PDA

View Full Version : พระพุทธาวตังสกะ มหาไวปูลยสูตร มูลฐานแห่ง นิกายอวตังสกะ โดย ...อาจารย์เสถียร โพธินันทะ


มดเอ๊ก
03-02-2008, 01:24 PM
http://www.cttbusa.org/avatamsaka/sbuddhaglow1.gif

พระพุทธาวตังสกะ มหาไวปูลยสูตร
มูลฐานแห่ง นิกายอวตังสกะ
โดย ... อาจารย์เสถียร โพธินันทะ

ประวัติของนิกาย

นิกายนี้มีรากฐานอยู่ที่ พุทธาวตังสกะ มหาไวปุลยสูตร ซึ่งเรียกย่อว่า อวตังสกสูตร ฯ
เป็นพระสูตรซึ่งฝ่ายมหายานถือว่า พระองค์เทศนาแก่ปวงพระโพธิสัตว์มหาสัตว์ชั้นสูง
มีพระมัญชุศรี พระสมันตรภัทร ฯลฯ เป็นต้น เมื่อตอนทรงตรัสรู้ใหม่ๆ พระอัศวโฆษ
ได้เขียนหลักธรรมในพระสูตรนี้ ออกเผยแพร่ในนามคัมภีร์มหายานศรัทโธตปาทศาสตร์
สืบมาอีกคุรุนาคารชุน ได้ไปเมืองพญานาคศึกษาพระสูตรนี้ซึ่งซ่อนเร้นอยู่ในนาคมณเฑียร
คุรุนาคารชุนได้ท่องพระสูตรนี้จนจำได้คล่องแคล่ว จึงได้กลับขึ้นมายังมนุษย์โลกแล้วจาร
พระสูตรนี้ลงสู่คัมภีร์ อวตังสกสูตรจึงได้แพร่หลายในมนุษย์โลก ราวพุทธศตวรรษที่ ๙
พระพุทธภัทรได้แปลพระสูตรนี้ออกสู่พากย์จีน ต่อมาในแผ่นดินถัง พระศึกษานันทะได้
แปลอีกฉบับหนึ่งถือกันว่าเป็นฉบับสมบูรณ์


ตั้งแต่พระสูตรนี้ถูกแปลออกเป็นจีนพากษ์ก็ถูกอุปนิสัยของชาวจีนมาก มีผู้ศึกษากันแพร่
หลายในราวพุทธศตวรรษที่ ๑o-๑๑ คณาจารย์จีนชื่อโต่วสุงได้เขียนนิพนธ์เรื่อง " ฮวบก่ายกวง "
( ธรรมธาตุวิปัสสนา ) และ " โหงวก่าจีกวง " ( ปัญจศาสน์สมถวิปัสสนา ) สถาปนารากฐาน
ของนิกายฮั่วเงี้ยมขึ้น ต่อมามีคณาจารย์ฮวบจั๋ง หรือ เฮี่ยงซิ้วได้เขียนอรรถกถาหลักธรรม
ในอวตังสกสูตร นิกายฮั้วเงี้ยมจึงเจริญรุ่งเรือง บางทีนิกายนี้ก็ชื่อเฮี่ยงซิ้วจง ตามนามของ
คณาจารย์เฮี่ยงซิ้ว นิกายนี้มีอิทธิพลคู่เคียงกับนิกายเทียนไท้มาตลอด ( นิกายสัทธรรมปุณฑริก )

ตรีกาลศาสน์

นิกายฮั้วเงี้ยมได้จัดแบ่งการแแสดงธรรมของพระพุทธองค์เป็น ๓ กาละ คือ

๑. ปฐมกาล พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้แล้วทรงแสดงพระพุทธาวตังสกะ มหาไวปุลยสูตร
อันมีอรรถลึกซึ้งสุขุมยิ่งนัก โปรดผู้มีอินทรีย์เป็นมหายานส่วนเดียว ยุคนี้อุปมาเหมือน
พระอาทิตย์ที่เริ่มขึ้นในอรุณสมัยย่อมส่องแสงเงินแสงทองต้องยอดเขาหลวง

