Paang
11-16-2005, 06:11 AM
http://www.buddhadasa.org/images/articles/in_mem/10yrsBDB-3.jpg
พระธรรมโกศาจารย์พุทธทาสภิกขุ หรือท่านพุทธทาส มรณภาพไปแล้วตั้งแต่วันที่ 8 ก.ค. 2536 แต่ผลงานทางธรรม คำสอนจากหนังสือของท่านยังได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง ทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ
เมื่อวันที่ 20 ต.ค. ที่ผ่านมา ในการประชุมสมัยสามัญขององค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ(ยูเนสโก) ประกาศยกย่องพุทธทาสภิกขุ เป็นบุคคลสำคัญของโลก
เป็นคนไทยลำดับที่ 18 ที่องค์การยูเนสโกประกาศยกย่องเช่นนี้ และบรรจุการเฉลิมฉลองครบชาตกาล 100 ปี ในวันที่ 27 พ.ค. 2549 เอาไว้ในปฏิทินสากลด้วย
ท่านพุทธทาส เดิมชื่อว่าเงื่อม พานิช เกิดวันอาทิตย์ที่ 27 พ.ค. 2449 ตรงกับวันขึ้น 7 ค่ำ เดือน 7 ปีมะเมีย ที่หมู่บ้านกลาง ต.พุมเรียง ซึ่งสมัยนั้นยังเป็นที่ตั้งของจ.ไชยา ปัจจุบันคือ อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี
ในครอบครัวค้าขายของชำ เป็นบุตรของนายเซี้ยง และนางเคลื่อน พานิช มีน้อง 2 คน เป็นชาย ชื่อยี่เก้ย และหญิงชื่อกิมซ้อย
บิดามีเชื้อสายจีนประกอบอาชีพค้าขายของชำ แต่สิ่งตกทอดมาคือความสามารถทางกวีและช่างไม้ ซึ่งเป็นงานอดิเรกของบิดา ส่วนอิทธิพลที่ได้รับจากมารดา คือความสนใจศึกษาธรรมะอย่างลึกซึ้ง อุปนิสัยเน้นเรื่องความประหยัดในการใช้จ่าย และการทำทุกสิ่งให้ดีที่สุด
เรียนถึง ม.3 ปี 2469 ก็บวชเป็นพระที่วัดโพธาราม ไชยา มีพระครูโสภณเจตสิการาม เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายา "อินทปัญโญ" แปลว่าผู้มีปัญญาอันยิ่งใหญ่
เดินทางศึกษาธรรมต่อที่วัดปทุมคงคา กรุงเทพฯ สอบได้นักธรรมเอก และเรียนภาษาบาลีได้เปรียญ 3 ประโยค
ศึกษาธรรมะจนถึงระดับหนึ่ง เกิดความเชื่อว่าพระพุทธศาสนาที่สอนและปฏิบัติกันในเวลานั้นคลาดเคลื่อนไปมากจากที่พระพุทธองค์ทรงชี้แนะ จึงตัดสินใจกลับไปไชยา เพื่อศึกษาตามแนวทางที่เชื่อมั่น พร้อมทั้งสร้างสำนักปฏิบัติธรรมที่วัดตระพังจิก ต.พุมเรียง
เริ่มก่อตั้ง"สวนโมกขพลาราม"ขึ้นในวันวิสาขบูชา พ.ศ.2475 แปลว่าสวนป่าเป็นกำลังหลุดพ้นจากทุกข์ และประกาศใช้ชื่อ "พุทธทาส" เพื่อแสดงอุดมคติสูงสุดในชีวิต
จนปี 2487 ย้ายสวนโมกขพลารามมายังสถานที่แห่งใหม่คือ วัดธารน้ำไหลในปัจจุบัน
สนใจใฝ่หาความรู้ทางธรรม ไม่เฉพาะแต่พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท หรือหินยาน แต่ครอบคลุมไปถึงมหายานและศาสนาอื่น เช่น คริสต์ อิสลาม ฮินดู ซิกข์
