PDA

View Full Version : ทำอย่างไรดี ไม่อยากเรียน ไม่มีสมาธิอ่านหนังสือ,ความแตกต่างระหว่างงมงายกับศรัทธา


Kamen rider
03-11-2008, 06:01 PM
ถาม – อยากเรียนแต่ท้อค่ะ อยากเตือนตัวเองให้มีสติในการทำงานให้สำเร็จ เพราะกังวลและวิตกตลอดเวลาว่าเราทำไม่ได้ ไม่เก่งพอ จะทำงานส่งอาจารย์ก็ไม่แน่ใจ ตอนอ่านหนังสือก็ไม่มีสมาธินานๆ เหมือนต้องฝืนเหนื่อยต่อสู้กับความฟุ้งซ่านจนไปๆมาๆไม่รู้ว่าอ่านอะไรอยู่ แล้วก็พานนึกกังวล นึกเปรียบเทียบ คิดแต่ว่าเราไม่สามารถทำได้เหมือนคนอื่น รู้สึกแย่มากๆค่ะ ขอคำแนะนำให้ผ่านด่านยากลำบากตรงนี้ที

ข้อจำกัดของระบบการศึกษาในโลกมนุษย์นั้น คือการที่ไม่สามารถจัดหาวิชาความรู้ที่ถูกจริตมาป้อนให้กับนักเรียนแต่ละคนโดยเฉพาะ พวกเราถูกตีกรอบให้เรียนกว้างๆแบบรู้รอบตัวมาเหมือนๆกัน และเมื่อถึงจุดหนึ่งที่เริ่มต้องเลือกว่าจะเข้าลึกไปในทางสาขาวิชาชีพใด จะพร้อมหรือไม่พร้อม จะรู้จักหรือยังไม่รู้จักตัวเอง ก็ต้องกัดฟันเดินหน้ากันท่าเดียว

ความมีใจรักนั้นเป็นตัวตั้งต้นที่สำคัญมาก หากปราศจากใจรักในการทำอะไรสักอย่าง คนเราจะขาดความเต็มใจหมั่นเพียร และเมื่อขาดความเต็มใจหมั่นเพียรก็ยากจะฝักใฝ่ ทุ่มกำลังและออกแรงคิดค้นหาทางพัฒนาความฉลาดในด้านนั้นๆ แต่ความจริงที่ปรากฏก็คือ น้อยคนจะ 'โชคดี' มีโอกาสเรียนสิ่งที่ใจรักจริงๆ ตั้งแต่ระดับประถมไปจนถึงมหาวิทยาลัย เราได้ยินเสียงวัยรุ่นบ่นกันเสมอว่าไม่รู้ตัวเองชอบอะไร อยากทำงานด้านใด โดยมากจะตามๆกัน ทั้งการเรียนและการทำงาน

การมีใจรักสาขาวิชาชีพอันใดอันหนึ่งนี้ ถ้าพูดโยงไปถึงอดีตกรรมในปางก่อน ก็ต้องบอกว่าเคยอุทิศตนให้กับสาขาอาชีพนั้นๆ เคยเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสาขาวิชาชีพนั้นๆแก่สังคมในวงกว้าง ตลอดจนเคยคิดค้นพัฒนาให้สาขาอาชีพนั้นๆเจริญขึ้น ชีวิตปัจจุบันจึงเกิดมาพร้อมกับคำว่า 'โชคดี' มีพรสวรรค์ มีใจรักอาชีพนั้นๆโดยไม่ต้องมีใครบังคับ แค่ดูๆจับๆหน่อยก็กลายเป็นคนเก่ง คนมีความรู้รอบแตกฉานเกินใครๆรอบตัวได้

