PDA

View Full Version : เรื่องเหี้ยๆ ที่คลองด่าน ย้อนอดีต“บางเหี้ย”


ใบเตย
03-07-2008, 05:07 PM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 align=center border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=400 border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle width=400>http://pics.manager.co.th/Images/551000001958901.JPEG </TD></TR><TR><TD class=Image vAlign=baseline align=left>คู่เหี้ย เสพสังวาสในสระน้ำทำเนียบตามที่ปรากฏเป็นข่าว </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR><TR><TD vAlign=top align=middle height=5>http://www.manager.co.th/images/blank.gif</TD></TR></TBODY></TABLE> ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องเหี้ยๆในกรณีเหี้ย 2 ตัว เสพสังวาสกันบริเวณบ่อน้ำทำเนียบรัฐบาลจนกลายเป็นข่าวโด่งดัง ชนิดที่สื่อมวลชนหลายสำนักให้ความสนใจกันเป็นพิเศษ

เหี้ยสมสู่ ดูไม่แปลกสำหรับผมเพราะเป็นธรรมชาติของมัน(แต่ว่าก็หาชมไม่ได้ง่ายๆ)

แต่ที่น่าแปลกก็คือการที่หลายๆคนเมื่อพูดถึงพฤติกรรมของเหี้ยแล้ว มักจะวิจารณ์พาดพิงไปถึงพฤติกรรมของนักการเมืองไทย

เอ...เหี้ยกับนักการเมืองไทยเกี่ยวข้องกันตรงไหน ???

เรื่องนี้ใครอยากรู้คงต้องไปถามผู้วิจารณ์เอาเอง ส่วนผมเท่าที่สังเกตพบว่าพักหลังๆ เหี้ยมักปรากฏเป็นข่าวบ่อยครั้ง ซึ่งบางทีอาจเป็นเพราะสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศที่เปลี่ยนไป ทำให้เหี้ยมักโผล่ขึ้นมาให้ยลโฉมกันอยู่บ่อยๆ ที่สำคัญก็คือมันมักไปโผล่ตรงที่ที่ไม่สมควรเสียด้วยสิ อย่างเช่น แถวๆทำเนียบรัฐบาล เป็นต้น

ช่วงแรกๆสื่อที่นำเสนอข่าวก็ดูจะเขินๆในการเรียกขาน จึงเรียกอ้อมๆว่าตัวเงินตัวทองบ้าง ตะกวดบ้าง แต่หลังจากที่มีนักวิชาการด้านสัตว์ออกมาบอกว่าให้เรียกมันว่า“เหี้ย”ไปเถอะ เพราะหากพูดถึงเหี้ยที่เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่ไม่ใช่คำด่าทอแล้วก็ไม่ถือว่าเป็นคำหยาบคายแต่อย่างใด

และนั่นจึงเป็นเหตุให้ตอนนี้ผมขออนุญาตคุณผู้อ่านเรียกขาน“เหี้ย”ว่า“เหี้ย”ตามศัพท์ดั้งเดิมของมัน โดยมิได้มีเจตนาเกี่ยวพันถึงนักการเมืองไทย(ตามคำวิจารณ์พาดพิงของบางคน)แต่อย่างใด

เหี้ย(Water Monitor) เป็นสัตว์เลื้อยคลานชนิดหนึ่ง ตระกูลเดียวกับ ตะกวด แลน เห่าช้าง ตุ๊ดตู่ อาศัยและหากินตามแหล่งน้ำ นิยมกินของเน่า ซากเน่า และสัตว์เล็กๆพวก ปลา กบ คางคก ปัจจุบันเหี้ยเป็นหนึ่งในสัตว์ป่าคุ้มครอง

คนไทยถือว่าเหี้ยเป็นสัตว์อัปมงคล เป็นตัวซวย อันเนื่องมาจากพฤติกรรมการกินของเน่าและรูปร่างหน้าตาของมัน จึงแก้เคล็ดเมื่อมันเข้าบ้านหรือยามพบเห็นมันด้วยการขนานนามชื่อเหี้ยเสียใหม่ว่า“ตัวเงินตัวทอง”

