มดเอ๊ก
02-20-2008, 04:17 PM
ถาม ความชื่นชอบดนตรีประเภทหนึ่งๆเป็นวิบากจากกรรมเก่าหรือเปล่าครับ?
การเลือกฟังดนตรีก็คล้ายกับการเลือกคบคน เราต้องมีพื้นฐานอยู่ประมาณหนึ่ง จึงเลือกคบคนที่ใกล้เคียงกับพื้นฐานนั้นๆ
นอกจากการเปรียบเทียบเชิงอุปมาอุปไมยข้างต้นแล้ว รสนิยมทางดนตรีอาจเป็นตัวกำหนดเลยก็ได้ว่าคนสองคนจะคบกันไหวไหม เป็นเพื่อนสนิทหรือเป็นสามีภรรยากันได้ตลอดรอดฝั่งหรือเปล่า เพราะหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้บางคู่อยู่ร่วมกันไม่ได้ก็เรื่องฟังดนตรีนี่เอง ถ้ารสนิยมในการฟังขัดแย้งกันสุดโต่ง เช่นภรรยาชอบเย็นๆเอื่อยๆอย่างไทยเดิม แต่สามีชอบร้อนๆกระทุ้งกระแทกอย่างเฮฟวี่เมธัล อย่างนี้อยู่ร่วมบ้านกันก็เสร็จครับ ต่างฝ่ายต่างต้องแยกไปมีห้องส่วนตัว เครื่องเสียงคนละชุดเป็นแน่
ขอให้พิจารณาว่าดนตรีเป็นคลื่นกระทบจิตชนิดหนึ่ง กระทบแล้วจิตเกิดปฏิกิริยาอย่างไร ระหว่างยอมรับกับปฏิเสธ ตัวรับกับตัวปฏิเสธดนตรีประเภทหนึ่งๆค่อนข้างสะท้อนลักษณะจิตได้ว่าเป็นชนิดใด
การที่จิตลักษณะหนึ่งๆจะเข้ากันได้หรือไม่ได้กับดนตรีแบบไหน มีเหตุปัจจัยมากมาย ถ้าให้ละเอียดจริงๆต้องขุดคุ้ยกันยาว แต่โดยทั่วไปพอแบ่งเกณฑ์ได้คร่าวๆคือ
๑) จิตอยู่ในช่วงที่หนักไปทางราคะ จะชอบเพลงที่ยั่วยวนให้หลงเคลิ้ม หยาดเยิ้ม สนุกเร้าใจ หรือพาฝันชนิดฟังแล้วเข้าไปอยู่ในอีกมิติหนึ่งที่ล้ำลึก เพราะเหมือนราคะได้อาหารรสโอชะไปเลี้ยงให้อิ่มหนำ
๒) จิตอยู่ในช่วงที่หนักไปทางโทสะ จะชอบเพลงที่กระทุ้งกระแทก ดุดัน สะใจ หรือออกแนวมืดคลุ้มแบบเต็มไปด้วยการแข่งประสานงาของเครื่องดนตรีหลากๆ เพราะเหมือนโทสะได้อาหารเชื้อฟืนมาเติมให้ไฟยังคงลุกโชติช่วงไม่ดับหาย
๓) จิตอยู่ในช่วงที่เบาจากราคะและโทสะ จะไม่ชอบ เข้าหา เพลงแนวใดๆเลย คือดูเหมือนเพลงทุกแนวรบกวนจิตได้หมด (แต่ตราบใดเชื้อของราคะและโทสะยังไม่สิ้น เมื่อได้ยินบางเพลงในบางจังหวะเหมาะ ก็อาจเชื่อมต่อกันติดอยู่ดี)
เพราะฉะนั้น ถ้าโยงเอาดนตรีไปเกี่ยวข้องกับกรรมวิบาก ก็ต้องกล่าวว่าวิธีคิด วิธีพูด และวิธีทำของแต่ละคนปรุงแต่งจิตให้หนักไปทางไหน ก็จะพาไปติดใจกับดนตรีที่เหมาะกับทางนั้น
เราจะเห็นวิธีคิด วิธีจินตนาการ วิธีเพ้อฝัน ว่าเป็น กรรมทางใจ ได้อย่างชัดเจนก็ผ่านดนตรีนี่เอง ถ้าคุณมีจินตนาการแบบเหนือจริง ชอบมองไกลไปเกินขอบฟ้า ดนตรีที่หวานพาฝันจะถูกใจทันที แต่ถ้ากำลังอยู่ในอารมณ์อยากบอกรักใครซื่อๆ ดนตรีแนวลูกทุ่งที่ใช้คำกับทำนองโดนใจจังๆอาจเข้าหูคุณมากกว่าอย่างอื่น
