มดเอ๊ก
03-03-2008, 02:45 PM
http://farm1.static.flickr.com/205/518425218_c99582e237.jpg?v=0http://l.yimg.com/www.flickr.com/images/spaceball.gif
" ไฉนจึงเป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่า บุคคลเช่นนั้นไม่ยึดมั่นอยู่กับ
ความคิดเนื่องด้วยตัวตน บุคคล สัตวะ และชีวะ เขาไม่ยึดมั่น
อยู่กับความคิดเกี่ยวกับธรรมและอธรรม ไม่ยึดมั่นว่านี่คือรูป
ลักษณะ นั่นมิใช่รูปลักษณะ เช่นนั้นเพราะเหตุใด ก็เพราะว่า
ถ้าบุคคลยึดมั่นอยู่กับความคิดเกี่ยวกับธรรม จิตบุคคลนั้นก็ยัง
ผูกพันอยู่กับตัวตน บุคคล สัตวะ และชีวะ ถ้าเขายึดมั่นอยู่กับ
ความคิดว่าไม่มีธรรม จิตของเขาก็ยังผูกพันอยู่กับตัวตน บุคคล
สัตวะ และชีวะอยู่ "
รูปลักษณะในที่นี้หมายถึงมโนทัศน์ เมื่อเราเกิดมโนทัศน์เกี่ยวกับบางสิ่งบางอย่าง ภาพลักษณ์
ของสิ่งนั้นจะปรากฏอยู่ในมโนทัศน์ เช่นเมื่อเรามีมโนทัศน์เกี่ยวกับโต๊ะ เรานึกเห็นภาพลักษณ์
ของโต๊ะ แต่เราต้องจำไว้ว่ามโนทัศน์ของเราไม่ใช่สิ่งนั้น เป็นเพียงความจำได้หมายรู้ของเรา
ซึ่งจริง ๆ แล้วอาจจะแตกต่างจากโต๊ะมาก อย่างเช่นปลวกอาจมองโต๊ะว่าเป็นงานเลี้ยงสนุก
นักฟิสิกส์อาจมองว่าเป็นมวลของอนุภาคซึ่งเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ส่วนพวกเราซึ่งอยู่บน
เส้นทางการปฏิบัติพุทธธรรมนั้น เคยผ่านการฝึกมองอย่างลึกซึ้ง เราอาจมีทัศนะที่ผิดน้อยกว่า
และความจำได้หมายรู้ของเราอาจเกือบ ๆ สมบูรณ์ใกล้เคียงความจริงมากกว่า แต่ก็ยังเป็น
ความจำได้หมายรู้อยู่นั่นเอง
โดยทั่ว ๆ ไปแล้ว พุทธศาสนานิยามคำ ธรรม ว่าคือ ปรากกฏการณ์ใด ๆ ที่สามารถทรงลักษณะ
เฉพาะตัวของมันไว้ ไม่ทำให้เข้าใจผิดไปว่าเป็นปรากฏการณ์อื่น ความโกรธ ความเศร้าหมอง
ความวิตกกังวล หรือปรากฏการณ์ทางจิตทั้งหลาย เรียกว่า จิตธรรม โต๊ะ เก้าอี้ บ้าน ยอดเขา
แม่น้ำ และปรากฏการณ์ทางกายภาพทั้งหลายเรียกว่า รูปธรรม ปรากฏการณ์ซึ่งไม่เป็นทั้ง
ปรากฏการณ์กายภาพหรือปรากกการร์ทางจิต เช่น การได้ การเสีย ความเป็น ความไม่เป็น
จัดว่าเป็น จิตวิประยุกตสังสการธรรม ปรากฏการณ์ซึ่งไม่ปรุงแต่งด้วยเหุปัจจัยใดเรียกว่า
อสังสกฤตธรรม ( หรือภาษาบาลีเรียกว่า อสังขตธรรม )
พุทธศาสนาสำนักสรวาสติวาทินกล่าวว่า อวกาศเป็น อสังขตธรรม เพราะมีธรรมชาติอันไม่เกิด
ไม่ตาย ไม่มีรูปปรุงแต่ง แต่นี่เป็นเพียงวิธียกตัวอย่างของพวกเขา แท้จริงแล้วอวกาศก็ประกอบ
