View Full Version : ☺ธรรมะระเบียงแก้ว...(อาจารย์วศิน อินทสระ-ขวัญ เพียงหทัย)
Paang
02-28-2008, 08:08 AM
http://www.ruendham.com/admin/images/news/new0000038.jpg
ใครจะรู้ได้ว่า
วันพรุ่งนี้กับชาติหน้า
สิ่งใดจะมาถึงก่อนกัน
จงเร่งทำความดีเถิด
อาจารย์วศิน อินทสระ
ขวัญ เพียงหทัย
อนุรักษ์ จันทร์โพธิ์ศรี
หนังสือนี้มีเจตนาเผยแพร่พุทธธรรมแก่ผู้เริ่มต้นสนใจธรรมะ
เพื่อความเข้าใจในศาสนาพุทธ
และยังความสุขเย็นให้เกิดขึ้นในจิตใจจากรสพระธรรม
ท่านสามารถร่วมงานเผยแพร่นี้ได้
ด้วยการรับเป็นเจ้าภาพร่วมในราคาเล่มละ ๕๐ บาท (ค่าส่งฟรี)
เพื่อมอบให้ห้องสมุดโรงเรียน, วัด, ห้องสมุดสํานักงาน หรือญาติมิตร
เพื่อส่งเสริมความสนใจในศาสนาเป็นเบื้องต้น
ท่านที่ประสงค์จะเป็นเจ้าภาพกรุณาโอนเงินดังนี้ :
ชื่อบัญชี นายโก้ แซ่อึ๊ง ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาราชวัตร
บัญชีออมทรัพย์เลขที่ ๑๓๐-๒-๑๕๑๕๔-๕
แล้วส่งใบฝากเงินพร้อมชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ของท่านไปที่
ฝ่ายจัดการ : คุณวิมลลักษณ์ อาศัยพานิชย์
โทรศัพท์ ๐-๒๒๔๓-๑๒๗๙ โทรสาร ๐-๒๒๔๑-๖๖๒๒
หากเป็นธนาณัติ กรุณาสั่งจ่าย ปท.ดุสิต ในนาม นายโก้ แซ่อึ๊ง
๒๙๐/๑ ถนนพิชัย แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ ๑๐๓๐๐
ขออนุโมทนาบุญกุศลในการช่วยกันเผยแพร่ศาสนาของท่านในครั้งนี้
ขอให้ธรรมะคุ้มครองโดยทั่วกัน
ถ้าพบนักปราชญ์
ที่คอยว่ากล่าวตักเตือนชี้ข้อบกพร่อง
เสมือนผู้บอกขุมทรัพย์ให้
ควรคบหาบัณฑิตเช่นนั้น
เพราะเมื่อคบหาคนเช่นนั้น
จะมีแต่ความเจริญ ไม่มีความเสื่อม
พุทธพจน์
บนเส้นทางศึกษาธรรมะ
ข้อแนะนําที่พระพุทธเจ้ามอบให้เราคือ การคบบัณฑิต
การหมั่นถามปัญหากับผู้รู้ และการสนทนาธรรมเนืองๆ
หลายครั้งที่เรามีความไม่เข้าใจในสิ่งที่พบเห็น
เช่น พิธีกรรมบางอย่าง ทําให้เราลังเลที่จะก้าวเข้าหาธรรมะ
แม้ว่าเราจะพอสนใจอยู่บ้าง
เราจะสังเกตได้ว่า มีบางคําถามที่ยังคงลอยอ้อยอิ่งอยู่ในสังคมนี้
ส่งผ่านกันรุ่นแล้วรุ่นเล่า
ผู้สนใจธรรมะใหม่ๆ จะพบว่าตัวเองมีคําถาม
ซึ่งเป็นคําถามเดียวกับผู้อื่นที่เคยถามเมื่อนานมาแล้ว
หนังสือนี้ดิฉันได้รวบรวมคําถาม
ที่จะเกิดกับนักศึกษาธรรมมือใหม่
เพื่อลดเวลาในการหาคําตอบและจะได้เริ่มศึกษาธรรมอย่างสบายใจ
เปรียบเสมือนตั้งวงคลายใจกันที่ระเบียงแก้ว
ก่อนจะพาเข้าโบสถ์ เพื่อซาบซึ้งกับเนื้อแท้แห่งพุทธธรรมต่อไป
ท่านอาจารย์วศิน อินทสระ ได้กรุณาตอบคําถามทั้งหมด
ให้แก่หนังสือเล่มนี้ ดิฉันขอกราบขอบพระคุณ
มาในโอกาสนี้ด้วยความเคารพยิ่ง
หวังว่าคุณผู้อ่านจะได้รับประโยชน์
และสานต่อการศึกษาพุทธธรรมให้แก่ตนเอง
จนได้รับความสุขในร่มธรรมในที่สุด ดั่งพุทธพจน์ ที่ว่า
เราต้องพึ่งตัวเราเอง คนอื่นใครเล่าจะเป็นที่พึ่งได้
บุคคลผู้ฝึกตนดีแล้ว ย่อมได้ที่พึ่งที่ได้แสนยาก
ธรรมรักษา
ขวัญ เพียงหทัย
ขวัญ เพียงหทัย ผู้เป็นศิษย์ที่ดี ใฝ่ในธรรมสม่ำเสมอ
ได้ขออนุญาตพิมพ์หนังสือ ธรรมะระเบียงแก้ว
ข้าพเจ้าอนุญาตด้วยความยินดี
และขออนุโมทนาต่อกุศลเจตนาของเธอเป็นอย่างยิ่ง
หนังสือเรื่องนี้ เดิมทีชื่อ ๑๐๘ คําถามกับอาจารย์วศิน อินทสระ
ขวัญ เพียงหทัยขออนุญาตเปลี่ยนชื่อเป็น ธรรมะระเบียงแก้ว
เพื่อจูงใจผู้ที่ยังใหม่ต่อศาสนาและธรรมะ
นับว่าเป็นความคิดริเริ่มที่ดี
หวังว่าหนังสือเล่มนี้คงจะเป็นประโยชน์
สมความมุ่งหมายของผู้จัดพิมพ์
ขออวยพรให้ทุกคนจงปราศจากทุกข์
มีความสุข ความเจริญทั่วหน้ากัน
ด้วยความปรารถนาดีอย่างยิ่ง
วศิน อินทสระ
๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๐
Paang
02-28-2008, 08:09 AM
วิธีเข้าถึงธรรม
http://www.ruendham.com/admin/photo/GG0000108.jpg
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b48.gif ๑. คนทั่วไปที่ยังต้องทํางานเลี้ยงชีพ ไม่ค่อยมีโอกาสไปปฏิบัติธรรมที่วัด
อยากให้อาจารย์กรุณาชี้แนะว่า มีวิธีเข้าถึงธรรมได้ง่ายๆ อย่างไร
อันจะเป็นหลักการตีกรอบไว้ไม่ให้เราหลุดออกไปนอกทาง
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b39.gif ให้ปฏิบัติธรรมไปในอาชีพหรือการงานนั้นเอง
คืออย่าแยกการปฏิบัติธรรมออกจากการงาน
อย่าแยกการงานออกจากการปฏิบัติธรรม
ถ้าทําได้อย่างนี้ แม้จะไม่มีเวลาไปฟังธรรมที่วัด
ก็ปฏิบัติธรรมได้อย่างสม่ำเสมอ
ทําหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด หมายถึง หน้าที่ที่ชอบธรรม
การปฏิบัติธรรมเป็นของไม่ยาก ถ้าเราหมุนใจให้ตรงต่อสัมมาทิฏฐิ
มรรคมีองค์ ๘ ข้ออื่นๆ ก็จะเดินตามมา
Paang
02-28-2008, 08:12 AM
ทุกข์ใจอย่างไร
http://www.ruendham.com/admin/photo/GG0000108.jpg
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b48.gif ๒. ถ้าเราไม่ได้ศึกษาธรรมะมากๆ เพราะต้องทํามาหากิน
ไม่มีเวลาศึกษา เวลามีทุกข์ใจเราควรจะทําอย่างไรบ้าง
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b39.gif ตามแนวอริยสัจ ท่านสอนให้กําหนดรู้ทุกข์
คือ ทําความเข้าใจในทุกข์ว่า ความทุกข์เป็นธรรมดาของชีวิต
มนุษย์เกิดมามีทุกข์ติดตัวมาด้วยทุกคน มากบ้างน้อยบ้าง
โดยเฉพาะทุกขขันธ์ คือ ยังมีขันธ์ ๕ อยู่
ตราบใดก็ยังมีทุกข์อยู่ตราบนั้น
ถ้าเป็นความทุกข์ใจ ท่านสอนให้สาวหาเหตุว่า อะไรเป็นเหตุแห่งทุกข์
แล้วกําจัดเหตุนั้นเสีย หรือแก้ที่เหตุ
ถ้าแก้เหตุได้ ความทุกข์ก็จะหมดไป หรือเบาบางลง
ที่สําคัญคือ ต้องจับเหตุให้ได้ ถ้าจับเหตุผิดก็จะแก้ทุกข์ไม่ได้
เปรียบเหมือนคนเป็นโรค ถ้าวินิจฉัยเหตุของโรคผิดก็กินยาผิด โรคไม่หาย
อีกอย่างหนึ่ง ขอให้คิดว่า สิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง รวมทั้งความทุกข์ด้วย
มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วดับไป ถ้าเราแก้ได้ถูก ก็จะดับไปเร็ว
แม้ไม่ต้องแก้มันก็ดับไปเอง โดยกฎของความไม่เที่ยง
บางทีเป็นทุกข์ เพราะอารมณ์ของเราแปรปรวน ตามที่สังขารปรุงแต่ง
คิดมากเกินเหตุไปบ้าง วิตกกังวลไปต่างๆ บ้าง
ถ้าเป็นอย่างนี้ให้พยายามดึงเอาอารมณ์ดีมาทดแทน
คือ พยายามระลึกถึงสิ่งที่ดี
อย่างที่พระพุทธเจ้าทรงประทานแนวฝึก ๑๐ ประการไว้ให้มีพุทธานุสติ
ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า เป็นต้น
เหมือนเราจะตอกลิ่มเก่าออก ก็ใช้ลิ่มใหม่ตอกเข้าไปแทน
เพียงเท่านี้ถ้าทําได้ก็จะสามารถบรรเทาทุกข์ หรือแก้ปัญหาทุกข์ได
แต่ถ้ารู้ธรรมะมาก และรู้จักนํามาใช้ก็จะได้ประโยชน์มากขึ้น
เหมือนคนมีเครื่องมือมากๆ รู้จักยามาก กินตัวนี้ไม่ได้ผล ก็กินตัวอื่น
เพียงเท่านี้น่าจะเป็นการเพียงพอต่อคําถาม
ขอแถม อีกนิดหนึ่งให้นึกถึงกรรมไว้บ้างว่า
เราได้ทํากรรมที่ไม่ดีอะไรไว้บ้าง เท่าที่จะนึกได้
ถ้านึกไม่ได้ก็ขอให้นึกถึงกรรมเก่าไว้บ้าง
อาจจะเป็นผลของกรรมเก่าซึ่งติดพันมาถึงชาตินี้
แก้กรรมโดยวิธีทําใจ และทําดีให้มากขึ้น
Paang
