มดเอ๊ก
02-20-2008, 04:12 PM
ถาม วันก่อนอ่านเจอคำด่ากันในอินเตอร์เน็ตแล้วคำด่านั้นติดมาในหัว แกะอย่างไรก็ไม่ออก พอดีเป็นจังหวะที่เอื้อให้คำนั้นเข้ามาประทับแน่นในใจด้วยน่ะค่ะ และเดือดร้อนที่สุดก็ตอนมองใครต่อใครหรือแม้แต่ครูบาอาจารย์ในรูปภาพ ก็เหมือนพลอยคิดอกุศลเพราะคำนั้นไปด้วย ปกติไม่ใช่คนพูดหยาบคาย อยากทราบวิธีแก้จริงๆ เป็นทุกข์จนมึนหัวทุกที แม้สวดมนต์ไหว้พระ ขนาดขอขมาพระรัตนตรัยวันละหลายรอบก็ไม่หายขาด
โลกเรากำลังเต็มไปด้วยเชื้อร้ายครับ ทั้งโรคระบาดทางกายและโรคระบาดทางวิญญาณ และนับวันวิธีการแพร่เชื้อก็ยิ่งง่ายขึ้นทุกที
อินเตอร์เน็ตจัดเป็นแหล่งแพร่เชื้อร้ายทางวิญญาณชั้นดี ขอเพียงได้เหลี่ยมได้มุมเหมาะ ก็เหมือนจะมีเชื้อระบาดเข้ามาสู่ใจเรารวดเร็วในพริบตา แต่กว่าจะบำบัดรักษาหายได้ก็อาจต้องใช้เวลายืดเยื้อยาวนานนัก แถมก่อนเชื่อมต่อเข้าสู่มิติโกลาหลบนอินเตอร์เน็ต ไม่มีป้ายบอกเตือนเสียด้วยว่าให้ ระวังเชื้อร้าย!!
กรณีนี้ทางที่จะแก้นั้น ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่าที่คำหยาบไม่หายไปจากหัวเรา รวมทั้งที่มันมาปรากฏบ่อยๆ ไม่ใช่เพราะจิตใจฝักใฝ่ถ้อยคำอันเป็นของต่ำ แต่เพราะความทรมานใจกลัวบาปเล่นงานต่างหาก สรุปคือความกังวลตัวเดียวนั่นเองครับเป็นเหตุ ความกังวลนั่นแหละอาหารชั้นดีที่เลี้ยงดูคำพูดหยาบๆไว้ไม่ให้ตายไปจากหัวเรา เพราะฉะนั้นถ้ากำจัดความกังวลได้ ทำใจไม่ให้รู้สึกผิดเสียได้ ในที่สุดมันก็ล่องหนหายตัวอย่างเด็ดขาดไปเอง จะนานช้าแค่ไหนก็ช่างเถอะ
ผมมีอุบายวิธีแก้ให้สองข้อ
๑) คุณต้องบอกตัวเองว่านี่ไม่ใช่ความจงใจด่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของเรา เมื่อไม่ได้จงใจ ไม่ได้เจตนา ก็เท่ากับขาดประธานในการก่อบาป เพราะพระพุทธเจ้าตรัสว่าเจตนาคือกรรม กรรมคือเจตนา เมื่อไม่ได้เริ่มต้นที่เจตนา แม้เป็นกรรมก็มีกำลังอ่อน และจะไม่ก่อให้เกิดการติดนิสัยในทางชั่วร้ายกับเราแต่อย่างใด ขอให้สบายใจได้
๒) คราวหลังคิดทีก็ไหว้ที แล้วนึกเงียบๆ หรือเปล่งวาจาออกเสียงชัดถ้อยชัดคำยิ่งดี ว่า ใจจริงของเราคือไหว้อย่างนี้ ไม่ได้ยินดีตามเสียงด่าในหัวเลย แต่ละครั้งคุณจะรู้สึกแน่ใจ มั่นใจในตัวเองว่าเป็นฝ่ายดี ไม่ใช่ฝ่ายร้าย เมื่อนั้นก็จะสบายใจยิ่งๆขึ้น พอสบายใจร้อยครั้ง พันครั้ง ในที่สุดก็จะค่อยๆลบความกังวลไปเอง พอความกังวลหายไปอย่างเด็ดขาด ในที่สุดคำหยาบก็จะหายไปจากหัวด้วย หรือถึงแม้จะมีแวบๆเข้ามาบ้าง ก็จะไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกผิดอีกต่อไปแล้วครับ
ถาม คนที่ไม่สงบจริง แต่แกล้งพูดให้นุ่มนวลเหมือนพ่อพระหรือแม่พระนั้น จะมีผลกรรมอย่างไรครับ?