คนที่มีอาชีพต้องคิดอ่านสร้างสรรค์ ต้องมองอะไรนอกกรอบหรือฉีกแนวชาวบ้านอยู่เรื่อยๆนั้น อาจชอบฟังหลายแนว เพราะจิตที่คิดอะไรหลากๆหลายๆเป็นประจำมักเข้าถึงอารมณ์ได้วิจิตรพิสดาร ไม่ชอบความซ้ำซากจำเจ ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่ผิวเผินเพียงฟังผ่านๆ แต่จะฟังลึกลงไปในเนื้อหาของแต่ละแนวอย่างเข้าใจหรือเข้าถึง
ความประทับใจครั้งแรกก็เป็นใบเบิกทางสำคัญ แต่ละคนจะมีบางเพลงที่เข้ามาโดนใจในบรรยากาศอันเป็นจังหวะเหมาะพอดี ซึ่งเมื่อติดใจเข้าเพลงหนึ่ง ก็ส่งผลให้อยากติดตามเพลงอื่นๆในแนวเดียวกันอีก อย่างน้อยก็ของศิลปินคนนั้นๆ
ความเข้าใจองค์ประกอบทางดนตรีก็นับว่ามีส่วนสำคัญเช่นกัน เช่นบางคนมีญาติที่บ้านชอบเพลงคลาสสิก ค่อยๆซึมซับผ่านคำอธิบายว่ามีเครื่องดนตรีกี่แบบ ถูกชี้ให้สังเกตลักษณะประสานกันระหว่างเครื่องดนตรีกับลีลาเพลง หูก็เริ่มเปิดกว้างขึ้น ใจสัมผัสความสวยงามในเพลงมากขึ้น ในที่สุดก็เกิดความติดใจ ทั้งที่ดั้งเดิมเพลงคลาสสิกไม่เข้ากันกับลักษณะจิตของตนนัก
ความแปรปรวนทางอารมณ์ก็มีผลกระทบกับการเลือกฟังเช่นกัน บางคนรู้สึกว่าในอารมณ์หนึ่งต้องหาอะไรมากระแทกหูให้หนักๆ แต่อีกอารมณ์หนึ่งอยากหาเสียงแผ่วๆมาไล้โสตให้พอเพลิน ความหลากหลายจึงเกิดขึ้น และสามารถเปลี่ยนแปลงได้ปุบปับฉับพลันเหมือนฟ้าแลบเสียด้วย ไม่ต่างจากวิธีพูดและวิธีทำที่อาจกลับไปกลับมา เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เป็นที่ยอมรับได้ยาก
ความไม่พอใจในบุคลิกภาพของตัวเอง หรือความอยากฉีกภาพลักษณ์ของตัวเองให้คนอื่นประหลาดใจ ก็เป็นไปได้ที่จะกำหนดแนวทางการฟังดนตรี อย่างเช่นบางคนนุ่มนิ่ม เรียบร้อย แต่เพื่อนๆสงสัยเอ๊ะทำไมดันไปชอบเฮฟวี่เมธัล หรือบางคนเจ้าโทสะโมโหร้ายเป็นที่สุด แต่คนในบ้านเห็นเอาแต่ซื้อเพลงคลาสสิกมาฟังประจำ พวกนี้อาจชอบที่จะทำตัวเป็นคนเดาใจยาก (แต่ก็ไม่เสมอไปนะครับ บางทีมีเหตุอื่นทำให้ชอบแนวเพลงขัดแย้งกับบุคลิกของตัวเองได้โดยไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับภาพลักษณ์ภายนอกของตนเองแต่อย่างใด)
สรุปคืออาการทางใจ หรือมโนกรรมของแต่ละคนนี่เอง เป็นกุญแจไขประตูดนตรี และก็ไม่ใช่จะมีกุญแจกันคนละดอกเดียวถาวร เมื่อใดรูปวิธีคิดของคุณเปลี่ยน รูปแบบดนตรีของคุณก็จะแตกต่างออกไปด้วย