ด้วยสิ่งต่าง ๆ เช่น กาลเวลา และวิญญาณ ดังนั้นอวกาศจึงมิใช่ธรรมไร้ปัจจัยปรุงแต่งอย่างแท้
จริง สำนักสรวาสติวาทินเรียก " ความเป็นเช่นนั้น " ว่า เป็นธรรมไม่มีปัจจัยปรุงแต่งเหมือนกัน
แต่ถ้ามองอย่างลึกซึ้งเราก็จะเห็นว่า มโนทัศน์ของ " ความเป็นเช่นนั้น " มีเพราะเรามีมโนทัศน์
ของ " ความไม่เป็นเช่นนั้น " ถ้าเราคิดว่าความเป็นเช่นนั้นแตกต่างจากธรรมอื่น ๆ ทั้งหมด
มโนทัศน์ความเป็นเช่นนั้นของเราก็เกิดจากมโนทัศน์ความไม่เป็นเช่นนั้นนั่นเอง เมื่อมีข้างบน
ย่อมมีข้างล่าง เมื่อมีข้างในย่อมมีข้างนอก เมื่อมีความถาวรย่อมมีความไม่ถาวร ตามกฏแห่ง
ความสัมพันแล้ว ทัศนะทั้งหลายของเราถูกนิยามด้วยสิ่งตรงข้ามเสมอ
แต่ในวิภาษวิธีแห่งปรัชญาปารมิตา เราจำเป็นต้องพูดสิ่งตรงข้าม " เพราะสิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งที่มันเป็น
มันจึงเป็นอย่างที่มันเป็น " เมื่อเรามองเข้าไปในธรรมแล้วเห็นทุกสิ่งที่ไม่ใช่ธรรม นั่นคือเราเริ่ม
เห็นธรรมแล้ว ดังนั้นเราจึงต้องไม่ยึดมั่นผูกพันอยู่กับธรรมมโนทัศน์ ( มโนทัศน์ว่ามีธรรม )
หรือแม้กับอธรรมมโนทัศน์ ( มโนทัศน์ว่าไม่มีธรรม )
อาตมายกตัวอย่างความคิดเกี่ยวกับอธรรม ( ความเชื่อว่าไม่มีธรรม ) มาอธิบาย ก็เพื่อช่วยให้
พวกเราก้าวพ้นจากความคิดเกี่ยวกับธรรม แต่ก็อย่าไปยึดมั่นอยู่กับอธรรมมโนทัศน์ เมื่อเห็น
ดอกกุหลาบ เรารู้ว่าดอกกุหลาบคือธรรม การจะเลี่ยงไม่ให้หลงยึดอยู่กับมโนทัศน์ " กุหลาบ "
เราต้องจำไว้เสมอว่า กุหลาบดอกนี้ไม่อาจมีชีวิตอยู่เดี่ยว ๆ ได้ มันไม่ได้เป็นชีวิตอิสระ
หากแค่มีธาตุซึ่งไม่ใช่ดอกกุหลาบมาประกอบอยู่ด้วยกัน เรารู้ว่าดอกกุหลาบไม่ใช่ธรรม
ที่แยกตัวออกมาโดด ๆ แต่เมื่อเราละทิ้งมโนทัศน์ที่ว่าดอกกุหลาบสามารถอยู่ได้อย่างอิสระ
แล้ว เราก็อาจไปหลงยึดความคิดว่าไม่มีดอกกุหลาบได้อีก เราจึงต้องเป็นอิสระจากอธรรม
มโนทัศน์ด้วย
วิภาษวิธีแห่งปรัชญาปารมิตา มีอยู่ 3 ขั้นตอน
( 1 ) ดอกกุหลาบ
( 2 ) ไม่ใช่ดอกกุหลาบ
( 3 ) นั่นคือดอกกุหลาบ
ดอกกุหลาบ ในขั้นที่สามแตกต่างจาก ดอกกุหลาบ ในขั้นแรกอย่างมาก คำพูดว่า
" ว่างจากความว่าง " ( สุญญตา ) ในคำสอนของปรัชญาปารมิตาสูตรมุ่งหมายที่จะช่วยเรา
ให้พ้นจากมโนทัศนืของความว่าง ก่อนปฏิบัติจิตภาวนา เราเห็นภูเขาว่าเป็นภูเขา
พอเริ่มปฏิบัติ เราเห็นภูเขาว่าไม่ใช่ภูเขาอีกแล้ว เมื่อปฏิบัติไปสักระยะหนึ่ง เราจะเห็น