ก็มีจิตเป็นมายา เป็นกรรมอย่างหนึ่งเหมือนนักแสดงครับ แต่นักแสดงเพียงตั้งใจหลอกคนดูตามกติกา (คือคนดูตกลงเต็มใจให้หลอก) ส่วนพ่อพระแม่พระเก๊ๆนั้น หลอกทั้งคนดู ตลอดจนกระทั่งหลอกทั้งตัวเองเป็นเวลายาวนาน กระทั่งปักใจเชื่อว่าตนเป็นเช่นนั้นจริงๆ โดยไม่รู้เท่าทันว่าที่แท้ยังมีระเบิดโทสะซุกซ่อนอยู่มากมายก่ายกอง พร้อมจะตูมตามขึ้นมาเสมอเมื่อเกิดการสั่งสมแรงดันมากพอ
การขัดเกลาให้ตนเป็นผู้มีความเยือกเย็นอย่างแท้จริง กับการเสแสร้งแกล้งทำเป็นผู้เยือกเย็นนั้น ผลจะต่างกันลิบลับ เมตตาจะทำให้เราเจตนาพูดนุ่มนวลเพื่ออนุเคราะห์คนฟังให้สบายใจ แต่มายาจะทำให้เราเจตนาพูดนุ่มนวลเพื่อลวงให้คนอื่นนิยม ของพวกนี้ผิดกันนิดเดียว และบางทีก็ไม่ใช่รู้ตัวกันง่ายๆนะครับ หากหลอกตัวเองจนแม้ตัวเองนึกยังนึกว่าดีจริงแล้ว ก็ยากมากที่จะชี้ว่าตรงไหนเรียกมายา ตรงไหนเรียกใจจริง
หลังจากหลอกตัวเองว่าตนเป็นพ่อพระแม่พระเสียงนุ่มไประยะหนึ่ง ผลกรรมที่เห็นได้ชัดทันตาคือจะมีจิตที่เคลิบเคลิ้ม หลงตัวว่าดีแล้ว ทั้งที่ใจในส่วนลึกรู้อยู่ว่ายังไม่ดีจริง ยังเต็มไปด้วยโทสะ จึงเกิดความขัดแย้ง บางทีปฏิเสธตนเองจนเหนื่อย คิดบอกว่าไม่คิด พูดบอกว่าไม่พูด ทำบอกว่าไม่ทำ ขอให้เป็นเรื่องร้ายๆเถอะ ฉันต้องไม่มีแน่ๆ ทำไปทำมาเลยเกลียดตัวเอง มีความกระสับกระส่าย มีความไม่พอใจเป็นอาจิณ
เท่าที่ผมเห็น บางคนดูภายนอกสงบลึกซึ้งอยู่ทั้งวัน แต่พอได้ฤกษ์เหมาะ พูดจากันอยู่ดีๆก็ออกอาการหงุดหงิดโดยไม่มีสาเหตุ หรือเรื่องไม่มีก็สร้างเรื่องเพื่อแสดงความโกรธ หรือแสดงวาจาเชือดเฉือนคนอื่นเพื่อให้ตัวเองดูดีกว่าใครๆ
โทษของการเป็นผู้มีมายานั้น ต่อให้แนบเนียนสมจริงปานใด หรือกระทั่งทำประโยชน์ให้ใครต่อใครมากมายเพียงไหน ในที่สุดจะย้อนกลับมาเล่นงานเจ้าตัว คือกระทำจิตให้บิดเบี้ยว ไม่อาจเห็นอะไรแจ่มแจ้งตามจริงตลอดสาย การต้องประคับประคองให้ตนเองอยู่ในระดับที่สูงส่งนั้น นับว่าต้องใช้แรงมาก ต้องเหนื่อยมาก ต้องสะสมแรงกดดันมาก ยิ่งหลอกสายตาคนไว้มากเท่าไหร่ ยาวนานเพียงใด ความเก็บกดก็จะทวีแรงอัดไว้มากขึ้นเท่านั้น
เมื่อใดคุยเป็นส่วนตัวกับคนสนิทหรือผู้น้อยแบบที่ไม่ต้องระวังตัว จึงออกอาการชัดเป็นพิเศษ พูดง่ายๆนิยมเพ่งโทษผู้อื่น จ้องจะหาทางระบายความเครียดเอากับคนไม่มีทางสู้ หรือคนไม่มีทางไปป่าวร้องให้ตนเองเสียหาย