๒. มัธยมกาล พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมที่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้มีอินทรีย์ทั้ง ๓ ยาน
เพื่อให้บรรลุถึงพุทธภูมิโดยลำดับ คือ ทรงแสดงพระสูตรต่าง ๆ ของฝ่ายสาวกยาน (และ)
ไวปุลยะปรัชญาปารมิตา อันเป็นของฝ่ายมหายานเป็นต้น ( เปรียบเสมือนพระอาทิตย์
สาดแสงสว่างที่สุด)

๓.ปัจฉิมกาล พระพุทธองคืทรงสรุปหลักธรรมทั้ง ๓ ยานเป็นยานเดียว จึงทรงแสดง
สัทธรรมปุณฑริกสูตร มหาปรินิรวาณสูตร ( เพื่ออธิบายความเชื่อมโยงของสรรพสิ่ง )
อุปมาเหมือนอาทิตย์อัสดงคต ย่อมสาดแสงเงินแสงทองต้องยอดเขาหลวงอีกครั้งหนึ่ง

เอกสัตยธรรมธาตุ ( เจ็กจิงฮวบก่าย )

นิกายฮั่วเงี้ยมก็เป็นเหมือนนิกายมหายานฝ่ายจิตตอมตวาทอื่นๆ ที่กล่าวว่าสรรพสัตว์
มีพุทธภาวะเป็นเอกภาพเรียกว่า " เอกสัตยธรรมธาตุ " หรือ " เจ็กจิงฮวบก่าย "
หรือ " เอกจิตธรรมธาตุ " ( เจ็กซิมฮวบก่าย ) ก็เรียก ในอวตังสกสูตร มีพุทธพจน์
ตอนหนึ่งเป็นพุทธอุทานว่า " น่าอัศจรรย์หนอ ๆ ที่สรรพสัตว์ทั้งหลาย เหตุไฉน
จึงบริบูรณ์ด้วยญาณปัญญาของพระตถาคตอยู่แล้ว แต่ด้วยความโง่หลงของตน
จึงมิรู้มิเห็น เราจักแสดง ( ธรรมคือ ) อริยมรรค ยัง ( สรรพสัตว์ ) ให้หลุดพ้นจาก
ความหลงผิดอุปาทาน เพื่อให้ ( สรรพสัตว์ ) เห็นแจ้งถึงญาณปัญญาอันไพบูลย์
ของพระตถาคตในตัวของตนเอง ซึ่งมีภาวะไม่ต่างจากภาวะของพระพุทธะเลย ... "


จตุรธรรมธาตุ ( สี่ฮวบก่าย )

ในเอกสัตยธรรมธาตุ ประกอบด้วยจตุรธรรมธาตุ คือ

๑ . ชื่อฮวบก่าย ได้แก่ปรากฏการณ์ต่าง ๆ อันเกิดจากเอกจิตต์นั้น อุปมาเอกจิตต์นั้น
เป็นธาตุทอง ปรากฏการณ์ต่าง ๆ เหมือนกับรูปพรรณของทอง มีสร้อยทอง กำไลทอง
แหวนทอง เป็นต้น มากมายหาเหมือนกันไม่

๒ . ลี้ฮวบก่าย ได้แก่ตัวเอกสัตย์ธรรมธาตุ หรือภูตตถตา ซึ่งเป็นรากฐานของปรากฏการณ์
เหล่านั้น อุปมาด้วยเนื้อทองนั้นเอง

๓ . ลี้ซื่อม่อง้ายฮวบก่าย ได้แก่ปรากฏการณ์กับเอกจิตต์จะแบ่งแยกออกจากกันมิได้ เพราะ
อาศัยภูตตถตา ปรากฏการณ์จึงมีขึ้นได้ อุปมาดั่งทองกับกำไลทอง กำไลทองจะมีอยู่ได้
โดยปราศจากธาตุทองไม่ได้ และธาตุทองนั้นเล่าก็ใช่ว่าจะดำรงอยู่โดยปราศจากกำไลทอง
ที่ใดเราเห็นกำไลทองที่นั่นย่อมมีธาตุทองอยู่ด้วย ดังนั้นสิ่งทั้งปวงก็คือภูตตถตาหรือเอกจิตต์
เอกสัตยธรรมธาตุจะขัดขวางกันมิได้