ภูเขากลับเป็นภูเขาอีก แต่ตอนนี้ภูเขาเป็นอิสระยิ่ง จิตเรายังอยู่กับภูเขาแต่ไม่ผูกพันธ์
กับสิ่งใด ภูเขาในขั้นที่สามไม่เหมือนกับภูเขาในขั้นแรก ในขั้นที่สามภูเขาเปิดเผยตัว
อย่างอิสระ เราเรียกภาวะนี้ว่า " ความเป็นที่แท้จริง " ซึ่งพ้นไปจากความเป็นและไม่เป็น
ภูเขายังอยู่ตรงนั้นเผยตัวอย่างพิเศษยิ่ง แต่ไม่ใช่ในฐานะเป็นมายา เมื่อพระพุทธเจ้า
เห็นดอกกุหลาบ ดอกกุหลาบที่พระองค์ทรงเห็นคือความอัศจรรย์ เป็นดอกกุหลาบ
ซึ่งเป็นอยู่แท้จริง แต่ดอกกุหลาบที่เธอกับอาตมาเห็นอาจเป็นตัวตนดอกกุหลาในความ
นึกคิด คำว่าความว่างในวรรณกรรมปรัชญาปารมิตานั้นลึกซึ้งยิ่งนัก พ้นไปจากโลกมายา
แห่งความเป็นและความไม่เป็น ใช่และไม่ใช่ เรียกว่า " ความว่างที่แท้ " ความว่างที่แท้
ไม่ใช่ความว่าง ความว่างที่แท้คือความเป็นที่แท้จริง
เมื่อเราอยู่ในโลกแห่งทวิลักษณ์ เราจึงติดอยู่ในเงื่อนไขปัจจัยปรุงแต่ง เมื่อเพื่ออาตมา
กล่าวว่า " เพื่อนของผมเสียชีวิต " แล้วเราร้องไห้ เราเป็นทาสอยู่ในโลกของการมา
และการไป โลกแห่งปัจจัยปรุงแต่งย่อมเต็มไปด้วยทัศนะผิด ๆ ด้วยการฝึกมองให้
ลึกซึ้งเข้าไปในธรรมชาติของสรรพสิ่งเท่านั้น เราจึงจะเป็นอิสระจากมโนทัศน์ของ
ไป-มา มีอยู่-ไม่มีอยู่ เกิด-ตาย หนึ่งเดียว - มากมาย ข้างบน-ข้างล่าง เหล่านี้ล้วน
หายไป เมื่อเราเป็นอิสระแล้ว โลกนี้ก็ยังมีอยู่ในตัวเราและรอบตัวเรา แต่ตอนนี้โลก
นั้นได้กลายเป็นโลกของความว่างที่แท้ไปแล้ว หลักการณ์เกี่ยวกับรูปลักษณะเปรียบได้
กับยอดของต้นไม้ ส่วนโลกของความเป็นที่แท้จริงคือราก หลักการณ์เกี่ยวกับรูปลักษณะ
เป็นมูลฐานของมโนทัศน์เกี่ยวกับตัวตน ดังนั้นเราจึงต้องฝ่าทั้งตาข่ายธรรมและตาข่าย
อธรรม ไปให้พ้นจากความสำคัญมั่นหมายและความไม่สำคัญมั่นหมาย
" ฉะนั้นบุคคลจึงไม่พึงยึดถือผูกพันอยู่กับธรรมหรือคิดว่าหรือคิดว่าธรรม
เป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่ นี่คือนัยยะความหมายเมื่อตถาคตกล่าวว่า ' ภิกษุทั้งหลาย
เธอทั้งหลายพึงกำหนดรู้ ว่า ธรรมที่เราตรัสแสดงมีอุปมาดังพ่วงแพ '
แม้สิ่งที่ตถาคตสอนก็ต้องละเสีย จักกล่าวไปใยถึงสิ่งที่ไม่ได้กล่าวเทศนา "
ประโยคแรกหมายความว่า เราไม่ควรยึดถืออยู่กับความเป็นความไม่เป็น เพราะทั้งเป็น
และไม่เป็นล้วนเป็นมายา เมื่อเราไม่ยึดมั่นอยู่กับความคิดผิด ๆ เหล่านี้ เราก็จะลุถึงฝั่ง
อันอัศจรรย์ของโลกแห่งความว่างที่แท้จริง
