มดเอ๊ก
02-20-2008, 04:21 PM
ถาม บอกตามตรงเป็นคนมีปมด้อย รู้สึกตัวว่าไม่ใช่คนเก่งอะไรสักอย่าง แต่จะเป็นคนชื่นชมคนเก่ง โดยเฉพาะที่มีความสามารถรอบด้าน ถ้าหากอยากเป็นคนเก่งกว่าใครๆ และเป็นคนเก่งให้รอบด้าน ไม่เฉพาะทางใดทางหนึ่ง จะต้องทำบุญอย่างไรครับ?
ก่อนอื่นต้องดูว่าความเก่งคืออะไร ความเก่งคือความคล่องแคล่วชำนาญที่จะทำอะไรสักอย่างหนึ่ง ใครเห็นก็รู้สึกว่าน่าเลื่อมใส แม้เรื่องยากสำหรับคนอื่นก็ดูเหมือนทำได้ง่ายสบายๆไม่เก้ๆกังๆ แต่โดยทั่วไปเมื่อพูดถึง คนเก่ง เรามักจินตนาการถึงผู้เชี่ยวชาญประจำสาขาซึ่งหาตัวจับยาก จึงมักมีคำกำกับตามหลังมาด้วย เช่นเก่งไร้เทียมทาน เก่งกาจผิดมนุษย์มนา เก่งอย่างเหลือเชื่อ เป็นต้น
อันที่จริงความเก่งมีทั้งแบบปกติธรรมดาและเหนือธรรมดา เก่งแบบปกติธรรมดาหมายถึงฝึกหัดมาตามลำดับ แล้วเกิดทักษะความชำนาญ แคล่วคล่องว่องไวขึ้นตามศักยภาพของมนุษย์คนหนึ่ง ส่วนเก่งแบบเหนือธรรมดานั้น จะออกแนวเกินจริง เช่นเริ่มแรกก็แตกฉาน และทักษะความชำนาญก็เหลือล้นจนเหมือนคนอื่นไม่มีทางตามทัน ยากจะเลียนแบบเอกลักษณ์เฉพาะตัวหรือความสามารถสูงส่งเฉพาะทางอย่างใดอย่างหนึ่ง
เอกลักษณ์ที่ยากจะเลียนแบบของนักร้อง นักสู้ นักปกครอง และนักอะไรต่อนักอะไร แสดงให้เห็นว่าแต่ละวงการจะมีศิลปะ มีความลาดลึก และมีเส้นทางเฉพาะที่ไม่จำเป็นต้องซ้ำแบบกัน แต่การจะเป็นคนเก่งขึ้นมาในวงการหนึ่งๆไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะโดยทั่วไปมนุษย์มีหนึ่งสมองกับสองมือสองเท้า หรือปริมาณอวัยวะเท่าๆกัน ที่จะให้ทำได้เกินหน้ากันนั้นมีทางเดียวคือต้องใช้ ปริมาณของใจ อุทิศกับงานมากกว่าคนอื่น
มนุษย์เรารู้จักคำว่า พรสวรรค์ และ พรแสวง กันเป็นอย่างดี พรสวรรค์คือสิ่งที่เหมือนติดตัวมาแต่อ้อนแต่ออก ราวกับมีพลังแห่งความลำเอียงบันดาลให้เกิดมาเพื่อเก่งสุดยอดในทางใดทางหนึ่งโดยเฉพาะ ส่วนพรแสวงนั้นคือสิ่งที่ต้องหาวิชาความรู้และความสามารถมาเพิ่มใส่ตัว อันนี้เป็นสิ่งที่เห็นได้และเข้าใจได้ว่าเป็นพลังอันเกิดจากความมุมานะขยันขันแข็งของตัวเอง
นั่นแหละครับ เมื่อพูดเรื่องพรสวรรค์กับพรแสวง คนเราไม่รู้ตัวหรอกว่าพูดเรื่องกรรมวิบาก ชาติก่อนและชาตินี้เข้าให้แล้ว