๔ . ซื่อซื่อม่อง้ายฮวบก่าย ได้แก่ปรากฏการณ์ของสิ่งทั้งปวงซึ่งเราเห็นมีรูปพรรณสัณฐานต่าง ๆ
นั้นแแท้จริงย่อมมีเอกภาพด้วยกัน เช่นเราเห็นกำไลทอง แหวนทอง สร้อยทอง ตุ้มหูทอง ฯลฯ
รูปพรรณแม้จะต่างกัน แต่ธาตุทองย่อมไม่ต่างกัน


ฉะนั้นไม่ว่าเราจักยกธรรมสิ่งใหน ธรรมสิ่งนั้นก็ย่อมรวมธรรมทั้งหมดลงไปด้วย อุปมาด้วย
อวัยวะต่าง ๆ ในตัวมนุษย์ เช่น อวัยวะของนาย ก. ไม่ว่าจะเป็นส่วนศีรษะ ร่างกาย แขน เท้า
ย่อมเป็นส่วนหนึ่งของตัวนาย ก. ชี้เอาศีรษะก็เป็นศีรษะของนาย ก. ไม่ว่าจะเป็นธรรมส่วนเล็ก
ส่วนใหญ่ เมื่อยกขึ้นธรรมหนึ่งแล้วก้ย่อมหมายว่าสิ่งทั้งปวงก็ถูกยกในนั้นด้วย เป็นปัจจัยแก่กัน
ตลอดไปหมดไม่ว่างเว้นขาดตกบกพร่อง แม้เพียงขนสักเส้น ทรายสักเม็ดหนึ่งก็รวมเอาสิ่งทั้ง
หลายอยู่ภายในด้วย จึงมีคำกล่าวว่า " อิกเนียบเจ็กเชียก สิ่งหนึ่งรวมเอาสิ่งทั้งหลาย " และ
" เจ็กเชียกเนียบอิก สิ่งทั้งหลายรวมเอาสิ่งหนึ่ง " ยังมีทฤษฎี " จับเฮี่ยงมึ้ง " ซึ่งมีนัยสงเคราะห์
อยู่ในจตุรธรรมธาตุ


ฉลักษณะ ( ลักเซี่ยง )

นิกายฮั่วเงี้ยม ตั้งทฤษฎีฉลักษณะ หรือลักษณะทั้ง ๖ ขึ้นอธิบายคุณลักษณะของสิ่งทั้งปวงดังนี้

๑. จงเซี่ยง หรือสาธารณลักษณ์ ได้แก่สภาพที่รวมแห่งสิ่งทั้งปวง อุปมาดั่งนาย ก. อันเป็น
ที่รวมแห่งอวัยวะต่าง ๆ หรือดั่งเรือนอาศัยย่อมเป็นสิ่งรวมเครื่องไม้แต่งบ้านต่าง ๆ ที่สร้างขึ้น
ฉะนั้น แม้ในเมล็ดทราบเมล็ดหนึ่งหรือปรมาณูอันหนึ่งขุมขนขุมหนึ่ง ก็เก็บเอาสิ่งทั้งปวงอยู่ด้วย


๒. เปียกเซี่ยง ได้แก่ภาวะที่มีคุณลักษณ์ต่างกัน อุปมาศีรษะก็มีคุณลักษณะเฉพาะตัว แขนก็มี
คุณลักษณะเฉพาะแขนเป็นต้น สิ่งทั้งหลายก็เช่นกัน

๓. ตั้งเซี่ยง ได้แก่สิ่งทั้งปวง มาตรจะแตกค่างกันโดยคุณลักษณ์ แต่ก็ย่อมเหมือนกันโดยความ
เป็นเอกสัตยธรรมธาตุ อุปมาดั่งความต่างกันแห่งอวัยวะ แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของตัวนาย ก. คน
เดียวกัน

๔. อี้เซี่ยง ได้แก่สิ่งทั้งปวง มาตรมีความเป็นหนึ่งรวมกันแต่ก็ย่อมไม่ละคุณชาติแต่ละอย่าง
ของตน อุปมาดั่งตาย่อมมีคุณชาติในการเห็น หูมีคุณชาติในการฟังเป็นต้น