02-28-2008, 08:12 AM
ขบวนการขอทาน
http://www.ruendham.com/admin/photo/GG0000112.jpg
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b48.gif ๓. ฟังมาบ่อยๆ ว่า มีขบวนการขอทาน เช้าเอาขอทานมาปล่อยไว้
เย็นมารับกลับ บ้างก็เป็นขอทานปลอมก็มี ขอทานรับจ้างก็มี
ขอแล้วได้เงินมากมายจริงๆ ดังนั้น เมื่อพบขอทานจึงไม่อยากให้
แต่ก็มีคําถามในใจว่า เอ๊ะ เหมือนพบคนลําบากแล้วไม่ช่วยหรือเปล่า
จะเป็นบาปกรรมติดตัวเราไปหรือไม่
แต่เวลาพบคนลําบากก็จะช่วยตลอด ยกเว้นขอทานเท่านั้นที่ไม่ได้ให้
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b39.gif เรื่องบาปกรรมติดตัวนั้น คิดว่าไม่มี
การให้เงินแก่ขอทาน ถ้าถูกขอทานที่แท้จริง คือ เขาลําบากจริงๆ
ไม่ใช่แผนหลอกลวง ก็จะได้บุญไม่ใช่น้อย เพราะเป็นการช่วยคนตกยาก
ถ้าเขาถูกบังคับให้มาขอทาน ก็จะอยู่ในพวกตกยากอยู่นั่นเอง
เพราะถ้าเขาไม่ตกยาก ใครก็บังคับเขาไม่ได้
บาปจะไปตกอยู่แก่ผู้ที่หาผลประโยชน์ จากขอทาน
ขอให้เราสบายใจทั้ง ๒ ด้าน คือ ด้านให้และด้านไม่ให้
พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า เทน้ำล้างภาชนะลงในดิน
ด้วยหวังว่าสัตว์ที่อยู่ในดินจะได้กินเศษอาหารเล็กน้อย ก็ยังเป็นบุญ
ไม่ต้องกล่าวถึงการให้ทานแก่คน
Paang
02-28-2008, 08:13 AM
เสี่ยงเซียมซี
http://www.ruendham.com/admin/photo/GG0000114.jpg
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b48.gif ๔. เห็นคนมาวัดเสี่ยงเซียมซีกันมาก
แสดงถึงการไม่มีที่ยึดเหนี่ยวทางใจ
ไม่รู้หันหน้าไปถามใครแล้ว ถามพระพุทธรูปดีกว่า
อาจารย์จะแนะนําแก่เขาอย่างไรดีคะ
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b39.gif ที่จริงที่พึ่งทางใจมีอยู่มากที่เป็นประโยชน์ จริงๆ และพึ่งได้จริง
เช่น พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และตนเองที่มีความคิดถูกต้อง
แต่ที่เขาทําเช่นนั้น เพราะเขามืดเขาหลง
ถ้าเขาสาดแสงสว่างคือ ปัญญาให้แก่ตัวเขาเอง
หรือผู้ปรารถนาดีสาดแสงสว่างให้
บอกทางที่สุดให้เขา ก็จะหายมืดหายหลงแล้วเขาจะไม่ไปเสี่ยงเซียมซี
ขอแนะนําตามแนวพระพุทธดํารัสที่ว่า จงพึ่งตน และพึ่งธรรม
ที่พึ่งทางใจนั้นมีอยู่จริงๆ และมีอยู่อย่างถูกต้อง พึ่งได้ยั่งยืน
แต่คนส่วนมากหาไม่เจอ บางคนเจอแล้ว แต่ก็เดินเลยไปเสีย
ผู้นําทางสังคมทุกระดับชั้น ทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายวัดและฝ่ายชาวบ้าน
ควรจะแนะนําชาวพุทธให้ถูกต้อง ไม่ยอมให้เขางมงายกับเรื่องไร้สาระ
ตรงนี้ชาวพุทธส่วนมากน่าสงสาร
ขอให้ผู้นําทางสังคมมีใจกรุณา เอื้ออาทรต่อผู้ที่ยังมืดบอดอยู่
อย่าแสวงหาผลประโยชน์จากพวกเขาเลย
ยิ่งแนะนําไปในทางที่ผิด ชาวบ้านก็ยิ่งเสียประโยชน์
ใครเป็นผู้ได้ประโยชน์ ความเสื่อมเสียตกอยู่แก่ศาสนาด้วย
เหมือนกับศาสนาสอนให้คนงมงาย
เพราะสิ่งที่เขาทํานั้นอยู่ในแวดวงของศาสนา
พระพุทธเจ้าเคยตรัสสอนว่า
มนุษย์ทั้งหลายผู้ถูกภัยคุกคามแล้ว (ความกลัวคุกคาม)
ย่อมยึดถือสิ่งต่างๆ ว่าเป็นที่พึ่ง เช่น ภูเขา ป่าไม้ เทวาลัย
อันเป็นที่นับถือของคนทั้งหลาย
นั่นไม่ใช่ที่พึ่งที่ปลอดภัย ไม่ใช่ที่พึ่งที่สูงสุด
บุคคลอาศัยที่พึ่งนั่นแล้ว ไม่พ้นจากทุกข์ได้
ส่วนผู้ใดถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็นที่พึ่ง
เห็นอริยสัจ ๔ ด้วยปัญญาชอบ
คือ เห็นทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ และการดับทุกข์ และเห็นมรรคมีองค์ ๘
อันเป็นทางดับทุกข์ นั่นเป็นที่พึ่งอันปลอดภัย
เป็นที่พึ่งอันสูงสุดบุคคลอาศัย
ที่พึ่งนั่นแล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวง
ตามพระพุทธพจน์นี้จะเห็นว่า เราต้องรู้ว่าความทุกข์คืออะไร
เหตุให้เกิดทุกข์คืออะไร ความดับทุกข์เป็นสิ่งที่มีได้
แต่ต้องดําเนินตามทางที่ถูกต้อง คือ อริยมรรคมีองค์ ๘
ชาวพุทธส่วนมากเมื่อมีทุกข์เพราะเหตุใดเหตุหนึ่งก็จับเหตุแห่งทุกข์ไม่ถูก
สาวหาเหตุไม่พบเพราะขาดปัญญา
จึงเที่ยวสุ่มแก้ปัญหา เช่น เสี่ยงเซียมซีเป็นต้น
ถ้าเสี่ยงได้ไม่ดีก็ทุกข์หนักลงไปอีก ถ้าเสี่ยงได้ดีเป็นที่พอใจ
ก็เพลิดเพลินหลงใหลไปอย่างลมๆ แล้งๆ
พระพุทธรูป ท่านนั่งเฉยๆ ท่านไม่ได้ให้อะไร
คนเขียนใบเสี่ยงทายก็เขียนไปอย่างนั้นเอง
ไม่รู้เป็นใคร เราจะเชื่อถือเซียมซีได้อย่างไร
Paang
02-28-2008, 08:14 AM
รดน้ำมนต์
http://www.ruendham.com/admin/photo/GG0000115.jpg
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b48.gif ๕. การรดน้ำมนต์จะปัดเป่าเคราะห์ร้ายได้จริงหรือคะ
มีคนเป็นจํานวนมากที่เที่ยวหาวัดต่างๆ เพื่อรดน้ำมนต์
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b39.gif เคราะห์ร้ายมันมาจากการคิด การทํา และการพูดที่ร้าย
เช่น คิดโลภ อยากได้ของผู้อื่น แล้วไปปล้นไปจี้เขา
ไปขโมยของเขา ไปคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นการได้ที่ไม่ชอบธรรม
จึงเกิดเคราะห์ร้ายขึ้น เช่น ถูกจองจําทําโทษ
เพราะการกระทําของตนเป็นเหตุ
หรือมิฉะนั้นก็มาจากกรรมเก่าที่เคยทําไว้ ในชาติก่อน
บางคนโกรธจัดไปทําร้ายผู้อื่น ก็ได้รับโทษเพราะโทสะของตน
พระพุทธเจ้าตรัสว่า ไม่มีเคราะห์ใดเสมอด้วยโทสะ (นตฺถิ โทสสโม คโห)
บางคนไปทําอะไรร้ายๆ แล้วคิดว่า ตนเคราะห์ร้าย จึงไปรดน้ำมนต์
แต่เคราะห์ร้ายก็คงไม่หายไป ถ้าไม่หยุดทําสิ่งที่ร้าย
และใช้ธรรมะในส่วนที่ตรงกันข้ามมาเป็นน้ำมนต์รดล้างให้หมดไป
เช่น เกิดความโลภขึ้นมา ก็ปราบความโลภ
ด้วยความไม่โลภหรือสันโดษ
ปราบโทสะหรือความโกรธด้วยเมตตา
เอาน้ำคือ เมตตามารดล้างความโกรธนั้นเสีย เคราะห์ร้ายก็จะหายไป
บางคนพูดร้าย เช่น พูดใส่ความผู้อื่น ด่าทอผู้อื่นด้วยวาจาที่รุนแรง
ถูกฟ้อง ได้รับโทษถึงติดคุกก็มี
หรือถูกปรับต้องเสียทรัพย์เป็นอันมากก็มี พระพุทธเจ้าตรัสว่า
บุคคลบางคนเกิดมา เหมือนมีขวานติดปากมาด้วย
เพื่อให้คนพาลผู้ชอบพูดชั่วๆ ไว้เชือดเฉือนตนเองให้เดือดร้อน
ผู้ใดติเตียนคนที่ควรสรรเสริญ หรือสรรเสริญคนที่ควรติเตียน
ผู้นั้นเกลี่ยโทษลงด้วยปาก เขาย่อมไม่ได้รับความสุขเพราะโทษนั้น
บางคนออกจากคุกเพราะทําผิดเอาไว้
แล้วเที่ยวเสาะแสวง หาน้ำมนต์จากวัด และจากพระที่เชื่อว่าขลัง
ผมได้แนะนําว่า อย่าทําผิดเช่นนั้นอีก และอย่าทําผิดอย่างอื่น
อันเป็นเหตุให้ต้องติดคุกก็เป็นอันได้รดน้ำมนต์ไปในตัว
ถ้าไปทําผิดอีกก็ถูกจําคุกอีก น้ำมนต์ที่ไหนก็ช่วยไม่ได้
ความดีความชั่วเราทําเองทั้งนั้น
ที่ถูกใส่ความก็มีบ้าง แต่ไม่มากเหมือนที่เราทําเอง
ทําดีไว้มากๆ ดีกว่า รดน้ำมนต์
บางคนเที่ยวรดน้ำมนต์ตั้ง ๗ วัดเพื่อล้างซวย
แต่ถ้ายังทําสิ่งที่เป็นเหตุให้ซวยอยู่ก็คงยังซวยอยู่นั่นเอง
ขอแถมอีกนิดหนึ่งเกี่ยวกับน้ำมนต์ ๗ วัด
ความหมายจริงๆ ท่านไม่ได้หมายถึง ๗ วัดที่เป็นวัตถุ
เช่น วัด ก. วัด ข. วัด ค. วัด ง. วัด จ. วัด ฉ. วัด ช.