อีกประการหนึ่ง สำหรับพ่อพระแม่พระปลอมๆนั้น ในอนาคตเมื่อมีโอกาสเกิดใหม่เป็นมนุษย์อีก หน้าตาจะออกแนวไม่ใสซื่อ ดูไม่จริงใจ ถึงแม้ศีลจะปั้นให้รูปร่างหน้าตาดูดีอยู่บ้าง ก็จะสวยหล่อแบบเบี้ยวๆ ขาดๆเกินๆ ดูสวยไม่เสร็จ หล่อไม่เสร็จ เลี่ยนๆเอียนๆอย่างที่คนเห็นอธิบายไม่ถูก นี่ก็เพราะตอนก่อวจีกรรมดีๆนั้นไม่ดีจริง ใจมีอาการขาดๆเกินๆนั่นเอง
อย่างนี้มิแปลว่าควรพูดจาโผงผางขวานผ่าซากแบบไม่แคร์ใครกระนั้นหรือ? ไม่ใช่อย่างนั้นครับ เพื่อความสุขความเย็นใจในปัจจุบัน และเพื่อมีหน้าตาผิวพรรณงามในอนาคต ทุกคนควรฝึกตนให้นุ่มนวลเป็นกันทั้งสิ้น
อย่างไรก็ตาม ที่ก้าวแรกควรเป็นเจตนาใช้คำที่ไม่ระคายโสต อย่าเพิ่งพยายามดัดท่าที หรือตกแต่งน้ำเสียงให้ละมุนละไมเกินเหตุ พูดแบบเป็นตัวของตัวเอง พูดแบบไม่รู้สึกว่าต้องใส่หน้ากากไปซื้อใจคนอื่น พูดแบบไม่ต้องเหนื่อยสร้างภาพที่ไม่มีอยู่ในตน คุณจะพบว่าเพียงด้วยใจที่คิดงดเว้นถ้อยคำอันระคายโสตนั้น จะสวนทางกับตัวตนด้านร้าย ยิ่งพูดจะยิ่งลิดรอนอำนาจของโทสะลงเอง ยิ่งฝึกหัดเลือกใช้คำดีๆมากขึ้นเพียงใด ใจคุณจะยิ่งนุ่มนวลอย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้นเท่านั้น
เช่นแทนที่จะพูดลุ่นๆด้วยอำนาจความเคยชินว่า เฮ้ย! ทำไมชุ่ยอย่างนี้วะ? ก็อาจลดลงมาเป็น นี่! ช่วยระวังหน่อยเถอะ อาการทางใจของทั้งคนพูดและคนฟังจะแตกต่างกันลิบลับ ยิ่งถ้าลดลงมาอีกเป็น คุณครับ/คุณคะ ช่วยระวังนิดหนึ่งเถอะนะ ผลก็จะยิ่งต่างไปอีก แม้ไม่ดัดเสียงหรือแต่งสีหน้าให้ดูดี ไฟโทสะที่เกิดแล้วในใจคุณก็จะลดลง ไฟโทสะที่ยังไม่เกิดในใจคนอื่นก็จะไม่เกิด
ใจที่เยือกเย็นลงอย่างเป็นธรรมชาตินั้น จะปรุงแต่งให้กิริยาของคุณนุ่มนวลลงอย่างเป็นธรรมชาติไปด้วย คุณจะรู้สึกเป็นตัวของตัวเอง ไม่เหน็ดเหนื่อยกับกิริยาวาจาที่นุ่มนวลเลย ตรงข้าม จะยิ่งพึงใจในรูปแบบชีวิตใหม่ ไม่ฝืดฝืน ไม่ต้องออกแรงบังคับตัวเองแต่อย่างใด ถึงเดิมทีเคยสะใจกับการเป็นผู้ร้ายทางวาจา ต่อมาจึงได้ข้อเปรียบเทียบว่าการเป็นพระเอกนางเอกทางการเลือกใช้คำนั้น หยาบประณีตแตกต่างห่างชั้นกันเพียงใด
ใครบอกว่าฝึกเมตตาไม่เป็น เจริญเมตตาไม่ได้ผลเสียที ลองนับหนึ่งด้วยการใช้วิธีควบคุมการพูดจาในชีวิตประจำวันนี่แหละครับ คุณจะรู้ชัดอยู่ข้างใน ว่านุ่มนวลแบบเมตตาจริงกับนุ่มนวลแบบแอบแฝงนั้น แตกต่างกันอย่างไร น่าพึงใจกว่ากันขนาดไหน และถ้าหากต้องเกิดใหม่เป็นมนุษย์ คุณจะสวยหล่อน่าชม ไม่ขาดไม่เกิน เรียกว่างดงามชวนชมอย่างเป็นธรรมชาติ มองดูไม่รู้เบื่อเลยทีเดียว
ถาม บางทีพอได้ยินว่าแค่ยินดี หรืออนุโมทนากับบุญของคนอื่น ก็เป็นผู้ได้ส่วนของบุญแล้ว อย่างนี้อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมมันง่ายนัก