มาเริ่มจากพรสวรรค์กันก่อน ถ้าใครให้ความอนุเคราะห์ ให้ความรู้ความเข้าใจ ให้เคล็ดลับสูตรเด็ดสำเร็จไวแก่คนจำนวนมากในด้านใด วิบากประการหนึ่งคือชาติถัดมาจะมีความสนใจในเรื่องนั้นๆอย่างยิ่งยวด และพอเรียนรู้ก็เหมือนแตกฉานได้อย่างรวดเร็วเกินหน้าเกินตาคนอื่น ทั้งในแง่ความเข้าใจทะลุปรุโปร่งและในแง่ทักษะความสามารถลงมือกระทำการ พูดง่ายๆว่าเอากำลังแรงงานไปให้วิชาแก่ใครไว้ในด้านไหน กำลังแรงงานนั้นก็จะสะท้อนกลับมาหาตัวเองให้จับวิชานั้นๆถนัดถนี่โดยง่าย ทั้งแบบเห็นผลทันตาก่อนสิ้นชีวิต และทั้งแบบต้องรอประจักษ์ผลในชีวิตถัดๆมา
แต่คนมีพรสวรรค์อาจตกม้าตายกันแต่เนิ่นๆ เพราะทำอะไรได้ง่ายๆก็อาจเบื่อเร็ว หากขาดความอุตสาหะวิริยะให้สม่ำเสมอ ไม่มีจิตใจฝักใฝ่ ไม่ทุ่มเทสติปัญญาเพื่อทะลวงข้อจำกัดต่างๆให้ทะลุปรุโปร่งจริงๆ แม้พรสวรรค์ส่งให้เก่งเลิศเลออย่างไรก็จะไม่เก่งเป็นที่อัศจรรย์ถึงที่สุดของวงการนั้นๆ
พูดง่ายๆตามหลักอิทธิบาท ๔ คือต้องมีใจรัก (ฉันทะ) ขวนขวายอุตสาหะ (วิริยะ) มีใจฝักใฝ่ (จิตตะ) และระดมสติปัญญาพัฒนาให้ยิ่งๆขึ้นไป (วิมังสา) จะเห็นว่าในอิทธิบาท ๔ มีฉันทะข้อเดียวที่อาจพิจารณาได้ว่าเป็นสิ่งที่ ติดตัว มาจากอดีตชาติ องค์อื่นอีก ๓ ข้อต้องทำเอาในชาติปัจจุบันทั้งสิ้น คุณจะไม่เห็นคนมีบุญที่ไหนเก่งกาจเป็นดาวเด่นประจำวงการขึ้นมาได้ด้วยวิธีนั่งทอดหุ่ยอยู่เฉยๆทั้งวันอย่างเด็ดขาด
คราวนี้มาถึงคำถามที่ว่าทำอย่างไรจะเก่งได้รอบด้าน คำตอบคือ ต้องทำบุญแบบที่ทำให้สมองและจิตใจเปิดรับศาสตร์ต่างๆแบบไม่จำกัด
ขอให้สังเกตอย่างนี้ก่อน คือคนปกติถ้าเก่งเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็จะจำกัดกิจกรรมและการให้ความช่วยเหลือที่เกี่ยวกับด้านนั้นๆ คือเป็นครูเป็นอาจารย์เฉพาะทางไปจนตาย แต่จะมีคนอีกประเภทหนึ่งที่เปิดหูเปิดตา เปิดใจจนกว้างขวาง ชอบช่วยเหลือคนทุกรูปแบบ ชอบถ่ายทอดวิชาความรู้ที่ตนถนัดอย่างไม่จำกัดประเภท อันนี้แหละที่จะให้ผลคือชาติถัดมามีจิตใจเปิดกว้าง กระตือรือร้นและแหลมคมได้ไม่จำกัดแนวทางเช่นกัน
สรุปว่าคนเก่งรอบด้านก็เพราะเคยให้ทานรอบด้านนั่นเอง ในส่วนที่เก่งแบบมีเอกลักษณ์นั้น เหตุก็เพราะเคยช่วยเหลือคนหรือทำบุญกับสมณะโดยไม่เลียนแบบใคร ตั้งต้นริเริ่มด้วยความเต็มใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าทำงานบุญใหญ่ๆด้วยความกระตือรือร้น จะมีส่วนช่วยให้เป็นผู้มีกำลังกายกำลังใจยิ่งใหญ่ ในกาลต่อมาจะรู้สึกเสมือนตนเองเป็นเครื่องจักรที่มีพลังเหลือเฟือ เดินเครื่องได้นานแทบไม่ต้องหยุดพัก