แต่ในทางระบบนิเวศแล้วเหี้ยจัดเป็นสัตว์เทศบาล คือช่วยกำจัดสิ่งเน่าเสียสร้างความสมดุล อีกทั้งเหี้ยจะกลัวคน แต่คนกลับเกลียดเหี้ยและมักไปทำร้ายมันหากพบเห็น จนทำให้บางครั้งเมื่อเหี้ยจนตรอก เข้าตาจน มันก็ต้องต่อสู่ป้องกันตัวเหมือนกัน

เหี้ย แม้จะดูเป็นตัวซวยตามความเชื่อของคนไทย แต่เชื้อมั้ยว่า ตามความเชื่อในศาสนาพุทธได้กล่าวไว้ว่า ชาติหนึ่งพระพุทธเจ้าเคยเสวยชาติเป็นเหี้ยมาแล้ว ซึ่งเรื่องนี้ปรากฏอยู่ใน “โคธชาดก”ฤาษีกินเหี้ย ที่เป็นชาดกสอนใจให้รู้ว่า คนประเภทมือถือสากปากคัมภีร์ ฤาษีทุศีลวิญญูชนจอมปลอม คนดีฉากหน้าชั่วช้าลับหลังนั้นมีอยู่เยอะในสังคม

เหี้ยถือเป็น 1 ใน 3 ของสัตว์ที่ถูกเอื้อยเอ่ย สบถ,ด่าทอ คู่กับ(ปาก)คนไทยอย่างกว้างขวางและบ่อยมากในแทบทุกระดับชั้นเพราะตั้งแต่เด็กเริ่มด่าเป็น จนถึงเติบโต ไปจนตาย หากใครจะสบถหรือจะด่าคนอื่น ชื่อของเหี้ยมักจะถูกเอ่ย(ดังๆ)มาก่อนเป็นลำดับแรก(สัตว์อีก 2 ชนิด คือหมา ควาย และแถมด้วยสาด...) หรือไม่ในกลุ่มเพื่อนสนิท(รวมกลุ่มผมด้วย)เวลาจะเรียกขานชื่อกันตามประสา ก็มักจะให้เกียรติมันด้วยการเรียก“เหี้ย”นำหน้าชื่อ ถ้ายิ่งสนิทมากก็จะเพิ่ม“ไอ้”เข้าไปข้างหน้าอีกชั้นหนึ่ง

ใครที่มีโอกาสใช้ชีวิตวัยเด็กในยุคแฟนฉันขึ้นไป ผมว่าหลายคนคงจะมีโอกาสได้ลิ้มลองขนม“ไข่เหี้ย”มาบ้าง(หรือบางคนอาจชอบกินเป็นของโปรด) ซึ่งยุคนี้ขนมไข่เหี้ยหรือที่เรียกเสียใหม่ว่าขนม“ไข่หงส์”นั้น หากินไม่ง่ายเลย ส่วนไข่เหี้ยจริงๆที่บางคนกินแล้วบอกว่าอร่อยนักอร่อยหนาผมยังไม่เคยกิน และก็ไม่คิดจะกินด้วย แต่ถ้าเป็นเนื้อเหี้ยผมขอสารภาพว่าเคยกินมาแล้ว(โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์) อันเนื่องจากความเมา เมื่อเห็นกับแกล้มวางอยู่ตรงหน้า(ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าเป็นอะไร)แต่ยังไงๆขอฟาดเอาไว้ก่อน(แถมยังรู้สึกว่ามันอร่อยเสียด้วยสิ แฮ่ๆ)

</TD></TR><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 align=center border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=400 border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle width=400>http://pics.manager.co.th/Images/551000001958902.JPEG </TD></TR><TR><TD class=Image vAlign=baseline align=left>ชุมชนคลองด่านปัจจุบันหรือบางเหี้ยในอดีต </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR><TR><TD vAlign=top align=middle height=5>http://www.manager.co.th/images/blank.gif</TD></TR></TBODY></TABLE> สำหรับเรื่องของเหี้ยยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่หลายคนคิดไม่ถึงนั่นก็คือ เมืองไทยเคยมีชุมชน“บางเหี้ย” ต.บางเหี้ย อ.บางเหี้ย อยู่ที่ จ.สมุทรปราการ

บางเหี้ย เป็นชุมชนเก่าแก่อายุกว่า 250 ปี สร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งว่ากันว่าบรรพบุรุษของชาวชุมชนนี้ส่วนหนึ่งเป็นชาวมอญที่อพยพมาจากพม่าเมื่อคราวเสียงกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2