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ในทางกลับกันครับ เป็นไปได้ที่ดนตรีจะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงตัวตนของคนฟัง เช่นเดิมทีเป็นคนรักสงบ แต่พอมาฟังดนตรีบางแนวแล้วร้อนรุ่มกลุ้มใจ กลายเป็นพวกเดียวกับคนหัวไม้ไปเลย อย่างเช่นที่เห็นตัวอย่างได้ชัดก็คือมีการใช้เพลงปลุกระดมทางศาสนามาเป็นส่วนหนึ่งในการล้างสมองวัยรุ่นให้เกิดพฤติกรรมทำลายล้าง
ปัจจุบันรูปแบบดนตรีประกอบคำร้องจะเป็นที่นิยมสูงสุด คำร้องที่ลอยมากระทบหูพร้อมทำนองดนตรีที่โดนใจนั้น บางครั้งอาจก่อให้เกิดพฤติกรรมคล้อยตามได้โดยตรง เพราะเสียงใดติดหูมาก เสียงนั้นอาจกลายเป็น คำสั่ง ขึ้นมาในหัวได้เป็นช่วงๆ
อย่างเช่นบางเพลงเป็นการคร่ำครวญของผู้หญิงที่ถูกหักอก ยังมีความเสียใจอาลัยอาวรณ์ในชายหนุ่มอยู่มาก ขนาดที่ฆ่าให้ตายก็ไม่ค่อยจะอยากยินยอมห่างหายไปไหน เมื่อประกอบกับทำนองอ้อยอิ่งบาดใจด้วยแล้ว ก็เลยผูกจิตผูกใจคนฟังให้เกิดจินตนาการยึดติดกับผู้ชายเหนียวแน่นขึ้นกว่าเดิม ขนาดที่คิดว่าความตายอาจเป็นการเรียกร้องความเห็นใจได้ดีพอ
ตรงข้าม บางคนอาจกำลังหดหู่ หมดเรี่ยวแรงต่อสู้ วันๆเอาแต่นั่งเหม่อลอยเหมือนนักมวยที่ไม่อยากลุกจากมุม พอเพื่อนส่งซีดีเพลงเสริมกำลังใจดีๆมาให้ฟัง ก็อาจตาสว่าง กลับลุกขึ้นใหม่เหมือนนักมวยเจอยาโด๊ปได้ และอาจเกิดความคิดว่าศพเท่านั้นที่งอมืองอเท้าเลิกสู้ ถ้ามือยังตักข้าวกินได้ก็แปลว่ายังสู้ได้อยู่
นี่แหละครับ ปัจจุบันเพลงเพราะๆและคำร้องโดนๆนั้น มีบทบาทกับชีวิตคนในวงกว้างได้มากถึงมากที่สุด คนแต่งเพลงนับเป็นพวกที่ผูกติดอยู่กับกรรมขาวกรรมดำได้มากกว่าอาชีพทั่วไป เพราะอาจก่อกระแสในทางลบหรือทางบวกได้กว้างไกลไพศาลไม่อาจประมาณถูกผ่านระบบการตลาดที่ทรงอิทธิพลครอบโลก
ด้วยแนวคิดที่ไม่ศรัทธากรรมวิบาก และไม่ตระหนักว่าเพลงหนึ่งๆมีผลลบหรือบวกปานใด คนทำเพลงย่อมสนใจการตลาดมากกว่าอย่างอื่น คือคิดอยู่ในกรอบของความถูกใจของคนหมู่มาก ขืนคิดในกรอบอุดมคติ ชวนคนไปถือศีล ๘ มีหวังโดนเจ้านายทุบอยู่ตรงนั้น
จิตเป็นธรรมชาติที่ซับซ้อน วิจิตรพิสดารที่สุดในจักรวาล ผมอยากกล่าวว่าที่คนเราต้องฟังดนตรีก็เพราะต้องการขังตัวเอง แช่ตัวเองไว้กับกิเลสซึ่งถูกอัธยาศัยของตนนั่นเอง และการเลือกเสพดนตรีอาจสลักสำคัญอย่างที่ไม่มีใครนึกได้ถึง ถ้าติดใจฟังแนวไหนแล้วพฤติกรรมแย่ลง หรือกระทั่งก่อให้เกิดอารมณ์อยากฆ่าตัวตายหรืออยากทำร้ายคนอื่น ก็น่าจะห่างๆออกมาเสีย