อย่างไรก็ตามอยากหมายเหตุไว้ข้างท้ายคำตอบสักนิดหนึ่ง ว่าเก่งมากๆนี่ก็มีผลข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์เหมือนกันนะครับ ประการแรกคนเก่งมักหลงลำพองในตัวเอง ชมตัวเองในใจเป็นประจำว่าเราเก่ง เราแน่ เราเหนือกว่าใครๆ ประการต่อมาคนเก่งเกินมนุษย์ธรรมดามักเป็นโรคดูถูกคนอื่น เห็นคนอื่นโง่ ความสามารถต่ำ ไม่น่าไว้ใจ ตัวเองฉลาด ความสามารถสูง น่าไว้ใจอยู่คนเดียว
อีกประการ ถ้าเป็นคนหลายขอบฟ้าเกินไปนัก ก็มักออกแนวโจรมาก็คบ พบพระก็ไหว้ ถือตัวว่ารู้ดีหมด เป็นคนหลายโลก จะเข้ากับมนุษย์ประเภทไหนก็ได้ บางทีเห็นเป็นเรื่องโก้ น่าฮึกเหิมที่สามารถอยู่ในฐานะผู้นำได้ทั้งในหมู่นักปราชญ์และทรชน การคบทั้งพาลและบัณฑิตนั้น มองในแง่ของกรรมวิบากก็เสี่ยงกับการทำบาปใหญ่และบุญแรง ดีชั่วสุดโต่งคละเคล้ากันไปเรื่อย ผลก็ย่อมสุขที่สุดและทุกข์ที่สุดสลับๆกันไปเรื่อยเช่นกัน
ประการสุดท้าย คนเก่งมักโหมงานหนักโดยไม่ค่อยสนใจว่าร่างกายยังพร้อมจะตอบสนองแค่ไหน ผมเห็นเยี่ยงอย่างมาเยอะจนบอกได้ชัดๆครับ ว่าการโหมงานหนักจนเกินไปไม่ใช่การใช้ชีวิตที่ฉลาด ปัญหาข้างเคียงอาจเกิดขึ้นได้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านสุขภาพและสัมพันธภาพในครอบครัว
การอยากเป็นคนเก่งนั้นสมควรอยู่ เพราะคนเก่งย่อมใช้ความสามารถในการทำประโยชน์ให้ตนเองและสังคมรอบข้างได้มาก แต่คุณควรอยากเพิ่มขึ้นมาอีกประการหนึ่ง คือเก่งอย่างไรจะเป็นสุข รู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยกับความเก่งของตัวเอง ไม่เสียใจในภายหลังทำนอง รู้อย่างนี้อย่าเก่งเสียดีกว่า
ไม่ได้ถามแต่แถมให้ ทำอย่างไรจะทั้งเก่งทั้งเฮง ในส่วนของความเก่งได้ตอบไปแล้ว ในส่วนของความเฮงก็จำไม่ยากครับ เวลาช่วยเหลือใครขอให้มีใจอนุเคราะห์จริงๆ ปลาบปลื้มโสมนัสกับการได้ช่วยคนเป็นหลัก อย่าเอาผลประโยชน์มานำหน้า หรือคาดหวังว่าจะต้องได้รับสิ่งตอบแทนคืนในภายหลัง ถ้าคุณช่วยคนโดยหวังให้เขาพ้นจากขีดจำกัด มีความรุ่งเรืองผิดไปกว่าเคยจากหน้ามือเป็นหลังมือ อันนั้นแหละจะย้อนกลับมาทำให้คุณเฮงจัด นอกจากนั้น ความตั้งใจงดเว้นขาดจากการคดโกง เว้นขาดจากการทำให้ใครๆเดือดร้อน ทดแทนผู้มีพระคุณอย่างสม่ำเสมอ เหล่านี้ก็เป็นส่วนประกอบของพลังบันดาลโชคลาภและความเจริญรุ่งเรืองเช่นกัน
ถาม คติพจน์ของพวกขี้เหล้าประเภทท่องกันสนุกปากว่า ศีลข้อหนึ่ง ห้ามฆ่าสัตว์ ถ้ายุงกัด เราต้องตบ อย่างนี้ฟังแล้วติดหูจริงๆ พอยุงกัดทีไรนึกถึงคติพจน์ขำๆแต่มีพลังเหนี่ยวนำให้ทำตามเทือกนี้ทุกที คำถามคืออยากทราบว่าคนคิดคติพจน์ขึ้นมาจัดว่าก่อกรรมประเภทไหน และจะได้รับผลอย่างไร?