๕. เซ้งเซี่ยง ได้แก่สิ่งทั้งปวง แม้แตกต่างกันโดยคุณชาติแต่ก็ย่อมร่วมกันไม่ขัดขวางแก่กัน
ประชุมสำเร็จเป็นสัดส่วนรูปร่างของ นาย ก. ขึ้น

๖. ฮว่ายเซี่ยง ได้แก่สิ่งทั้งปวงมาประชุมร่วมกันอยู่ แต่คุณชาติภาวะของตนย่อมไม่ทำลาย
เช่น หูทรงความเป็นหู ตาทรงความเป็นตา ฯลฯ ไม่ละคุณชาติของตน


ทั้ง ๖ ลักษณะนี้ ครอบงำสรรพสิ่งทั้งแสนโกฏิจักรวาลสิ้นลักษณะข้อต้นกับข้อ ๒ หมาย
ถึงการณะแห่งสิ่งทั้งปวง ลักษณะข้อ ๓ ข้อ ๔ หมายถึงลักษณะของสิ่งทั้งปวง แลลักษณะ
ข้อ ๕ ข้อ ๖ หมายเอาการิยคุณแห่งสิ่งทั้งปวง ทั้งหมดย่อมไม่ขัดขวางกัน แอบอิงอาศัยกัน
เป็นปัจจัยแก่กัน ครอบงำซึ่งกันและกัน และก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คือ เอกสัตยธรรมธาตุ


ธรรมธาตุตรีวิปัสสนา ( ฮวบก่ายซัมกวง )

นิกายฮั่วเงี้ยมได้แสดงข้อปฏิบัติไว้ว่า


๑ . จิงคงกวง เพ่งสภาวะภูตตถตาอันเป็นสัตยธาตุ เห็นปรากฏแห่งสิ่งทั้งหลายย่อมเป็นมายา
และสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นเป็นการณธาตุแท้ คือ ภูตตถตานั่นเอง


๒ . ลี้ซื่อม่อง้ายกวง เพ่งถึงสภาวะความจริงที่ว่า สิ่งทั้งหลายย่อมไม่ขัดขวางแก่กัน แม้ใน
ปรมาณูหนึ่งก็มีภูตตถตา ภูตตถตาย่อมแผ่ครอบงำสิ่งทั้งปวง เป็นสิ่งทั้งปวง การณะกับ
การิยะ( ลักษณะ ) ย่อมไม่ห่างจากกัน อุปมาการณะด้วยน้ำในมหาสมุทร การิยะเปรียบ
เหมือนคลื่นในมหาสมุทร การิยะซึ่งมีประการต่าง ๆ เราเพียงรู้แจ้งการิยะประการเดียว
ก็ย่อมแทงทะลุถึงการณะทั้งหมด เหมือนเราเห็นคลื่นน้ำลูกเดียว ในคลื่นลูกเดียวนั้นก็
คอบงำเอาน้ำในมหาสมุทรไว้ เพราะคลื่นลูกนั้นแท้ก็คือธาตุน้ำในมหาสมุทรนั่นเอง
มหาสมุทรจึงอยู่ในคลื่นลูกเดียวได้ คลื่นลูกเดียวเล่าก็อยู่ในมหาสมุทรนั้น


๓. จิงปิ่งฮั่มย่งกวง เพ่งเห็นสภาวธรรมทั้งหลายว่ากลมกลืนกันแผ่ซ่านทั่วไปบ่มีขอบเขต
ว่าโดยการิยะหรือลักษณะก็มีแตกต่างกัน แต่ก็ว่าโดยการณะแล้วก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
เห็นแจ้งว่าการิยะก็ไม่อื่นไปจากการณะ การณะก็ไม่อื่นไปจากการิยะ เป็นเอกสัตยธาตุ
ด้วยประการฉะนี้



<TABLE id=BlankTable style="WIDTH: 635px"><TBODY><TR><TD id=ZeroPaddingBlock style="VERTICAL-ALIGN: top; WIDTH: 120px">อ่านได้: </TD><TD id=ZeroPaddingBlock>พระพุทธาวตังสกะมหาไวปุลยสูตร (๗ จุลวรรค) (http://www.mahaparamita.com/index.php?id=000014)</TD></TR></TBODY></TABLE>