แต่ท่านหมายถึง ๗ วัฑฒโก คือ
ให้เจริญด้วยความเจริญ ๗ อย่าง
คือ เจริญด้วยอายุ (อายุวัฑฒโก)
เจริญด้วยทรัพย์ (ธนวัฑฒโก)
เจริญด้วยสิริ (สิริวัฑฒโก)
เจริญด้วยยศ (ยสวัฑฒโก)
เจริญด้วยกําลัง (พลวัฑฒโก)
รวม ๗ วัฑฒโก เวลาพระท่านทําน้ำมนต์จะสวด อย่างนี้ด้วย
เรียกว่า น้ำมนต์ ๗ วัฑฒก์
คนทั้งหลายฟังไม่ได้ศัพท์จับมากระเดียดว่า
ต้องไปรดน้ำมนต์ในวัด ๗ วัด
รวมความว่า ถ้าเราทําดีทุกวันก็มีสิริมงคลเกิดขึ้นในตนทุกวัน
ไม่ต้องไปรดน้ำมนต์ที่ไหนก็ได้
ความดีนั้นแหละเป็นน้ำมนต์อันศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่าน้ำมนต์ใดๆ
Paang
02-28-2008, 08:16 AM
บนบานศาลกล่าว
http://www.ruendham.com/admin/photo/GG0000116.jpg
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b39.gif ๖. การบนบานศาลกล่าว สัมฤทธิ์ผลจริงด้วย เหตุใดคะ
เห็นมีการแก้บนกันตลอดเวลา อย่างวัดบางวัดที่คนบนกันมาก
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b48.gif คิดว่าผลสําเร็จนั้นเกิดจากความพยายามของเขาเอง
หรือมิฉะนั้นก็เป็นเพราะบุญของเขาที่เคยทําไว
แต่บังเอิญเขาได้ไปบนไว้ด้วย เขาเลยเข้าใจผิดคิดว่าเพราะบนจึงสําเร็จ
ถ้าการบนทําให้สําเร็จได้จริง ทําไมคนส่วนมากที่บนแล้วจึงไม่สําเร็จ
มีเรื่องจะเล่า ให้ฟังสักเรื่องหนึ่งพอเป็นตัวอย่างประกอบ
พระเจ้าพรหมทัต กินเนื้อมนุษย์
ต่อมาเป็นโจรอยู่ในป่าได้นามว่า โจรโปริสาท (โจรกินคน)
วันหนึ่ง จับพราหมณ์หนุ่มคนหนึ่งได้กระโดดข้ามรั้วแห่งหนึ่ง
โดนตอตะเคียนตําเท้าจนทะลุหลังเท้า
เมื่อผู้อารักขาจํานวนมากของพราหมณ์หนุ่มตามมา
เขากําลังเจ็บเท้า จึงได้ทิ้งพราหมณ์หนุ่มไว้ให้บริวารเขานํากลับไป
โปริสาทไปนอนซุ่มตัวอยู่ ใต้ต้นไทรใหญ่
แล้วบนกับรุกขเทวดาว่า ถ้าแผลเขาหายภายใน ๗ วัน
เขาจะนํากษัตริย์จํานวนมากมาทําพลีกรรมแก่เทวดา
พอครบ ๗ วันแผลเขาก็หาย
เขาจึงไปจับกษัตริย์เป็นจํานวนมากมารวมไว้ที่ใต้ต้นไทร
เทวดาร้อนใจว่า บาปจะตกถึงตัว
แผลเขาหายเองแท้ๆ เทวดาไม่ได้ทําอะไรเลย
แต่เขาเข้าใจผิด คิดว่าเทวดาช่วย เทวดาจึงบอกเขาว่า
ให้ไปนําพระเจ้าสุตโสมมาทําพลีกรรมด้วย จึงจะยอม
โปริสาทไปจับพระเจ้าสุตโสมมาได้
พระเจ้าสุตโสมซึ่งเคยเป็นเพื่อนเก่าของโจรโปริสาท
แสดงธรรมต่างๆ ให้ฟัง จนโปริสาทกลับใจ
ไม่ทําพลีกรรม ปล่อยกษัตริย์ทั้งหลายไป
นี่เป็นตัวอย่างหนึ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า
ผลสําเร็จไม่ได้มาจากการบน แต่มาจากเหตุอื่น ซึ่งสมควรกับผลที่เกิดขึ้น
ถ้าบนแล้ว สําเร็จตามที่ต้องการ ใครเล่าจะพลาดจากสิ่งที่ต้องการ
เพราะทุกคนมีสิทธิ์ที่จะบนได้ทั้งนั้น และสิ่งที่เขาจะบนก็มีอยู่มากมาย
พระพุทธเจ้าตรัสว่า สิ่งที่น่าใคร่ น่าปรารถนาทั้งหลาย
มิได้สําเร็จด้วยการอ้อนวอน แต่สําเร็จด้วยการกระทําคือด้วยบุญ
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b51.gif http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b52.gif http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b53.gif
Paang
02-28-2008, 08:17 AM
ฟังเทศน์เอาบุญ
http://www.ruendham.com/admin/photo/GG0000122.jpghttp://www.ruendham.com/admin/photo/GG0000121.jpg
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b39.gif ๗. ถ้าคนที่ไม่ได้ศึกษาข้อธรรมเลย แต่ชอบไปวัด
ไปไหว้พระพุทธรูป ไปวัดวันสําคัญหรือวันมีกิจกรรมของวัด
เพื่อตักบาตร ทําบุญน้ำไฟ ฟังพระเทศน์ (อย่างไม่ได้ตั้งใจ ฟังเอาบุญ)
เขาเองก็รู้สึกเป็นสุขดีแล้วที่ได้ทําเท่านี้
ไม่ได้อยากจะรู้ข้อธรรมเพื่อพัฒนาชีวิตอะไร
เราควรมองเขาอย่างเมตตาว่า แค่นี้ก็ดีแล้วหรือเปล่าคะ
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b48.gif ดีในระดับหนึ่ง แต่ไม่ควรจะหยุดอยู่เพียงเท่านั้น
ควรจะศึกษาข้อธรรม คําสอนให้เข้าใจแล้วนํามาปฏิบัติใช้ในชีวิตประจําวัน
เพราะว่าตัวศาสนาจริงๆ ก็คือพระธรรม คําสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
สิ่งที่เขาทําอยู่นั้น เป็นส่วนประกอบ
ถ้าเขาได้ศึกษาพระธรรมให้ได้เนื้อธรรมแล้ว
เวลามีความทุกข์เกิดขึ้น เขาจะสามารถนําพระธรรมมาแก้ทุกข์ได้
ไม่ต้องเที่ยววิ่งรดน้ำมนต์หรือหาหมอดู
สามารถพึ่งตนเองได้ตามพระพุทธพจน์ที่ว่า
ให้พึ่งตนและพึ่งธรรมตามที่กล่าวแล้ว
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b51.gif http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b52.gif http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b53.gif
Paang
02-28-2008, 08:18 AM
ไม่ได้ศึกษาศาสนาบาปไหม?
http://www.ruendham.com/admin/photo/GG0000124.jpg
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b39.gif ๘. คนที่ไม่สนใจธรรมะหรือศาสนา แต่เป็นคนดีด้วยตัวเองอยู่แล้ว
มีจิตใจดี เวลาพูดเรื่องใดก็พอจะสอดคล้องกับการทําดีในศาสนาไปโดยบังเอิญ
อย่างนี้เขาไม่ต้องศึกษาศาสนาก็ได้ ไม่บาปอะไรใช่ไหมคะ
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b48.gif ขอยกพระพุทธภาษิตที่ตรัสว่า
บุคคลบางพวกจะได้เห็นพระตถาคตหรือไม่ได้เห็น
จะได้ฟังธรรมหรือไม่ได้ ฟังก็มาสู่คลองแห่งกุศลธรรมได้ (คือเป็นคนดีได้)
บุคคลบางพวกต้องเห็นพระตถาคตหรือได้ฟังธรรมของพระตถาคต
จึงจะมาสู่คลองแห่งกุศลธรรม ได
ถ้าไม่ได้เห็นและไม่ได้ฟังก็จะไม่มา
บุคคลบางพวกจะได้เห็นพระตถาคตหรือไม่ได้เห็น
จะได้ฟังธรรมหรือไม่ได้ฟังธรรม
ก็ไม่มาสู่คลองแห่งกุศลธรรม (คือไม่เป็นคนดี)
เราปรารภถึงบุคคลพวกที่ ๒
จึงให้มีการแสดงธรรม คนอีก ๒ พวก พลอยได้ฟังไปด้วย
ตามพระพุทธพจน์นี้จะเห็นว่า คนบางพวกดีได้เอง
ด้วยกุศลกรรมที่เขาได้สั่งสมมาในชาติก่อน
คนบางพวกดีได้ด้วยการอบรมบ่มนิสัย ได้ยินได้ฟัง ได้ฝึกฝนตนเอง
บางพวกแม้ได้ยินได้ฟังแล้วก็ดีไม่ได้
ต้องปล่อยไว้ก่อน คิดอย่างนี้ได้
เราก็จะได้สบายใจขึ้น ไม่มัวเสียเวลากับคนบางพวก
ซึ่งเราควรจะเอาเวลาที่มีค่าไปให้แก่คนบางพวกที่ฝึกได
พระพุทธเจ้าเคยตรัสกับนายเกสีคนฝึกม้าว่า
คนใดสอนไม่ได้ท่านก็ไม่สอน
ทํานองเดียวกับที่นายเกสีฆ่าม้าที่ฝึกไม่ได้เสีย
ในที่เดียวกันนี้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า
ทรงสอนอย่างละมุนละม่อมบ้าง อย่างรุนแรงบ้าง
ที่สอนอย่างละมุนละม่อมนั้นคือ ทรงชี้ให้เห็นคุณของธรรมต่างๆ
ซึ่งเมื่อประพฤติแล้วจะนํามาซึ่งความสุข ความเจริญ
ที่ว่าทรงสอนอย่างรุนแรงนั้น คือ ทรงชี้ให้เห็นโทษของอกุศล
ทุจริตต่างๆ ว่าเมื่อประพฤติแล้วนําความเสื่อมความทุกข์มาให้
คนที่เป็นอย่างที่ถามนั้น ถ้าเขาได้ศึกษาพระธรรมและปฏิบัติตามธรรม
ที่ได้ศึกษาก็จะดียิ่งขึ้น และเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นจํานวนมากด้วย
เพราะพื้นเพเขาดีอยู่แล้ว
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b51.gif http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b52.gif http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b53.gif
Paang
02-28-2008, 08:19 AM
คนเลวร้ายทำไมได้เกิดเป็นคน
http://www.ruendham.com/admin/photo/GG0000126.jpg
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b39.gif ๙. ในตําราธรรมะพูดอยู่เสมอว่า
การเกิดเป็นคนนั้นเป็นเรื่องยาก
เหมือน ๑๐๐ ปี เต่าตาบอดโผล่พ้นน้ำมา ๑ ครั้ง
และต้องให้ห่วงที่โยนลงไปคล้องคอเต่าพอดี
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b48.gif แต่ทําไมการเกิดยากของคน จึงเกิดเอาคนเลวร้ายสุดโต่ง
หรือคนยากแค้นทั้งที่เป็นคนดี ถ้ากรรมหนักๆ ขนาดนี้
ไม่น่าได้โอกาสเป็นคนและเมื่อเกิดมาแย่ขนาดนี้
ก็ไม่มีโอกาสพัฒนาธรรมะเข้าสู่จิตใจให้ยกระดับด้วย
จะบอกว่าเขาเกิดมาเพื่อชดใช้กรรม เพราะบาปรักษา
ถ้าอย่างนั้น อย่างดีควรได้เป็นชั้นเดียรัจฉานมากกว่า
ขอแก้ข้อความในคําถามนิดหนึ่ง คือ ทุ่นห่วงนั้นลอยอยู่แล้ว
เมื่อลมเหนือมาก็พัดไปทางใต้ เมื่อลมใต้มาก็พัดไปทางเหนือ เป็นต้น
เต่าตาบอด ๑๐๐ ปีจึงจะโผล่ขึ้นมาครั้งหนึ่ง
โอกาสที่หัวมันจะสอดเข้าไปในทุ่นห่วงนั้นยากมาก
การเกิดมาเป็นมนุษย์ยากกว่านั้น
(นัยพาลบัณฑิตสูตร มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์)
ขอให้นึกเปรียบเทียบว่า เด็กนักเรียนที่สอบเลื่อนชั้นได้นั้น
ได้คะแนนหรือเกรดต่างกัน
บางคนได้ ๕๐%...บางคนอาจได้ถึง ๙๙%
เขาเลื่อนชั้นขึ้นมาด้วยคะแนนที่ต่างกันไปอยู่ชั้นเดียวกัน
มีทั้งเด็กอ่อนและเด็กเก่ง
ผู้ที่จบจากมหาวิทยาลัยก็เช่นเดียวกัน
แต่เขาสามารถเพิ่มพูนความรู้ ความสามารถเอาภายหลังได้
คนที่เคยเรียนเก่งอาจจะตกต่ำก็ได้
ทํานองเดียวกัน คนที่เกิดมาเป็นมนุษย์ ด้วยกุศลกรรมที่ต่างกัน
มาเป็นมนุษย์เหมือนกันแต่ต่างชั้น
เทวดาก็ต่างชั้น พรหมก็ต่างชั้น
เราจึงมักพูดกันเสมอว่า เป็นมนุษย์เหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกัน
ด้วยกุศลกรรมและอกุศลกรรมในอดีตที่ต่างกัน
และยังมีกุศลกรรมและอกุศลกรรมที่ทําใหม่ในชาตินี้อีกต่างๆ กัน
เรื่องของกรรมเป็นเรื่องที่สลับซับซ้อน
ยากที่ปัญญาอย่างปุถุชนจะแยกแยะได้
เราไม่มีญาณเฉพาะเรื่องที่จะบอกได้ว่า
คนนั้นคนนี้ในชาติก่อนได้ทํากรรมอะไรไว้ จึงมาเกิดเป็นเช่นนี้
เช่น เป็นมนุษย์ที่ยากไร้ พิกลพิการ หรือบางพวกมั่งมีศรีสุข
รุ่งเรืองด้วยลาภยศและสิ่งที่น่าปรารถนานานาประการ
การเกิดเป็นคน เป็นภูมิสุคติ มีโอกาสพัฒนาตนได้จนถึงพระอริยเจ้า
ไม่ว่าเขาจะเกิดในฐานะต่ำต้อยเพียงใด
แต่สัตว์เดรัจฉานเป็นภูมิทุคติ
แม้บางพวกจะสมบูรณ์พูนสุข เพราะเจ้านายเลี้ยง
เพราะกุศลกรรมบางอย่างที่มันทํามา
แต่โอกาสที่จะพัฒนาตนจนถึงขั้นเป็นพระอริยเจ้า
มีพระโสดาบัน เป็นต้น ย่อมไม่มีพิจารณาในแง่นี้แล้ว
การเกิดเป็นคนย่อมดีกว่าเป็นสัตว์เดรัจฉาน
(ดูรายละเอียดเรื่องกรรม ๑๖
ในหนังสือชื่อ ปกิณกรรม เล่ม ๑ ของวศิน อินทสระ)
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b51.gif http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b52.gif http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b53.gif
Paang
02-28-2008, 08:19 AM
อุทิศบุญกุศลย้อนหลัง
http://www.ruendham.com/admin/photo/GG0000128.jpg
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b39.gif ๑๐. เราทําบุญอย่างหนึ่ง แล้วอุทิศส่วนกุศลหลายๆ ครั้ง
วันนี้อุทิศแล้ว วันหลังก็อุทิศบุญกุศลเดียวกันนี้อีก หรือ
บุญกุศล ทั้งหลายที่ข้าพเจ้าได้ทํามาแล้วขออุทิศให้แก่.....