การพูดเล่นๆแต่มีผลทางลบจริงๆนั้น เป็นอะไรที่น่ากลัวกว่าคำพูดหยาบๆหรือคำแช่งดุๆเสียอีกครับ เพราะอาจมีอำนาจเหนี่ยวนำให้คนหลงเขว อยากประพฤติปฏิบัติตาม เนื่องจากฉากหน้าฟังดูเป็นเรื่องเล่น เลยพลอยทำให้นึกว่าบาปบุญเป็นเรื่องเล่นๆ หรือปักใจว่าผลของกรรมไม่มี อยากทำอะไรก็ทำแบบไม่ต้องยับยั้งชั่งใจ เราอาจต้องใช้คติธรรมคำสอนดีๆที่ถูกที่ตรงนับสิบ จึงจะชนะหนึ่งคำคมคารมเด็ดประเภทส่งเสริมความหลงผิดได้ นี่คงเป็นอีกตัวอย่างว่าบาปทำง่าย บุญทำยาก คนได้ดีจึงมีน้อยไงครับ บางทีนึกว่าบาปนิดบาปหน่อย แท้จริงอาจเป็นอะไรที่ใหญ่หลวงเกินใครจะคาด
เจตนาตั้งต้นของคนคิดคำส่งเสริมมิจฉาทิฏฐินี้มักเป็นความอยากตลกคะนอง หรือบางทีก็เกิดจากความน้อยเนื้อต่ำใจ เช่น ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป พอหลายคนฟังแล้วอดคล้อยตามไม่ได้ เพราะเหมือนเป็นความจริงที่ยากจะปฏิเสธ มันยากกว่ากันมากที่จะหาคำคมคารมเด็ดในทางตรงข้าม เหนี่ยวนำให้ยอมลงใจศรัทธาว่าวิบากกรรมแอบเข้าแถวรอให้ผลกันอย่างมีเหตุผล มีระบบระเบียบ ตราบใดแรงส่งให้เกิดวิบากปัจจุบันยังไม่หมด ตราบนั้นคนชั่วก็ยังจะเสวยบุญเก่าเสมือนทำชั่วแล้วได้ดี
คารมเด็ดประเภทที่ก่อให้เกิดความเห็นผิดเป็นชอบ เห็นชอบเป็นผิดนั้น ถ้าตั้งต้นด้วยเจตนาว่าอยากให้เป็นที่จดจำ แล้วบังเกิดผลเป็นความจดจำ นำไปพูดกันติดปากทั่วทุกสารทิศจริงๆ จะมีโทษแรงมาก อย่าให้บอกเลยว่าหนักหนาสาหัสขนาดไหน เอาเป็นว่าเขาทำกรรมทางวาจาที่จะเสวยผลเผ็ดร้อนไม่มีอะไรเกิน และหากได้เกิดใหม่เป็นมนุษย์ เขาจะมีปัญหาเกี่ยวกับปากไม่มีที่สิ้นสุด นับจากความเหม็น ความมีรูปปากน่าเกลียดไม่ชวนทัศนา ตลอดไปจนกระทั่งการพูดการจาที่ฟังอย่างไรก็ร้ายกาจไม่น่าสบายใจ อีกประการหนึ่ง การบิดเบือนสัจจะให้กลายเป็นเรื่องฟังตลกนั้น ก็จะทำให้เขาเป็นตัวตลกน่าขบขัน น่ารังแก ระคนน่ารังเกียจเดียดฉันอยู่กลายๆ
แต่หากเผลอพูดคารมเด็ดออกมาโดยไม่ตั้งใจ คิดคำทำนองประชดชะตา แล้วพบภายหลังว่าติดหูติดปากคนในวงกว้าง สามารถดลใจคนหมู่มากได้ไม่ขาดสาย คนต้นคิดอาจเสียใจอยู่ในที่แห่งใดแห่งหนึ่ง อย่างนั้นก็ไม่ถือว่ารับกรรมไปเต็มเม็ดเต็มหน่วยนัก กล่าวคือบาปก็จะตกแก่เขาเฉพาะตอนเป็นต้นคิดและเผยแพร่ในวาระแรก
สำคัญคือส่วนใหญ่ตอนเริ่มอาจไม่ตั้งใจ แต่พบว่าประสบความสำเร็จล้นหลามในภายหลัง ก็มักบังเกิดความภูมิอกภูมิใจในผลงานของตนยิ่ง อันนั้นบาปที่เกิดขึ้นก็ขยายวงออกไปอย่างประมาณไม่ถูกครับ เนื่องจากแรงอกุศลเป็นสิ่งขยายตัวได้ตามประมาณแห่งมหาชนผู้จดจำคำของเขาไว้ใช้ ตัวยินดีว่า คำนี้เราคิด นั้น เหมือนกระบวยตักน้ำกรดมารดจิตอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ยิ่งรับรู้และชื่นชมว่ามุขเด็ดของเขาเป็นอมตะนานขึ้นเท่าไหร่ ใจก็ยิ่งหน่วงความไพศาลของบาปไว้หนักแน่นยิ่งขึ้นเท่านั้น