เหตุที่ชุมชนนี้เรียกขานกันว่าบางเหี้ย หากดูกันตามตำนานพื้นบ้านก็มีเรื่องเล่าอยู่ว่า...ครั้งหนึ่งที่บ้านบางเหี้ยมียายแก่คนหนึ่งชื่อ ยายหอม มีฐานะร่ำรวย มีทรัพย์สมบัติมากมายจนไม่รู้จะเอาไปทำอะไร จึงนำทองที่สะสมไว้มาหล่อหลอมเป็นรูปเหี้ยให้ลูกๆหลานๆเล่น แล้ววันหนึ่งเหี้ยทองคำตัวนี้ก็วิ่งหนีเด็กๆลงน้ำไป ชาวบ้านจึงเรียกบ้านนี้ว่า “บางเหี้ย”...(จาก ศิลปวัฒนธรรม ฉบับ ฆ่าควายสังเวยผีปู่ตา เซ่นตะกวดบูชาบรรพบุรุษ)

แต่หากดูกันตามข้อเท็จจริงมันก็สมควรอยู่เนื่องจากบริเวณนี้ มีป่าชายเลนขนาดใหญ่ อุดมสมบูรณ์ไปด้วยกุ้ง หอย ปู ปลา จึงเปรียบดังสวรรค์ของเหี้ย เพราะมีทั้งที่อยู่อาศัยอันกว้างใหญ่ร่มรื่น มีอาหารอันโอชะ ที่นี่จึงเต็มไปด้วยเหี้ยมากมาย

ไม่เพียงเท่านั้นในชุมชนแถบนี้หลายอย่างยังมีความเกี่ยวกันกับเหี้ยอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น

คลองบางเหี้ย ที่แยกออกมาจากคลองสำโรง ในอดีตคลองบางเหี้ยเป็นเส้นทางสัญจรสายหลักของชาวบางบ่อ บางเพรียง บางเหี้ย จนในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการสร้างประตูน้ำกั้นคลองบางเหี้ย ชื่อประตูคลองด่าน เพื่อป้องกันน้ำเค็มล้นเข้ามาทำลายพืชผลทางการเกษตร คลองบางเหี้ยจึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า“คลองด่าน”

วัดบางเหี้ย เป็นดังศูนย์กลางของชุมชนบางเหี้ย มีอยู่ 2 วัดคือ วัดบางเหี้ยบนหรือวัดบางเหี้ยใน(ปัจจุบันคือวัดโคธาราม)เป็นวัดน้ำจืดเพราะอยู่เหนือประตูน้ำ และวัดบางเหี้ยล่างหรือวัดบางเหี้ยนอก(ปัจจุบันคือวัดมงคลโคธาวาส) เป็นวัดน้ำเค็มเพราะอยู่ใต้ประตูน้ำ วัดนี้มีหลวงพ่อปานเป็นเกจิอาจารย์ชื่อดัง ทั้ง 2 วัด แม้เปลี่ยนชื่อใหม่ ฟังดูเพราะพริ้ง แต่ก็ยังหนีไม่พ้นแนวทางของเหี้ยอยู่ดี เพราะ โคธา แปลว่า เหี้ย นั่นเอง

แต่อย่างที่ผมเล่ามาว่า เหี้ย เป็นสัตว์ที่ไม่ถูกโฉลกกับคนไทย ชื่อเหี้ยไม่เพียงฟังอัปมงคลยังเป็นชื่อที่ฟังหยาบคายใน พ.ศ. 2483 สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม จึงเปลี่ยนชื่ออำเภอบางเหี้ยเป็นอำเภอบางบ่อ ส่วนชุมชนบางเหี้ยหรือตำบลบางเหี้ย จอมพล ป. ก็เปลี่ยนชื่อใหม่ เป็นตำบลคลองด่าน ที่เพิ่งเปิดตัวเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ในสมุทรปราการไปไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งในตอนหน้าผมจะพาคุณผู้อ่านไปล่องเรือเที่ยวชมชุมชนคลองด่านกัน