นี่ก็คืออุทิศบุญย้อนหลังอีก อย่างนี้ทําได้หรือคะ
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b48.gif ทําได้ บุญที่เราทําแล้วระลึกขึ้นทีไรก็เกิดปีติปราโมทย์
ท่านเรียกว่า จาคานุสสติ
ท่านสอนให้ระลึกบ่อยๆ เป็นการเพิ่มพูนความสุข
แต่ก็ควรจะทําบุญใหม่บ่อยๆ
การอุทิศส่วนบุญให้แก่ผู้อื่นก็ทําได้บ่อยๆ
อุทิศแล้วอุทิศอีกก็ได้ เป็นการทําซ้ำ
เหมือนเรา ระลึกถึงใคร บอกเขาว่าเราระลึกถึง
บอกเขาบ่อยๆ ก็ได้ตามโอกาส
ถ้าเขาพอใจเรา เขาก็ได้ปีติปราโมทย์ทุกครั้ง
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b51.gif http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b52.gif http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b53.gif
Paang
02-28-2008, 08:21 AM
การให้ทานโดยไม่เบียดเบียนตน
http://www.ruendham.com/admin/photo/GG0000129.jpg
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b39.gif ๑๑. คนที่มีกําลังทรัพย์น้อย แต่มีจิตใจอยากจะให้ทาน
จะทําอย่างไรจึงจะให้ทานได้โดยไม่เบียดเบียนตนเอง
เพราะจะเป็นบาปเบียดเบียนตนเองไปอีก
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b48.gif ให้เท่าที่จะเจียดให้ได้ เช่น ๑ บาท, ๕ บาท
รวมลงไปกับคนที่เขาให้ ๑,๐๐๐ บาท, ๑๐,๐๐๐ บาท เป็นต้น
เหมือนน้ำหยดเดียวที่ลงไปรวมกับน้ำในถังใหญ่
ถ้าต้องการผลบุญก็ย่อมจะได้มากเหมือนกัน
เหมือนคนตักน้ำมาดื่มแก้วหนึ่งหรือกี่แก้วก็ตาม
ย่อมมีน้ำของเรารวมอยู่ด้วย
ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาแห่งพระไตรปิฎกว่า
ทานของผู้มีทรัพย์น้อย ๑ หน่วยเท่ากับ ๑,๐๐๐ หน่วย
เช่น ๑ บาท เท่ากับ ๑,๐๐๐ บาท
ถ้าเราให้ ๑๐ บาทจะเท่ากับเท่าไหร่ ลองคูณเข้าไปดูเถิด
ถ้าสมมุติว่าเราให้ ๑,๐๐๐ บาท เท่ากับ ๑ ล้านบาทใช่ไหม
คิดตาม แนวที่ท่านกล่าวไว้นี้
ทําให้ผู้มีทรัพย์น้อยมีกําลังใจในการให้ทานมากขึ้น
ไม่ปล่อยให้เสียโอกาสไปด้วยคิดว่าเรามีน้อย เรามีน้อย
พูดถึงการทําบุญ ไม่ได้มีแต่การให้ทานเพียงอย่างเดียว
มีวิธีอื่นอีกมากมายเช่น การรักษาศีลซึ่งท่านถือว่าเป็นมหาทาน
การอบรมจิตให้ดี การอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นต้น
ล้วนแต่เป็นบุญทั้งนั้น (ดูบุญกิริยาวัตถุ ๑๐)
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b51.gif http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b52.gif http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b53.gif
Paang
02-28-2008, 08:21 AM
การให้ผลของบุญ
http://www.ruendham.com/admin/photo/GG0000131.jpg
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b39.gif ๑๒. การทําบุญนั้น ถ้าอยากได้ผลอะไร ก็ทําเหตุให้ตรงกับผลที่ต้องการ
เช่น อยากร่ำรวย ก็หมั่นให้ทาน แต่เราทําเหตุทุกๆ เหตุไม่ได้ในความเป็นจริง
เช่นนี้แล้วเราควรทําอย่างไรคะ
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b48.gif เคยพูดไว้ว่า กรรมที่เราทําโดยเฉพาะกรรมดี
ย่อมให้ผลเป็น ๒ แบบ คือ ให้ผลตามธรรมชาต
เช่น ผลของทาน ทําให้เป็นคนไม่ยากจน เป็นต้น
เหมือนเราปลูกมะม่วงได้ผลเป็นมะม่วง
ปลูกทุเรียนได้ผลเป็นทุเรียน
อีกแบบหนึ่งได้ผลตามแรงอธิษฐาน
คือ เราจะทําบุญกุศลใดๆ ก็ตาม อธิษฐานมุ่งให้ได้ผลอย่างเดียว
เช่น ให้เป็นคนมีปัญญาดี เป็นต้น
พร้อมทั้งฝึกฝนตนให้เป็นคนมีปัญญาไปด้วย
เปรียบเหมือน เรานําผลมะม่วง ผลทุเรียนไปขาย
ได้เงินมาแล้วไปปลูกบ้านไปซื้อที่ดิน
อย่างนี้เรียกว่า ปลูกมะม่วง ปลูกทุเรียนแล้วได้บ้านหรือได้ที่ดิน เป็นต้น
การอธิษฐานทําให้เกิดผลรวม (Aggregate)
ใครจะว่า ทําดีหวังผล หรือ ทําด้วยความโลภ ก็ช่างเขาเถอะ
ขอให้เราได้ตามที่เราต้องการก็พอแล้ว
เมื่อไปถึงจุดหนึ่งคือ จุดแห่งความอิ่มตัว
ความต้องการผลต่างๆ ก็จะลดลงเอง
เหมือนคนอาศัยเรือข้ามฝั่ง เมื่อถึงฝั่งและขึ้นบกแล้ว
ความต้องการแต่แรกที่ว่า เมื่อไหร่จะถึงฝั่ง เมื่อไหร่จะถึงฝั่ง
ย่อมจะหมดไปเอง จุดนี้แหละที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า
ภิกษุทั้งหลาย แม้แต่ธรรมเราก็สอนให้ละเสีย จะกล่าวไยถึงอธรรมเล่า
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b51.gif http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b52.gif http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b53.gif
Paang
02-28-2008, 08:48 AM
อานิสงส์ของบุญที่แตกต่าง
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b39.gif ๑๓. คนที่มีศีลมาก ทําบุญกับพระทุศีลก็ยังมีอานิสงส์มาก แก่ผู้ทําหรือคะ
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b48.gif ถูกต้องแล้ว ทางพระพุทธศาสนาต้องการให้บุคคลพัฒนาตนให้เป็นคนดี
ให้มีบุญขึ้นในตนเอง มากกว่าหวังบุญจากผู้อื่น ท่านจึงกล่าวไว้เช่นนั้น
คนส่วนมากมุ่งทําบุญกับผู้มีศีล ซึ่งก็ดีในส่วนหนึ่ง
แต่ถ้าไม่ทําตนให้เป็นคนมีศีลมีธรรม ยังเป็นคนไม่ดีอยู่ ก็จะได้ประโยชน์น้อย
ถ้าจัดตามลําดับชั้น ทานเป็นเบื้องต้น ศีล, สมถะและวิปัสสนาสูงขึ้นไปโดยลําดับ
ศีลสูงกว่าทานอยู่แล้ว ผู้ทําตนให้เป็นคนมีศีลธรรม
แม้จะให้ทานในผู้ทุศีลก็มีผลมาก
ถ้าให้ทานในผู้มีศีลจะมีผลมากขึ้นไปอีก
ท่านกล่าวว่าทานของผู้มีศีลย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก
แนวคิดอันนี้ได้มากลายเป็นประเพณีวัฒนธรรมไทย
ที่ให้เจ้าภาพผู้ทําบุญให้ทาน รับศีลเสียก่อนแล้วจึงถวายทาน
ในอรรถกถาแห่งพระไตรปิฎก (อรรถกถา ทักขิณาวิภังคสูตร)
ท่านได้ยกตัวอย่างประกอบเรื่องนี้ไว้ว่า จีวรที่พระสารีบุตรถวายแก่พระพุทธเจ้า
กับจีวรที่พระพุทธเจ้าถวายแก่พระสารีบุตร
อย่างไหนมีผลมีอานิสงส์มากกว่า?
ท่านตอบว่า ที่พระพุทธเจ้าถวายแก่พระสารีบุตรมีผลมากกว่า
เพราะพระพุทธเจ้าทรงมีคุณธรรมเหนือกว่าพระสารีบุตร
แต่ถ้าจะทําบุญอุทิศให้ผู้ตาย ท่านว่าให้ทําในผู้มีศีล
เล่าไว้ใน อรรถกถาแห่งทักขิณาวิภังคสูตรว่า
บุคคลผู้หนึ่งทําบุญอุทิศให้ผู้ตาย
แต่ทําในภิกษุผู้ทุศีล ๒ ครั้ง อมนุษย์คือ ผู้ตายได้ร้องขึ้นว่า
ภิกษุผู้ทุศีลแย่งสมบัติเขา ผู้ทําบุญได้ทราบแล้ว
ในครั้งที่ ๓ ได้ทําบุญในภิกษุผู้มีศีล อมนุษย์
ได้รับแล้วร้องบอกให้ทราบว่าเขาได้รับบุญที่อุทิศให้แล้ว
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b51.gif http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b52.gif http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b53.gif
Paang
02-28-2008, 08:49 AM
ผล กับ อานิสงส์
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b39.gif ๑๔. อาจารย์กรุณาอธิบายผลกับอานิสงส์ค่ะ
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b48.gif ผลเป็นคํากลางๆ เป็นผลดีก็ได้ ผลไม่ดีก็ได้
ส่วนอานิสงส์ หมายถึง ผลดีอย่างเดียว
มีคํากล่าวในพระสูตรว่า การให้ทานที่มีผลมาก
แต่ไม่มีอานิสงส์มากก็มี การให้ทานที่มีทั้งผลมากและอานิสงส์มากนั้น
คือคิดว่า ทานนี้เพื่อการฝึกจิต
ถ้าคิดอย่างอื่นนอกจากนี้ เช่น ให้ทานแล้วจักได้ทรัพย์สมบัติมาก
จักเป็นที่รักของคนทั้งหลาย อย่างนี้มีผลมาก แต่ไม่มีอานิสงส์มาก
ที่ว่าให้ทานเพื่อการฝึกจิตนั้น คือ เพื่อปลดเปลื้องความตระหนี่ออกจากจิต
ฝึกจิตให้คิดถึงประโยชน์ของคนผู้ที่จะรับทาน
ในอรรถกถาแห่งพระไตรปิฎก ท่านกล่าวไว้ว่า
ทานเป็นเครื่องฝึกคนที่ยังไม่ได้ฝึกทานให้สําเร็จประโยชน์ทุกอย่าง
(เช่นการผูกมิตร) ผู้ให้บันเทิงอยู่ด้วยการให้
ผู้รับอ่อนน้อมถนอมน้ำใจด้วยปิยวาจา
ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕
ให้ความหมายของคํา อานิสงส์ ไว้ว่า ผลแห่งกุศลกรรม, ผลบุญ, ประโยชน์
(หน้า ๙๑๗) โดยนัยนี้ การกระทําใดๆ ที่มีประโยชน์มาก
ก็มีอานิสงส์มาก ผลกับอานิสงส์ต่างกันอย่างนี้
(ดูในทานสูตร อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต พระไตรปิฎกเล่ม ๒๓)
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b51.gif http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b52.gif http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b53.gif
Paang
02-28-2008, 08:49 AM
กรณียเมตตสูตรคืออะไร?