จึงสมควรที่จะระมัดระวังตั้งแต่ต้นเป็นดีที่สุดครับ ไม่มีอะไรเป็นบุญใหญ่เท่าทำความเห็นให้ถูกต้องตรงทางและเผยแพร่ความเห็นชอบนั้นให้แผ่กว้างออกไป ขณะเดียวกันก็ไม่มีบาปอะไรมหันต์เสมอเหมือนการเห็นผิดและทำให้ความเห็นผิดนั้นเป็นที่จดจำอย่างกว้างขวาง
:10743437:http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare047.htm (http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare047.htm)
ก่อนอื่นต้องดูว่าความเก่งคืออะไร ความเก่งคือความคล่องแคล่วชำนาญที่จะทำอะไรสักอย่างหนึ่ง ใครเห็นก็รู้สึกว่าน่าเลื่อมใส แม้เรื่องยากสำหรับคนอื่นก็ดูเหมือนทำได้ง่ายสบายๆไม่เก้ๆกังๆ แต่โดยทั่วไปเมื่อพูดถึง คนเก่ง เรามักจินตนาการถึงผู้เชี่ยวชาญประจำสาขาซึ่งหาตัวจับยาก จึงมักมีคำกำกับตามหลังมาด้วย เช่นเก่งไร้เทียมทาน เก่งกาจผิดมนุษย์มนา เก่งอย่างเหลือเชื่อ เป็นต้น
อันที่จริงความเก่งมีทั้งแบบปกติธรรมดาและเหนือธรรมดา เก่งแบบปกติธรรมดาหมายถึงฝึกหัดมาตามลำดับ แล้วเกิดทักษะความชำนาญ แคล่วคล่องว่องไวขึ้นตามศักยภาพของมนุษย์คนหนึ่ง ส่วนเก่งแบบเหนือธรรมดานั้น จะออกแนวเกินจริง เช่นเริ่มแรกก็แตกฉาน และทักษะความชำนาญก็เหลือล้นจนเหมือนคนอื่นไม่มีทางตามทัน ยากจะเลียนแบบเอกลักษณ์เฉพาะตัวหรือความสามารถสูงส่งเฉพาะทางอย่างใดอย่างหนึ่ง
เอกลักษณ์ที่ยากจะเลียนแบบของนักร้อง นักสู้ นักปกครอง และนักอะไรต่อนักอะไร แสดงให้เห็นว่าแต่ละวงการจะมีศิลปะ มีความลาดลึก และมีเส้นทางเฉพาะที่ไม่จำเป็นต้องซ้ำแบบกัน แต่การจะเป็นคนเก่งขึ้นมาในวงการหนึ่งๆไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะโดยทั่วไปมนุษย์มีหนึ่งสมองกับสองมือสองเท้า หรือปริมาณอวัยวะเท่าๆกัน ที่จะให้ทำได้เกินหน้ากันนั้นมีทางเดียวคือต้องใช้ ปริมาณของใจ อุทิศกับงานมากกว่าคนอื่น
มนุษย์เรารู้จักคำว่า พรสวรรค์ และ พรแสวง กันเป็นอย่างดี พรสวรรค์คือสิ่งที่เหมือนติดตัวมาแต่อ้อนแต่ออก ราวกับมีพลังแห่งความลำเอียงบันดาลให้เกิดมาเพื่อเก่งสุดยอดในทางใดทางหนึ่งโดยเฉพาะ ส่วนพรแสวงนั้นคือสิ่งที่ต้องหาวิชาความรู้และความสามารถมาเพิ่มใส่ตัว อันนี้เป็นสิ่งที่เห็นได้และเข้าใจได้ว่าเป็นพลังอันเกิดจากความมุมานะขยันขันแข็งของตัวเอง
นั่นแหละครับ เมื่อพูดเรื่องพรสวรรค์กับพรแสวง คนเราไม่รู้ตัวหรอกว่าพูดเรื่องกรรมวิบาก ชาติก่อนและชาตินี้เข้าให้แล้ว