ถาม ผมเป็นคนมีปัญหาซับซ้อนและเข้าใจยาก บางทีก็ไม่รู้จะเริ่มแก้ที่ตรงไหน อย่างนี้ควรทำบุญอย่างไร หรือปฏิบัติตนแบบลัดๆอย่างไรถึงจะมีชีวิตที่เป็นสุขได้เสียทีครับ?
ปัญหาของคนเรานั้นเหมือนกันหมดครับ ที่คิดว่าตัวเองไม่เหมือนใคร หรือปัญหาหนักหนาสาหัสเกินใครนั้นลืมไปได้ เพราะปัญหาที่ทุกๆคนในโลกมีเหมือนกันหมดคือไม่รู้ว่าทำอะไรลงไปแล้วให้ผลดีร้ายแบบไหน
จุดศูนย์กลางของปัญหาอยู่ที่ตรงนี้จริงๆ และแก่นของชีวิต แก่นของการมีการเป็นก็อยู่ตรงนี้ด้วย! ฉะนั้นขอเพียงคุณรู้ว่าคิด พูด ทำอย่างไรแล้วจะเกิดผลแบบไหน ก็จะเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นตอ หรืออย่างน้อยที่สุดปมปัญหาเฉพาะหน้าก็จะถูกแก้ได้อย่างถูกทางทีละเปลาะ
การทำบุญแบบบริจาคทานอาจไม่ใช่การแก้ปัญหา และไม่เหมาะกับอารมณ์อยากประชดของคนกำลังผิดหวังน้อยใจชะตาตนเอง ทางลัดที่คุณจะเป็นสุขทางใจมากกว่าเดิมคือทำบุญกับใจตัวเอง ให้ใจมีความเข้าถึงเหตุผลของชีวิต ว่าทั้งหลายทั้งปวงย่อมดำเนินไปตามกฎแห่งกรรมวิบาก
ขอเพียงคุณตั้งความเชื่อไว้ว่าทุกนาทีของชีวิตมีเหตุผล ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ คุณจะใส่ใจกับการกระทำเหตุมากขึ้น เพราะเชื่อว่าเมื่อสั่งสมเหตุที่ดีไว้มากพอ ในที่สุดผลจะต้องออกมาดีชัดในวันหนึ่ง อย่างเช่นความเศร้า ความท้อใจนั้น เกิดจากการเอาแต่รับแรงกระทบภายนอกท่าเดียว ถ้าคุณแทรกแซงด้วยแรงกระทำจากภายใน คือความคิด ความเข้าใจในทางสว่าง วันหนึ่งความสว่างจะเปล่งประกายเหนือความมืด
หากเริ่มต้นด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องเสียจุดเดียว ทุกความคิด ทุกคำพูด และทุกการกระทำที่ตามมาของคุณจะอยู่ฝ่ายสว่าง ฝ่ายที่เป็นกุศล และฉุดคุณขึ้นจากหล่มปัญหาได้ทุกชนิด ขอให้เริ่มจากความคิดเดี๋ยวนี้เลยว่าทางลัดนั้นมี แต่จะตัดสินใจเลือกเดินนั้นยาก หากขาดศรัทธาจะทำความเข้าใจครับ
:yoyo_0133:http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare045.htm (http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare045.htm)
การเลือกฟังดนตรีก็คล้ายกับการเลือกคบคน เราต้องมีพื้นฐานอยู่ประมาณหนึ่ง จึงเลือกคบคนที่ใกล้เคียงกับพื้นฐานนั้นๆ