ความมีใจรักและความสามารถที่โดดเด่นจะก่อให้เกิดความมั่นใจในตนเอง แล้วก็กลายเป็นอีกชาติที่คร่ำหวอดจนช่ำชองในวงการเดิมๆของตน เรียกว่าถ้าอดีตเคยประกอบเหตุไว้ให้ชาตินี้โชคดีมีพรสวรรค์และความสามารถสำเร็จรูปแต่ต้นวัย ก็ลอยลำสบายไปอีกชีวิตหนึ่ง ไม่ต้องขวนขวาย ไม่ต้องเสี่ยงเลือก ไม่ต้องบีบบังคับตัวเองให้ต้องทรมานทรกรรมกับการศึกษาเล่าเรียนสิ่งที่ไม่อยากรู้อยากเห็นเท่าใดนัก

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าชีวิตปัจจุบันเราไม่สามารถปลูกฝังความรักในวิชาชีพเอาเสียเลย หนึ่งชีวิตมนุษย์มีศักยภาพสูงมากครับ ขอเพียงเข้าใจกลไกทางจิต ว่าทำอย่างไรจึงจะคิดรักวิชาความรู้ที่เราเลือกแล้ว ป๊อบแป๊บเดี๋ยวเดียวก็เปลี่ยนจากคนไม่เก่งมาเป็นคนเก่ง เปลี่ยนความรู้สึกทอดอาลัยตายอยากแบบคนกำลังเดินทางรอนแรมกลางทะเลทรายไร้จุดหมาย มาเป็นคนมีกำลังวังชาตาตื่นที่เห็นจุดหมายอยู่แค่เอื้อมได้

ผมเข้าใจดีว่าคุณกำลังเซ็งมาก เพราะฉะนั้นเริ่มจากตรงนั้นก่อน ความเซ็งเกิดจากทัศนคติที่ไม่ดี ทัศนคติที่ไม่ดีคือผลรวมของประสบการณ์ด้านลบหลายๆอย่าง เช่นวิชายาก เรากำลังอยากสนุกแต่ต้องมาเป็นทุกข์กับเรื่องยากๆที่ไม่ชอบ สอบแล้วก็ไม่ได้คะแนนเป็นที่น่าชื่นใจ จะเข้าใจแต่ละบทต้องเหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบขาด ทนซ้ำทนซากแล้วก็เหมือนย่ำกับที่ ไม่ถึงปีจบเสียที ฯลฯ

เจออะไรโหดๆ ขมๆ ไม่หวานชื่นมา ก็ต้องเกลียดหรือรู้สึกเป็นปฏิปักษ์กันเป็นธรรมดา ยิ่งใจบอกว่าต้องเปิดหนังสืออ่าน มือก็หนัก ปกหนังสือก็หนัก สายตาก็ไม่อยากทำหน้าที่ ความรู้สึกภายในมีแต่ลบกับลบ ฉะนั้นโจทย์คือทำอย่างไรจะเอาชนะความรู้สึกด้านลบที่มีต่อหนังสือหนังหาได้

มองให้เห็นตามจริงว่าใจคุณกำลังแข็งกระด้าง ตั้งตนเป็นศัตรูกับหนังสือ เป็นศัตรูกับความรู้ในหนังสือ ความรู้สึกโดยรวมจึงกลายเป็นตุ้มถ่วงไม่ให้สายตาเปิดรับหนังสือ และเป็นกำแพงกั้นขวาง ไม่ยอมปล่อยให้ตัวหนังสือเข้ามาถึงใจเรา

เมื่อเห็นตามจริงด้วยมุมมองดังว่าแล้ว ก็ต้องหาทางเปลี่ยนใจที่กระด้างให้กลับอ่อนโยนลง และ เปลี่ยนท่าที่ของศัตรูมาเป็นมิตร หรือให้ยิ่งกว่านั้นคือยอมตัวหัวอ่อนลงเป็นศิษย์ อุบายง่ายที่สุด ลัดสั้นเห็นผลเร็วที่สุดที่จะทำจิตให้เป็นเช่นนั้น ก็คือยกมือพนมไหว้หนังสือสวยๆ ด้วยใจจริงที่อ่อนน้อมเหมือนไหว้ผู้ใหญ่ที่เราเคารพ