ตรงนี้ วัชรสูตร ได้กล่าวย้ำสิ่งที่กล่าวไว้ใน " อลคัททูปสูตร " ( สูตรที่เปรียบการศึกษา
เหมือนงูพิษ ) พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ในพระสูตรหลังนี้ว่า คำสอนของพระองคืเปรียบ
เหมือนลำแพที่เราต้องสละเมื่อข้ามไปถึงฝั่งแล้ว คำว่า " นัยยะความหมาย " พบเฉพาะ
พระสูตรภาษาสันสกฤต ไม่พบในฉบับภาษาจีน เมื่อพระพุทธองค์ประทานพระธรรมเทศนา
เป็นไปได้ว่าผู้ฟังอาจยึดมั่นอยู่กับคำสอนทั้ง ๆ ที่ไม่จำเป็นและไม่เหมาะที่จะทำอย่างนั้น
การฟังพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเหมือนกับการจับงูพิษ ถ้าเธอไม่รู้วิธี เธออาจจับ
ส่วนหางก่อน งูก็จะแว้งกัดเอาได้ ถ้าเธอรู้วิธีจับงู เธอต้องใช้ไม้ง่ามตรึงตัวมันไว้ แล้วจึง
จับคอมัน อย่างนี้แล้วงูก็ไม่อาจกัดเธอได้ คำสอนของพระพุทธเจ้าก็ทำนองเดียวกัน
ถ้าไม่ชำนาญพอเธออาจเจ็บตัว เธอต้องระวังอย่าไปยึดติดออยู่กับคำสอน ความคิดเกี่ยว
กับความว่าง ความไม่เที่ยง ความไม่มีตัวตน ล้วนเกื้อกูลให้ประโยชน์ แต่ถ้าเธอนำมาใช้
อย่างไม่เข้าใจลึกซึ้งแจ่มแจ้ง เธออาจเกิดทุกข์และทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนได้ด้วย
คัดบางส่วนจาก เพชรตัดทำลายมายา
ของท่าน ติช นัท ฮัน :yoyo_0083:
" ไฉนจึงเป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่า บุคคลเช่นนั้นไม่ยึดมั่นอยู่กับ
ความคิดเนื่องด้วยตัวตน บุคคล สัตวะ และชีวะ เขาไม่ยึดมั่น
อยู่กับความคิดเกี่ยวกับธรรมและอธรรม ไม่ยึดมั่นว่านี่คือรูป
ลักษณะ นั่นมิใช่รูปลักษณะ เช่นนั้นเพราะเหตุใด ก็เพราะว่า
ถ้าบุคคลยึดมั่นอยู่กับความคิดเกี่ยวกับธรรม จิตบุคคลนั้นก็ยัง
ผูกพันอยู่กับตัวตน บุคคล สัตวะ และชีวะ ถ้าเขายึดมั่นอยู่กับ
ความคิดว่าไม่มีธรรม จิตของเขาก็ยังผูกพันอยู่กับตัวตน บุคคล
สัตวะ และชีวะอยู่ "
รูปลักษณะในที่นี้หมายถึงมโนทัศน์ เมื่อเราเกิดมโนทัศน์เกี่ยวกับบางสิ่งบางอย่าง ภาพลักษณ์
ของสิ่งนั้นจะปรากฏอยู่ในมโนทัศน์ เช่นเมื่อเรามีมโนทัศน์เกี่ยวกับโต๊ะ เรานึกเห็นภาพลักษณ์
ของโต๊ะ แต่เราต้องจำไว้ว่ามโนทัศน์ของเราไม่ใช่สิ่งนั้น เป็นเพียงความจำได้หมายรู้ของเรา
ซึ่งจริง ๆ แล้วอาจจะแตกต่างจากโต๊ะมาก อย่างเช่นปลวกอาจมองโต๊ะว่าเป็นงานเลี้ยงสนุก
นักฟิสิกส์อาจมองว่าเป็นมวลของอนุภาคซึ่งเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ส่วนพวกเราซึ่งอยู่บน
เส้นทางการปฏิบัติพุทธธรรมนั้น เคยผ่านการฝึกมองอย่างลึกซึ้ง เราอาจมีทัศนะที่ผิดน้อยกว่า
และความจำได้หมายรู้ของเราอาจเกือบ ๆ สมบูรณ์ใกล้เคียงความจริงมากกว่า แต่ก็ยังเป็น
ความจำได้หมายรู้อยู่นั่นเอง
โดยทั่ว ๆ ไปแล้ว พุทธศาสนานิยามคำ ธรรม ว่าคือ ปรากกฏการณ์ใด ๆ ที่สามารถทรงลักษณะ
เฉพาะตัวของมันไว้ ไม่ทำให้เข้าใจผิดไปว่าเป็นปรากฏการณ์อื่น ความโกรธ ความเศร้าหมอง
ความวิตกกังวล หรือปรากฏการณ์ทางจิตทั้งหลาย เรียกว่า จิตธรรม โต๊ะ เก้าอี้ บ้าน ยอดเขา
แม่น้ำ และปรากฏการณ์ทางกายภาพทั้งหลายเรียกว่า รูปธรรม ปรากฏการณ์ซึ่งไม่เป็นทั้ง
ปรากฏการณ์กายภาพหรือปรากกการร์ทางจิต เช่น การได้ การเสีย ความเป็น ความไม่เป็น
จัดว่าเป็น จิตวิประยุกตสังสการธรรม ปรากฏการณ์ซึ่งไม่ปรุงแต่งด้วยเหุปัจจัยใดเรียกว่า
อสังสกฤตธรรม ( หรือภาษาบาลีเรียกว่า อสังขตธรรม )
พุทธศาสนาสำนักสรวาสติวาทินกล่าวว่า อวกาศเป็น อสังขตธรรม เพราะมีธรรมชาติอันไม่เกิด
ไม่ตาย ไม่มีรูปปรุงแต่ง แต่นี่เป็นเพียงวิธียกตัวอย่างของพวกเขา แท้จริงแล้วอวกาศก็ประกอบ
ด้วยสิ่งต่าง ๆ เช่น กาลเวลา และวิญญาณ ดังนั้นอวกาศจึงมิใช่ธรรมไร้ปัจจัยปรุงแต่งอย่างแท้
จริง สำนักสรวาสติวาทินเรียก " ความเป็นเช่นนั้น " ว่า เป็นธรรมไม่มีปัจจัยปรุงแต่งเหมือนกัน
แต่ถ้ามองอย่างลึกซึ้งเราก็จะเห็นว่า มโนทัศน์ของ " ความเป็นเช่นนั้น " มีเพราะเรามีมโนทัศน์
ของ " ความไม่เป็นเช่นนั้น " ถ้าเราคิดว่าความเป็นเช่นนั้นแตกต่างจากธรรมอื่น ๆ ทั้งหมด
มโนทัศน์ความเป็นเช่นนั้นของเราก็เกิดจากมโนทัศน์ความไม่เป็นเช่นนั้นนั่นเอง เมื่อมีข้างบน
ย่อมมีข้างล่าง เมื่อมีข้างในย่อมมีข้างนอก เมื่อมีความถาวรย่อมมีความไม่ถาวร ตามกฏแห่ง
ความสัมพันแล้ว ทัศนะทั้งหลายของเราถูกนิยามด้วยสิ่งตรงข้ามเสมอ
แต่ในวิภาษวิธีแห่งปรัชญาปารมิตา เราจำเป็นต้องพูดสิ่งตรงข้าม " เพราะสิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งที่มันเป็น
มันจึงเป็นอย่างที่มันเป็น " เมื่อเรามองเข้าไปในธรรมแล้วเห็นทุกสิ่งที่ไม่ใช่ธรรม นั่นคือเราเริ่ม
เห็นธรรมแล้ว ดังนั้นเราจึงต้องไม่ยึดมั่นผูกพันอยู่กับธรรมมโนทัศน์ ( มโนทัศน์ว่ามีธรรม )
หรือแม้กับอธรรมมโนทัศน์ ( มโนทัศน์ว่าไม่มีธรรม )
อาตมายกตัวอย่างความคิดเกี่ยวกับอธรรม ( ความเชื่อว่าไม่มีธรรม ) มาอธิบาย ก็เพื่อช่วยให้
พวกเราก้าวพ้นจากความคิดเกี่ยวกับธรรม แต่ก็อย่าไปยึดมั่นอยู่กับอธรรมมโนทัศน์ เมื่อเห็น
ดอกกุหลาบ เรารู้ว่าดอกกุหลาบคือธรรม การจะเลี่ยงไม่ให้หลงยึดอยู่กับมโนทัศน์ " กุหลาบ "
เราต้องจำไว้เสมอว่า กุหลาบดอกนี้ไม่อาจมีชีวิตอยู่เดี่ยว ๆ ได้ มันไม่ได้เป็นชีวิตอิสระ
หากแค่มีธาตุซึ่งไม่ใช่ดอกกุหลาบมาประกอบอยู่ด้วยกัน เรารู้ว่าดอกกุหลาบไม่ใช่ธรรม
ที่แยกตัวออกมาโดด ๆ แต่เมื่อเราละทิ้งมโนทัศน์ที่ว่าดอกกุหลาบสามารถอยู่ได้อย่างอิสระ
แล้ว เราก็อาจไปหลงยึดความคิดว่าไม่มีดอกกุหลาบได้อีก เราจึงต้องเป็นอิสระจากอธรรม
มโนทัศน์ด้วย
วิภาษวิธีแห่งปรัชญาปารมิตา มีอยู่ 3 ขั้นตอน
( 1 ) ดอกกุหลาบ
( 2 ) ไม่ใช่ดอกกุหลาบ
( 3 ) นั่นคือดอกกุหลาบ
ดอกกุหลาบ ในขั้นที่สามแตกต่างจาก ดอกกุหลาบ ในขั้นแรกอย่างมาก คำพูดว่า
" ว่างจากความว่าง " ( สุญญตา ) ในคำสอนของปรัชญาปารมิตาสูตรมุ่งหมายที่จะช่วยเรา
ให้พ้นจากมโนทัศนืของความว่าง ก่อนปฏิบัติจิตภาวนา เราเห็นภูเขาว่าเป็นภูเขา
พอเริ่มปฏิบัติ เราเห็นภูเขาว่าไม่ใช่ภูเขาอีกแล้ว เมื่อปฏิบัติไปสักระยะหนึ่ง เราจะเห็น
ภูเขากลับเป็นภูเขาอีก แต่ตอนนี้ภูเขาเป็นอิสระยิ่ง จิตเรายังอยู่กับภูเขาแต่ไม่ผูกพันธ์
กับสิ่งใด ภูเขาในขั้นที่สามไม่เหมือนกับภูเขาในขั้นแรก ในขั้นที่สามภูเขาเปิดเผยตัว
อย่างอิสระ เราเรียกภาวะนี้ว่า " ความเป็นที่แท้จริง " ซึ่งพ้นไปจากความเป็นและไม่เป็น
ภูเขายังอยู่ตรงนั้นเผยตัวอย่างพิเศษยิ่ง แต่ไม่ใช่ในฐานะเป็นมายา เมื่อพระพุทธเจ้า
เห็นดอกกุหลาบ ดอกกุหลาบที่พระองค์ทรงเห็นคือความอัศจรรย์ เป็นดอกกุหลาบ
ซึ่งเป็นอยู่แท้จริง แต่ดอกกุหลาบที่เธอกับอาตมาเห็นอาจเป็นตัวตนดอกกุหลาในความ
นึกคิด คำว่าความว่างในวรรณกรรมปรัชญาปารมิตานั้นลึกซึ้งยิ่งนัก พ้นไปจากโลกมายา
แห่งความเป็นและความไม่เป็น ใช่และไม่ใช่ เรียกว่า " ความว่างที่แท้ " ความว่างที่แท้
ไม่ใช่ความว่าง ความว่างที่แท้คือความเป็นที่แท้จริง
เมื่อเราอยู่ในโลกแห่งทวิลักษณ์ เราจึงติดอยู่ในเงื่อนไขปัจจัยปรุงแต่ง เมื่อเพื่ออาตมา
กล่าวว่า " เพื่อนของผมเสียชีวิต " แล้วเราร้องไห้ เราเป็นทาสอยู่ในโลกของการมา
และการไป โลกแห่งปัจจัยปรุงแต่งย่อมเต็มไปด้วยทัศนะผิด ๆ ด้วยการฝึกมองให้
ลึกซึ้งเข้าไปในธรรมชาติของสรรพสิ่งเท่านั้น เราจึงจะเป็นอิสระจากมโนทัศน์ของ
ไป-มา มีอยู่-ไม่มีอยู่ เกิด-ตาย หนึ่งเดียว - มากมาย ข้างบน-ข้างล่าง เหล่านี้ล้วน