ส่วนตอนนี้จากข้อมูลที่ผมได้พูดคุยกับเพื่อนรุ่นพี่ที่ชุมชนคลองด่าน เขาบอกว่าประชากรเหี้ยในปัจจุบันลดจำนวนลงไปมาก ซึ่งนั่นคงเป็นเพราะสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ส่วนเหี้ยที่หายไปจากคลองด่านจะอพยพไปรวมตัวกับเหี้ยแถวทำเนียบตามที่ปรากฏเป็นข่าวอยู่บ่อยครั้งหรือเปล่า เรื่องนี้ผมมิอาจทราบได้ แต่เท่าที่รู้มาก็คือ

เหี้ยกับทำเนียบนั้นอยู่คู่กันมานานแล้ว...(อ่านต่อตอนหน้า)
</TD></TR></TBODY></TABLE>

ใบเตย
03-07-2008, 05:07 PM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 align=center border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=400 border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle width=400>http://pics.manager.co.th/Images/551000002311601.JPEG </TD></TR><TR><TD class=Image vAlign=baseline align=left>หมู่บ้านชาวประมงคลองด่าน </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR><TR><TD vAlign=top align=middle height=5>http://www.manager.co.th/images/blank.gif</TD></TR></TBODY></TABLE> เหี้ย (Water Monitor) แม้จะเป็นสัตว์อัปมงคลและตัวซวยตามความเชื่อแบบไทยๆ แต่เหี้ยก็เป็นหนึ่งในสัตว์ที่ถูกคนไทยเรียกขานผ่านคำพูดจา ด่าทอ สบถ มากเป็นพิเศษเช่นกัน

ไม่เพียงเท่านั้นเมืองไทยเรายังเคยมีชุมชนบางเหี้ย(ต.บางเหี้ย) อ.บางเหี้ย ตั้งอยู่ที่ จ.สมุทรปราการ เนื่องจากพื้นบริเวณนี้เป็นป่าชายเลนผืนใหญ่ มีความอุดมสมบูรณ์ มีอาหารของเหี้ยมากมาย ทำให้มีเหี้ยชุกชุมตามไปด้วย ชาวบ้านจึงเรียกขานชุมชนแถบนี้ว่า“บางเหี้ย” ก่อนที่รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม(พ.ศ.2483)จะเปลี่ยนชื่อ อ.บางเหี้ย เป็น อ.บางบ่อ แหล่งปลาสลิดขึ้นชื่อ และเปลี่ยนชื่อ ต.บางเหี้ย เป็น ต.คลองด่าน

คนเฒ่าคนแก่ที่คลองด่านเล่าให้ผมฟังว่า สมัยจอมพล ป. หากใครเรียกคลองด่านว่าบางเหี้ย ก็จะถูกปรับเงินหากทางการได้ยิน

มาในยุคนี้ พ.ศ.นี้ ต.คลองด่าน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ ถือเป็นพื้นที่สีเขียวแห่งใหญ่ที่สุดในสมุทรปราการด้านทิศตะวันตก มีชายฝั่งทะเลยาวประมาณ 6 กม. อันอุดมไปด้วยป่าชายเลน กุ้ง หอย ปู ปลาและทรัพยากรทางทะเลมากมาย อีกทั้งยังเป็นแหล่งหอยแมลงภู่ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย มีพื้นที่กว่า 2 หมื่นไร่

</TD></TR><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 align=center border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=400 border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle width=400>http://pics.manager.co.th/Images/551000002311602.JPEG </TD></TR><TR><TD class=Image vAlign=baseline align=left>หลักเลี้ยงหอยมากมายที่ปากอ่าว</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR><TR><TD vAlign=top align=middle height=5>http://www.manager.co.th/images/blank.gif</TD></TR></TBODY></TABLE> แต่ในความอุดมสมบูรณ์ของคลองด่านครั้งหนึ่งกลับ(เคย)มีเรื่องอื้อฉาวของโครงการบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่านเกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโครงการที่มีการคอร์รัปชั่นโกงกินกันอย่างมโหฬาร โดยปฐมบทของเรื่องนี้เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2538 คณะรัฐมนตรีในขณะนั้นได้มีมติเห็นชอบในโครงการสร้างระบบบำบัดน้ำเสีย 2 จุดใหญ่ใน จ.สมุทรปราการ คือ ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ ต.บางปลากด อ.พระสมุทรเจดีย์ และฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาที่บริเวณบางปูใหม่

