลเป็น หรือแพ้สิ่งแวดล้อมง่าย หรือทั้งสองอย่าง ราวกับร่างกายป้องกันความปลอดภัยให้ตัวเองไม่ค่อยได้ วิบากทำนองนี้สะท้อนว่าจิตสร้างภพอย่างไร กายก็ก่อรูปขึ้นตามนั้น

๒) เคยแกล้งเพื่อนหรือญาติเอาสนุกด้วยของหาง่ายและไม่อันตรายมากนัก เช่นเอาหมามุ่ยโรยที่นั่งชาวบ้านเป็นประจำ หรือคึกคะนองขนาดโปรยไปในอากาศแบบตั้งใจให้เกิดผลกับเพื่อนๆหลายคน ทำแล้วนึกปลื้ม นึกสะใจอย่างแรง อันนี้ก็อาจมีผลเป็นผิวแพ้ง่ายและแสบคันรุนแรง ส่วนจะเป็นช่วงเด็กหรือเป็นทั้งชีวิตก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยอันเป็นตัวคูณต่างๆในการแกล้ง เช่นจำนวนคนที่ได้รับผลจากการกลั่นแกล้ง น้ำหนักความสะใจ ความถี่บ่อย มีความสำนึกผิดบ้างหรือไม่ ถ้ามีแต่ปัจจัยลบอย่างเดียว ก็มักเกิดภูมิแพ้นาน วิบากทำนองนี้สะท้อนว่ากรรมแม้ทำเล่นเหมือนเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อย ถ้าหากก่อความเดือดร้อนกับคนจำนวนมาก รวมทั้งมีองค์ประกอบเช่นความสะใจแรงๆมาผสม ก็บันดาลผลให้เห็นทันตาในชาติปัจจุบัน แต่ถ้าแกล้งด้วยความคึกคะนองชั่วแล่นแบบเด็กๆ ก็อาจยกยอดไปส่งผลแบบรวบยอดในอัตภาพใหม่ (เพราะบุญเก่าอาจรักษาไว้ให้วัยเด็กมีผิวดีอยู่) สำหรับอุปกรณ์แกล้งเช่นหมามุ่ยที่ไม่ก่อความเดือดร้อนยืดเยื้อยาวนาน ก็จะให้ผลแค่ช่วงเป็นเด็กเช่นกัน เราจึงมักพบว่าเด็กที่เป็นโรคภูมิแพ้ผิวหนังมักโตขึ้นแล้วหายกันราวๆ ๘ ใน ๑๐

๓) เคยลอบวางยาพิษ สำหรับยาพิษก็มีสารพัดประเภท ในที่นี้หมายเอายาพิษที่เกี่ยวกับเรื่องของผิวหนังโดยตรง ถ้าเป็นขึ้นมาจะรักษายากและอาจมีอาการกำเริบที่น่ากลัวกว่าพวกแรก เช่นต้องนอนในตู้พิเศษตั้งแต่ยังเล็ก เดินออกไปไหนมาไหนต้องมีอะไรคลุมทั้งตัวนี่ก็สะท้อนว่าเคยทำมาหนักเอาการ อย่างพวกนักวิทยาศาสตร์ที่คิดประดิษฐ์และทดลองอาวุธชีวภาพกับสัตว์หรือคนจริง จะได้รับผลที่โหดร้าย ทรมานทรกรรมเกินจินตนาการ จะหนักเบาเพียงใดหรือพิสดารพันลึกขนาดไหนก็ขึ้นอยู่กับน้ำหนักเจตนาและความวิจิตรของยาพิษที่คิดได้

สำหรับแนวทางในการแก้ไขให้หายขาดคงยาก ต้องดูเป็นกรณีไป เพราะถ้าเป็นโรคเกี่ยวกับผิวหนังมักหมายถึงวิบากที่ห่อหุ้มตัวอยู่อย่างหนักแน่นมั่นคง ไม่ใช่เอาชนะกันง่ายๆแบบปวดหัวตัวร้อน แต่สิ่งหนึ่งที่พอช่วยคือถ้าคุณตั้งใจถือศีลแล้วสามารถรักษาให้ได้เกินคนธรรมดา เช่นแม้แต่ใจก็ไม่ปล่อยให้คิดเลยเถิด ปกป้องไว้ให้บริสุทธิ์และแข็งแรงอย่างสม่ำเสมอ แม้มีเรื่องบีบคั้นอย่างหนักก็ไม่วอกแวก อันนั้นก็มีส่วนให้ผิวหนังแข็งแรงขึ้น ยิ่งถ้าต่อยอดเป็นการทำสมาธิ และสำเร็จสมาธิขั้นสูง ก็ยิ่งช่วยให้เห็นผลเร็ว (เรื่องผิวหนังแข็งแรงขึ้นเพราะสมาธินี้ วิทยาศาสตร์มีหลักฐานและอธิบายได้ชัดเจน)

การออกกำลังกายและการกินผัก ผลไม้ ซึ่งล้วนมีส่วนเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ก็มีส่วนโดยตรงและอาจเห็นผลเร็วกว่าประกอบเหตุทางนามธรรมด้วยนะครับ ขอให้เข้าใจว่ากายอันเป็นวิบากเก่านี้ เราดัดแปลงมันไม่ได้ถึงรากเซลล์ก็จริง ทว่าอาศัยโอกาสที่ธรรมชาติให้ไว้ บริหารมันให้แข็งแรงขึ้น ก็ลดความทุกข์และความเปราะบางลงได้มากโข

หากกรรมเก่าไม่หนักหนา ก็อาจหายง่ายทั้งที่ยังไม่พยายามรักษาสักเท่าไหร่ แค่ดูแลความสะอาดรอบตัวนิดหน่อย ขณะที่บางคนถ้ากรรมเก่าหนักนัก รักษาอย่างไร ถือศีลทำสมาธิแค่ไหนก็ไม่ได้ผล แต่แค่ทุเลาลงเพราะฝีมือเราที่หมั่นประกอบบุญใหม่ ก็นับว่าดีพอ สมศักยภาพมนุษย์แล้วมิใช่หรือ?



:yoyo_0106:http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare061.htm (http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare061.htm)