นอกจากการเปรียบเทียบเชิงอุปมาอุปไมยข้างต้นแล้ว รสนิยมทางดนตรีอาจเป็นตัวกำหนดเลยก็ได้ว่าคนสองคนจะคบกันไหวไหม เป็นเพื่อนสนิทหรือเป็นสามีภรรยากันได้ตลอดรอดฝั่งหรือเปล่า เพราะหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้บางคู่อยู่ร่วมกันไม่ได้ก็เรื่องฟังดนตรีนี่เอง ถ้ารสนิยมในการฟังขัดแย้งกันสุดโต่ง เช่นภรรยาชอบเย็นๆเอื่อยๆอย่างไทยเดิม แต่สามีชอบร้อนๆกระทุ้งกระแทกอย่างเฮฟวี่เมธัล อย่างนี้อยู่ร่วมบ้านกันก็เสร็จครับ ต่างฝ่ายต่างต้องแยกไปมีห้องส่วนตัว เครื่องเสียงคนละชุดเป็นแน่
ขอให้พิจารณาว่าดนตรีเป็นคลื่นกระทบจิตชนิดหนึ่ง กระทบแล้วจิตเกิดปฏิกิริยาอย่างไร ระหว่างยอมรับกับปฏิเสธ ตัวรับกับตัวปฏิเสธดนตรีประเภทหนึ่งๆค่อนข้างสะท้อนลักษณะจิตได้ว่าเป็นชนิดใด
การที่จิตลักษณะหนึ่งๆจะเข้ากันได้หรือไม่ได้กับดนตรีแบบไหน มีเหตุปัจจัยมากมาย ถ้าให้ละเอียดจริงๆต้องขุดคุ้ยกันยาว แต่โดยทั่วไปพอแบ่งเกณฑ์ได้คร่าวๆคือ
๑) จิตอยู่ในช่วงที่หนักไปทางราคะ จะชอบเพลงที่ยั่วยวนให้หลงเคลิ้ม หยาดเยิ้ม สนุกเร้าใจ หรือพาฝันชนิดฟังแล้วเข้าไปอยู่ในอีกมิติหนึ่งที่ล้ำลึก เพราะเหมือนราคะได้อาหารรสโอชะไปเลี้ยงให้อิ่มหนำ
๒) จิตอยู่ในช่วงที่หนักไปทางโทสะ จะชอบเพลงที่กระทุ้งกระแทก ดุดัน สะใจ หรือออกแนวมืดคลุ้มแบบเต็มไปด้วยการแข่งประสานงาของเครื่องดนตรีหลากๆ เพราะเหมือนโทสะได้อาหารเชื้อฟืนมาเติมให้ไฟยังคงลุกโชติช่วงไม่ดับหาย
๓) จิตอยู่ในช่วงที่เบาจากราคะและโทสะ จะไม่ชอบ เข้าหา เพลงแนวใดๆเลย คือดูเหมือนเพลงทุกแนวรบกวนจิตได้หมด (แต่ตราบใดเชื้อของราคะและโทสะยังไม่สิ้น เมื่อได้ยินบางเพลงในบางจังหวะเหมาะ ก็อาจเชื่อมต่อกันติดอยู่ดี)
เพราะฉะนั้น ถ้าโยงเอาดนตรีไปเกี่ยวข้องกับกรรมวิบาก ก็ต้องกล่าวว่าวิธีคิด วิธีพูด และวิธีทำของแต่ละคนปรุงแต่งจิตให้หนักไปทางไหน ก็จะพาไปติดใจกับดนตรีที่เหมาะกับทางนั้น
เราจะเห็นวิธีคิด วิธีจินตนาการ วิธีเพ้อฝัน ว่าเป็น กรรมทางใจ ได้อย่างชัดเจนก็ผ่านดนตรีนี่เอง ถ้าคุณมีจินตนาการแบบเหนือจริง ชอบมองไกลไปเกินขอบฟ้า ดนตรีที่หวานพาฝันจะถูกใจทันที แต่ถ้ากำลังอยู่ในอารมณ์อยากบอกรักใครซื่อๆ ดนตรีแนวลูกทุ่งที่ใช้คำกับทำนองโดนใจจังๆอาจเข้าหูคุณมากกว่าอย่างอื่น