มาเริ่มจากพรสวรรค์กันก่อน ถ้าใครให้ความอนุเคราะห์ ให้ความรู้ความเข้าใจ ให้เคล็ดลับสูตรเด็ดสำเร็จไวแก่คนจำนวนมากในด้านใด วิบากประการหนึ่งคือชาติถัดมาจะมีความสนใจในเรื่องนั้นๆอย่างยิ่งยวด และพอเรียนรู้ก็เหมือนแตกฉานได้อย่างรวดเร็วเกินหน้าเกินตาคนอื่น ทั้งในแง่ความเข้าใจทะลุปรุโปร่งและในแง่ทักษะความสามารถลงมือกระทำการ พูดง่ายๆว่าเอากำลังแรงงานไปให้วิชาแก่ใครไว้ในด้านไหน กำลังแรงงานนั้นก็จะสะท้อนกลับมาหาตัวเองให้จับวิชานั้นๆถนัดถนี่โดยง่าย ทั้งแบบเห็นผลทันตาก่อนสิ้นชีวิต และทั้งแบบต้องรอประจักษ์ผลในชีวิตถัดๆมา
แต่คนมีพรสวรรค์อาจตกม้าตายกันแต่เนิ่นๆ เพราะทำอะไรได้ง่ายๆก็อาจเบื่อเร็ว หากขาดความอุตสาหะวิริยะให้สม่ำเสมอ ไม่มีจิตใจฝักใฝ่ ไม่ทุ่มเทสติปัญญาเพื่อทะลวงข้อจำกัดต่างๆให้ทะลุปรุโปร่งจริงๆ แม้พรสวรรค์ส่งให้เก่งเลิศเลออย่างไรก็จะไม่เก่งเป็นที่อัศจรรย์ถึงที่สุดของวงการนั้นๆ
พูดง่ายๆตามหลักอิทธิบาท ๔ คือต้องมีใจรัก (ฉันทะ) ขวนขวายอุตสาหะ (วิริยะ) มีใจฝักใฝ่ (จิตตะ) และระดมสติปัญญาพัฒนาให้ยิ่งๆขึ้นไป (วิมังสา) จะเห็นว่าในอิทธิบาท ๔ มีฉันทะข้อเดียวที่อาจพิจารณาได้ว่าเป็นสิ่งที่ ติดตัว มาจากอดีตชาติ องค์อื่นอีก ๓ ข้อต้องทำเอาในชาติปัจจุบันทั้งสิ้น คุณจะไม่เห็นคนมีบุญที่ไหนเก่งกาจเป็นดาวเด่นประจำวงการขึ้นมาได้ด้วยวิธีนั่งทอดหุ่ยอยู่เฉยๆทั้งวันอย่างเด็ดขาด
คราวนี้มาถึงคำถามที่ว่าทำอย่างไรจะเก่งได้รอบด้าน คำตอบคือ ต้องทำบุญแบบที่ทำให้สมองและจิตใจเปิดรับศาสตร์ต่างๆแบบไม่จำกัด
ขอให้สังเกตอย่างนี้ก่อน คือคนปกติถ้าเก่งเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็จะจำกัดกิจกรรมและการให้ความช่วยเหลือที่เกี่ยวกับด้านนั้นๆ คือเป็นครูเป็นอาจารย์เฉพาะทางไปจนตาย แต่จะมีคนอีกประเภทหนึ่งที่เปิดหูเปิดตา เปิดใจจนกว้างขวาง ชอบช่วยเหลือคนทุกรูปแบบ ชอบถ่ายทอดวิชาความรู้ที่ตนถนัดอย่างไม่จำกัดประเภท อันนี้แหละที่จะให้ผลคือชาติถัดมามีจิตใจเปิดกว้าง กระตือรือร้นและแหลมคมได้ไม่จำกัดแนวทางเช่นกัน
สรุปว่าคนเก่งรอบด้านก็เพราะเคยให้ทานรอบด้านนั่นเอง ในส่วนที่เก่งแบบมีเอกลักษณ์นั้น เหตุก็เพราะเคยช่วยเหลือคนหรือทำบุญกับสมณะโดยไม่เลียนแบบใคร ตั้งต้นริเริ่มด้วยความเต็มใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าทำงานบุญใหญ่ๆด้วยความกระตือรือร้น จะมีส่วนช่วยให้เป็นผู้มีกำลังกายกำลังใจยิ่งใหญ่ ในกาลต่อมาจะรู้สึกเสมือนตนเองเป็นเครื่องจักรที่มีพลังเหลือเฟือ เดินเครื่องได้นานแทบไม่ต้องหยุดพัก