หายไป เมื่อเราเป็นอิสระแล้ว โลกนี้ก็ยังมีอยู่ในตัวเราและรอบตัวเรา แต่ตอนนี้โลก
นั้นได้กลายเป็นโลกของความว่างที่แท้ไปแล้ว หลักการณ์เกี่ยวกับรูปลักษณะเปรียบได้
กับยอดของต้นไม้ ส่วนโลกของความเป็นที่แท้จริงคือราก หลักการณ์เกี่ยวกับรูปลักษณะ
เป็นมูลฐานของมโนทัศน์เกี่ยวกับตัวตน ดังนั้นเราจึงต้องฝ่าทั้งตาข่ายธรรมและตาข่าย
อธรรม ไปให้พ้นจากความสำคัญมั่นหมายและความไม่สำคัญมั่นหมาย
" ฉะนั้นบุคคลจึงไม่พึงยึดถือผูกพันอยู่กับธรรมหรือคิดว่าหรือคิดว่าธรรม
เป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่ นี่คือนัยยะความหมายเมื่อตถาคตกล่าวว่า ' ภิกษุทั้งหลาย
เธอทั้งหลายพึงกำหนดรู้ ว่า ธรรมที่เราตรัสแสดงมีอุปมาดังพ่วงแพ '
แม้สิ่งที่ตถาคตสอนก็ต้องละเสีย จักกล่าวไปใยถึงสิ่งที่ไม่ได้กล่าวเทศนา "
ประโยคแรกหมายความว่า เราไม่ควรยึดถืออยู่กับความเป็นความไม่เป็น เพราะทั้งเป็น
และไม่เป็นล้วนเป็นมายา เมื่อเราไม่ยึดมั่นอยู่กับความคิดผิด ๆ เหล่านี้ เราก็จะลุถึงฝั่ง
อันอัศจรรย์ของโลกแห่งความว่างที่แท้จริง
ตรงนี้ วัชรสูตร ได้กล่าวย้ำสิ่งที่กล่าวไว้ใน " อลคัททูปสูตร " ( สูตรที่เปรียบการศึกษา
เหมือนงูพิษ ) พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ในพระสูตรหลังนี้ว่า คำสอนของพระองคืเปรียบ
เหมือนลำแพที่เราต้องสละเมื่อข้ามไปถึงฝั่งแล้ว คำว่า " นัยยะความหมาย " พบเฉพาะ
พระสูตรภาษาสันสกฤต ไม่พบในฉบับภาษาจีน เมื่อพระพุทธองค์ประทานพระธรรมเทศนา
เป็นไปได้ว่าผู้ฟังอาจยึดมั่นอยู่กับคำสอนทั้ง ๆ ที่ไม่จำเป็นและไม่เหมาะที่จะทำอย่างนั้น
การฟังพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเหมือนกับการจับงูพิษ ถ้าเธอไม่รู้วิธี เธออาจจับ
ส่วนหางก่อน งูก็จะแว้งกัดเอาได้ ถ้าเธอรู้วิธีจับงู เธอต้องใช้ไม้ง่ามตรึงตัวมันไว้ แล้วจึง
จับคอมัน อย่างนี้แล้วงูก็ไม่อาจกัดเธอได้ คำสอนของพระพุทธเจ้าก็ทำนองเดียวกัน
ถ้าไม่ชำนาญพอเธออาจเจ็บตัว เธอต้องระวังอย่าไปยึดติดออยู่กับคำสอน ความคิดเกี่ยว
กับความว่าง ความไม่เที่ยง ความไม่มีตัวตน ล้วนเกื้อกูลให้ประโยชน์ แต่ถ้าเธอนำมาใช้
อย่างไม่เข้าใจลึกซึ้งแจ่มแจ้ง เธออาจเกิดทุกข์และทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนได้ด้วย
คัดบางส่วนจาก เพชรตัดทำลายมายา
ของท่าน ติช นัท ฮัน :yoyo_0083: