Kamen rider
02-26-2008, 02:22 PM
http://mybodhi.googlepages.com/hansheng_my_photo33-59.jpg
58. ทางที่ดีที่สุดควรบำเพ็ญนิกายใด ?
ข้างต้นได้กล่าวแล้วว่า ทุกฝ่ายทุกนิกายของพุทธศาสนาเกิดจากความแตกต่างของสภาพ
แวดล้อมและพื้นฐานที่แตกต่างกันของผู้ศึกษาพุทธ ดังนั้นถ้ากล่าวจากจุดยืนพื้นฐานของ
พุทธศาสนาแล้ว นิกายเป็นสิ่งที่เกินความจำเป็น ถ้าไปยึดติดกับอันหนึ่งโดยละเลยต่อส่วน
ทั้งหมด นั่นก็ไม่เพียงเป็นความเสียหายของผู้ศึกษาพุทะเองเท่านั้น ยังเป็นความเสียหาย
ของพุทธศาสนาอีกด้วย ก็เฉกเช่น คนหนิงปอของมณฑลเจ๋อเจียงชอบกินของเหม็น ๆ
คนหูหนานชอบกินของเผ็ด คนซานตงชอบกินของมีกลิ่นฉุน คนซานซีชอบกินของเปรี้ยว
ถ้าอย่างนั้นของอย่างใหนน่ากิน ของอย่างใหนไม่น่ากินเล่า
เนื้อหาของพุทธศาสนากว้างขวางไร้ขอบเขต ถึงไม่ใช่วิทยาศาสตร์แต่ไม่ขัดกับวิทยาศาสตร์
ถึงแม้ไม่ใช่ปรัชญา แต่อยู่เหนือปรัชญา ถึงแม้ไม่ใช่วรรณศาสตร์แต่มีวรรณศาสตร์อยู่จริง
ถึงแม้ไม่ใช่วิจิตรศาสตร์แต่ก้ได้สร้างวิจิตรศาสตร์ ถึงแม้ไม่ใช่ศาสนาแต่ก็ไม่ขาดคุณลักษณะ
ของศาสนา
ดังนั้น เราศึกษาบำเพ็ญพุทธธรรม ทางที่ดีก็คือเลือกส่วนที่สอดคล้องกับลักษณะพื้นฐาน
และความชื่นชอบของเราเอง เพื่อเป็นทางสะดวกในการเข้าสู่ประตูธรรม ในบรรดานิกาย
ทั้ง ๘ ของพุทธศาสนาฝ่ายมหายานของจีน นิกายเว่ยซึไกล้เคียงกับวิทยาศาสตร์ ซานลุ่น
ใกล้ปรัชญา หัวเหยียนกับเทียนไถใกล้วรรณศาสตร์ นิกายมี่กับจิ้งถู่ใกล้เคียงกับวิจิตรศาสตร์
นิกายฌานเป็นจุดศูนย์รวมของพุทธธรรม พระอาจารย์ไท่ซวีกล่าวว่า คุณลักษณะพิเศษ
ของพุทธศาสนาในประเทศจีนอยู่ที่ฌาน นิกายต่าง ๆ ล้วนสามารถไหลมาบรรจบกับจิตใจ
แห่งฌานได้ ส่วนนิกายลวี่นั้นเป็นพื้นฐานของพุทธศาสนาทั้งหมด ความสำคัญของมัน
ต่อพุทธศาสนาก็เฉกเช่นประมวลกฏหมายทั้ง 6 ของสาธารณจีน ดังนั้นกล่าวอย่างเข้มงวด
แล้วนิกายลวี่ไม่ควรแยกตัวออกมาเป็นนิกายอิสระ นิกายลวี่ควรจะเป็นของทุกนิกาย
ส่วนคุณภาพของศาสนานั้น แต่ละนิกายก็มีพร้อมอยู่แล้ว
พุทธศาสนาของจีนภายหลังปลายราชวงค์ถังเป็นต้นมา นิกายฌานรุ่งเรืองที่สุด ต่อจากนั้น
นิกายฌานกับจิ้งถู่หลอมรวมเป็นหนึ่ง ในระยะใกล้ ๆ นี้นิกายฌานได้ปรากฏอาจารย์จี้ฉาน
กับซวีหยุน นิกายจิ้งถู่ปรากฏอาจารย์ยิ่งกวง นิกายลวี่ปรากกอาจารย์หงอี เทียนไถมีที่เสียน
หัวเหยียนมีเว่เสีย เว่ยซึมีโอวหยางจิ่งอู่ แต่กล่าวโดยทั่วไปแล้ว นิกานฌานกับนิกายจิ้งถู่
มีผลสะเทือนในหมู่ประชาชนค่อนข้างมาก นิกายมี่แม้จะรุ่งเรือง แต่ก็สับสนมาก
ที่ควรแก่การกล่าวถึงที่สุดก็คือ พระอาจารย์ไท่ซวีกับสานุศิษย์ของท่านไม่ยึดติดกับนิกายใด
นิกายหนึ่งหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากแต่เริ่มจากจิตใจมูลฐานของพุทธธรรมโดยตรงไปพิจารณา
แต่ละนิกายและฝ่ายต่าง ๆ ทำลายเส้นแบ่งระหว่างสำนักให้กลับคืนสู่สถานะเดิม พระอาจารย์
ไท่ซวีใช้สามสายใหญ่ ๆ ไปสังคายนานิกายต่าง ๆ นั่นคือนิกายฝ่าเซี่ยงเว่ยซึ นิกายฝ่าซิ่งคงฮุ่ย
นิกายฝ่าเจี๋ยหยวนเจี๋ย ดังนั้นนอกจากนิกายเว่ยซึกับซานลุ่น 2 นิกายต่างก็เป็นสายหนึ่งแล้ว
นิกายนอกนั้นล้วนถูกผนวกเข้าไปในนิกายฝ่าเจี๋ยหยวนเจี๋ยทั้งสิ้น จนถึงสมัยพระธรรมาจารย์
ยิ่งซุ่นซึ่งเป็นศิษย์ของพระธรรมจารย์ไท่ซวีก็ได้จัดการเปลี่ยนแปลงสามสายใหญ่ในหมายาน
เรียกว่า ซิ่งคงเว่ย-หมิงลุ่น ซวีว่างเว่ยซึลุ่น เจินฉางเว่ยซินลุ่น พระอาจารย์ไท่ซวีถือเอานิกาย
ฝ่าเจี๋ยหยวนเจี๋ยสมบุรณ์ที่สุด ส่วนพระธรรมาจารย์ยิ่งซุ่นกลับถือเอาซิ่งคงเว่ยหมิงสมบูรณ์
ที่สุด ท่านแรกยกย่องบูชาศูรางคมสูตรซึ่งกล่าวถึงเหตุแห่งอวิชชาที่ทำให้เกิดภพชาติและวิธี
ที่จะหลุดพ้นจากอวิชชานั้น ท่านหลังยึดถือหลักคำสอนของอาคมหรือนิกาย 4 ยืนหยัดแนว
ความคิดปัญญาศูนย์ คนทั้งหลายกล่าวว่าท่านเป็น ฝ่ายนิกายซ่านลุ่น แต่ท่านปฏิเสธคำกล่าว
ข้างต้น เพราะนิกายซานลุ่นของจีนได้เจือปนด้วยความคิดของจีนแล้ว ไม่ใช่สีสันเดิมของศูนย์
นิกายของอินเดีย
จริง ๆ แล้ว ไม่ว่าท่านจะเรียกชื่อว่าอะไรหรือนำไปวางไว้ ณ ที่ไดก็ตาม ดอกกุหลาบก็ยังคงมี
กลิ่นหอมอย่างเดียวกัน การปรับปรุงแก้ไขของนักธรรมทั้งหลายทั้งในอดีตและปัจจุบัน ก็เพื่อทำ
ให้คนเรายิ่งเข้าใจเนื้อหารวมทั้งระบบและวิธีการในการศึกษาค้นคว้าพุทธธรรม ถ้าต้องการจะ
ศึกษาและบำเพ็ญธรรม ขอเพียงให้เข้าสู่หนทางนี้แล้ว " ธรรมทุกวิถีล้วนสามารถไปสู่แดน
นิพพานได้ " เพราะว่าพุทธธรรมมีแต่ความแตกต่างทางตื้นลึกแบนกลมเท่านั้น ไม่มีความแตก
ต่างทางดีและเลว ที่ตื้นนั้นเป็นพื้นฐานของลึก ลึกก็เป็นการพัฒนาอีกก้าวหนึ่งของตื้น
แบนเป็นส่วนหนึ่งของกลม กลมเป็นส่วนทั้งหมดของแบน แต่กล่าวจากการศึกษาค้นคว้าแล้ว
จะต้องแบ่งเส้นแบ่งสายให้แจ่มชัด ดังนั้นจึงมีการปรับปรุงแก้ไข
แต่ว่า ตราบเท่าในปัจจุบัน เราควรต้องสนใจนิกายทั้ง 8 ของฝ่ายมหายานในประเทศจีนได้หลอม
รวมเป็น 3 สายแล้ว สำนักของ 8 นิกายจึงไม่ควรดำรงอยู่อีกต่อไป กระทั่งเส้นแบ่งระหว่าง
หินยานกับมหายานก็ควรขจัดเสียให้สิ้น เพื่อพุทธศาสนาทั้งพุทธศาสนาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
อีกครั้งหนึ่ง หากยังมีใครปรารถนาได้เป็นเจ้าสำนักของนิกายใดนิกายหนึ่ง นั่นเป็นสิ่งที่ไม่มี
ความจำเป็นอีกแล้ว
ส่วนการแบ่งเป็นหินยานกับมหายาน ก็ไม่เป็นที่ต้อนรับของพุทธศาสนาองค์ล่างฝ่ายใต้ คนจีน
บอกว่าพวกเขาเป็นหินยานหรือยานเล็ก พวกเขาก็สามารถพูดว่ามหายานไม่ใช่พุทธศาสนา
สถานการณ์ที่ดูหมิ่นดูแคลนซึ่งกันและกันชนิดนี้ ใครบอกว่าเป็นสิ่งที่ชอบด้วยเหตุผล
แน่นอนกล่าวสำหรับคนที่เพิ่งเข้าสู่ร่มเงาหรือตระเตรียมจะเข้าสู่ร่มเงาพระพุทธศาสนานั้น
กรเลือกจุดเริ่มต้นก็เป็นสิ่งจำเป็น ภิกษุและภิกษุณีที่เพิ่งเข้าบวชใหม่ ๆ ควรศึกษาศีลวินัย
และพิธีการ แต่ก็ไม่จำเป็นเข้านิกายลวี่ ( วินัย ) ฆราวาสครองเรือนที่หันหน้าเข้าศึกษาพุทธ
ในบั้นปลายชีวิต ควรสวดมนต์ภาวนาด้วยจิตศรัทธา แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเข้านิกายจิ้งถู่ และ
ก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องสวดอมิตภพุทธเจ้าตะวันตกและพระเมตไตรยที่อยู่ตำหนักในสวรรค์
ชั้นดุสิตและพระมโหสถแห่งทิศบูรพา เป็นต้น ถ้าเข้าหาพุทธศาสนาด้วยท่าทีของความคิด
ทางวิชาการแล้ว ปัญญาศูนย์กับวิญญาณภว 2 สายใหญ่ก็เป็นคลังสมบัติที่มีค่าควรแก่การขุดค้น
กล่าวจากด้านวิถีดำเนินในการบำเพ็ญก็แบ่งได้เป็น 2 ชนิด ชนิดหนึ่งคือวิถีที่ปฏิบัติยาก