คนที่มีอาชีพต้องคิดอ่านสร้างสรรค์ ต้องมองอะไรนอกกรอบหรือฉีกแนวชาวบ้านอยู่เรื่อยๆนั้น อาจชอบฟังหลายแนว เพราะจิตที่คิดอะไรหลากๆหลายๆเป็นประจำมักเข้าถึงอารมณ์ได้วิจิตรพิสดาร ไม่ชอบความซ้ำซากจำเจ ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่ผิวเผินเพียงฟังผ่านๆ แต่จะฟังลึกลงไปในเนื้อหาของแต่ละแนวอย่างเข้าใจหรือเข้าถึง
ความประทับใจครั้งแรกก็เป็นใบเบิกทางสำคัญ แต่ละคนจะมีบางเพลงที่เข้ามาโดนใจในบรรยากาศอันเป็นจังหวะเหมาะพอดี ซึ่งเมื่อติดใจเข้าเพลงหนึ่ง ก็ส่งผลให้อยากติดตามเพลงอื่นๆในแนวเดียวกันอีก อย่างน้อยก็ของศิลปินคนนั้นๆ
ความเข้าใจองค์ประกอบทางดนตรีก็นับว่ามีส่วนสำคัญเช่นกัน เช่นบางคนมีญาติที่บ้านชอบเพลงคลาสสิก ค่อยๆซึมซับผ่านคำอธิบายว่ามีเครื่องดนตรีกี่แบบ ถูกชี้ให้สังเกตลักษณะประสานกันระหว่างเครื่องดนตรีกับลีลาเพลง หูก็เริ่มเปิดกว้างขึ้น ใจสัมผัสความสวยงามในเพลงมากขึ้น ในที่สุดก็เกิดความติดใจ ทั้งที่ดั้งเดิมเพลงคลาสสิกไม่เข้ากันกับลักษณะจิตของตนนัก
ความแปรปรวนทางอารมณ์ก็มีผลกระทบกับการเลือกฟังเช่นกัน บางคนรู้สึกว่าในอารมณ์หนึ่งต้องหาอะไรมากระแทกหูให้หนักๆ แต่อีกอารมณ์หนึ่งอยากหาเสียงแผ่วๆมาไล้โสตให้พอเพลิน ความหลากหลายจึงเกิดขึ้น และสามารถเปลี่ยนแปลงได้ปุบปับฉับพลันเหมือนฟ้าแลบเสียด้วย ไม่ต่างจากวิธีพูดและวิธีทำที่อาจกลับไปกลับมา เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เป็นที่ยอมรับได้ยาก
ความไม่พอใจในบุคลิกภาพของตัวเอง หรือความอยากฉีกภาพลักษณ์ของตัวเองให้คนอื่นประหลาดใจ ก็เป็นไปได้ที่จะกำหนดแนวทางการฟังดนตรี อย่างเช่นบางคนนุ่มนิ่ม เรียบร้อย แต่เพื่อนๆสงสัยเอ๊ะทำไมดันไปชอบเฮฟวี่เมธัล หรือบางคนเจ้าโทสะโมโหร้ายเป็นที่สุด แต่คนในบ้านเห็นเอาแต่ซื้อเพลงคลาสสิกมาฟังประจำ พวกนี้อาจชอบที่จะทำตัวเป็นคนเดาใจยาก (แต่ก็ไม่เสมอไปนะครับ บางทีมีเหตุอื่นทำให้ชอบแนวเพลงขัดแย้งกับบุคลิกของตัวเองได้โดยไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับภาพลักษณ์ภายนอกของตนเองแต่อย่างใด)
สรุปคืออาการทางใจ หรือมโนกรรมของแต่ละคนนี่เอง เป็นกุญแจไขประตูดนตรี และก็ไม่ใช่จะมีกุญแจกันคนละดอกเดียวถาวร เมื่อใดรูปวิธีคิดของคุณเปลี่ยน รูปแบบดนตรีของคุณก็จะแตกต่างออกไปด้วย
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ในทางกลับกันครับ เป็นไปได้ที่ดนตรีจะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงตัวตนของคนฟัง เช่นเดิมทีเป็นคนรักสงบ แต่พอมาฟังดนตรีบางแนวแล้วร้อนรุ่มกลุ้มใจ กลายเป็นพวกเดียวกับคนหัวไม้ไปเลย อย่างเช่นที่เห็นตัวอย่างได้ชัดก็คือมีการใช้เพลงปลุกระดมทางศาสนามาเป็นส่วนหนึ่งในการล้างสมองวัยรุ่นให้เกิดพฤติกรรมทำลายล้าง