ความรู้ที่กว้างขวางและลึกซึ้ง ทำให้สามารถประยุกต์วิธีการสอนและปฏิบัติธรรมะได้อย่างหลากหลาย
ด้วยจุดมุ่งหวังให้มีทางเลือกปฏิบัติสอดคล้องกับพื้นความรู้และอุปนิสัยของแต่ละคน โดยไม่จำกัดชนชั้น เชื้อชาติ และศาสนา เพราะเชื่อว่าหัวใจของศาสนาก็คือ ต้องการให้ทุกคนพ้นจากความทุกข์
ตั้งปณิธานในชีวิต 3 ข้อคือ
1.ให้พุทธศาสนิกชนและศาสนิกศาสนาใดก็ตามเข้าถึงความหมายอันลึกซึ้งที่สุดแห่งศาสนาของตน
2.ทำความเข้าใจอันดีระหว่างศาสนา
3.ดึงเพื่อนมนุษย์ออกมาจากวัตถุนิยม
ปี 2520 ได้รับสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่พระธรรมโกศาจารย์ หลังอุทิศตนเพื่องานพระศาสนา ทำงานช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้พบสันติสุข และมีผลงานทางธรรมไว้มากมาย
ปัจจุบันทุกมหาวิทยาลัยที่มีแผนกสอนวิชาศาสนาสากลในหลายประเทศล้วนศึกษางานของท่าน
หนังสือและเทปบันทึกเสียง ได้รับการเผยแพร่ทั้งภาษาไทยและเทศ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน จีน อินโดนีเซีย กว่า 20 เล่ม จากต้นฉบับภาษาไทยทั้งหมด 140 เล่ม
ตลอดชีวิต ท่านพุทธทาสย้ำอยู่เสมอว่า "ธรรมะคือหน้าที่" เป็นการทำหน้าที่เพื่อความอยู่รอดทั้งทางฝ่ายกายและฝ่ายวิญญาณของมนุษย์
และท่านทำหน้าที่ในฐานะทาสผู้ซื่อสัตย์ของพระพุทธเจ้าจนแม้วาระสุดท้ายแห่งชีวิต
สิริอายุ 87 ปี 67 พรรษา
ที่มา หนังสือพิมพ์ข่าวสด
พระธรรมโกศาจารย์พุทธทาสภิกขุ หรือท่านพุทธทาส มรณภาพไปแล้วตั้งแต่วันที่ 8 ก.ค. 2536 แต่ผลงานทางธรรม คำสอนจากหนังสือของท่านยังได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง ทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ
เมื่อวันที่ 20 ต.ค. ที่ผ่านมา ในการประชุมสมัยสามัญขององค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ(ยูเนสโก) ประกาศยกย่องพุทธทาสภิกขุ เป็นบุคคลสำคัญของโลก
เป็นคนไทยลำดับที่ 18 ที่องค์การยูเนสโกประกาศยกย่องเช่นนี้ และบรรจุการเฉลิมฉลองครบชาตกาล 100 ปี ในวันที่ 27 พ.ค. 2549 เอาไว้ในปฏิทินสากลด้วย
ท่านพุทธทาส เดิมชื่อว่าเงื่อม พานิช เกิดวันอาทิตย์ที่ 27 พ.ค. 2449 ตรงกับวันขึ้น 7 ค่ำ เดือน 7 ปีมะเมีย ที่หมู่บ้านกลาง ต.พุมเรียง ซึ่งสมัยนั้นยังเป็นที่ตั้งของจ.ไชยา ปัจจุบันคือ อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี
ในครอบครัวค้าขายของชำ เป็นบุตรของนายเซี้ยง และนางเคลื่อน พานิช มีน้อง 2 คน เป็นชาย ชื่อยี่เก้ย และหญิงชื่อกิมซ้อย
บิดามีเชื้อสายจีนประกอบอาชีพค้าขายของชำ แต่สิ่งตกทอดมาคือความสามารถทางกวีและช่างไม้ ซึ่งเป็นงานอดิเรกของบิดา ส่วนอิทธิพลที่ได้รับจากมารดา คือความสนใจศึกษาธรรมะอย่างลึกซึ้ง อุปนิสัยเน้นเรื่องความประหยัดในการใช้จ่าย และการทำทุกสิ่งให้ดีที่สุด