ทั้ง 2 บ่อ เดิมจะใช้งบประมาณก่อสร้างราว 13,612 ล้านบาท แต่จู่ๆในปี พ.ศ. 2541 ได้มีการเสนอให้ยุบรวมบ่อบำบัดเป็นบ่อเดียวโดยหวยไปออกที่คลองด่าน พร้อมกับงบประมาณที่เพิ่มขึ้นเป็น 23,701 ล้านบาท ทั้งๆที่คลองด่านคือพื้นที่สีเขียวแห่งใหญ่ เป็นพื้นที่เกษตรกรรมและการทำประมงพื้นบ้านชายฝั่ง ซึ่งไอ้พวกที่คิดจะไปปล่อยน้ำเสียจากบ่อบำบัดลงที่นี่และคิด(เริ่มต้น)มันก็คิดผิดแล้ว

แต่โชคยังดีที่ชาวชุมชนคลองด่านเป็นชุมชนเข็มแข็งมีเลือดนักสู้มาตั้งแต่อดีต พวกเขาจึงรวมตัวกันต่อสู้กับความชั่วช้าสามานย์จากน้ำมือบางคนในโครงการบ่อบำบัดฯ เพื่อปกป้องพิทักษ์ผืนแผ่นดิน ถิ่นอาศัย และแหล่งทำมาหากินของตนเอง จนทำให้โครงการนี้ถูกยกเลิกทิ้งไว้เพียงอนุสาวรีย์(บ่อปูนยักษ์)แห่งการโกงกินที่ผมได้แต่หวังว่า ฟ้าคงมีตา สวรรค์คงมีใจ นำคนผิดมาลงโทษให้สาสมกับความชั่วช้าของมัน

แต่ที่ผมกลัวก็คืองานนี้จะเป็นมวยล้มต้มคนดู หรือจับคนทำผิดได้แค่ปลาซิวปลาสร้อย ส่วนพวกตัวเอ้ตัวเอี้ยลอยนวลไปเสวยสุขต่อไป แถมยังเผลอไม่ได้อีกต่างหาก เพราะโครงการใหญ่ระดับ 2 หมื่นล้าน อาจถูกภาครัฐรื้อฟื้นขึ้นมาปัดฝุ่นเพื่อโกงกินกันอีกครั้งก็เป็นได้ ยังไงๆงานนี้ภาคประชาชนและสื่อมวลชนคงต้องช่วยกันติดตามอย่างใกล้ชิด

</TD></TR><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 align=center border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=300 border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle width=300>http://pics.manager.co.th/Images/551000002311603.JPEG </TD></TR><TR><TD class=Image vAlign=baseline align=left>ปลา ปู กุ้ง หอย ที่จับได้จากท้องทะเล </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR><TR><TD vAlign=top align=middle height=5>http://www.manager.co.th/images/blank.gif</TD></TR></TBODY></TABLE> อย่างไรก็ดี คลองด่านในวันนี้ดูเหมือนว่าคลื่นลมของการต่อสู้จะสงบลงได้พักใหญ่แล้ว ส่วนคลื่นลมแห่งท้องทะเลนั้นยังคงทำหน้าที่ตามปกติวิถีอยู่อย่างมิรู้หน่าย ให้ชาวคลองด่านได้ดำเนินวิถีพื้นบ้านทำประมงเลี้ยงสัตว์จับสัตว์น้ำหาเลี้ยงชีพกันไปอ่างพอเพียงตามอัตภาพ บนพื้นที่อ่าวไทยตอนในที่มีลักษณะเป็นอ่าว ก.ไก่ อันอุดมสมบูรณ์

และด้วยความอุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากรผสานกับวิถีการทำประมงพื้นบ้านชายฝั่งอันน่าสนใจ ทำให้เมื่อราว 3 ปีที่แล้วคลองด่านได้เปิดมิติใหม่ทางการท่องเที่ยวขึ้น เพื่อให้คนภายนอกรับรู้ว่าคลองด่านนั้นมีดีเกินกว่าที่จะให้นักการเมืองเข้ามากอบโกยด้วยการสร้างบ่อบำบัดน้ำเสีย