ปัจจุบันรูปแบบดนตรีประกอบคำร้องจะเป็นที่นิยมสูงสุด คำร้องที่ลอยมากระทบหูพร้อมทำนองดนตรีที่โดนใจนั้น บางครั้งอาจก่อให้เกิดพฤติกรรมคล้อยตามได้โดยตรง เพราะเสียงใดติดหูมาก เสียงนั้นอาจกลายเป็น คำสั่ง ขึ้นมาในหัวได้เป็นช่วงๆ
อย่างเช่นบางเพลงเป็นการคร่ำครวญของผู้หญิงที่ถูกหักอก ยังมีความเสียใจอาลัยอาวรณ์ในชายหนุ่มอยู่มาก ขนาดที่ฆ่าให้ตายก็ไม่ค่อยจะอยากยินยอมห่างหายไปไหน เมื่อประกอบกับทำนองอ้อยอิ่งบาดใจด้วยแล้ว ก็เลยผูกจิตผูกใจคนฟังให้เกิดจินตนาการยึดติดกับผู้ชายเหนียวแน่นขึ้นกว่าเดิม ขนาดที่คิดว่าความตายอาจเป็นการเรียกร้องความเห็นใจได้ดีพอ
ตรงข้าม บางคนอาจกำลังหดหู่ หมดเรี่ยวแรงต่อสู้ วันๆเอาแต่นั่งเหม่อลอยเหมือนนักมวยที่ไม่อยากลุกจากมุม พอเพื่อนส่งซีดีเพลงเสริมกำลังใจดีๆมาให้ฟัง ก็อาจตาสว่าง กลับลุกขึ้นใหม่เหมือนนักมวยเจอยาโด๊ปได้ และอาจเกิดความคิดว่าศพเท่านั้นที่งอมืองอเท้าเลิกสู้ ถ้ามือยังตักข้าวกินได้ก็แปลว่ายังสู้ได้อยู่
นี่แหละครับ ปัจจุบันเพลงเพราะๆและคำร้องโดนๆนั้น มีบทบาทกับชีวิตคนในวงกว้างได้มากถึงมากที่สุด คนแต่งเพลงนับเป็นพวกที่ผูกติดอยู่กับกรรมขาวกรรมดำได้มากกว่าอาชีพทั่วไป เพราะอาจก่อกระแสในทางลบหรือทางบวกได้กว้างไกลไพศาลไม่อาจประมาณถูกผ่านระบบการตลาดที่ทรงอิทธิพลครอบโลก
ด้วยแนวคิดที่ไม่ศรัทธากรรมวิบาก และไม่ตระหนักว่าเพลงหนึ่งๆมีผลลบหรือบวกปานใด คนทำเพลงย่อมสนใจการตลาดมากกว่าอย่างอื่น คือคิดอยู่ในกรอบของความถูกใจของคนหมู่มาก ขืนคิดในกรอบอุดมคติ ชวนคนไปถือศีล ๘ มีหวังโดนเจ้านายทุบอยู่ตรงนั้น
จิตเป็นธรรมชาติที่ซับซ้อน วิจิตรพิสดารที่สุดในจักรวาล ผมอยากกล่าวว่าที่คนเราต้องฟังดนตรีก็เพราะต้องการขังตัวเอง แช่ตัวเองไว้กับกิเลสซึ่งถูกอัธยาศัยของตนนั่นเอง และการเลือกเสพดนตรีอาจสลักสำคัญอย่างที่ไม่มีใครนึกได้ถึง ถ้าติดใจฟังแนวไหนแล้วพฤติกรรมแย่ลง หรือกระทั่งก่อให้เกิดอารมณ์อยากฆ่าตัวตายหรืออยากทำร้ายคนอื่น ก็น่าจะห่างๆออกมาเสีย
ถาม ผมเป็นคนมีปัญหาซับซ้อนและเข้าใจยาก บางทีก็ไม่รู้จะเริ่มแก้ที่ตรงไหน อย่างนี้ควรทำบุญอย่างไร หรือปฏิบัติตนแบบลัดๆอย่างไรถึงจะมีชีวิตที่เป็นสุขได้เสียทีครับ?