เรียนถึง ม.3 ปี 2469 ก็บวชเป็นพระที่วัดโพธาราม ไชยา มีพระครูโสภณเจตสิการาม เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายา "อินทปัญโญ" แปลว่าผู้มีปัญญาอันยิ่งใหญ่
เดินทางศึกษาธรรมต่อที่วัดปทุมคงคา กรุงเทพฯ สอบได้นักธรรมเอก และเรียนภาษาบาลีได้เปรียญ 3 ประโยค
ศึกษาธรรมะจนถึงระดับหนึ่ง เกิดความเชื่อว่าพระพุทธศาสนาที่สอนและปฏิบัติกันในเวลานั้นคลาดเคลื่อนไปมากจากที่พระพุทธองค์ทรงชี้แนะ จึงตัดสินใจกลับไปไชยา เพื่อศึกษาตามแนวทางที่เชื่อมั่น พร้อมทั้งสร้างสำนักปฏิบัติธรรมที่วัดตระพังจิก ต.พุมเรียง
เริ่มก่อตั้ง"สวนโมกขพลาราม"ขึ้นในวันวิสาขบูชา พ.ศ.2475 แปลว่าสวนป่าเป็นกำลังหลุดพ้นจากทุกข์ และประกาศใช้ชื่อ "พุทธทาส" เพื่อแสดงอุดมคติสูงสุดในชีวิต
จนปี 2487 ย้ายสวนโมกขพลารามมายังสถานที่แห่งใหม่คือ วัดธารน้ำไหลในปัจจุบัน
สนใจใฝ่หาความรู้ทางธรรม ไม่เฉพาะแต่พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท หรือหินยาน แต่ครอบคลุมไปถึงมหายานและศาสนาอื่น เช่น คริสต์ อิสลาม ฮินดู ซิกข์
ความรู้ที่กว้างขวางและลึกซึ้ง ทำให้สามารถประยุกต์วิธีการสอนและปฏิบัติธรรมะได้อย่างหลากหลาย
ด้วยจุดมุ่งหวังให้มีทางเลือกปฏิบัติสอดคล้องกับพื้นความรู้และอุปนิสัยของแต่ละคน โดยไม่จำกัดชนชั้น เชื้อชาติ และศาสนา เพราะเชื่อว่าหัวใจของศาสนาก็คือ ต้องการให้ทุกคนพ้นจากความทุกข์
ตั้งปณิธานในชีวิต 3 ข้อคือ
1.ให้พุทธศาสนิกชนและศาสนิกศาสนาใดก็ตามเข้าถึงความหมายอันลึกซึ้งที่สุดแห่งศาสนาของตน
2.ทำความเข้าใจอันดีระหว่างศาสนา
3.ดึงเพื่อนมนุษย์ออกมาจากวัตถุนิยม
ปี 2520 ได้รับสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่พระธรรมโกศาจารย์ หลังอุทิศตนเพื่องานพระศาสนา ทำงานช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้พบสันติสุข และมีผลงานทางธรรมไว้มากมาย
ปัจจุบันทุกมหาวิทยาลัยที่มีแผนกสอนวิชาศาสนาสากลในหลายประเทศล้วนศึกษางานของท่าน
หนังสือและเทปบันทึกเสียง ได้รับการเผยแพร่ทั้งภาษาไทยและเทศ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน จีน อินโดนีเซีย กว่า 20 เล่ม จากต้นฉบับภาษาไทยทั้งหมด 140 เล่ม
ตลอดชีวิต ท่านพุทธทาสย้ำอยู่เสมอว่า "ธรรมะคือหน้าที่" เป็นการทำหน้าที่เพื่อความอยู่รอดทั้งทางฝ่ายกายและฝ่ายวิญญาณของมนุษย์
และท่านทำหน้าที่ในฐานะทาสผู้ซื่อสัตย์ของพระพุทธเจ้าจนแม้วาระสุดท้ายแห่งชีวิต
สิริอายุ 87 ปี 67 พรรษา
ที่มา หนังสือพิมพ์ข่าวสด