๑๕. กรณียเมตตสูตร คืออะไรคะ
กรณียเมตตสูตร เป็นพระสูตรที่ว่าด้วย
คุณสมบัติของผู้ควรบรรลุสันตบท (ทางแห่งผู้สงบ)
และว่าด้วยการแผ่เมตตาไปยังสรรพสัตว์
ตัวอย่าง คุณสมบัติของผู้ควรบรรลุสันตบท
เช่น เป็นผู้กล้าหาญในการละความชั่วในการทําความดี เป็นต้น
เป็นผู้ซื่อตรง เป็นผู้ว่าง่ายสอนง่าย
เป็นผู้ไม่ดูหมิ่นผู้อื่น เป็นผู้มีอินทรีย์สงบ
การแผ่เมตตานั้นท่านให้แผ่เมตตาไปในสัตว์ทั้งปวง
ไม่มีขอบเขต ไม่มีประมาณ
อรรถกถาแห่งพระสูตรนี้เล่าไว้ว่า
ภิกษุจํานวนหนึ่งออกไปบําเพ็ญเพียรในป่า
พักอยู่ใต้ต้นไม้ รุกขเทวดารู้สึกลําบากใจที่ตนอยู่บนต้นไม้
จึงทําวิธีต่างๆ ให้ภิกษุเหล่านั้นกลัว ไม่อาจอยู่ได้
ภิกษุเหล่านั้นจึงพากันกลับไปเฝ้าพระพุทธเจ้า
พระพุทธองค์ทรงทราบเรื่องแล้ว ตรัสให้ภิกษุกลับไปอยู่ที่เดิม
พร้อมด้วยประทานพระพุทธโอวาท
ซึ่งมีเนื้อความเป็นกรณียเมตตสูตรดังกล่าวแล้ว
พุทธศาสนิกชนจะสวดไว้ก็ดี แต่ขอให้รู้ความหมายด้วย
อรรถกถาเล่าว่า ภิกษุเหล่านั้นสวดกรณียเมตตสูตร
ตั้งแต่ออกจากวัดเชตวันไปถึงป่าอันเป็นที่พักอาศัย
ปรากฏว่า ได้ความรักจากเทวดาและอยู่สงบสุขดี
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b51.gif http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b52.gif http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b53.gif
Paang
02-28-2008, 08:50 AM
การแผ่เมตตา
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b39.gif ๑๖. เราแผ่เมตตาเพื่ออะไรคะ ทําไมต้องแผ่เมตตา
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b48.gif การแผ่เมตตา เพื่อให้จิตใจของเราอ่อนโยน
ปรารถนาดี มีไมตรีจิตต่อผู้อื่น ถ้าต่างคนต่างแผ่เมตตาเข้าหากัน
สังคมก็จะสงบสุขไม่มีการประทุษร้ายกัน
ทีแรกท่านให้แผ่ถึงตัวเองก่อนเช่นว่า
ขอให้เรามีความสุขเถิด ขอให้เราปราศจากทุกข์เถิด
ทั้งนี้เพื่อทําตนให้เป็นพยานว่า
เรารักสุขเกลียดทุกข์ฉันใด คนอื่นสัตว์อื่นก็เช่นเดียวกัน
จึงไม่ควรเบียดเบียนกัน
ประโยชน์โดยตรงได้แก่ ผู้แผ่เมตตา ทําให้อยู่เป็นสุข
เป็นที่รักของเทวดาและมนุษย์
เป็นคนมีเสน่ห์ในตัวเพราะอานุภาพของเมตตา
ส่วนคนมักโกรธมีโทสะอยู่เสมอ ก็จะมีลักษณะที่ตรงกันข้ามกับผู้มีเมตตา
ท่านให้เอาน้ำ คือ เมตตามาล้างโทสะหรือความโกรธ
แต่คนเราโดยปกติบางคราวก็มีเมตตา บางคราวก็มีโทสะ
เมื่อหมั่นเจริญเมตตาบ่อยๆ รู้จักให้อภัยในความผิดพลาดของผู้อื่น
จิตก็จะชุ่มเย็นอยู่ด้วยเมตตา โทสะเกิดได้ยาก
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b51.gif http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b52.gif http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b53.gif
Paang
02-28-2008, 08:50 AM
การแผ่เมตตาที่ไม่ได้ผล
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b39.gif๑๗. เมื่อเราแผ่เมตตาให้คนที่โกรธเรา ไม่ชอบเรา
จะทําให้เขากลับมาดีกับเรา จริงหรือคะ
แสดงว่าเราต้องทําสมาธิจนเกิดกระแสพลังก่อนด้วยหรือเปล่าคะ
ถ้าสมาธิเราไม่หนักแน่น ก็แผ่เมตตาไม่ได้ผลหรืออย่างไร
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b48.gif ไม่แน่เสมอไป บางคนหนาเกินไปจนรับกระแสแห่งเมตตาไม่ได้
เหมือนกําแพงหนาทึบ ที่แสงไฟลอดไปไม่ได้
แต่ถ้าเขาไม่หนาเกินไป และเรามีกระแสเมตตาแรงพอสมควร
เขาก็จะรับได้ และรู้สึกได้
พระพุทธเจ้ามีพลังแห่งเมตตามากเพียงไร เราก็รู้กันอยู่แล้ว
แต่ไม่สามารถให้พระเทวทัต และนางจิญจมาณวิกา เป็นต้น
รับรู้ถึงพระเมตตา ของท่านได้
เขาจึงต้องทํากรรมหนักและได้รับผลแห่งกรรมของเขาเอง
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b51.gif http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b52.gif http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b53.gif
Paang
02-29-2008, 07:11 AM
การอธิษฐานในบุญ
http://www.ruendham.com/admin/photo/GG0000141.jpg
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b39.gif ๑๘. การอธิษฐานเป็นสิ่งที่ควรทําไหมคะ
จะกลายเป็นหวังผลในบุญที่ทําไปไหมคะ
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b48.gif ได้พูดไว้บ้างแล้วในคําตอบข้อ ๑๒
แต่ขอยืนยันในที่นี้ว่า การอธิษฐานเป็นสิ่งที่ควรทํา
แม้จะเป็นการหวังผลในบุญที่ทําก็ไม่เป็นไร
พระพุทธเจ้าเมื่อทรงบําเพ็ญบารมีอยู่ ก็ทรงอธิษฐานเหมือนกัน
คือ ขอให้บรรลุพระโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า
แล้วพระองค์ก็ทรงได้ตามที่อธิษฐาน
เราปรารถนาสูงก็ได้สูง การอธิษฐานไม่เสียหายอะไร
มันเป็นผลรวมของกุศลกรรมที่เราได้ทําตามที่กล่าวแล้วในข้อ ๑๒
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b51.gif http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b52.gif http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b53.gif
Paang
02-29-2008, 07:12 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="94%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=postbody vAlign=top>วิธีฝึกตนเป็นคนดี
http://www.ruendham.com/admin/photo/GG0000142.jpg
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b39.gif ๑๙. อยากเป็นคนดี มีวิธีฝึกตนอย่างไรคะ
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b48.gif มีหลายวิธี เช่น ตั้งใจว่าจะเป็นคนดี แล้วทําตาม ที่ตั้งใจ
พยายามละความชั่ว พยายามทําความดี ทําจิตใจ ให้ผ่องแผ้ว
ดําเนินชีวิตตามมรรคมีองค์ ๘
นอกจากนี้ ควรอบรมตนด้วยภาวนา ๓ คือ
๑. กายภาวนา
อบรมกายด้วยการรู้จักใช้ปัจจัย ๔ ตามจุดมุ่งหมายไม่ขาดไม่เกิน ไม่เฟ้อ
๒. สีลภาวนา
อบรมตนให้มีศีล มีมารยาทดี มีคุณธรรม
๓. จิตตภาวนา
อบรมจิตให้บริสุทธิ์มั่นคง ใช้การได้ คือ จะหมุนจิตไปทางไหนก็ได้
๔. ปัญญาภาวนา
อบรมตนให้มีปัญญา รู้สิ่งที่ควรรู้ ไม่ต้องรู้ สิ่งที่ไม่ควรรู้
ในระดับสูง หมายถึง รอบรู้ในกองสังขาร
พิจารณาให้เห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ในเบญจขันธ์
เพียงพอที่จะปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งทั้งปวงมากเกินไป
เพียงเท่าที่กล่าวมาโดยย่อนี้
ก็คิดว่าเพียงพอที่จะเป็นคนดีระดับต้น ระดับกลาง และระดับสูงสุด
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b51.gif http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b52.gif http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b53.gif
</TD></TR><TR><TD></TD></TR></TBODY></TABLE>
Paang
02-29-2008, 07:13 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="94%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=postbody vAlign=top>ทำบุญไม่หวังผล
http://www.ruendham.com/admin/photo/GG0000143.jpg
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b39.gif ๒๐. มีคนพูดว่า ถ้าไม่หวังผล แล้วจะทําบุญ ทําทานไปทําไม จะตอบอย่างไรคะ
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b48.gif ทําปล่อย เมื่อไม่หวังผล ก็ทําปล่อย
ทําเหมือนไม่ได้ทํา ไม่มีผู้ทํา มีแต่การกระทํา (การโก น กิริยาว วิชฺชติ)
เห็นในภาษาอังกฤษใช้คําว่า Doing without doer
คําสอนทางพระพุทธศาสนาทั้งฝ่ายเถรวาท และมหายาน
ในระดับสูงสอนอย่างนี้ทั้งนั้น คือ ละลายตัวตน ไม่มีตัวตน เป็นอนัตตา เป็นสุญญตา
แต่ต้องระวังนะ เผลอเข้าจะเป็นมิจฉาทิฏฐิ ผู้จะมาถึงจุดนี้ต้องมีศีลและสมาธิเป็นพื้นฐานดีแล้ว
มิฉะนั้น จะเห็นไปว่า ทําบุญไม่เป็นบุญ ทําบาปไม่เป็นบาป
ผู้ที่จะมาถึงจุดนี้ควรจะเป็นผู้มีศีลธรรม สมบูรณ์
มีจิตใจมั่นคงในกุศลธรรมแล้ว ขอให้ระวัง
เคยมีอุบาสกอุบาสิกาคู่หนึ่ง เมื่อก่อนเคยให้ทานรักษาศีล ตามปกติ
ต่อมาอุบาสกไปฟังเรื่องสุญญตา เรื่องอนัตตา ที่สํานักแห่งหนึ่ง
ฟังไป ฟังไป นานๆ เข้า เลิกทําบุญ เลิกรักษาศีล
ถือแต่อนัตตา สุญญตาอย่างเดียว เห็นว่า ทําไปก็ไร้ผล ไม่มีผู้รับ
นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่กล่าวว่าให้ระวังจะหมุนไปสู่มิจฉาทิฏฐิ
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b51.gif http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b52.gif http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b53.gif
</TD></TR><TR><TD></TD></TR></TBODY></TABLE>
Paang
02-29-2008, 07:14 AM
อาชีพฟ้อนรำจะได้ขึ้นสวรรค์จริงหรือ
http://www.ruendham.com/admin/photo/GG0000145.jpg
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b39.gif ๒๑. ตามชาดกที่ว่า บุตรชายของตระกูลฟ้อนรําไปทูลถามพระพุทธเจ้า
ว่าจะได้ขึ้นสวรรค์ชั้นไหน เพราะร้องรําทําเพลงทําให้ผู้ชมมีความสุข
พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า ไปนรก เพราะผู้คนมีโลภะ คือความเพลิดเพลิน
มีโมหะ คือความหลงอยู่แล้ว ยังไปร้องเพลงให้เขาเพลิดเพลินหนักเข้าไปอีก
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b48.gif ทราบอย่างนี้แล้วมาพิจารณาดูนักดนตรีระดับโลก
ที่ตั้งแต่เด็กมาฝึกฝนดนตรี จนอายุเกือบ ๔๐ กว่าจะมีชื่อเสียง
ทั้งชีวิตคร่ำเคร่งอยู่กับการฝึกฝนดนตรี
ดูๆ ก็เป็นชีวิตที่น่าชื่นชม คือ ตั้งใจแน่วแน่ และประสบความสําเร็จในที่สุด