สำหรับกิจกรรมท่องเที่ยวคลองด่านจะเป็นประเภทเที่ยวชมวิถีชีวิต ซึ่งเพื่อนรุ่นพี่ที่คลองด่านเคยพาผมไปเที่ยวล่องเรือชมทะเลสัมผัสกับวิถีชีวิตชาวคลองด่านนั้น นับว่าน่าสนใจไม่น้อยเลย

เริ่มตั้งแต่สภาพบ้านเรือนริมคลองสายย่อยก่อนออกสู่ปากอ่าวที่ปลูกสร้างอย่างเรียบง่ายมีเรือประมงจอดอยู่เรียงราย

</TD></TR><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 align=center border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=400 border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle width=400>http://pics.manager.co.th/Images/551000002311604.JPEG </TD></TR><TR><TD class=Image vAlign=baseline align=left>การออกเรือจับหอยแมลงภู่ถือเป็นวิถีที่ชาวคลองด่านปฏิบัติมาช้านาน </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR><TR><TD vAlign=top align=middle height=5>http://www.manager.co.th/images/blank.gif</TD></TR></TBODY></TABLE> ครั้นพอออกสู่ปากอ่าวไทย(ช่วงนี้ผู้ชายหลายๆคนกลัวเป็นพิเศษ เพราะกลัวเรือล่ม) ภาพบ้านเรือนหายไปกลายเป็นท้องทะเลกว้างที่นอกจากจะไม่เคยหลับด้วยคลื่นลมที่พัดพลิ้วแล้ว ทะเลคลองด่านยังดูมีชีวิตด้วยวิถีชาวประมง ไม่ว่าจะเป็น การทำโป๊ะดักปลา การลากหอยแครง การกู้อวนลากคู่ที่ถือเป็นไฮไลท์แห่งท้องทะเลในช่วงเช้า รวมถึงการดำน้ำเกี่ยวปลาดุกทะเลซึ่งนี่ถือเป็นแหล่งปลาดุกทะเลชั้นดีอีกแห่งหนึ่งของเมืองไทย เพราะมันจะมากินตัวอ่อนของหอย ในขณะที่โลมาก็จะมากินปลาดุกทะเลอีกที ส่วนคนก็จะนิยมมาล่องเรือชมโลมาตั้งแต่ปากอ่าวคลองด่านไปจนถึงปากแม่น้ำบางปะกงเป็นทอดๆไป(จะเห็นโลมาในช่วงเดือนพ.ย.-ก.พ.)

นับเป็นระบบนิเวศของท้องทะเลที่ผูกพันอย่างพอเพียงกับปากท้องชาวบ้านในละแวกนั้น

ส่วนที่ไม่พูดถึงไม่ได้ด้วยประการทั้งปวงก็คือ วิถีการเลี้ยงหอยแมลงภู่ของชาวชุมชนคลองด่าน ซึ่งพอล่องเรือออกมายังปากอ่าวผมก็ว่าที่นี่เต็มไปด้วยฟาร์มหอยแครง และหลักเลี้ยงหอยแมลงภู่เต็มพรึ่ดไปหมด สมดังแหล่งเลี้ยงหอยแมลงภู่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย แถมยังเป็นการเลี้ยงด้วยภูมิปัญญาพื้นบ้านที่ทำกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตาทวด โดยใช้แค่เพียงไม้ไผ่ปักเป็นหลักทิ้งไว้(ชาวบ้านบางคนบอกว่านี่คือการปลูกป่าในทะเล)จากนั้นหอยแมลงภู่ก็จะตามมาเกาะที่หลักเองตามธรรมชาติจนเป็นพวงใต้น้ำแน่นเต็มหลักไปหมด

หอยคลองด่านแม้ตัวไม่ใหญ่เท่าหอยสุราษฎร์ แต่ขึ้นชื่อมีรสอร่อยไม่เป็นรองใคร ที่สำคัญคือในตัวหอยแมลงภู่(รวมหอยแครงด้วย)จะไม่มีทรายเข้าไปปะปนเพราะข้างล่างเป็นพื้นโคลน

ในช่วงเช้าไปจนถึงสายของทุกๆวัน หากใครมีโอกาสล่องเรือไปออกปากอ่างคลองด่านอย่างผม จะได้เห็นชาวบ้านออกเรือมาเก็บหอย ลากหอย ดำน้ำตัดหลักหอย กันอย่างคึกคักโดยจะมีการแบ่งงานกันทำอย่างคล่องแคล่วดูน่าตื่นตาตื่นใจ