ปัญหาของคนเรานั้นเหมือนกันหมดครับ ที่คิดว่าตัวเองไม่เหมือนใคร หรือปัญหาหนักหนาสาหัสเกินใครนั้นลืมไปได้ เพราะปัญหาที่ทุกๆคนในโลกมีเหมือนกันหมดคือไม่รู้ว่าทำอะไรลงไปแล้วให้ผลดีร้ายแบบไหน
จุดศูนย์กลางของปัญหาอยู่ที่ตรงนี้จริงๆ และแก่นของชีวิต แก่นของการมีการเป็นก็อยู่ตรงนี้ด้วย! ฉะนั้นขอเพียงคุณรู้ว่าคิด พูด ทำอย่างไรแล้วจะเกิดผลแบบไหน ก็จะเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นตอ หรืออย่างน้อยที่สุดปมปัญหาเฉพาะหน้าก็จะถูกแก้ได้อย่างถูกทางทีละเปลาะ
การทำบุญแบบบริจาคทานอาจไม่ใช่การแก้ปัญหา และไม่เหมาะกับอารมณ์อยากประชดของคนกำลังผิดหวังน้อยใจชะตาตนเอง ทางลัดที่คุณจะเป็นสุขทางใจมากกว่าเดิมคือทำบุญกับใจตัวเอง ให้ใจมีความเข้าถึงเหตุผลของชีวิต ว่าทั้งหลายทั้งปวงย่อมดำเนินไปตามกฎแห่งกรรมวิบาก
ขอเพียงคุณตั้งความเชื่อไว้ว่าทุกนาทีของชีวิตมีเหตุผล ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ คุณจะใส่ใจกับการกระทำเหตุมากขึ้น เพราะเชื่อว่าเมื่อสั่งสมเหตุที่ดีไว้มากพอ ในที่สุดผลจะต้องออกมาดีชัดในวันหนึ่ง อย่างเช่นความเศร้า ความท้อใจนั้น เกิดจากการเอาแต่รับแรงกระทบภายนอกท่าเดียว ถ้าคุณแทรกแซงด้วยแรงกระทำจากภายใน คือความคิด ความเข้าใจในทางสว่าง วันหนึ่งความสว่างจะเปล่งประกายเหนือความมืด
หากเริ่มต้นด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องเสียจุดเดียว ทุกความคิด ทุกคำพูด และทุกการกระทำที่ตามมาของคุณจะอยู่ฝ่ายสว่าง ฝ่ายที่เป็นกุศล และฉุดคุณขึ้นจากหล่มปัญหาได้ทุกชนิด ขอให้เริ่มจากความคิดเดี๋ยวนี้เลยว่าทางลัดนั้นมี แต่จะตัดสินใจเลือกเดินนั้นยาก หากขาดศรัทธาจะทำความเข้าใจครับ
:yoyo_0133:http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare045.htm (http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare045.htm)