แต่ต้องไปตกนรก ทั้งๆ ที่ก็เป็นคนดีต่อสังคมมาตลอดอย่างนั้นหรือคะ
ข้อความที่ถามนี้ ปรากฏในตาลปุตตสูตร สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค
พระไตรปิฎกเล่ม ๑๘ ข้อ ๕๘๙-๕๙๒
มีบุตรนักฟ้อน ซึ่งตัวเขาก็เป็นนักฟ้อนด้วย
มาทูลถามพระพุทธเจ้าว่า เขามีอาชีพเป็นนักฟ้อน
คติสัมปรายภพเขาจะเป็นอย่างไร
พระพุทธเจ้าตรัสห้ามไม่ให้ถามถึง ๒ ครั้ง แต่เขาก็ยังถามอยู่เป็นครั้งที่ ๓
พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า เขาต้องไปนรกชื่อปหาสะ
เขาร้องไห้และทูลว่า เขาได้ฟังมาจากบรรพชนว่า
อาชีพนักฟ้อน ตายแล้วไปเกิดเป็นเทพพวกปหาสะ (แปลว่าร่าเริง สนุกสนาน)
พระพุทธเจ้าตรัสให้เหตุผลว่ามนุษย์โดยทั่วไปมากไปด้วยราคะ โทสะ โมหะ อยู่แล้ว การกระทําของท่านไปเพิ่มพูนราคะ โทสะ โมหะ เข้าอีก จะไม่ไปอบายได้อย่างไร
ที่เขาร้องไห้นั้น เขากราบทูลว่า
เพราะเสียใจที่อาจารย์ของนักฟ้อนเก่าๆ หลอกลวงว่า
ผู้มีอาชีพทางนี้ ตายแล้วไปเกิด เป็นเทพพวกปหาสะ
เขาชมเชยธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้า แล้วขอถึงพระรัตนตรัย
ออกบวชในสํานักของพระผู้มีพระภาค
ต่อมาได้บําเพ็ญเพียรจนสําเร็จเป็นพระอรหันต์
ที่ตอนนี้ตอบตามที่พระพุทธเจ้าตรัส
ผมเข้าใจเป็นส่วนตัวว่า ถ้าเขามีความดีอย่างอื่น อาจไม่ไปนรกก็ได้
แต่ถ้า ไม่มีความดีอย่างอื่นช่วยไว้ คงจะต้องตกนรกหรือกําเนิดสัตว์เดรัจฉาน
ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในท้ายพระสูตรนี้
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b51.gif http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b52.gif http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b53.gif
Paang
02-29-2008, 07:15 AM
อาชีพที่ทำให้คนเพลิดเพลินเป็นบาปไหม
http://www.ruendham.com/admin/photo/GG0000147.jpg
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b39.gif ๒๒. ต่อเนื่องจากข้อ ๒๑ ยังมีอาชีพอีกมากมายในสังคม
เช่น เสริมสวย ทําอาหาร เป็นต้น ก็ล้วนทําให้คนเพลิดเพลินทั้งนั้น
อย่างนี้การเป็นคนดีก็ไม่พอสําหรับชีวิตใช่ไหมคะ
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b48.gif ๒ เรื่องนี้ไม่มีพระสูตรอ้างอิง
การทําอาหาร เป็นสิ่งที่เนื่องด้วยปัจจัย ๔ จัดว่า เป็นสิ่งจําเป็น
ตามข้อความในพระไตรปิฎกที่ว่า สัตว์ทั้งหลายเป็นอยู่ได้ด้วยอาหาร
สพฺเพ สตฺตา อาหารฏฐิติกา การปรุงอาหารจึงเป็นสิ่งจําเป็น
ไม่ว่าที่ร้านค้า หรือในครอบครัว
ผู้บริโภคต้องสํารวมเอาเอง ที่เรียกว่า สํารวมลิ้น และกินแต่พอประมาณ
ส่วนเรื่องเสริมสวยนั้นไม่ต้องเสริมก็ได้ เพียงแต่ทําให้เรียบร้อย
เช่น ผมยาวก็ไปตัดออกเสียบ้าง
แต่ถ้ามุ่งเสริมสวยจริงๆ แบบที่เขามุ่งกันอยู่ ก็น่า เป็นห่วงเหมือนกัน
นอกจากจะสิ้นเปลืองทรัพย์ของตนเอง โดยไม่จําเป็นแล้ว
ยังจะทําให้ผู้อื่นหลงใหลเพลิดเพลิน
ตนเองก็หลงใหลเพลิดเพลินไปกับการเสริมสวยนั้น
น่าจะใกล้เคียงกับเรื่องนักฟ้อน
ด้วยเหตุนี้ ศีลในระดับขัดเกลาจิตใจเช่น ศีล ๘ ข้อที่ ๗ ว่า
เว้นจากการดูฟ้อนรํา ขับร้อง ประโคมดนตรี
และเว้นจากการประดับตกแต่งร่างกายด้วยดอกไม้
ของหอม เครื่องลูบไล้ ซึ่งเป็นไปเพื่อความสวยงาม
โดยนัยนี้จะเห็นว่า ท่านสอนให้อยู่ตามธรรมชาติ
ดูแลรักษาร่างกายให้สะอาดก็เพียงพอแล้ว
ลองคิดดูว่า ถ้าคนไปสังคมของเราทําได้อย่างนี้จะประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก
ทั้งส่วนตัวและส่วนรวม บางคนใช้น้ำหอมแพงลิบลิ่ว
ซึ่งจะต้องซื้อจากต่างประเทศ เสียดุลการค้ามากมาย
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b51.gif http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b52.gif http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b53.gif
Paang
02-29-2008, 07:16 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="94%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=postbody vAlign=top>กินบุญเก่า
http://www.ruendham.com/admin/photo/GG0000148.jpg
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b39.gif ๒๓. ถ้าคนหนึ่งเขารู้สึกว่า ชีวิตอยู่ดีมีสุขอยู่แล้ว ไม่เห็นทุกข์อะไร
จะศึกษาธรรมะหรือทรมานตนเองด้วยการนั่งสมาธินานๆ ตื่นแต่ดึก ฯลฯ ทําไม
เราจําเป็นต้องไปชักจูงเขาไหมคะ หรือปล่อยให้เขาเสวยบุญเก่าไป
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b48.gif ปล่อยเขาไปก็ได้ แต่ถ้าแนะนําได้
ก็ควรจะแนะนําให้เขาทําความดีให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ไม่ให้สันโดษในกุศลธรรม
ไม่ถอยกลับในความเพียร ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้
ถ้าเขามัวกินบุญเก่าแล้วไม่ทําใหม่ เมื่อบุญเก่าสิ้นไปเขาจะทําอย่างไร
เขารู้ได้อย่างไรว่า บุญเก่าเขามีเท่าไหร่ อาจจวนหมดแล้วก็ได้
ไม่เหมือนเงินที่เราฝากไว้ในธนาคาร
เราเปิดสมุดบัญชีดูก็รู้ว่าเหลือจํานวนเท่าไร
ขอให้ระลึกถึงพระพุทธพจน์ที่ว่า เมื่อบุญสิ้นไป ทุกอย่างก็พินาศหมด
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b51.gif http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b52.gif http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b53.gif
</TD></TR><TR><TD></TD></TR></TBODY></TABLE>
Paang
02-29-2008, 07:17 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="94%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=postbody vAlign=top>บาป-บุญของใคร
http://www.ruendham.com/admin/photo/GG0000151.jpg
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b39.gif ๒๔. คนที่เป็นครูตั้งใจสอนลูกศิษย์ดี
หวังดีกับลูกศิษย์ แต่ลูกศิษย์เอาความรู้ไปใช้ในทางไม่ดี
อย่างนี้ถือเป็นกรรมแยกกัน คือ ครูได้กรรมดี
ลูกศิษย์ทําไม่ดีก็กรรมไม่ดีได้วิบากไม่ดี
ไม่ได้ต่อเนื่องว่าเป็นบาปของครู ถูกไหมคะ
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b48.gif ถูกต้องแล้ว เราต้องรู้จักตัดตอน
เปรียบเหมือนเราให้มีดไปทําครัว
แต่เขาเอาไปแทงกัน ก็เป็นเรื่องของเขา เราไม่มีส่วนแห่งบาป
แต่ถ้าเขาเอาไปทําครัว เป็นประโยชน์แก่คนทั้งหลาย
เรามีส่วนแห่งบุญด้วย เพราะการตั้งใจของเราเป็นบุญ
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b51.gif http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b52.gif http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b53.gif
</TD></TR><TR><TD></TD></TR></TBODY></TABLE>
Paang
02-29-2008, 07:17 AM
ไม่จัดงานศพให้บุพการี
http://www.ruendham.com/admin/photo/GG0000152.jpg
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b39.gif ๒๕. ถ้าบุคคลไม่จัดงานศพให้บุพการี ถือว่าไม่กตัญญูหรือเปล่าคะ
ถ้าตอนยังมีชีวิตอยู่ก็ได้ดูแลกันเสมอมา ไม่ได้ทอดทิ้ง
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b48.gif ถ้าตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ ได้ดูแลเต็มที่แล้ว
เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีอย่างดีแล้ว
การไม่จัดงานศพให้ดูหรูหราใหญ่โต ก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร
เคยทราบมาว่า มีพระเถระบางรูป เมื่อโยมหญิงท่านป่วย
ท่านไปเยี่ยมทุกวัน และเทศนาธรรมให้ฟัง
แต่พอโยมท่านเสียชีวิตแล้ว ท่านก็วางเฉย
ไม่จัดงานศพอย่างที่คนทั้งหลายเขาจัดกัน
ปล่อยให้ญาติๆ เขาทํากันไป
แต่พระภิกษุทั้งหลายในจังหวัดนั้น ช่วยกันจัดงานให้ใหญ่โตขึ้น
ให้เหตุผลว่า ไม่ใช่เป็นโยมของพระเถระรูปนั้นเพียงผู้เดียว
แต่เป็นโยมของพระทั้งหลายจํานวนมาก ในฐานะเป็นโยมอุปการะ
มีพระเถระอีกรูปหนึ่งเป็นพระราชาคณะชั้นธรรม อยู่ในกรุงเทพฯ
ท่านทําพินัยกรรมไว้ว่า เมื่อท่านสิ้นชีวิตแล้ว
ไม่ต้องทําบุญอุทิศให้ เพราะท่านทํามาเองมากแล้ว
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b51.gif http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b52.gif http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b53.gif
Paang
02-29-2008, 07:19 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="94%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=postbody vAlign=top>การตอบแทนคุณพ่อแม่
http://www.ruendham.com/admin/photo/GG0000153.jpg
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b39.gif ในตําราบอกว่า การตอบแทนบุญคุณพ่อแม่
ต้องทําให้พ่อแม่เป็นสัมมาทิฐิ มีจิตใจพัฒนาธรรมะ
ถ้ายังก็ถือว่ายังไม่ได้ตอบแทนคุณ
แต่พ่อแม่ก็ใช่ว่าจะพัฒนาธรรมะได้ทุกคน
อย่างนี้ลูกก็จะเหมือนไม่ได้ตอบแทนคุณหรือคะ
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b48.gif การให้ปัจจัย ๔ คือ อาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย
และยารักษาโรคให้เพียงพอแก่ความต้องการ
ก็เป็นการตอบแทนชั้นหนึ่งแล้ว
แต่ถ้าได้ทําให้พ่อแม่ดํารงอยู่ในคุณธรรม
คือ ศรัทธา, ศีล, จาคะ และปัญญาเข้าด้วยก็จะดียิ่งขึ้น
เพราะทําให้พ่อแม่มีที่พึ่งทั้งในโลกนี้และโลกหน้า
ทําให้พ่อแม่มีคุณธรรมประจําใจ เป็นที่พึ่งแก่ลูกหลานได้ด้วย