อีกชนิดหนึ่งคือวิถีปฏิบัติง่าย วิถียากหมายถึงเริ่มต้นจากการบังเกิดจิตโพธิสัตว์แล้วดำเนิน
วิถีแห่งโพธิสัตว์ทุกภพทุกชาติ เสียสละตนเองในทุกภพทุกชาติเพื่อเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อสัตว์
ทั้งหลาย นั่นคืออาศัยพลานุภาพของสัตยาธิษฐานมาธำรงไว้ซึ่งงานช่วยเหลือสัตว์โลกชาติ
แล้วชาติเล่า นี่คือวิถีดำเนินที่แสนจะลำบาก ถ้าพลานุภาพสัตยาธิษฐานไม่แรงกล้าพอ
มักจะบังเกิดจิตท้อถอยท่ามกลางอุปสรรคครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ว่าวิถีดำเนินของวิถีนี้ กลับไป
ได้เร็วกว่าวิถีง่าย จะสามารถบรรลุเป้าในการสำเร็จพุทธเร็วกว่า ผู้ที่บำเพ็ญวิถีปฏิบัติอย่างง่าย
หมายถึง อาศัยแดนบริสุทธิ์ที่เนรมิตโดยอำนาจบันดาลของพุทธะทั้งหลายไปบำเพ็ญปัญญากรรม
ของตนเอง ซึ่งก็คือไปเกิดในพุทธเกษตรในฐานะของปุถุชน แล้วบ่มเพาะปัญญากรรมในภาวะ
แวดล้อมของพุทธเกษตรจนถึงขั้น " ไม่ถอย " กระทั่งถึงขั้นอริยะ จากนั้นจึงลงสู่ภพปุถุชน
ดำเนินวิถีแห่งโพธิสัตว์ช่วยเหลือสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ ดังนั้นจึงเป็นวิถีดำเนินที่ค่อนข้าง
ปลอดภัยและมั่นคง แต่ก็เป็นวิถีดำเนินที่เชื่องช้าและลดเลี้ยวเคี้ยวคด
คนที่ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง หรือมีปณิธานไม่แน่วแน่พอทางที่ดีที่สุด บำเพ็ญวิถีปฏิบัติง่าย
คุณค่าและบทบาททางศสานาของวิถีปฏิบัติง่ายกล่าวได้ว่า มีส่วนคล้ายคลึงกับการแสวงหาการ
ไปเกิดในแดนสวรรค์ของศาสนาคริสต์ ถึงแม้เนื้อหาของทั้งสองจะนำมากล่าวเทียบเคียงกันไม่ได้
ก็ตาม แต่การเน้นพลานุภาพของ " ศรัทธา " นั้นไม่มีข้อแตกต่างกัน คริสตศาสนากล่าวถึงบทบาท
ของ " ศรัทธา ความหวังความรัก " ส่วนพุทธศาสนากล่าวถึง " ศรัทธา ปณิธาน ปฏิปทา "
ที่แตกต่างกันคือ พุทธศาสนาถือสัตว์ทั้งหลายเป็นตัวหลัก ส่วนคริสตศาสนาถือพระเจ้าเป็นตัวหลัก
จุดเริ่มต้นและจุดหมายปลายทางของคริสตศาสนาอยู่ที่เพื่ออำนาจเดชานุภาพของพระเจ้า ขึ้นต่อ
อำนาจเดชานุภาพของพระเจ้า พึ่งพาอำนาจเดชานุภาพของพระเจ้า ส่วนพุทธศาสนานั้นสอน
ให้อาศัยสัตยาธิษฐานของสัตว์ทั้งหลายเอง เป็นแรงดลใจให้พุทธะทั้งหลายนำพาเข้าสู่แดนเนรมิต
ของพุทธภูมิ อยู่ร่วมกับพุทธะ ดังนั้นนอกจากศรัทธาอย่างแรงกล้าแล้ว ยังต้องมีการประสาน
สอดคล้องกับพลังปณิธานของพุทธะด้วย ( ไม่ใช่ " ความรัก" อย่างที่คริสตศาสนากล่าวถึง)
จึงจะไปเกิดในพุทธภูมิได้ อานุภาพแห่งสัตยาธิษฐานของพุทธะทั้งหลายมี 2 ชนิด คือ " ร่วม "
กับ " ต่าง " สัตยาธิษฐานร่วมเป็นสิ่งที่พุทธะทั้งหลายมีอยู่ร่วมกัน นั่นก็คือ
" สรรพสัตว์ไร้เขตขันธ์ปฏิญาณว่าจะช่วยเหลือให้พ้นทุกข์
กิเลสไม่สิ้นสุดปฏิญาณว่าจะตัดขาด
วิถีธรรมสุดประมาณปฏิญาณว่าจะศึกษา
มรรคาพุทธะสุดเอื้อมปฏิญาณว่าจะบำเพ็ญให้สำเร็จ"
โดยทั่วไปเรียกว่า มหาสัตยาธิษฐาน 4 สัตยาธิษฐานต่างคือ พลังสัตยาธิษฐานของพุทธะ
ทั้งหลายที่ประสบความสำเร็จแตกต่างกันไป เป็นต้นว่า สัตยาธิษฐาน 48 ประการของพระ
อมิตภพุทธเจ้า มหาสัตยาธิษฐาน 12 ประการของพระมโหสถ เป็นต้น มีแต่เราได้ตั้ง
สัตยาธิษฐานร่วมของพุทธะทั้งหลาย และก็มีแต่ได้ประสานสอดคล้องกับสัตยาธิษฐานต่าง
ของพุทธะองค์ใดองค์หนึ่งเท่านั้น จึงจะมีความเป็นไปได้ที่จะไปเกิดในพุทธภูมิหรือพุทธเกษตร
ของพุทธะองค์ใดองค์หนึ่ง สำหรับข้อนี้ ผู้คนทั้งหลายในปัจจุบันที่สวดมนต์ภาวนาขอให้ได้
ไปเกิดในวิสุทธิภูมิของพุทธเกษตรนั้นไม่ค่อยได้สนใจเลย ขณะเดียวกัน ในขณะที่เราบำเพ็ญ
วิถีง่ายของวิสุทธิภูมินั้น จะต้องให้ความเลื่อมใสศรัทธาจากจิตใจส่วนลึกแสดงออกในคำพูด
และการกระทำในชีวิตประจำวัน สัตว์ทั้งหลายในวิสุทธิภูมินั้น บริสุทธิ์ทั้ง " กายกรรม
มโนกรรม วจีกรรม " ปุถุชนอย่างเราแม้จะไม่สามารถทำถึงขั้นบริสุทธิ์อย่างสมบูรณ์
แต่ก็ต้องพยายามทำกายใจให้บริสุทธิ์อย่างเต็มที่ หัวข้อของการทำให้บริสุทธิ์ก็คือ 5 กุศลกรรม 10
ถ้าในจิตใจส่วนลึกใฝ่ฝันวิสุทธิภูมิ แต่การปฏิบัติไม่พยายามให้บริสุทธิ์ดังนี้แล้ว ความหวัง
ที่จะได้ไปเกิดในพุทธภูมิก่อนสิ้นลมหายใจนั้นก็เป็นสิ่งที่น่าสงสัย
ธาตุแท้ของพุทธศาสนานั้นเชิดชูสติปัญญา แต่กล่าวจากจุดยืนทางศาสนาแล้ว ถ้าจะกล่าวว่า
สติปํญญาเป็นวิธีการในการเข้าสู่พุทธะ มิสู้กล่าวว่าสติปัญญาเป็นจุดมุ่งหมายในการปฏิบัติ
พุทธธรรมจะถูกต้องกว่า จริงอยู่มีคนที่เริ่มจากความรู้ซึ้งสู่ความศรัทธาและปฏิบัติ แต่ก็มี
คนไม่น้อยที่นับถือพุทธศึกษาพุทธโดยไม่มีความรู้ความเข้าใจ ( หลักคำสอน ) มาก่อนเลย
อาศัยแต่ศรัทธา ปณิธาน และปฏิปทา ก็สามารถบรรลุเป้าหมายที่ควรบรรลุ โดยตัวของ
ศรัทธา ปณิธาน และปฏิปทาเอง ไม่จำเป็นต้องมีการเกื้อหนุนของสติปัญญา ดังนั้นคนที่
ไม่มีความเข้าใจต่อหลักคำสอนและคนที่ไม่มีความสามารถจะเรียนรู้หลักคำสอน ก็ยังคง
ถือพุทธศึกษาพุทธได้ พวกเขาแม้จะไม่เข้าใจหลักคำสอน แต่ก็สามารถได้รับประโยชน์
แท้จริงจากการนับถือศาสนาเช่นเดียวกัน เป็นต้นว่า ผู้ปฏิบัติวิถีแห่งวิสุทธิภูมิ ถึงแม้จะมี
ทั้งผู้มีรากฐานสูง ปานกลาง และต่ำ ในจำนวนนี้แม้จะหาผู้มีความรู้ความเข้าใจไม่น้อย
แต่กล่าวโดยทั่วไป ผู้บำเพ็ญวิถีวิสุทธิภูมิส่วนใหญ่จะเป็นประเภทที่ไม่รู้หลักคำสอนส่วนใหญ่
หริออย่างนิกายฌานของจีน มีความเห็นว่า " ไม่ต้องใช้ตัวหนังสือ " พวกเขาไม่ต้องการ
มีความรู้อย่างยุ่งยากซับซ้อน เพราะว่าพวกเขาจะสามารถเล็งเห็นแสงสว่างแห่งสติปํญญา
จากการปฏิบัติอย่างสัตยืซื่อเชื่อมั่น และนั่นคือสิ่งที่เรียกว่ารู้แจ้งเห็นจริง และด้วยเหตุนี้
นิกายฌานจึงเหมาะกับรสนิยมของคนจีนที่ " รู้อย่างงู ๆ ปลา ๆ " แต่ได้รับประโยชน์อย่าง
แท้จริง นี่มิใช่การหลงเชื่องมงายอย่างน่าหัวเราะ ดังนั้น ในคติพจน์ของพระเถระชั้นสูง
ของนิกายฌาน ไม่มีตัวหนังสือใดที่ไม่ใช่ผลึกแห่งภูมิปัญญา
ดังนั้น นิกายฌานและนิกายจิ้งถู่ จึงได้รับความนิยมชมชอบจากคนจีนนับร้อยนับพันปี
มาแล้ว เพราะว่ามันไม่จำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจอันลึกซึ้งมาเป็นเงื่อนบังคับก่อน
แต่ก็มีข้อเสียตรงที่ ก่อให้เกิดจุดอ่อนข้อบกพร่องขึ้นมากมาย ทำให้ผู้ศึกษาที่มีพื้นฐานต่ำ
กรรมกีดขวางหนักบางส่วน ตกอยู่ในความลุ่มหลงงมงาย บำเพ็ญอย่างลับหูหลับตา
ก็ยังไม่รู้สึกตัวว่ากำลังเดินหลงทาง
คัดจาก ปุจฉา-วิสัชนา พุทะศาสนาเป็นสัมมาทิฏฐิ พระธรรมาจารย์เซิ่งเหยียนเขียน
สำนักพิมพ์ สุขภาพใจ
58. ทางที่ดีที่สุดควรบำเพ็ญนิกายใด ?
ข้างต้นได้กล่าวแล้วว่า ทุกฝ่ายทุกนิกายของพุทธศาสนาเกิดจากความแตกต่างของสภาพ
แวดล้อมและพื้นฐานที่แตกต่างกันของผู้ศึกษาพุทธ ดังนั้นถ้ากล่าวจากจุดยืนพื้นฐานของ
พุทธศาสนาแล้ว นิกายเป็นสิ่งที่เกินความจำเป็น ถ้าไปยึดติดกับอันหนึ่งโดยละเลยต่อส่วน
ทั้งหมด นั่นก็ไม่เพียงเป็นความเสียหายของผู้ศึกษาพุทะเองเท่านั้น ยังเป็นความเสียหาย
ของพุทธศาสนาอีกด้วย ก็เฉกเช่น คนหนิงปอของมณฑลเจ๋อเจียงชอบกินของเหม็น ๆ
คนหูหนานชอบกินของเผ็ด คนซานตงชอบกินของมีกลิ่นฉุน คนซานซีชอบกินของเปรี้ยว
ถ้าอย่างนั้นของอย่างใหนน่ากิน ของอย่างใหนไม่น่ากินเล่า
เนื้อหาของพุทธศาสนากว้างขวางไร้ขอบเขต ถึงไม่ใช่วิทยาศาสตร์แต่ไม่ขัดกับวิทยาศาสตร์
ถึงแม้ไม่ใช่ปรัชญา แต่อยู่เหนือปรัชญา ถึงแม้ไม่ใช่วรรณศาสตร์แต่มีวรรณศาสตร์อยู่จริง
ถึงแม้ไม่ใช่วิจิตรศาสตร์แต่ก้ได้สร้างวิจิตรศาสตร์ ถึงแม้ไม่ใช่ศาสนาแต่ก็ไม่ขาดคุณลักษณะ
ของศาสนา
ดังนั้น เราศึกษาบำเพ็ญพุทธธรรม ทางที่ดีก็คือเลือกส่วนที่สอดคล้องกับลักษณะพื้นฐาน
และความชื่นชอบของเราเอง เพื่อเป็นทางสะดวกในการเข้าสู่ประตูธรรม ในบรรดานิกาย
ทั้ง ๘ ของพุทธศาสนาฝ่ายมหายานของจีน นิกายเว่ยซึไกล้เคียงกับวิทยาศาสตร์ ซานลุ่น
ใกล้ปรัชญา หัวเหยียนกับเทียนไถใกล้วรรณศาสตร์ นิกายมี่กับจิ้งถู่ใกล้เคียงกับวิจิตรศาสตร์
นิกายฌานเป็นจุดศูนย์รวมของพุทธธรรม พระอาจารย์ไท่ซวีกล่าวว่า คุณลักษณะพิเศษ
ของพุทธศาสนาในประเทศจีนอยู่ที่ฌาน นิกายต่าง ๆ ล้วนสามารถไหลมาบรรจบกับจิตใจ
แห่งฌานได้ ส่วนนิกายลวี่นั้นเป็นพื้นฐานของพุทธศาสนาทั้งหมด ความสำคัญของมัน
ต่อพุทธศาสนาก็เฉกเช่นประมวลกฏหมายทั้ง 6 ของสาธารณจีน ดังนั้นกล่าวอย่างเข้มงวด
แล้วนิกายลวี่ไม่ควรแยกตัวออกมาเป็นนิกายอิสระ นิกายลวี่ควรจะเป็นของทุกนิกาย
ส่วนคุณภาพของศาสนานั้น แต่ละนิกายก็มีพร้อมอยู่แล้ว
พุทธศาสนาของจีนภายหลังปลายราชวงค์ถังเป็นต้นมา นิกายฌานรุ่งเรืองที่สุด ต่อจากนั้น
นิกายฌานกับจิ้งถู่หลอมรวมเป็นหนึ่ง ในระยะใกล้ ๆ นี้นิกายฌานได้ปรากฏอาจารย์จี้ฉาน
กับซวีหยุน นิกายจิ้งถู่ปรากฏอาจารย์ยิ่งกวง นิกายลวี่ปรากกอาจารย์หงอี เทียนไถมีที่เสียน
หัวเหยียนมีเว่เสีย เว่ยซึมีโอวหยางจิ่งอู่ แต่กล่าวโดยทั่วไปแล้ว นิกานฌานกับนิกายจิ้งถู่
มีผลสะเทือนในหมู่ประชาชนค่อนข้างมาก นิกายมี่แม้จะรุ่งเรือง แต่ก็สับสนมาก
ที่ควรแก่การกล่าวถึงที่สุดก็คือ พระอาจารย์ไท่ซวีกับสานุศิษย์ของท่านไม่ยึดติดกับนิกายใด
นิกายหนึ่งหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากแต่เริ่มจากจิตใจมูลฐานของพุทธธรรมโดยตรงไปพิจารณา
แต่ละนิกายและฝ่ายต่าง ๆ ทำลายเส้นแบ่งระหว่างสำนักให้กลับคืนสู่สถานะเดิม พระอาจารย์
ไท่ซวีใช้สามสายใหญ่ ๆ ไปสังคายนานิกายต่าง ๆ นั่นคือนิกายฝ่าเซี่ยงเว่ยซึ นิกายฝ่าซิ่งคงฮุ่ย
นิกายฝ่าเจี๋ยหยวนเจี๋ย ดังนั้นนอกจากนิกายเว่ยซึกับซานลุ่น 2 นิกายต่างก็เป็นสายหนึ่งแล้ว
นิกายนอกนั้นล้วนถูกผนวกเข้าไปในนิกายฝ่าเจี๋ยหยวนเจี๋ยทั้งสิ้น จนถึงสมัยพระธรรมาจารย์
ยิ่งซุ่นซึ่งเป็นศิษย์ของพระธรรมจารย์ไท่ซวีก็ได้จัดการเปลี่ยนแปลงสามสายใหญ่ในหมายาน
เรียกว่า ซิ่งคงเว่ย-หมิงลุ่น ซวีว่างเว่ยซึลุ่น เจินฉางเว่ยซินลุ่น พระอาจารย์ไท่ซวีถือเอานิกาย
ฝ่าเจี๋ยหยวนเจี๋ยสมบุรณ์ที่สุด ส่วนพระธรรมาจารย์ยิ่งซุ่นกลับถือเอาซิ่งคงเว่ยหมิงสมบูรณ์
ที่สุด ท่านแรกยกย่องบูชาศูรางคมสูตรซึ่งกล่าวถึงเหตุแห่งอวิชชาที่ทำให้เกิดภพชาติและวิธี
ที่จะหลุดพ้นจากอวิชชานั้น ท่านหลังยึดถือหลักคำสอนของอาคมหรือนิกาย 4 ยืนหยัดแนว
ความคิดปัญญาศูนย์ คนทั้งหลายกล่าวว่าท่านเป็น ฝ่ายนิกายซ่านลุ่น แต่ท่านปฏิเสธคำกล่าว
ข้างต้น เพราะนิกายซานลุ่นของจีนได้เจือปนด้วยความคิดของจีนแล้ว ไม่ใช่สีสันเดิมของศูนย์
นิกายของอินเดีย
จริง ๆ แล้ว ไม่ว่าท่านจะเรียกชื่อว่าอะไรหรือนำไปวางไว้ ณ ที่ไดก็ตาม ดอกกุหลาบก็ยังคงมี
กลิ่นหอมอย่างเดียวกัน การปรับปรุงแก้ไขของนักธรรมทั้งหลายทั้งในอดีตและปัจจุบัน ก็เพื่อทำ
ให้คนเรายิ่งเข้าใจเนื้อหารวมทั้งระบบและวิธีการในการศึกษาค้นคว้าพุทธธรรม ถ้าต้องการจะ
ศึกษาและบำเพ็ญธรรม ขอเพียงให้เข้าสู่หนทางนี้แล้ว " ธรรมทุกวิถีล้วนสามารถไปสู่แดน
นิพพานได้ " เพราะว่าพุทธธรรมมีแต่ความแตกต่างทางตื้นลึกแบนกลมเท่านั้น ไม่มีความแตก
ต่างทางดีและเลว ที่ตื้นนั้นเป็นพื้นฐานของลึก ลึกก็เป็นการพัฒนาอีกก้าวหนึ่งของตื้น
แบนเป็นส่วนหนึ่งของกลม กลมเป็นส่วนทั้งหมดของแบน แต่กล่าวจากการศึกษาค้นคว้าแล้ว
จะต้องแบ่งเส้นแบ่งสายให้แจ่มชัด ดังนั้นจึงมีการปรับปรุงแก้ไข
แต่ว่า ตราบเท่าในปัจจุบัน เราควรต้องสนใจนิกายทั้ง 8 ของฝ่ายมหายานในประเทศจีนได้หลอม
รวมเป็น 3 สายแล้ว สำนักของ 8 นิกายจึงไม่ควรดำรงอยู่อีกต่อไป กระทั่งเส้นแบ่งระหว่าง
หินยานกับมหายานก็ควรขจัดเสียให้สิ้น เพื่อพุทธศาสนาทั้งพุทธศาสนาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
อีกครั้งหนึ่ง หากยังมีใครปรารถนาได้เป็นเจ้าสำนักของนิกายใดนิกายหนึ่ง นั่นเป็นสิ่งที่ไม่มี
ความจำเป็นอีกแล้ว
ส่วนการแบ่งเป็นหินยานกับมหายาน ก็ไม่เป็นที่ต้อนรับของพุทธศาสนาองค์ล่างฝ่ายใต้ คนจีน
บอกว่าพวกเขาเป็นหินยานหรือยานเล็ก พวกเขาก็สามารถพูดว่ามหายานไม่ใช่พุทธศาสนา
สถานการณ์ที่ดูหมิ่นดูแคลนซึ่งกันและกันชนิดนี้ ใครบอกว่าเป็นสิ่งที่ชอบด้วยเหตุผล
แน่นอนกล่าวสำหรับคนที่เพิ่งเข้าสู่ร่มเงาหรือตระเตรียมจะเข้าสู่ร่มเงาพระพุทธศาสนานั้น
กรเลือกจุดเริ่มต้นก็เป็นสิ่งจำเป็น ภิกษุและภิกษุณีที่เพิ่งเข้าบวชใหม่ ๆ ควรศึกษาศีลวินัย
และพิธีการ แต่ก็ไม่จำเป็นเข้านิกายลวี่ ( วินัย ) ฆราวาสครองเรือนที่หันหน้าเข้าศึกษาพุทธ
ในบั้นปลายชีวิต ควรสวดมนต์ภาวนาด้วยจิตศรัทธา แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเข้านิกายจิ้งถู่ และ
ก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องสวดอมิตภพุทธเจ้าตะวันตกและพระเมตไตรยที่อยู่ตำหนักในสวรรค์
ชั้นดุสิตและพระมโหสถแห่งทิศบูรพา เป็นต้น ถ้าเข้าหาพุทธศาสนาด้วยท่าทีของความคิด
ทางวิชาการแล้ว ปัญญาศูนย์กับวิญญาณภว 2 สายใหญ่ก็เป็นคลังสมบัติที่มีค่าควรแก่การขุดค้น
กล่าวจากด้านวิถีดำเนินในการบำเพ็ญก็แบ่งได้เป็น 2 ชนิด ชนิดหนึ่งคือวิถีที่ปฏิบัติยาก
อีกชนิดหนึ่งคือวิถีปฏิบัติง่าย วิถียากหมายถึงเริ่มต้นจากการบังเกิดจิตโพธิสัตว์แล้วดำเนิน
วิถีแห่งโพธิสัตว์ทุกภพทุกชาติ เสียสละตนเองในทุกภพทุกชาติเพื่อเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อสัตว์
ทั้งหลาย นั่นคืออาศัยพลานุภาพของสัตยาธิษฐานมาธำรงไว้ซึ่งงานช่วยเหลือสัตว์โลกชาติ
แล้วชาติเล่า นี่คือวิถีดำเนินที่แสนจะลำบาก ถ้าพลานุภาพสัตยาธิษฐานไม่แรงกล้าพอ
มักจะบังเกิดจิตท้อถอยท่ามกลางอุปสรรคครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ว่าวิถีดำเนินของวิถีนี้ กลับไป
ได้เร็วกว่าวิถีง่าย จะสามารถบรรลุเป้าในการสำเร็จพุทธเร็วกว่า ผู้ที่บำเพ็ญวิถีปฏิบัติอย่างง่าย
หมายถึง อาศัยแดนบริสุทธิ์ที่เนรมิตโดยอำนาจบันดาลของพุทธะทั้งหลายไปบำเพ็ญปัญญากรรม
ของตนเอง ซึ่งก็คือไปเกิดในพุทธเกษตรในฐานะของปุถุชน แล้วบ่มเพาะปัญญากรรมในภาวะ
แวดล้อมของพุทธเกษตรจนถึงขั้น " ไม่ถอย " กระทั่งถึงขั้นอริยะ จากนั้นจึงลงสู่ภพปุถุชน
ดำเนินวิถีแห่งโพธิสัตว์ช่วยเหลือสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ ดังนั้นจึงเป็นวิถีดำเนินที่ค่อนข้าง
ปลอดภัยและมั่นคง แต่ก็เป็นวิถีดำเนินที่เชื่องช้าและลดเลี้ยวเคี้ยวคด
คนที่ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง หรือมีปณิธานไม่แน่วแน่พอทางที่ดีที่สุด บำเพ็ญวิถีปฏิบัติง่าย
คุณค่าและบทบาททางศสานาของวิถีปฏิบัติง่ายกล่าวได้ว่า มีส่วนคล้ายคลึงกับการแสวงหาการ
ไปเกิดในแดนสวรรค์ของศาสนาคริสต์ ถึงแม้เนื้อหาของทั้งสองจะนำมากล่าวเทียบเคียงกันไม่ได้
ก็ตาม แต่การเน้นพลานุภาพของ " ศรัทธา " นั้นไม่มีข้อแตกต่างกัน คริสตศาสนากล่าวถึงบทบาท
ของ " ศรัทธา ความหวังความรัก " ส่วนพุทธศาสนากล่าวถึง " ศรัทธา ปณิธาน ปฏิปทา "
ที่แตกต่างกันคือ พุทธศาสนาถือสัตว์ทั้งหลายเป็นตัวหลัก ส่วนคริสตศาสนาถือพระเจ้าเป็นตัวหลัก
จุดเริ่มต้นและจุดหมายปลายทางของคริสตศาสนาอยู่ที่เพื่ออำนาจเดชานุภาพของพระเจ้า ขึ้นต่อ
อำนาจเดชานุภาพของพระเจ้า พึ่งพาอำนาจเดชานุภาพของพระเจ้า ส่วนพุทธศาสนานั้นสอน
ให้อาศัยสัตยาธิษฐานของสัตว์ทั้งหลายเอง เป็นแรงดลใจให้พุทธะทั้งหลายนำพาเข้าสู่แดนเนรมิต
ของพุทธภูมิ อยู่ร่วมกับพุทธะ ดังนั้นนอกจากศรัทธาอย่างแรงกล้าแล้ว ยังต้องมีการประสาน
สอดคล้องกับพลังปณิธานของพุทธะด้วย ( ไม่ใช่ " ความรัก" อย่างที่คริสตศาสนากล่าวถึง)
จึงจะไปเกิดในพุทธภูมิได้ อานุภาพแห่งสัตยาธิษฐานของพุทธะทั้งหลายมี 2 ชนิด คือ " ร่วม "
กับ " ต่าง " สัตยาธิษฐานร่วมเป็นสิ่งที่พุทธะทั้งหลายมีอยู่ร่วมกัน นั่นก็คือ
" สรรพสัตว์ไร้เขตขันธ์ปฏิญาณว่าจะช่วยเหลือให้พ้นทุกข์
กิเลสไม่สิ้นสุดปฏิญาณว่าจะตัดขาด
วิถีธรรมสุดประมาณปฏิญาณว่าจะศึกษา
มรรคาพุทธะสุดเอื้อมปฏิญาณว่าจะบำเพ็ญให้สำเร็จ"
โดยทั่วไปเรียกว่า มหาสัตยาธิษฐาน 4 สัตยาธิษฐานต่างคือ พลังสัตยาธิษฐานของพุทธะ
ทั้งหลายที่ประสบความสำเร็จแตกต่างกันไป เป็นต้นว่า สัตยาธิษฐาน 48 ประการของพระ
อมิตภพุทธเจ้า มหาสัตยาธิษฐาน 12 ประการของพระมโหสถ เป็นต้น มีแต่เราได้ตั้ง
สัตยาธิษฐานร่วมของพุทธะทั้งหลาย และก็มีแต่ได้ประสานสอดคล้องกับสัตยาธิษฐานต่าง
ของพุทธะองค์ใดองค์หนึ่งเท่านั้น จึงจะมีความเป็นไปได้ที่จะไปเกิดในพุทธภูมิหรือพุทธเกษตร
ของพุทธะองค์ใดองค์หนึ่ง สำหรับข้อนี้ ผู้คนทั้งหลายในปัจจุบันที่สวดมนต์ภาวนาขอให้ได้
ไปเกิดในวิสุทธิภูมิของพุทธเกษตรนั้นไม่ค่อยได้สนใจเลย ขณะเดียวกัน ในขณะที่เราบำเพ็ญ
วิถีง่ายของวิสุทธิภูมินั้น จะต้องให้ความเลื่อมใสศรัทธาจากจิตใจส่วนลึกแสดงออกในคำพูด
และการกระทำในชีวิตประจำวัน สัตว์ทั้งหลายในวิสุทธิภูมินั้น บริสุทธิ์ทั้ง " กายกรรม
มโนกรรม วจีกรรม " ปุถุชนอย่างเราแม้จะไม่สามารถทำถึงขั้นบริสุทธิ์อย่างสมบูรณ์
แต่ก็ต้องพยายามทำกายใจให้บริสุทธิ์อย่างเต็มที่ หัวข้อของการทำให้บริสุทธิ์ก็คือ 5 กุศลกรรม 10
ถ้าในจิตใจส่วนลึกใฝ่ฝันวิสุทธิภูมิ แต่การปฏิบัติไม่พยายามให้บริสุทธิ์ดังนี้แล้ว ความหวัง
ที่จะได้ไปเกิดในพุทธภูมิก่อนสิ้นลมหายใจนั้นก็เป็นสิ่งที่น่าสงสัย
ธาตุแท้ของพุทธศาสนานั้นเชิดชูสติปัญญา แต่กล่าวจากจุดยืนทางศาสนาแล้ว ถ้าจะกล่าวว่า
สติปํญญาเป็นวิธีการในการเข้าสู่พุทธะ มิสู้กล่าวว่าสติปัญญาเป็นจุดมุ่งหมายในการปฏิบัติ
พุทธธรรมจะถูกต้องกว่า จริงอยู่มีคนที่เริ่มจากความรู้ซึ้งสู่ความศรัทธาและปฏิบัติ แต่ก็มี
คนไม่น้อยที่นับถือพุทธศึกษาพุทธโดยไม่มีความรู้ความเข้าใจ ( หลักคำสอน ) มาก่อนเลย
อาศัยแต่ศรัทธา ปณิธาน และปฏิปทา ก็สามารถบรรลุเป้าหมายที่ควรบรรลุ โดยตัวของ
ศรัทธา ปณิธาน และปฏิปทาเอง ไม่จำเป็นต้องมีการเกื้อหนุนของสติปัญญา ดังนั้นคนที่
ไม่มีความเข้าใจต่อหลักคำสอนและคนที่ไม่มีความสามารถจะเรียนรู้หลักคำสอน ก็ยังคง
ถือพุทธศึกษาพุทธได้ พวกเขาแม้จะไม่เข้าใจหลักคำสอน แต่ก็สามารถได้รับประโยชน์
แท้จริงจากการนับถือศาสนาเช่นเดียวกัน เป็นต้นว่า ผู้ปฏิบัติวิถีแห่งวิสุทธิภูมิ ถึงแม้จะมี
ทั้งผู้มีรากฐานสูง ปานกลาง และต่ำ ในจำนวนนี้แม้จะหาผู้มีความรู้ความเข้าใจไม่น้อย
แต่กล่าวโดยทั่วไป ผู้บำเพ็ญวิถีวิสุทธิภูมิส่วนใหญ่จะเป็นประเภทที่ไม่รู้หลักคำสอนส่วนใหญ่
หริออย่างนิกายฌานของจีน มีความเห็นว่า " ไม่ต้องใช้ตัวหนังสือ " พวกเขาไม่ต้องการ
มีความรู้อย่างยุ่งยากซับซ้อน เพราะว่าพวกเขาจะสามารถเล็งเห็นแสงสว่างแห่งสติปํญญา
จากการปฏิบัติอย่างสัตยืซื่อเชื่อมั่น และนั่นคือสิ่งที่เรียกว่ารู้แจ้งเห็นจริง และด้วยเหตุนี้
นิกายฌานจึงเหมาะกับรสนิยมของคนจีนที่ " รู้อย่างงู ๆ ปลา ๆ " แต่ได้รับประโยชน์อย่าง
แท้จริง นี่มิใช่การหลงเชื่องมงายอย่างน่าหัวเราะ ดังนั้น ในคติพจน์ของพระเถระชั้นสูง
ของนิกายฌาน ไม่มีตัวหนังสือใดที่ไม่ใช่ผลึกแห่งภูมิปัญญา
ดังนั้น นิกายฌานและนิกายจิ้งถู่ จึงได้รับความนิยมชมชอบจากคนจีนนับร้อยนับพันปี
มาแล้ว เพราะว่ามันไม่จำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจอันลึกซึ้งมาเป็นเงื่อนบังคับก่อน
แต่ก็มีข้อเสียตรงที่ ก่อให้เกิดจุดอ่อนข้อบกพร่องขึ้นมากมาย ทำให้ผู้ศึกษาที่มีพื้นฐานต่ำ
กรรมกีดขวางหนักบางส่วน ตกอยู่ในความลุ่มหลงงมงาย บำเพ็ญอย่างลับหูหลับตา
ก็ยังไม่รู้สึกตัวว่ากำลังเดินหลงทาง
คัดจาก ปุจฉา-วิสัชนา พุทะศาสนาเป็นสัมมาทิฏฐิ พระธรรมาจารย์เซิ่งเหยียนเขียน
สำนักพิมพ์ สุขภาพใจ