PDA

View Full Version : แนวทางปฏิบัติที่ลัดสั้นที่สุด


กาลเวลา
11-16-2005, 11:46 PM
แนวทางปฏิบัติที่ลัดสั้นที่สุด



ถาม ผมขอแนวทางปฏิบัติที่ลัดสั้นที่สุดด้วยครับ

ตอบ พ่อแม่ครูอาจารย์ของอาตมาคือหลวงปู่ดูลย์ ท่านสอนไว้แล้วว่า "อย่าส่งจิตออกนอก" อาตมาไม่เห็นคำสอนใดจะลัดสั้นเท่านี้อีก คือถ้าคุณมีสติรู้ทันพฤติของจิตที่ส่งนอกส่งใน (หลวงปู่ท่านเรียกรวมว่าจิตส่งออกนอก) จิตจะหลุดออกจากกองทุกข์แล้วมีความรู้สึกตัวขึ้นมาในฉับพลัน บรรดากิเลสก็ดี ความทุกข์ทางใจก็ดี ภาระทางใจทั้งปวงก็ดี ล้วนแต่เป็นความปรุงแต่งที่เกิดขึ้นเมื่อจิตส่งในทั้งสิ้น ก็จะดับสลายไปทันที เมื่อคุณมีความรู้สึกตัวถี่ขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดคุณจะรู้จักสภาวธรรมที่พ้นจากความปรุงแต่งได้


ถาม ในทัศนะของหลวงพ่อ การเดินจงกรมหรือการนั่งสมาธิตามรูปแบบไม่จำเป็นเลยใช่ไหมคะ

ตอบ ไม่ใช่ อาตมาไม่ได้มีความเห็นสุดโต่งอย่างนั้น เพราะการปฏิบัติตามรูปแบบมีประโยชน์อยู่มาก แทบจะกล่าวได้ว่าถึงขั้นจำเป็นทีเดียวสำหรับผู้เริ่มต้น เว้นแต่ผู้ที่ศึกษาจนเข้าใจสภาวะของรูปนาม จนกระทั่งเกิดสติขึ้นได้ ก็อาจจะไม่ต้องเน้นการปฏิบัติตามรูปแบบมากนัก นอกจากนี้แม้แต่ผู้ที่ปฏิบัติชำนาญแล้ว ก็อาจใช้การปฏิบัติตามรูปแบบเป็นเครื่องส่งเสริมกำลังสมถะได้ คือหากมีการทำตามรูปแบบไว้บ้าง เช่นก่อนนอนมีการสวดมนต์ไหว้พระนั่งสมาธิเดินจงกรมบ้าง ก็จะไม่รู้สึกว้าเหว่ว่าเราย่อหย่อนในการปฏิบัติจนเกินไป ครูบาอาจารย์ที่อาตมาเคารพนับถือมากองค์หนึ่งท่านสอนศิษย์ของท่านให้เดินจงกรม แทบทั้งวันทั้งคืน แต่ท่านก็กล่าวว่า การปฏิบัติตามรูปแบบก็เหมือนกับราวสะพานเอาไว้เกาะกันตกสะพาน เมื่อข้ามสะพานคล่องแล้วก็ปล่อยราวสะพานได้ คือผู้ที่เจริญสติจนเป็นอัตโนมัติแล้ว แค่ตาเห็นรูปก็สามารถเจริญสติได้แล้ว โดยไม่เลือกด้วยซ้ำไปว่ารูปที่เห็นนั้นเป็นอะไร

เหตุผลที่อาตมาเน้นการปฏิบัติในชีวิตประจำวันมากกว่าการทำตามรูปแบบ ก็เพราะชีวิตจริงของเราส่วนใหญ่อยู่ตอนที่ใช้ชีวิตตามปกตินี่เอง เราจึงควรให้ความสำคัญกับการเจริญสติในชีวิตประจำวันให้มากขึ้น อย่าไปติดอยู่แค่ว่าเราจะปฏิบัติเฉพาะเมื่อไปเข้ากรรมฐานหรือเมื่อทำตามรูปแบบเท่านั้น แท้จริงเราปฏิบัติเมื่อตาเห็นรูป เมื่อหูกระทบเสียง .. เมื่อใจกระทบความคิดนึกปรุงแต่ง ไม่เลือกเวลาและไม่เลือกอิริยาบถ


ถาม หลวงพ่อไม่เห็นด้วยกับการทำจังหวะในการเดินจงกรมใช่ไหมคะ

ตอบ ไม่ใช่ อาตมาบอกแล้วว่าบางคนถนัดที่จะทำจังหวะหรือกำหนด ก็ทำไปตามความจำเป็นเถิด แต่ต้องรู้ทันว่าได้มีการดัดแปลงอารมณ์เกิดขึ้นแล้ว จุดสำคัญของการปฏิบัติอยู่ที่การรู้สภาวธรรมให้ตรงตามความเป็นจริง ไม่ใช่ตามที่เราสร้างขึ้นมา การสร้างจังหวะก็ดี การกำหนดซ้ำก็ดี มีเบื้องหลังก็คือตัณหา มีผลก็คือทุกข์ ลองสังเกตดูก็ได้ว่า ก่อนลงมือปฏิบัติจิตใจก็เป็นปกติธรรมดาอยู่ แต่พอเริ่มทำจังหวะหรือเริ่มกำหนด จิตก็เริ่มหนักๆ แน่นๆ เป็นทุกข์ขึ้นมาทันที