อย่างไรก็ตามอยากหมายเหตุไว้ข้างท้ายคำตอบสักนิดหนึ่ง ว่าเก่งมากๆนี่ก็มีผลข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์เหมือนกันนะครับ ประการแรกคนเก่งมักหลงลำพองในตัวเอง ชมตัวเองในใจเป็นประจำว่าเราเก่ง เราแน่ เราเหนือกว่าใครๆ ประการต่อมาคนเก่งเกินมนุษย์ธรรมดามักเป็นโรคดูถูกคนอื่น เห็นคนอื่นโง่ ความสามารถต่ำ ไม่น่าไว้ใจ ตัวเองฉลาด ความสามารถสูง น่าไว้ใจอยู่คนเดียว
อีกประการ ถ้าเป็นคนหลายขอบฟ้าเกินไปนัก ก็มักออกแนวโจรมาก็คบ พบพระก็ไหว้ ถือตัวว่ารู้ดีหมด เป็นคนหลายโลก จะเข้ากับมนุษย์ประเภทไหนก็ได้ บางทีเห็นเป็นเรื่องโก้ น่าฮึกเหิมที่สามารถอยู่ในฐานะผู้นำได้ทั้งในหมู่นักปราชญ์และทรชน การคบทั้งพาลและบัณฑิตนั้น มองในแง่ของกรรมวิบากก็เสี่ยงกับการทำบาปใหญ่และบุญแรง ดีชั่วสุดโต่งคละเคล้ากันไปเรื่อย ผลก็ย่อมสุขที่สุดและทุกข์ที่สุดสลับๆกันไปเรื่อยเช่นกัน
ประการสุดท้าย คนเก่งมักโหมงานหนักโดยไม่ค่อยสนใจว่าร่างกายยังพร้อมจะตอบสนองแค่ไหน ผมเห็นเยี่ยงอย่างมาเยอะจนบอกได้ชัดๆครับ ว่าการโหมงานหนักจนเกินไปไม่ใช่การใช้ชีวิตที่ฉลาด ปัญหาข้างเคียงอาจเกิดขึ้นได้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านสุขภาพและสัมพันธภาพในครอบครัว
การอยากเป็นคนเก่งนั้นสมควรอยู่ เพราะคนเก่งย่อมใช้ความสามารถในการทำประโยชน์ให้ตนเองและสังคมรอบข้างได้มาก แต่คุณควรอยากเพิ่มขึ้นมาอีกประการหนึ่ง คือเก่งอย่างไรจะเป็นสุข รู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยกับความเก่งของตัวเอง ไม่เสียใจในภายหลังทำนอง รู้อย่างนี้อย่าเก่งเสียดีกว่า
ไม่ได้ถามแต่แถมให้ ทำอย่างไรจะทั้งเก่งทั้งเฮง ในส่วนของความเก่งได้ตอบไปแล้ว ในส่วนของความเฮงก็จำไม่ยากครับ เวลาช่วยเหลือใครขอให้มีใจอนุเคราะห์จริงๆ ปลาบปลื้มโสมนัสกับการได้ช่วยคนเป็นหลัก อย่าเอาผลประโยชน์มานำหน้า หรือคาดหวังว่าจะต้องได้รับสิ่งตอบแทนคืนในภายหลัง ถ้าคุณช่วยคนโดยหวังให้เขาพ้นจากขีดจำกัด มีความรุ่งเรืองผิดไปกว่าเคยจากหน้ามือเป็นหลังมือ อันนั้นแหละจะย้อนกลับมาทำให้คุณเฮงจัด นอกจากนั้น ความตั้งใจงดเว้นขาดจากการคดโกง เว้นขาดจากการทำให้ใครๆเดือดร้อน ทดแทนผู้มีพระคุณอย่างสม่ำเสมอ เหล่านี้ก็เป็นส่วนประกอบของพลังบันดาลโชคลาภและความเจริญรุ่งเรืองเช่นกัน
ถาม คติพจน์ของพวกขี้เหล้าประเภทท่องกันสนุกปากว่า ศีลข้อหนึ่ง ห้ามฆ่าสัตว์ ถ้ายุงกัด เราต้องตบ อย่างนี้ฟังแล้วติดหูจริงๆ พอยุงกัดทีไรนึกถึงคติพจน์ขำๆแต่มีพลังเหนี่ยวนำให้ทำตามเทือกนี้ทุกที คำถามคืออยากทราบว่าคนคิดคติพจน์ขึ้นมาจัดว่าก่อกรรมประเภทไหน และจะได้รับผลอย่างไร?