พี่ที่พาล่องเรือบอกกับผมว่า เฉลี่ยแล้วเรือแต่ละลำจะเก็บหอยได้ประมาณวันละ 2 ตันต่อวัน ส่วนปีหนึ่งๆคลองด่านส่งหอยแมลงภู่ขายทั้งในและต่างประเทศนับหลายแสนตัน

</TD></TR><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 align=center border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=400 border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle width=400>http://pics.manager.co.th/Images/551000002311605.JPEG </TD></TR><TR><TD class=Image vAlign=baseline align=left>การกู้อวนลากคู่</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR><TR><TD vAlign=top align=middle height=5>http://www.manager.co.th/images/blank.gif</TD></TR></TBODY></TABLE> นั่นแสดงให้เห็นชัดเจนว่าทรัพยากรหอยแมลงภู่ที่คลองด่านยังไม่ขาดแคลน แต่น่าแปลกว่าเหตุไฉนนักการเมืองกลับจงใจละเลยเรื่องเหล่านี้ แล้วเลือกมาสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียทิ้งไว้ เป็นดังอนุสาวรีย์แห่งการคอร์รัปชั่น ที่ระหว่างล่องเรือชมทะเลผมมองเห็นภาพอุจาดตาของบ่อปูนยักษ์ในโครงการบ่อบำบัดอยู่ลิบๆ ซึ่ง(สมมุติว่า)ถ้าหากโครงการนี้ได้ดำเนินต่อไปแล้วมีการนำน้ำเสียมาทิ้งที่นี่บางที คลองด่านแหล่งหอยแมลงภู่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทยอาจกลายเป็นตำนาน

เช่นเดียวกับตำนานบางเหี้ยของชุมชนคลองด่าน ที่ ณ วันนี้ด้วยสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปตามวิถีโลก ได้ทำให้ประชากรเหี้ยที่คลองด่านมีจำนวนลดน้อยถอยลงไปมาก ส่วนเหี้ยจากคลองด่านจะอพยพไปอยู่ที่ไหนนั้น เป็นเรื่องที่มิอาจทราบได้เพราะไม่มีใครเคยสำรวจ แต่ไอ้สัน(ดาน)เพื่อนเก่าของผมมันตั้งข้อสังเกตว่าเหตุที่เหี้ยคลองด่านส่วนหนึ่งอยู่ไม่ได้นั้น เพราะพวกมันเจอปรากฏการณ์“เหี้ยกว่า”นั่นเอง ว่าแล้วมันก็ท่อง“กลอนเหี้ยๆ”(เพี้ยนจาก“กลอนเหี้ย”) ให้ผมฟังว่า

...ฟ้าลิขิตชีวิตให้เหี้ยเดิน
เหี้ยเพลิดเพลินเดินตามทางของมันไป
เหี้ยสองเหี้ยเจอกันก็บรรลัย
เหี้ยหนึ่งอยู่เหี้ยหนึ่งไปทั่วฟ้าดิน...

หลังฟังกลอนเหี้ยๆของไอ้สัน ผมพลันอดนึกไปถึงปรากฏการณ์เหี้ยกว่าไม่ได้ แล้วจู่ๆภาพลางๆของนักการเมืองชั่วช้าและข้าราชการสามานย์บางคนที่ร่วมกันโกงกินคอร์รัปชั่นกับโครงการบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่านกันจนสะดือปลิ้นมันก็ผุดแว่บขึ้นมาในสมอง

น่าแปลกที่ในมโนภาพของผม คนพวกนั้นหน้าตาเนื้อตัวเป็นเกล็ด แถมยามแลบลิ้นก็มีสองแฉกดูคล้ายสัตว์เลื้อยคลานประเภทหนึ่ง


จากผู้จัดการ
</TD></TR></TBODY></TABLE>

pkkl
04-02-2008, 05:03 PM
thx

dokdik
04-21-2008, 05:03 PM
ขนมไข่หงที่มันเปนแป้งๆและมีไส้ข้างในแล้วก้อมีน้ำตาลโรยอยู่ด้านนอกป๊ะ

rain....
11-11-2008, 07:51 PM
:0036:เฮ้อ...กรำ...ของเหี้ย...นะเนี่ย...แบบเนี้ย