การไม่ดัดแปลงอารมณ์นั้น หมายรวมถึงการไม่ดัดแปลงอารมณ์ที่เป็นนามธรรมด้วย เช่นจิตมีความสุขหรือมีความทุกข์หรือเฉยๆ ก็รู้ไปตามนั้น จิตมีความโลภ ความโกรธ ความหลง ความฟุ้งซ่าน ความหดหู่ ความอิจฉา ความพยาบาท ความกลัว ความกังวล ความลังเลสงสัย ก็รู้ไปตามนั้น จิตมีศรัทธา มีศีล มีความสงบตั้งมั่น มีสติ มีสติและปัญญา ก็รู้ไปตามนั้น เป็นต้น ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องรักษาความสุขหรือหาทางดับทุกข์ และไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องรักษากุศลธรรมหรือหาทางดับอกุศลธรรมเหล่านั้น


ถาม สิ่งที่หลวงพ่อกล่าวนี้จะขัดกับคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือไม่ เพราะเคยศึกษามาว่าสัมมาวายามะอันเป็นองค์มรรคนั้น ท่านให้เพียรละอกุศลที่เกิดแล้ว ให้ปิดกั้นอกุศลที่ยังไม่เกิด ให้ทำกุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิดมีขึ้น และให้รักษากุศลที่เกิดมีขึ้นแล้วไว้

ตอบ ไม่ขัดกัน เพราะในเวลาที่เราเจริญวิปัสสนานั้น เราต้องมีสติตามรู้รูปนามไปตามหลักกิจในอริยสัจจ์ ที่ท่านสอนว่าทุกข์ให้รู้สมุทัยให้ละ บรรดากุศลธรรมและอกุศลธรรมทั้งหลาย (เว้นแต่ตัณหา) ล้วนแต่เป็นนามธรรมจัดอยู่ในกองทุกข์ จึงเป็นสิ่งที่เรามีหน้าที่ต้องระลึกรู้ทั้งสิ้น ผู้ปฏิบัติไม่ต้องพยายามละชั่วและทำดีแต่อย่างใด เพราะเมื่อเราเจริญสติอยู่นั้น อกุศลธรรมเป็นอันถูกละไปแล้วโดยอัตโนมัติ และอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดก็ไม่สามารถจะเกิดขึ้นได้ในขณะที่ยังมีสติอยู่ ส่วนกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เช่นหิริโอตตัปปะ ศีล สัมมาสมาธิ และปัญญาย่อมเกิดขึ้นได้เพราะล้วนเป็นผลพวงของการเจริญสติทั้งสิ้น และเมื่อเจริญสติอยู่ตราบใดก็เท่ากับได้รักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วอยู่ตราบนั้น ดังนั้นการเจริญสติรู้ทุกข์คือรูปนามนี้แหละ คือการเจริญสัมมาวายามะโดยตรงทีเดียว

การทำสมถะต่างจากการทำวิปัสสนา ตรงที่สมถะมุ่งดัดแปลงจิตที่ไม่ดีให้ดี หรือมุ่งดัดแปลงจิตที่ไม่สงบให้สงบ เมื่อจิตดีและสงบแล้วก็ต้องเฝ้ารักษาความดีและความสงบนั้นไว้ ส่วนวิปัสสนานั้น จิตไม่ดีก็รู้ว่าจิตไม่ดี จิตไม่สงบก็รู้ว่าจิตไม่สงบ ไม่แก้ไขและไม่ต้องรักษาสภาวธรรมใดๆ เลย เพราะเราทำวิปัสสนาเพื่อให้รู้ความจริงว่า ธรรมทั้งปวงไม่ เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตน


ถาม ขอเรียนถามว่า การเจริญสติอย่างที่หลวงพ่อกล่าวนี้จะละกิเลสได้อย่างไร ในเมื่อให้รู้กิเลส ไม่ให้ละกิเลส

ตอบ เมื่อใดคุณมีสติ เมื่อนั้นไม่มีกิเลสจะให้ละเช่นในขณะใด เกิดความโกรธ ขณะนั้นจิตเป็นอกุศล ในขณะใดเกิดรู้ทันสภาวะของความโกรธ ขณะนั้นจิตเป็นกุศล ความโกรธจะดับไปแล้ว


ถาม บางคราวทั้งที่รู้ว่าโกรธก็ยังไม่หายโกรธค่ะ

ตอบ ถ้าเมื่อใดสติของคุณเกิดขึ้น เพราะรู้ทันสภาวะของความโกรธ จิตจะเป็นมหากุศลจิตทันที มีอาการรู้ตื่น และเบิกบานโดยอัตโนมัติ ขณะนั้นความโกรธจะตั้งอยู่ไม่ได้เลย แต่ถ้าเมื่อใดคุณจงใจสร้างสติขึ้นมา จิตใจของคุณจะมีลักษณะหนักๆ แน่นๆ นั่นไม่ใช่สติ ตัวจริง คุณจะเฝ้าเพ่งจ้องใส่ความโกรธด้วยความเกลียดชังและคาดหวังที่จะให้มันดับไป เป็นการสร้างโทสะตัวใหม่ซ้อนเพิ่มขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง จึงดูอย่างไรความโกรธก็ไม่ดับสักที เพราะไม่ได้มีสติจริงๆ

พระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชโช

From MGR Online

http://www.bbznet.com/scripts2/view.php?user=ppbbz&board=2&id=94&c=1&order=numtopic