การพูดเล่นๆแต่มีผลทางลบจริงๆนั้น เป็นอะไรที่น่ากลัวกว่าคำพูดหยาบๆหรือคำแช่งดุๆเสียอีกครับ เพราะอาจมีอำนาจเหนี่ยวนำให้คนหลงเขว อยากประพฤติปฏิบัติตาม เนื่องจากฉากหน้าฟังดูเป็นเรื่องเล่น เลยพลอยทำให้นึกว่าบาปบุญเป็นเรื่องเล่นๆ หรือปักใจว่าผลของกรรมไม่มี อยากทำอะไรก็ทำแบบไม่ต้องยับยั้งชั่งใจ เราอาจต้องใช้คติธรรมคำสอนดีๆที่ถูกที่ตรงนับสิบ จึงจะชนะหนึ่งคำคมคารมเด็ดประเภทส่งเสริมความหลงผิดได้ นี่คงเป็นอีกตัวอย่างว่าบาปทำง่าย บุญทำยาก คนได้ดีจึงมีน้อยไงครับ บางทีนึกว่าบาปนิดบาปหน่อย แท้จริงอาจเป็นอะไรที่ใหญ่หลวงเกินใครจะคาด
เจตนาตั้งต้นของคนคิดคำส่งเสริมมิจฉาทิฏฐินี้มักเป็นความอยากตลกคะนอง หรือบางทีก็เกิดจากความน้อยเนื้อต่ำใจ เช่น ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป พอหลายคนฟังแล้วอดคล้อยตามไม่ได้ เพราะเหมือนเป็นความจริงที่ยากจะปฏิเสธ มันยากกว่ากันมากที่จะหาคำคมคารมเด็ดในทางตรงข้าม เหนี่ยวนำให้ยอมลงใจศรัทธาว่าวิบากกรรมแอบเข้าแถวรอให้ผลกันอย่างมีเหตุผล มีระบบระเบียบ ตราบใดแรงส่งให้เกิดวิบากปัจจุบันยังไม่หมด ตราบนั้นคนชั่วก็ยังจะเสวยบุญเก่าเสมือนทำชั่วแล้วได้ดี
คารมเด็ดประเภทที่ก่อให้เกิดความเห็นผิดเป็นชอบ เห็นชอบเป็นผิดนั้น ถ้าตั้งต้นด้วยเจตนาว่าอยากให้เป็นที่จดจำ แล้วบังเกิดผลเป็นความจดจำ นำไปพูดกันติดปากทั่วทุกสารทิศจริงๆ จะมีโทษแรงมาก อย่าให้บอกเลยว่าหนักหนาสาหัสขนาดไหน เอาเป็นว่าเขาทำกรรมทางวาจาที่จะเสวยผลเผ็ดร้อนไม่มีอะไรเกิน และหากได้เกิดใหม่เป็นมนุษย์ เขาจะมีปัญหาเกี่ยวกับปากไม่มีที่สิ้นสุด นับจากความเหม็น ความมีรูปปากน่าเกลียดไม่ชวนทัศนา ตลอดไปจนกระทั่งการพูดการจาที่ฟังอย่างไรก็ร้ายกาจไม่น่าสบายใจ อีกประการหนึ่ง การบิดเบือนสัจจะให้กลายเป็นเรื่องฟังตลกนั้น ก็จะทำให้เขาเป็นตัวตลกน่าขบขัน น่ารังแก ระคนน่ารังเกียจเดียดฉันอยู่กลายๆ
แต่หากเผลอพูดคารมเด็ดออกมาโดยไม่ตั้งใจ คิดคำทำนองประชดชะตา แล้วพบภายหลังว่าติดหูติดปากคนในวงกว้าง สามารถดลใจคนหมู่มากได้ไม่ขาดสาย คนต้นคิดอาจเสียใจอยู่ในที่แห่งใดแห่งหนึ่ง อย่างนั้นก็ไม่ถือว่ารับกรรมไปเต็มเม็ดเต็มหน่วยนัก กล่าวคือบาปก็จะตกแก่เขาเฉพาะตอนเป็นต้นคิดและเผยแพร่ในวาระแรก
สำคัญคือส่วนใหญ่ตอนเริ่มอาจไม่ตั้งใจ แต่พบว่าประสบความสำเร็จล้นหลามในภายหลัง ก็มักบังเกิดความภูมิอกภูมิใจในผลงานของตนยิ่ง อันนั้นบาปที่เกิดขึ้นก็ขยายวงออกไปอย่างประมาณไม่ถูกครับ เนื่องจากแรงอกุศลเป็นสิ่งขยายตัวได้ตามประมาณแห่งมหาชนผู้จดจำคำของเขาไว้ใช้ ตัวยินดีว่า คำนี้เราคิด นั้น เหมือนกระบวยตักน้ำกรดมารดจิตอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ยิ่งรับรู้และชื่นชมว่ามุขเด็ดของเขาเป็นอมตะนานขึ้นเท่าไหร่ ใจก็ยิ่งหน่วงความไพศาลของบาปไว้หนักแน่นยิ่งขึ้นเท่านั้น
จึงสมควรที่จะระมัดระวังตั้งแต่ต้นเป็นดีที่สุดครับ ไม่มีอะไรเป็นบุญใหญ่เท่าทำความเห็นให้ถูกต้องตรงทางและเผยแพร่ความเห็นชอบนั้นให้แผ่กว้างออกไป ขณะเดียวกันก็ไม่มีบาปอะไรมหันต์เสมอเหมือนการเห็นผิดและทำให้ความเห็นผิดนั้นเป็นที่จดจำอย่างกว้างขวาง
:10743437:http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare047.htm (http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare047.htm)