เมื่อใดที่ไหว้ เมื่อใดที่ใจน้อมจริงๆ ยอมตัวแล้วจริงๆ ความฝืนจะหายไปชั่วขณะหนึ่ง ให้ฉวยโอกาสนั้น คุณอาจก็ลองอธิษฐานกำกับไปด้วย ว่าขอความมีจิตใจที่นุ่มนวลลงด้วยการไหว้นี้ จงเป็นช่องทางเปิดรับวิชาความรู้จากหนังสือโดยง่าย

ที่ผมให้อธิษฐานอย่างนี้ ความจริงก็คือให้จิตเห็นหลักความจริงนั่นเอง ความจริงที่ว่าเมื่อกำแพงพังลง ความรู้ก็ไหลบ่ามาเข้าสมองง่ายขึ้น

พอยอมอ่านหนังสือ อ่านแล้วเข้าใจ เข้าใจจนจบ จบแล้วสนุกได้ครั้งหนึ่ง กำลังใจก็จะทวีขึ้นนิดหนึ่ง พอคราวหน้าถึงเวลาต้องอ่านหนังสือ นึกถึงหนังสือแล้วก็จะอยากไหว้ อยากเปิดอ่านอีก ในที่สุดคุณจะพบความจริงที่ว่า ความเคารพในวิชานั่นแหละชนวนแห่งการยอมรับ เมื่อยอมรับก็สนใจ เมื่อสนใจก็ฝักใฝ่ เมื่อฝักใฝ่ก็เริ่มฉลาดขึ้น แล้วนำไปสู่ความมั่นใจ รู้สึกเป็นกันเองกับวิชา จนที่สุดก็มีใจรักอย่างแท้จริง ลงหลักปักฐานหยั่งรากลึกอย่างถอนไม่ขึ้น

ผมคงแนะนำแนววิธีเพื่อการเรียนดีทั้งหมดภายในพื้นที่จำกัดไม่ได้ ก็ได้แต่คัดเลือกจุดที่จะทำให้คุณเริ่มต้นด้วยก้าวเดินที่ง่ายหน่อยเท่านั้น หวังว่าคงช่วยนะครับ

ถาม - ศรัทธากับงมงายต่างกันอย่างไรคะ แล้วเราจะแยกแยะออกจากกันได้อย่างไร?

ศรัทธาที่ปราศจากการพิจารณาประกอบ โน้มเอียงที่จะเป็นความงมงายครับ ส่วนศรัทธาที่มีการพิจารณาแล้ว (หรือให้ดีกว่านั้นคือเห็นตามจริงจากประสบการณ์แล้ว) ว่าสิ่งที่ศรัทธามีคุณอย่างไร มีโทษอย่างไร

เมื่อใดพิจารณาแล้วว่าสิ่งที่ศรัทธา เช่นพระพุทธเจ้าและคำสอนของท่าน มีแต่คุณ คือเอื้อให้ดำรงตนอย่างเป็นสุข มีชีวิตโดยไม่ต้องหวาดกลัว กับทั้งไม่มีโทษ คือไม่ต้องเอาความเชื่อทางศาสนาไปเป็นข้ออ้างเบียดเบียนใคร มีชีวิตโดยไม่ต้องเป็นที่หวาดผวาของใครๆ พอตรึกตรองรอบคอบแล้วจึงยึดพระพุทธเจ้ากับคำสอนของท่านเป็นสรณะ อย่างนั้นเรียกว่าศรัทธาอันประกอบด้วยปัญญา

ความเชื่อในช่วงเริ่มต้นเพียงน้อยนิดนั้น คือศรัทธาที่เปรียบเหมือนเปลวไฟดวงน้อยบนหัวไม้ขีด แต่ก็อาจกลายเป็นชนวนความสว่างที่ยั่งยืน ขอเพียงนำเปลวไฟน้อยไปประดิษฐานให้ถูกที่เช่นไส้เทียนใหญ่คือปัญญาอันตั้งลำมั่นคง สติปัญญา ความมีเหตุผล และประสบการณ์ประจักษ์แจ่มแจ้งเท่านั้น จะรักษาศรัทธาไว้ได้ตลอดรอดฝั่ง กระทั่งตัวตายไปพร้อมกับศรัทธา เปรียบเหมือนคนตาบอดที่ผ่าตัดได้ดวงตาแล้ว ลืมตาขึ้นเห็นสีสันและความจริงทั้งหลายแล้ว ก็ย่อมไม่มีคนตาบอดและคนตาดีที่ไหนมาหลอกได้ว่าโลกและสีสันความจริงเป็นอย่างอื่น ไม่ใช่อย่างที่กำลังเห็น

อย่างไรก็ตาม ในแง่ของศรัทธาในศาสนาแล้ว เมื่อยังไปไม่ถึงจุดที่ ‘ได้ดวงตาเห็นความจริง’ ก็อาจมีหลายสิ่งที่คลุมเครือก้ำกึ่งกันอยู่ บางครั้งแม้ศรัทธาอย่างมีปัญญาประกอบแล้ว ก็เหมือนจำต้องงมงายเชื่อไว้ก่อน ยกตัวอย่างเช่นศาสนาพุทธบอกว่ากรรมวิบากมีจริง ทุกสิ่งมีเหตุผลที่มาที่ไปเสมอ เราส่งใจพิจารณาตามแล้วก็คล้อยตามได้ โดยไม่รู้สึกว่าตัวเองเหมือนคนโง่ที่ใครพูดมาก็เชื่อหมด แต่กรรมวิบากก็เป็นเรื่องอจินไตย ถ้าขาดสมาธิผ่องแผ้ว ขาดตาทิพย์ทะลุมิติกรรมวิบาก เราก็ไม่อาจพิสูจน์จะแจ้งด้วยจิตตนเองอยู่ดี

ตรงนี้แหละ ตรงที่ตระหนักว่ายังต้องฟังผู้อื่นพูด ก็ต้องอาศัยศิลปะ อาศัยหลักการแยกแยะว่าเรารับฟังอย่างงมงายหรือรับฟังด้วยศรัทธาที่ประกอบปัญญา

เอาง่ายๆอย่างนี้เลยครับ หากศรัทธาแล้วเราถูกปล้นปัญญา ปล้นเหตุผล ปล้นความเป็นตัวเราไปหมด เขาใช้วิธีบีบคอ บอกอะไรเราต้องเชื่อหมด ขู่อะไรเราต้องหงอหมด อย่างนั้นเขาวางตัวเป็นผู้ทำเราให้เชื่ออย่างงมงายแล้ว

แต่หากศรัทธาแล้วเรายิ่งมีปัญญาคิดอ่านอะไรทะลุปรุโปร่ง อ่านปัญหาขาด แก้ข้อติดขัดได้หมด กับทั้งยังคงเป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องตกอยู่ในภาวะพึ่งพา เป็นผู้ได้เหตุผลที่ทำให้ชีวิตเป็นสุขขึ้นเรื่อยๆทั้งทางใจและทางกาย อย่างนี้เขาส่งเสริมให้เรามีศรัทธาในแบบที่เป็นขาตั้งให้ปัญญาแข็งแรงยั่งยืน ยิ่งฐานศรัทธากว้างขวางมั่นคงเพียงใด ปัญญาก็ยิ่งต่อยอดขึ้นสูงได้มากขึ้นเพียงนั้น

ทั้งหมดที่กล่าวก็กล่าวตามเนื้อผ้านะครับ ไม่ใช่ข้อตัดสินแบบจำเพาะเจาะจงลงไปที่ศาสนาไหนหรือคนกลุ่มใด พระพุทธองค์เคยให้หลักการไว้ ว่าจะเชื่อนั้นอย่าเชื่อเพราะเหตุผลอื่นใด ขอให้คำนึงเพียงประการเดียวว่าเชื่อแล้วเป็นประโยชน์หรือเป็นโทษ มีผลเป็นสุขหรือเป็นทุกข์กับตนเองและผู้อื่น นี่แหละครับจึงจะกล่าวได้เต็มปากว่าเรามีศรัทธาแบบพุทธ


:yoyo_0050:http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare058.htm (http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare058.htm)