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b51.gif http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b52.gif http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b53.gif
</TD></TR><TR><TD></TD></TR></TBODY></TABLE>
Paang
02-29-2008, 07:19 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="94%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=postbody vAlign=top>ศีลขาดแล้วสมาทานใหม่
http://www.ruendham.com/admin/photo/GG0000154.jpg
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b39.gif ๒๗. การที่บอกว่าศีลขาดแล้วสมาทานใหม่ได้เรื่อยๆ
คิดว่าน่าจะทําให้เราลดความระวังลงมากกว่าเพิ่มความระวังขึ้น
อาจารย์มีความเห็นว่าอย่างไร
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b48.gif การสมาทานใหม่ก็คือการตั้งใจใหม่ นับว่าดีกว่าไม่ตั้งใจ
แม้ไม่ต้องสมาทานกับพระ เพียงแต่ตั้งใจเอาเองก็สําเร็จประโยชน์เท่ากัน
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b51.gif http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b52.gif http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b53.gif
</TD></TR><TR><TD></TD></TR></TBODY></TABLE>
Paang
02-29-2008, 07:23 AM
วิถีทางของคนที่ไม่ได้พบศาสนาพุทธ
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b39.gif๒๘. ถ้าชนใดที่ไม่ได้พบศาสนาพุทธ เขาจะต้องมีวิถีทางเดียวกับเราชาวพุทธไหมคะ เป็นสวรรค์นรกเดียวกันไหมคะ
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b48.gifคุณธรรมเป็นสมบัติส่วนกลาง ใครประพฤติในคุณธรรมนั้นๆ ก็ย่อมได้รับผลของคุณธรรมนั้น ไม่เลือก ว่าเขาจะเป็นชนชาติใด นับถือศาสนาใด เหมือนอาหาร ที่มีประโยชน์ ใครกินก็เป็นประโยชน์แก่คนนั้น
Paang
02-29-2008, 07:24 AM
บาปหรือไม่บาป
http://www.ruendham.com/admin/photo/GG0000157.jpg
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b39.gif ๒๙. ถ้าศาสนาอื่นบอกว่าสิ่งนี้ไม่บาป แต่ศาสนาพุทธบอกว่าสิ่งนี้บาป สิ่งนี้จะบาปหรือไม่บาป
บาปบุญเป็นความจริงสากล ที่เรียกในภาษาปรัชญาว่า Objective Truth
ใครจะบัญญัติว่าบาปหรือไม่บาป สิ่งใดเป็นบาปก็คงเป็นบาปอยู่ในตัวเอง
เรียกว่า Truth In Itself เป็นจริงในตัว เหมือนไฟมีธรรมชาติร้อน ใครจับเข้าก็ร้อนเหมือนกัน
เพราะฉะนั้น ข้อบัญญัติทางศาสนาเป็นไปตามสติปัญญาของศาสดา
ในศาสนานั้นๆ ว่า ใครเข้าถึงความจริงได้แค่ไหน
แต่ความจริงก็คงยืนตัวอยู่อย่างนั้น
<!--
-->
Paang
02-29-2008, 07:28 AM
บุพเพสันนิวาส
http://www.ruendham.com/admin/photo/GG0000158.jpg
http://www.ruendham.com/admin/photo/GG0000106.gif ๓๐. บุพเพสันนิวาสมีจริงหรือไม่
บุพเพสันนิวาสมีจริง ทรรศนะคติทางพระพุทธศาสนา
แสดงไว้ว่า ความรัก เมื่อจะเกิดย่อมเกิดเพราะเหตุ ๒ อย่าง อย่างใด
อย่างหนึ่ง คือ ๑) บุพเพสันนิวาส ๒) การเกื้อกูลกันในปัจจุบัน
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b39.gif บางทีบุพเพสันนิวาสชักนํามาให้เกื้อกูลกันในปัจจุบัน
ก็เลยได้รวมเป็น ๒ อย่าง ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนามีเรื่องเล่าไว้มากมาย
ที่แสดงถึงบุพเพสันนิวาส
Paang
03-08-2008, 08:12 AM
อนุโมทนาบุญที่เกิดจากใจ
http://www.ruendham.com/admin/photo/GG0000106.gif ๓๑. การอนุโมทนาบุญกับผู้อื่น จะฝึกฝนอย่างใดให้ความรู้สึกนั้น บังเกิดขึ้นจากใจจริงๆ ได้
http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b39.gif ให้สร้างความรู้สึกอยู่เนืองๆ ว่า ความดีไม่ว่าเป็นของเราหรือเป็นของผู้อื่น ไม่ว่าที่เราทําหรือที่คนอื่นทําเป็นสิ่งน่ารัก น่าถนอม ถ้ามีความรู้สึกอย่างนี้อยู่ เราก็จะอนุโมทนาบุญที่ผู้อื่นทําได้จริงๆ เป็นปัตตา-นุโมทนามัย แปลว่า
บุญที่ได้จากการอนุโมทนาส่วนบุญ
Paang
03-08-2008, 08:17 AM
http://www.praphansarn.com/new/c_town/images/content/prapoom2.jpg
สัมภเวสี
คือผู้ที่ยังแสวงหาภพ (สัมภว+เวสี = สัมภเวสี) หมายถึง ผู้ที่ยังท่องเที่ยวอยู่ในสังสารวัฏ ยกเว้นพระอรหันต์แล้ว นอกนั้น เป็นสัมภเวสีทั้งหมด คนส่วนมากเข้าใจผิดคิดว่า วิญญาณที่เที่ยวเร่ร่อนยังไม่เกิด ที่จริงสัตว์ทั้งหลายเมื่อตายลงก็ไปเกิดเลย คือจุติกับปฏิสนธิอยู่ติดกันไม่มีระหว่าง เรียกว่าไม่มีอันตรภพ
พระภูมิเจ้าที่
๓๓. พระภูมิเจ้าที่คือใคร มีอิทธิพลต่อที่หรือบ้านบริเวณ นั้นจริงหรือไม่ เราควรปฏิบัติตัวอย่างไรต่อท่าน
พระภูมิมาจากความเชื่อที่ว่ามี ภุมมเทวดา คือ เทวดาประจําพื้นที่ เมื่อมนุษย์เราจะไปสร้างบ้านสร้างเรือนที่ไหน ก็คิดว่าไปทับที่ของภุมมเทวดา ซึ่งท่านอาศัยอยู่ก่อน จึงได้มีการตั้งศาลพระภูมิเพื่อให้พระภูมิได้อยู่ที่นั่น แล้วมีการบูชาสักการะด้วยข้าวน้ำและผลไม้ เป็นต้น บูชาด้วยพวงมาลัยก็มี ขอให้ช่วยคุ้มครองรักษาให้อยู่เย็นเป็นสุข แต่ถ้าคนประพฤติไม่ดี ทุจริตด้วยกาย วาจา ใจ อยู่เสมอแล้ว พระภูมิก็ช่วยอะไรไม่ได้ แต่ถ้าเป็นคนดี
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=1 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD></TD><TD>ประพฤติแต่กุศลกรรม แม้ พระภูมิไม่ต้องช่วย บุญกุศลก็จะช่วยเอง ไม่มีกําลังใดเสมอด้วยกําลังกรรม ถ้าคนในบ้านเห็นพร้อมกันว่า ไม่จําเป็นต้องตั้งศาลพระภูมิ จะไม่ตั้งก็ได้ ขอให้ประพฤติตนอยู่ในศีลในธรรม ศีลธรรมจะคุ้มครองเอง ดังพระพุทธพจน์ที่ว่า ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม รุกขเทวดาก็ตาม ภุมมเทวดาก็ตาม ย่อมเคารพ อ่อนน้อมต่อผู้มีธรรม มนุษย์ที่มีธรรมย่อมเป็นเทพอยู่ในตัว เรียกว่ามนุษยเทพ หรือมนุสสเทโว เรียกว่า เป็นเทวดาโดยไม่ต้องรอเมื่อตายแล้วจึงค่อยเป็น ถ้ามีคุณธรรมสูงขึ้นไปอีกจนถึงเป็นพระอริยเจ้าระดับสูงสุดคือ เป็นพระอรหันต์ ท่านเรียกว่า วิสุทธิเทพ เหนือกว่าเทพ อื่นๆ ทั้งหมด
ในเนมิราชชาดก ท่านเล่าไว้ว่า พระเจ้าเนมิราชเป็นผู้มีคุณธรรมสูง เป็นอาจารย์ของคนเป็นอันมาก คนเหล่านั้นตั้งอยู่ใน คุณธรรมที่พระเจ้าเนมิราชสั่งสอนแล้ว ไปเกิดเป็นเทวดาจํานวน มาก โดยเฉพาะที่ชั้นดาวดึงส์ เทวดาเหล่านั้นยังเคารพพระเจ้าเนมิราชในฐานะเป็นอาจารย์อยู่ นี้ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า มนุษย์ที่มีคุณธรรมดี ได้รับการเคารพนับถือจากเทพยดาเป็นอันมาก ถ้าท่านผู้เช่นนั้นเดือดร้อนในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เทวดา ก็พลอยเดือดร้อนไปด้วย และเทวดาก็พยายามช่วยเหลือ คุ้มครอง รักษา พระพุทธพจน์ ตรัสไว้ว่า
ผู้ที่ใช้ทรัพย์เพื่อประโยชน์แก่คนหมู่มาก เทวดาย่อมรักษา ผู้นั้น และธรรมก็คุ้มครองด้วย
</TD></TR></TBODY></TABLE>
<!--
-->
Paang
03-08-2008, 08:21 AM
http://i97.photobucket.com/albums/l229/LuiJiNo/m-17.jpg
ผีมีจริงหรือไม่?
๓๔. ผีมีจริงหรือไม่ มีจริง อาจเป็นเทวดาบ้าง เปรตบ้าง อสุรกายบ้าง พวกนรกบ้าง แต่คนไทยรวมเรียกว่า ผี เรื่อง ผี นี้สังเกตว่ามีทุกชาติทุกภาษาแสดงว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงในโลก ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม การปฏิบัติต่อผีก็คือ ทําบุญอุทิศให้ หรือแผ่เมตตา
การเจิมเป็นสิริมงคลจริงหรือ?
๓๕. การเจิมรถ เจิมบ้าน เป็นสิริมงคลนั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับคุณธรรมของผู้เจิมหรือไม่
พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระพรหมมังคลาจารย์ (ท่านปัญญานันทภิกขุ) แห่งวัดชลประทานรังสฤษดิ์ ได้สอนไว้ว่าให้เจิมที่คนขับว่า
จงระวัง จงระวัง อย่าประมาท รถมันชนกันเองไม่ได้ ต้องมีคนขับไปชนกัน
ถ้าเป็นบ้านก็น่าจะเจิมที่เจ้าของบ้านว่า จงสามัคคีกัน จงเข้าใจกัน จงอย่าทะเลาะกัน เพราะว่าตัวบ้านไม่มีชีวิตไม่มีจิตใจ ไม่รับรู้อะไร จะอยู่เป็นสุขหรือเป็นทุกข์ก็เพราะคนที่อยู่ในบ้านนั่นแหละ ทําขึ้น เข้าใจอย่างนี้ก็จะได้ปฏิบัติตนให้ถูกต้อง ไม่ต้องกังวลเรื่องเจิมหรือไม่ได้เจิมบ้าน บางท่านเจิมด้วยอักษร ๓ ตัว คือ อะ, อุ, มะ
อะ หมายถึง อรหัง สัมมา สัมพุทโธ
อุ หมายถึง อุตตมธรรม กล่าวคือ โลกุตตรธรรม ๙ ได้แก่ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑
มะ หมายถึง มหาสงฆ์ ได้แก่ พระอริยสงฆ์ หมายความว่าให้เราระลึกถึงพระรัตนตรัยนั่นเอง
การเจิม ไม่ว่าเจิมอะไร นอกจากเป็นขวัญ เป็นกําลังใจ แล้วก็ไม่มีความหมายอะไรอื่น
เพราะฉะนั้น จะเจิมหรือไม่เจิมก็ได้ รถที่ชนกันอยู่โครมๆ ทุกวันนั้น ล้วนแต่เจิมแล้วทั้งสิ้น รถที่ไม่ได้เจิม แต่เจ้าของขับอย่างระมัดระวัง ไม่เคยชนเลยก็มี
Paang
03-08-2008, 08:23 AM
สวดภาณยักษ์
๓๖. สวดภาณยักษ์คืออะไร เป็นสิ่งจําเป็นต่อชาวพุทธหรือไม่
เรื่องการสวดภาณยักษ์ขอตอบตามพระไตรปิฎก ดังนี้
คราวหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฎ เมืองราชคฤห์ ท้าวมหาราชทั้ง ๔ เข้าไปเฝ้า (ท้าวมหาราชทั้ง ๔ คือ ๑. ท้าว
ธตรฐ ประจําทิศบูรพา มีพวกคนธรรพ์ (รุกขเทวดา) เป็นบริวาร ๒. ท้าววิรุฬหก ประจําทิศทักษิณ มีพวกกุมภัณฑ์เป็นบริวาร ๓. ท้าววิรุฬปักษ์ ประจําทิศประจิม มีพวกนาคเป็นบริวาร ๔. ท้าวเวสวัณหรือท้าวกุเวร ประจําทิศอุดร มีพวกยักษ์เป็นบริวาร ท่านเหล่านี้เป็นเทวดาในชั้นจาตุมหาราชิก ซึ่งเป็นชั้นต่ำที่สุดในสวรรค์ชั้นกามาวจร ๖ ชั้นภุมมเทวดาก็จัดอยู่ในชั้นนี้)
ท้าวเวสวัณได้กราบทูลว่า บริวารของท่านที่เลื่อมใสพระพุทธองค์และภิกษุสงฆ์ก็มี ที่ไม่เลื่อมใสก็มีมาก เพราะพระพุทธองค์ทรงสอนให้รักษาศีล ๕ ซึ่งพวกยักษ์ไม่ชอบรักษา สาวกของพระพุทธองค์บางพวกชอบอยู่ในเสนาสนะอันสงัด มีเสียงน้อย ยักษ์ชั้นสูงบางพวกก็ชอบอยู่ในที่เช่นนี้เหมือนกัน พวกเขามิได้เลื่อมใสในคําสอนของพระผู้มีพระภาค ขอพระองค์ทรงทราบ การรักษาชื่ออาฏานาฏิยะ เพื่อให้ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ของพระองค์เล่าเรียน ท่องบ่น สาธยาย เพื่อคุ้มครองตนเองให้ปลอดภัยจากยักษ์เหล่านั้น ยักษ์เหล่านั้นเมื่อได้ฟังอารักขาชื่อ อาฏานาฏิยะ นี้แล้วจักยําเกรงไม่อาจเบียดเบียนสาวกของพระองค์ได้ สาวกของพระองค์จักได้อยู่สุขสบายในป่าเช่นนั้น
พระพุทธองค์ทรงรับคําของท้าวเวสวัณด้วยอาการดุษณี ท้าวเวสวัณจึงกราบทูลมนต์สําหรับอารักขา ซึ่งชื่อ อาฏานาฏิยะ
ใจความสําคัญคือ การกล่าวนอบน้อมพระพุทธเจ้า ๗ พระองค์ มีพระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นต้น มีพระสมณโคดม สัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นองค์สุดท้าย และกล่าวถึงการที่ท้าวมหาราชทั้ง ๔ เคารพนอบน้อมต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธองค์ทรงให้ภิกษุทั้งหลายเรียนอาฏานาฏิยสูตรนี้แล้วท่องบนสาธยาย อยู่ที่ใดย่อมได้รับการคุ้มครอง อารักขา พวกอมนุษย์ไม่เบียดเบียน เพราะยักษ์ นาค กุมภัณฑ์ คนธรรพ์ หรือพวกพ้องคนใดก็ตามเบียดเบียน บีบคั้นผู้ซึ่งสาธยาย อารักขานี้ย่อมได้รับเทวทัณฑ์จากเทพผู้ใหญ่ ไม่สามารถเข้าสมาคมกับพวกของตนได้ เป็นการลงโทษเหมือนเนรเทศโจร
อาฏานาฏิยสูตรนี้แสดงหลักการคุ้มครองตนในที่มีภัยด้วย คุณธรรมที่เรียกว่า การอารักขาโดยธรรม ธรรมที่ว่านี้ คือความเคารพอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ ผู้มีคุณธรรม เช่น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้ง ๗ พระองค์ และยังกล่าวถึงท่านผู้ใหญ่ของพวกยักษ์ นาค คนธรรพ์ และกุมภัณฑ์อีกด้วย แม้จะไม่ถึงกับอ่อนน้อมแต่เป็น การเอ่ยชื่อถึง (คล้ายร้านอาหารหรือร้านขายยาที่นิยมเอารูปนายตํารวจใหญ่มาติดไว้ในร้าน เพื่อป้องกันตํารวจผู้น้อยรังแกหรือพวกนักเลงในถิ่นนั้นรังแก)
อนึ่ง อายุ วรรณะ (ผิวพรรณ) สุขและกําลัง ย่อมเจริญแก่ ผู้มีปกติอภิวาทอ่อนน้อมเป็นนิตย์ต่อผู้ใหญ่ ผู้ที่ควรเคารพ (อภิวาทนสีลิสฺส นิจฺจํ วุฑฺฒาปจายิโน จตฺตาโร ธมฺมา วฑฺฒนฺติ อายุ วณฺโร สุขํพลํ)
ความเคารพอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นมงคลถึง ๒ ในมงคล ๓๘ ประการ นําสิริมงคลมาสู่ตนเป็นที่สบายใจของผู้เข้าใกล้ ไม่ขวางหูขวางตาผู้อื่น (คําพูดไม่ขวางหู กิริยาไม่ขวางตา) ตรงกันข้ามเป็นที่สบายหู สบายตาของผู้สมาคมใกล้ชิด เป็นที่ตั้งแห่งความเมตตา เอ็นดู ชื่นสุขและชื่นชูใจ ชื่อว่าได้รับการคุ้มครองให้ปลอดภัย นอกจากนี้คุณธรรมอีกหลายอย่างย่อมมีอยู่ในใจของผู้เคารพอ่อนน้อมและยังเป็นบ่อเกิดแห่งคุณธรรม อื่นๆ อีกหลายประการเช่น ไม่ต้องทะเลาะวิวาท หรือกระทบกระทั่งกับใครๆ จึงชื่อว่าเป็นการคุ้มครองตน คุ้มครองผู้อื่นไปพร้อมๆ กัน
Paang
03-08-2008, 08:28 AM
http://www.shutterphoto.com/forums/attachment.php?attachmentid=3467&stc=1&d=1180967385
ตักบาตรเทโว
๓๗. การตักบาตรเทโวคืออะไร ปกติพระสงฆ์ต้องรับอาหารสดเพียงเท่าในบาตร เก็บไว้มื้ออื่นก็ไม่ได้ การตักบาตรเทโวจะทําให้พระอาบัติหรือไม่
การตักบาตรเทโว ย่อมาจากคําว่า เทโวโรหณะ แปลว่า ลงจากเทวโลก ตํานานเกี่ยวกับเรื่องที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปจําพรรษาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เมื่อออกพรรษาแล้วเสด็จลงจากเทวโลก มาที่เมืองสังกัสส์ ซึ่งพระสารีบุตรอยู่ที่นั่นในเวลานั้น ชาวบ้านมาชุมนุมกันมากเพื่อถวายอาหารบิณฑบาตแด่พระพุทธองค์ ตํานานนี้ให้เกิดประเพณีตักบาตรเทโวฯ ถ้าวัดอยู่บนภูเขา พระก็จะลงจากภูเขา ทํานองว่าลงจากชั้นดาวดึงส์ วัดที่อยู่ราบกับพื้น พระก็เดินมารับบิณฑบาตอย่างธรรมดา เป็นการทําบุญเนื่องในโอกาสออกพรรษาของชาวบ้าน เรื่องตักบาตรเทโวก็มีเท่านี้
การตักบาตรเทโวจะทําให้พระเป็นอาบัติหรือไม่ขึ้นอยู่กับของที่นํามาใส่บาตร ถ้าเป็นอาหารกระป๋องพระก็ต้องฉันในวันนั้น เช้าถึงเพล ที่เหลือต้องสละให้สามเณร หรือเด็กวัด เพราะอาหารที่รับบิณฑบาตมา จะเก็บไว้ฉันในวันรุ่งขึ้นไม่ได้ ถ้าสามเณร หรือเด็กเข้าใจเรื่องนี้จะนํามาถวายในวันรุ่งขึ้นก็ได้ เพราะเป็นสิทธิของสามเณรหรือเด็กแล้ว ส่วนข้าวสารนั้นรับประเคนไม่ได้อยู่แล้ว ถ้าจะถวายข้าวสารแก่พระก็ให้นําไปถวายที่วัด โดยวางไว้ข้างหน้า ท่านโดยไม่ต้องประเคน บอกให้รู้ว่าเราถวายท่าน ท่านก็จะกล่าวอนุโมทนา
ใส่บาตรการค้า
ไม่บาป แต่ไม่สมควรทํา ทั้งพระและแม่ค้าไม่ควรทําอย่างนี้ ทําให้การรับบิณฑบาตเป็นการค้าไปด้วย การตักบาตร การรับบิณฑบาตควรจะทําไปด้วยความกรุณาและบริสุทธิ์ใจ
ตักบาตรต้องถวายน้ำไหม
๓๙. เวลาตักบาตรต้องถวายน้ำดื่มหรือไม่
ถ้ารู้ว่าพระท่านขาดแคลนน้ำ จัดถวายไปด้วยก็ได้ โดยปกติไม่ขาดแคลนน้ำ ขาดแต่อาหาร ฉะนั้นถวายแต่อาหารก็น่าจะพอ ไม่ทําให้บาตรท่านรุงรังไปด้วยน้ำ ทําให้รับอาหารไม่ได้เต็มที่เพราะขวดน้ำไปขวางอยู่เต็มบาตร
รับบาตรจนล้น
๔๐. แต่เดิมท่านให้พระรับบิณฑบาตเฉพาะเต็มบาตร ปัจจุบันล้นบาตรไปอยู่ในถุงหิ้วใหญ่ พระจะอาบัติหรือไม่ ถ้าเราทําให้พระอาบัติ เราจะบาปหรือไม่
พูดยากว่าเป็นอาบัติหรือไม่เป็น ถ้าพูดถึงความควรหรือไม่ควรจะเหมาะสมกว่า การกระทําที่ไม่สมควร ท่านปรับอาบัติ ทุกกฎ ไว้หมด ถ้าพูดจาไม่สมควรท่านปรับอาบัติที่เรียกว่า ทุพภาสิต พระพุทธเจ้าตรัสว่า การสํารวมเป็นหน้าที่ของพระ การทําบุญเป็นหน้าที่ของผู้ต้องการบุญ แต่ถ้าทําจนถึงพระต้องลําบากก็ไม่ควรเหมือนกัน นอกจากนี้ควรคํานึงถึงความสูญเสียทางเศรษฐกิจโดยรวมด้วย ทั้งผู้รับบาตรและผู้ใส่บาตรจึงต้องสํารวมด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย ไม่ให้เกิดการสูญเสีย
Paang
03-08-2008, 08:31 AM
http://www.khonkaenview.com/H12/DSC_2242.JPG
ถวายเงินให้พระ
๔๑. ชาวพุทธนิยมทําบุญ เพื่อกุศลของตนเอง โดยการ ถวายเงินให้พระ คือดูเป็นรูปธรรมเห็นชัดกว่าการทําบุญด้วยการนั่งสมาธิ หรือศึกษาธรรมะ ฝึกฝนธรรมะด้วยใจ ซึ่งรู้สึกยากและไม่ค่อยเห็นผลเร็ว แต่การทําเช่นนี้ส่งผลให้พระมีปัจจัยมาก บางองค์มีเงินในบัญชีเป็นล้าน (ขณะที่ชาวบ้านผู้ถวายเองไม่ค่อยมีเงิน)
ถาม ก. พระมีเงินมาก ขัดกับพระพุทธเจ้า ให้เลิกสะสม ดังนั้น พระไม่อาบัติหรือ
ข. ชาวบ้านที่พากันถวายจนพระไม่สามารถสํารวมใจไหว ชาวบ้านบาปไหมคะ หรือตัดตอนกัน คนถวาย ได้บุญ ผู้รับต้องสํารวมเอง สํารวมไม่ได้ก็บาปไปเอง อย่างนั้นหรือเปล่าคะ
การรับเงินรับทองมีข้อห้ามในพระวินัย ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้รับ ในศีล ๑๐ ของสามเณรข้อที่ ๑๐ ก็ห้ามรับเงินและทอง เหมือนกัน แต่มาถึงบัดนี้ ความจําเป็นทางสังคม แม้ในสังคมสงฆ์เองทําให้พระจําต้องรับเงินและทอง ใช้จ่ายเงินทองด้วยตนเอง เช่น ในการเดินทาง เป็นต้น ในงานพิธีต่างๆ ชาวบ้านก็นิยมถวายเงินแก่พระเหมือนกัน ถือเป็นความสะดวกเพื่อให้ท่านไปใช้จ่ายในปัจจัย ๔ เป็นเรื่องน่าเห็นใจด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย บางแห่งก็ถวายเป็น ใบปวารณาบอกจํานวนเงินไว้ด้วย แล้วมอบไว้กับไวยาวัจกร (ลูกศิษย์หรือเจ้าหน้าที่) ไวยาวัจกรจะนํา ไปถวายพระ
โดยหลักการแล้ว พระสงฆ์ไม่ควรสะสมเงินไว้มากเป็นส่วนตัว เพราะเป็นอันตรายหลายอย่าง เช่น อันตรายแก่เพศพรหมจรรย์ เป็นการชักนําคนบางพวกที่ต้องการเงินจากพระ มาคบหาสมาคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือสตรีที่หวังการสงเคราะห์จากพระผู้มีเงิน อาจเป็นอันตรายแก่พรหมจรรย์ถึงปาราชิกก็ได้ นอกจากนี้ยังเป็นอันตรายจากโจรภัย ซึ่งมีข่าวให้รู้เห็นกันอยู่บ่อยๆ ถ้านําไปฝากธนาคาร เปิดบัญชีในนามของพระภิกษุ ถ้าจํานวนมากก็จะเป็นที่ติเตียนของชาวบ้านผู้รู้เห็นและมีเงินน้อยกว่าพระภิกษุ หาเช้าไม่พอกินค่ำ ยังจะต้องเจียดเงินบางส่วนมาทําบุญถวายพระอีก ตามที่ผู้ถามกล่าวแล้ว
การรู้จักประมาณ ปฏิบัติแต่พอเหมาะสมในเรื่องนี้ นับว่าเป็นสิ่งที่ดีไม่ตึงเกินไป และไม่หย่อนเกินไป ปฏิบัติไปตามสมควรแก่เหตุ (การณวสิกตา) เมื่อจวนจะปรินิพพาน พระพุทธเจ้าได้ตรัสกับพระอานนท์ว่า สิกขาบทเล็กน้อย ถ้าสงฆ์เห็นพร้อม กันจะถอนเสียบ้างก็ได้ คือมีพระพุทธานุญาตให้ทําได้ แต่พระอานนท์ไม่ได้ทูลถามว่าสิกขาบทเล็กน้อยนั้นเช่นอะไร เมื่อทําปฐมสังคายนามีพระมหากัสสปเป็นประธาน ได้ถามพระอานนท์ถึงเรื่องนี้ พระอานนท์ตอบว่าไม่ได้ทูลถามพระพุทธเจ้า พระอานนท์จึงถูกปรับอาบัติทุกกฎ และที่ประชุมตกลงกันว่า จะไม่ถอนสิกขาบทใดๆ พุทธศานาฝ่ายเถรวาทจึงคงยืนหยัดถือตามมติที่ประชุมสังคายนา ครั้งที่ ๑ นั้นตลอดมา แต่เรื่องเงินทองนี้ เมื่อภิกษุทั้งหลายพร้อมใจกันไม่ปฏิบัติตามสิกขาบทบัญญัติก็เป็นอันถอนไปโดยพฤตินัย
vBulletin® v3.7.4, ลิขสิทธิ์ ©2000-2009, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด