Mike
11-16-2005, 12:09 PM
<table border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"> <tbody><tr><td class="body" align="left" valign="baseline">โดย ผู้จัดการออนไลน์</td> <td class="date" align="left" valign="baseline">31 ตุลาคม 2548 09:19 น.</td> </tr> </tbody> </table> <table border="0" cellpadding="4" cellspacing="0" width="100%"> <tbody><tr> <td align="center" valign="middle">http://manager.co.th/images/blank.gif</td> </tr> </tbody> </table> เมื่อกล่าวถึงพระโพธิสัตว์ ความหมายของพระโพธิสัตว์นั้น หากแปลตามตัวจะแปลว่า ‘ผู้ข้องอยู่ในโพธิ’(ความรู้) และผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนาลัทธิเถรวาท ก็คง จะนึกถึงพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งที่พระองค์ยังไม่ตรัสรู้ อีกทั้งยังเสวยพระชาติในชาดกต่างๆเพื่อบำเพ็ญเพียรบารมี แล้วมาเสวยพระชาติเป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในอีกด้านของพระพุทธศาส นาลัทธิมหายาน พระโพธิสัตว์มีความหมายที่ต่างออกไป โดยแบ่งพระโพธิสัตว์ออกเป็น 2 ประเภทคือ
1.มนุษยโพธิสัตว์ คือผู้ที่มีจิตใจดีงาม มีเมตตาและ กรุณาอย่างสูง โดยมีความเสียสละ และไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากไปกว่าประโยชน์ส่วนรวม
2.พระธยานิโพธิสัตว์ คือ ผู้ที่บำเพ็ญบารมีขั้นสูงจน บรรลุแต่ยังไม่เข้าสู่พระนิพพาน เพื่ออยู่รอช่วยเหลือเหล่าสรรพสัตว์ ให้ข้ามพ้นวัฏสงสารด้วยกัน ซึ่งถือว่ามีสภาวะที่สูงกว่ามนุษยโพธิสัตว์
จะขอกล่าวถึงพระธยานิพุทธสักเล็กน้อยว่า ในประเทศอินเดียนั้นได้ปรากฏลัทธิที่ให้กำเนิดพระชินะ หรือที่เรียกว่า ‘พระธยานิพุทธ’ ห้าพระองค์ ได้แก่ 1. พระอักโษภยะ 2. พระไวโรจนะ 3. พระรัตนสัมภาวะ 4. พระอมิตาภะ5. พระอโมฆสิทธิ
และพระโพธิสัตว์องค์สำคัญพระองค์หนึ่ง คือ ‘พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร’ ซึ่งมีอีกชื่อหนึ่งคือ ‘พระโพธิสัตว์ ปัทมปาณี’ ซึ่งมีความเชื่อกันว่าเป็นพระโพธิสัตว์ที่ทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองสรรพสัตว์ในกัปปัจจุบัน (กัปปัจจุบันเป็น กัปที่ 4 เรียกว่าภัทรกัป ซึ่งมี‘พระธยานิพุทธ อมิตภะ’ เป็นธยานิพุทธประจำ มีทายาทคือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรซึ่งคอยดูแลสัตว์โลกในกัปปัจจุบัน) โดยพระองค์เป็นบริวารองค์สำคัญองค์หนึ่งขององค์อมิตาภพุทธเจ้า ซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าประจำทิศตะวันตก ซึ่งความหมายของ ‘อมิตาภะ’คือผู้ที่มีแสงสว่างอย่างไม่มีกำหนด และองค์ ‘พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร’ คือความหมายของ ‘ผู้ที่มีความเมตตามหา กรุณาอย่างยิ่งยวด’ ซึ่งแปลตามรูปศัพท์ (อว+โล+อิศวร)ว่า ‘ผู้มองลงเบื้องล่างด้วยความเมตตากรุณาอันยิ่งใหญ่’ เพื่อหาทางช่วยเหลือสัตว์โลกทั้งหลายให้พ้นจากความทุกข์ยาก หรือแปลว่า ‘ผู้เป็นใหญ่ที่มองเห็น’ พระองค์ทรงปรากฏกายอยู่ทุกหนทุกแห่ง และด้วยเหตุนี้จึงได้รับการสรร เสริ ญเมื่อมีผู้ต้องการความช่วยเหลือหรือตกอยู่ในอันตราย
พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรมีสองกร สี่กร หรืออาจจะมากกว่านั้น ซึ่งขึ้นอยู่กับการแสดงปางต่างๆของพระองค์ พระหัตถ์ถื อดอกบัว (จึงมีชื่อว่าพระโพธิสัตว์ปัทมปาณี) คัมภีร์ หม้อน้ำ และลูกประคำ พร้อมทั้งเกล้าผมมวยอย่างนักบวชและมีพระพุทธ เจ้าอมิตาภะในปางสมาธิ อยู่ที่มวยผมนั้น
นอกจาการสร้างพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ทั้งที่เป็นแบบพระองค์เดียว และแบบที่ปรากฏร่วมกับพระพุทธรูป นาคปรก และนางปรัชญาปารมิตา ในพระพุทธศาสนาฝ่ายรัตนตรัยมหายาน(นิกายหนึ่งของมหายาน)ที่เป็นประติมากรรมแล้ว ยังเชื่อกันว่าได้แสดงออกในงานสถาปัตยกรรมด้วยเช่นกัน อาทิ พระปรางค์สามยอด จังหวัดลพบุรี (เข้าใจว่าที่เรียก ปรางค์ คงเกิดจากความคุ้นเคยในการเรียกเจดีย์ทรงปรางค์ ที่พัฒนามาจากรูปแบบของปรา สาทขอม) ซึ่ง ปราสาทสามหลังของพระปรางค์สามยอดนั้น ปราสาทหลังกลางสันนิษฐานว่าเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปนาคปรก ปราสาทหลังใต้ประดิษฐานรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรและปราสาทหลังเหนือประดิษฐานรูปพระนางปรัชญาปารมิตาซึ่งตำแหน่งการจัดวางในลักษณะนี้ยังปรากฏในพระพิมพ์เช่นเดียวกันโดยมากพบในกรุพระปรางค์ วัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ในการสังเกตองค์ประกอบต่างๆของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร เป็นสิ่งที่ดีในการหาคำตอบว่าประติมากรรมที่อาจมีผู้ตีความให้มีความแตกต่างออกไป อย่างพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรศิลปะศรีวิชัย(ปัจจุบันจัดแสดงภายใน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร) ซึ่งจัดว่ามีความงามที่สุด และเนื่องจากองค์ประกอบที่ไม่สมบูรณ์นัก ทำให้ต้องใช้ข้อมูลต่างๆประกอบ เพื่อความเข้าใจและตีความได้ว่าเป็นประติมากรรมรูปบุคคลที่หมายถึงผู้ใด ในเรื่องนี้แม้ว่าจะไม่มีองค์ประกอบในเรื่องของวัตถุในพระหัตถ์ และไม่พบพระอมิตาภะประดิษฐานเหนือมุ่นมวยผมก็ตาม การพิจารณาที่เครื่องทรงพบว่า ทรงเครื่องแบบนักบวชห่มหนังกวาง โดยมีรูปหัวกวางเป็นสัญลักษณ์ ซึ่งปรากฏเครื่อง ทรงเช่นนี้ในรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรองค์อื่นๆเช่นกัน
นอกจากนี้ยังมีพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเปล่งรัศมี 8 กรพบที่ปราสาทเมืองสิงห์ จ.กาญจนบุรี มีหนึ่งเศียร ท่อนของพระวรกายมีแถวพระพุทธรูปนั่งสมาธิสลักเรียงแถวกันโดยไม่มีที่เหลือว่างเลย ตรงกลางพระอุระและตรงบั้นพระองค์ ปรากฏรูปบุคคลขนาดใหญ่ เข้าใจว่าอาจจะเป็นพระวัชรสัตว์ หรือนางปรัชญาปารมิตา (ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครเช่นกัน) เป็นรูปแบบที่ได้รับอิทธิพลศิลปะขอมแบบบายน ซึ่งในศิลปะขอมแบบบายน นั้นพบว่านิยมสร้างรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเช่นกัน
จากรูปแบบของศิลปกรรมที่มีการสลักรูปพระพุทธรูป องค์เล็กเต็มพระวรกายนี้ เป็นการสร้างตามพระคัมภีร์ที่ ว่าทุกขุมพระโล มาของพระองค์คือหนึ่งจักรวาล ซึ่งในหนึ่ง จักร วาลมีพระพุทธเจ้าประดิษฐานอยู่ นับว่าเป็นความปราดเปรื่องของช่างโบราณที่สามารถถ่ายทอดงานศิลปกรรมให้ สอดคล้องกับพระคัมภีร์ อีกทั้งทำให้เกิดความเข้าใจและสามารถระบุได้ว่าเป็นปางใด ตอนใด
โดยพระองค์มีศักติ หรืออิตถีพละ(ชายา)คือนาง ปรัชญาปารมิตา ซึ่งเป็นเทพีผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ จัดได้ว่าเป็นภาคปรากฏของคัมภีร์ปรัชญาปารมิตาสูตร อันเป็นคัมภีร์สำคัญของพระพุทธศาสนามหายาน นางปรัชญาปารมิตานั้นเราจะสังเกตได้ว่ามีสองกร มักจะถือดอกบัวและพระคัมภีร์ โดยมีพระธยานิพุทธอมิตาภะอยู่ที่มุ่นมวยผม เช่นเดียวกับพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร
เป็นอันว่า ก่อนการเสด็จลงมาของพระอนาคตพุทธเจ้า(พระเมตไตรย) หลังจากพุทธปรินิพพาน 5000 ปี สรรพสัตว์ จะได้รับการปกป้องคุ้มครองจากพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรตามความเชื่อในพระพุทธศาสนามหายาน
เอกสารอ่านประกอบ
ผาสุข อินทราวุธ.พุทธปฏิมาฝ่ายมหายาน.กรุงเทพฯ: อักษรสมัย,2543.
รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง เอกสารประกอบการสอนเรื่อง “ปราสาทขอมในดินแดนไทย : ความเป็นมาและข้อมูลด้าน ประวัติศาสตร์ศิลปะ” รายวิชา 317 404 ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร
สันติ เล็กสุขุม.เจดีย์ : ความเป็นมาและคำศัพท์เรียก องค์ประกอบเจดีย์ในประเทศไทย.กรุงเทพฯ: มติชน, 2535.
สุภัทรดิศ ดิศกุล,มจ.ศิลปะลพบุรี.พิมพ์ครั้งที่ 2 พิมพ์เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพ ศ.มจ.สุภัทรดิศ ดิศกุล 29 มิถุนายน 2547.กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศิลปากร,2547.
__________. ศิลปะในประเทศไทย.พิมพ์ครั้งที่ 10, กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2539.
1.มนุษยโพธิสัตว์ คือผู้ที่มีจิตใจดีงาม มีเมตตาและ กรุณาอย่างสูง โดยมีความเสียสละ และไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากไปกว่าประโยชน์ส่วนรวม
2.พระธยานิโพธิสัตว์ คือ ผู้ที่บำเพ็ญบารมีขั้นสูงจน บรรลุแต่ยังไม่เข้าสู่พระนิพพาน เพื่ออยู่รอช่วยเหลือเหล่าสรรพสัตว์ ให้ข้ามพ้นวัฏสงสารด้วยกัน ซึ่งถือว่ามีสภาวะที่สูงกว่ามนุษยโพธิสัตว์
จะขอกล่าวถึงพระธยานิพุทธสักเล็กน้อยว่า ในประเทศอินเดียนั้นได้ปรากฏลัทธิที่ให้กำเนิดพระชินะ หรือที่เรียกว่า ‘พระธยานิพุทธ’ ห้าพระองค์ ได้แก่ 1. พระอักโษภยะ 2. พระไวโรจนะ 3. พระรัตนสัมภาวะ 4. พระอมิตาภะ5. พระอโมฆสิทธิ
และพระโพธิสัตว์องค์สำคัญพระองค์หนึ่ง คือ ‘พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร’ ซึ่งมีอีกชื่อหนึ่งคือ ‘พระโพธิสัตว์ ปัทมปาณี’ ซึ่งมีความเชื่อกันว่าเป็นพระโพธิสัตว์ที่ทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองสรรพสัตว์ในกัปปัจจุบัน (กัปปัจจุบันเป็น กัปที่ 4 เรียกว่าภัทรกัป ซึ่งมี‘พระธยานิพุทธ อมิตภะ’ เป็นธยานิพุทธประจำ มีทายาทคือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรซึ่งคอยดูแลสัตว์โลกในกัปปัจจุบัน) โดยพระองค์เป็นบริวารองค์สำคัญองค์หนึ่งขององค์อมิตาภพุทธเจ้า ซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าประจำทิศตะวันตก ซึ่งความหมายของ ‘อมิตาภะ’คือผู้ที่มีแสงสว่างอย่างไม่มีกำหนด และองค์ ‘พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร’ คือความหมายของ ‘ผู้ที่มีความเมตตามหา กรุณาอย่างยิ่งยวด’ ซึ่งแปลตามรูปศัพท์ (อว+โล+อิศวร)ว่า ‘ผู้มองลงเบื้องล่างด้วยความเมตตากรุณาอันยิ่งใหญ่’ เพื่อหาทางช่วยเหลือสัตว์โลกทั้งหลายให้พ้นจากความทุกข์ยาก หรือแปลว่า ‘ผู้เป็นใหญ่ที่มองเห็น’ พระองค์ทรงปรากฏกายอยู่ทุกหนทุกแห่ง และด้วยเหตุนี้จึงได้รับการสรร เสริ ญเมื่อมีผู้ต้องการความช่วยเหลือหรือตกอยู่ในอันตราย
พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรมีสองกร สี่กร หรืออาจจะมากกว่านั้น ซึ่งขึ้นอยู่กับการแสดงปางต่างๆของพระองค์ พระหัตถ์ถื อดอกบัว (จึงมีชื่อว่าพระโพธิสัตว์ปัทมปาณี) คัมภีร์ หม้อน้ำ และลูกประคำ พร้อมทั้งเกล้าผมมวยอย่างนักบวชและมีพระพุทธ เจ้าอมิตาภะในปางสมาธิ อยู่ที่มวยผมนั้น
นอกจาการสร้างพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ทั้งที่เป็นแบบพระองค์เดียว และแบบที่ปรากฏร่วมกับพระพุทธรูป นาคปรก และนางปรัชญาปารมิตา ในพระพุทธศาสนาฝ่ายรัตนตรัยมหายาน(นิกายหนึ่งของมหายาน)ที่เป็นประติมากรรมแล้ว ยังเชื่อกันว่าได้แสดงออกในงานสถาปัตยกรรมด้วยเช่นกัน อาทิ พระปรางค์สามยอด จังหวัดลพบุรี (เข้าใจว่าที่เรียก ปรางค์ คงเกิดจากความคุ้นเคยในการเรียกเจดีย์ทรงปรางค์ ที่พัฒนามาจากรูปแบบของปรา สาทขอม) ซึ่ง ปราสาทสามหลังของพระปรางค์สามยอดนั้น ปราสาทหลังกลางสันนิษฐานว่าเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปนาคปรก ปราสาทหลังใต้ประดิษฐานรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรและปราสาทหลังเหนือประดิษฐานรูปพระนางปรัชญาปารมิตาซึ่งตำแหน่งการจัดวางในลักษณะนี้ยังปรากฏในพระพิมพ์เช่นเดียวกันโดยมากพบในกรุพระปรางค์ วัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ในการสังเกตองค์ประกอบต่างๆของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร เป็นสิ่งที่ดีในการหาคำตอบว่าประติมากรรมที่อาจมีผู้ตีความให้มีความแตกต่างออกไป อย่างพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรศิลปะศรีวิชัย(ปัจจุบันจัดแสดงภายใน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร) ซึ่งจัดว่ามีความงามที่สุด และเนื่องจากองค์ประกอบที่ไม่สมบูรณ์นัก ทำให้ต้องใช้ข้อมูลต่างๆประกอบ เพื่อความเข้าใจและตีความได้ว่าเป็นประติมากรรมรูปบุคคลที่หมายถึงผู้ใด ในเรื่องนี้แม้ว่าจะไม่มีองค์ประกอบในเรื่องของวัตถุในพระหัตถ์ และไม่พบพระอมิตาภะประดิษฐานเหนือมุ่นมวยผมก็ตาม การพิจารณาที่เครื่องทรงพบว่า ทรงเครื่องแบบนักบวชห่มหนังกวาง โดยมีรูปหัวกวางเป็นสัญลักษณ์ ซึ่งปรากฏเครื่อง ทรงเช่นนี้ในรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรองค์อื่นๆเช่นกัน
นอกจากนี้ยังมีพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเปล่งรัศมี 8 กรพบที่ปราสาทเมืองสิงห์ จ.กาญจนบุรี มีหนึ่งเศียร ท่อนของพระวรกายมีแถวพระพุทธรูปนั่งสมาธิสลักเรียงแถวกันโดยไม่มีที่เหลือว่างเลย ตรงกลางพระอุระและตรงบั้นพระองค์ ปรากฏรูปบุคคลขนาดใหญ่ เข้าใจว่าอาจจะเป็นพระวัชรสัตว์ หรือนางปรัชญาปารมิตา (ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครเช่นกัน) เป็นรูปแบบที่ได้รับอิทธิพลศิลปะขอมแบบบายน ซึ่งในศิลปะขอมแบบบายน นั้นพบว่านิยมสร้างรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเช่นกัน
จากรูปแบบของศิลปกรรมที่มีการสลักรูปพระพุทธรูป องค์เล็กเต็มพระวรกายนี้ เป็นการสร้างตามพระคัมภีร์ที่ ว่าทุกขุมพระโล มาของพระองค์คือหนึ่งจักรวาล ซึ่งในหนึ่ง จักร วาลมีพระพุทธเจ้าประดิษฐานอยู่ นับว่าเป็นความปราดเปรื่องของช่างโบราณที่สามารถถ่ายทอดงานศิลปกรรมให้ สอดคล้องกับพระคัมภีร์ อีกทั้งทำให้เกิดความเข้าใจและสามารถระบุได้ว่าเป็นปางใด ตอนใด
โดยพระองค์มีศักติ หรืออิตถีพละ(ชายา)คือนาง ปรัชญาปารมิตา ซึ่งเป็นเทพีผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ จัดได้ว่าเป็นภาคปรากฏของคัมภีร์ปรัชญาปารมิตาสูตร อันเป็นคัมภีร์สำคัญของพระพุทธศาสนามหายาน นางปรัชญาปารมิตานั้นเราจะสังเกตได้ว่ามีสองกร มักจะถือดอกบัวและพระคัมภีร์ โดยมีพระธยานิพุทธอมิตาภะอยู่ที่มุ่นมวยผม เช่นเดียวกับพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร
เป็นอันว่า ก่อนการเสด็จลงมาของพระอนาคตพุทธเจ้า(พระเมตไตรย) หลังจากพุทธปรินิพพาน 5000 ปี สรรพสัตว์ จะได้รับการปกป้องคุ้มครองจากพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรตามความเชื่อในพระพุทธศาสนามหายาน
เอกสารอ่านประกอบ
ผาสุข อินทราวุธ.พุทธปฏิมาฝ่ายมหายาน.กรุงเทพฯ: อักษรสมัย,2543.
รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง เอกสารประกอบการสอนเรื่อง “ปราสาทขอมในดินแดนไทย : ความเป็นมาและข้อมูลด้าน ประวัติศาสตร์ศิลปะ” รายวิชา 317 404 ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร
สันติ เล็กสุขุม.เจดีย์ : ความเป็นมาและคำศัพท์เรียก องค์ประกอบเจดีย์ในประเทศไทย.กรุงเทพฯ: มติชน, 2535.
สุภัทรดิศ ดิศกุล,มจ.ศิลปะลพบุรี.พิมพ์ครั้งที่ 2 พิมพ์เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพ ศ.มจ.สุภัทรดิศ ดิศกุล 29 มิถุนายน 2547.กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศิลปากร,2547.
__________. ศิลปะในประเทศไทย.พิมพ์ครั้งที่ 10, กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2539.