ต้องเปรียบเทียบกับฝ่ายตรงข้ามแล้วจะเข้าใจครับ คือมีอยู่มาก ที่เห็นคนอื่นทำบุญแล้วเกิดความหมั่นไส้ หรือเกิดความขบขัน เห็นเป็นเรื่องงมงาย เสียแรง เสียเวลา เสียทรัพย์เปล่า อย่างนี้นอกจากไม่มีจิตอนุโมทนา ยังมีความคิด คำพูด หรือการกระทำในเชิงเบียดเบียนตามมา เช่นอย่างเบาสุดคือคิดค่อนขอดไปต่างๆนานา อย่างกลางคือพูดกระทบกระเทียบเหน็บแนมบั่นทอนกำลังใจคนทำบุญ อย่างหนักสุดคือเข้ากระทำการกีดขวางหรือหน่วงเหนี่ยวไว้ไม่ให้ผู้อื่นทำบุญสำเร็จ
คงมองง่ายขึ้นแล้วนะครับ คนเราอยู่ดีไม่ว่าดีก็ทำบาปได้สารพัด แต่จะต้องอาศัยความเข้าใจ หรืออาศัยทุนเดิมเป็นกุศลจิตที่หนักแน่นพอ จึงสามารถยินดีตามในกระแสบุญของคนอื่นได้ไหว พูดง่ายๆถ้าทุนเก่าไม่พอก็ต่อบุญใหม่ไม่ได้ ชาตินี้คุณต้องเป็นผู้ทำบุญมาพอสมควร จนเข้าใจได้ว่าบุญน่ายินดีอย่างไร จึงจะสามารถคล้อยตามกระแสความสว่างอบอุ่นของกุศลจิตผู้อื่นไหว
หากไม่เชื่อเรื่องอานิสงส์อันลี้ลับของการอนุโมทนาบุญ ก็ขอให้เชื่อสิ่งที่เห็นประจักษ์ชัดง่ายสุด นั่นคือทันทีที่อนุโมทนา คุณจะเกิดความเบาโล่งสบายหัวอก เหมือนจิตสว่างขึ้น อบอุ่นขึ้น และโน้มน้อมไปสู่การคิดอ่านทำบุญทำกุศลด้วยกาย วาจา ใจด้วยตนเองบ้าง
แต่ถ้าอนุโมทนาแบบแห้งๆ อนุโมทนาไปสงสัยไป อย่างนี้คุณจะไม่เห็นผลทันใจ แล้วก็อาจจะถึงขั้นทำกุศลไม่ครบองค์ คือใจขาดโสมนัส ขาดความหนักแน่น ขาดความสว่างเป็นกุศลจิตเต็มดวงครับ
:0158:http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare044.htm (http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare044.htm)
โลกเรากำลังเต็มไปด้วยเชื้อร้ายครับ ทั้งโรคระบาดทางกายและโรคระบาดทางวิญญาณ และนับวันวิธีการแพร่เชื้อก็ยิ่งง่ายขึ้นทุกที
อินเตอร์เน็ตจัดเป็นแหล่งแพร่เชื้อร้ายทางวิญญาณชั้นดี ขอเพียงได้เหลี่ยมได้มุมเหมาะ ก็เหมือนจะมีเชื้อระบาดเข้ามาสู่ใจเรารวดเร็วในพริบตา แต่กว่าจะบำบัดรักษาหายได้ก็อาจต้องใช้เวลายืดเยื้อยาวนานนัก แถมก่อนเชื่อมต่อเข้าสู่มิติโกลาหลบนอินเตอร์เน็ต ไม่มีป้ายบอกเตือนเสียด้วยว่าให้ ระวังเชื้อร้าย!!
กรณีนี้ทางที่จะแก้นั้น ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่าที่คำหยาบไม่หายไปจากหัวเรา รวมทั้งที่มันมาปรากฏบ่อยๆ ไม่ใช่เพราะจิตใจฝักใฝ่ถ้อยคำอันเป็นของต่ำ แต่เพราะความทรมานใจกลัวบาปเล่นงานต่างหาก สรุปคือความกังวลตัวเดียวนั่นเองครับเป็นเหตุ ความกังวลนั่นแหละอาหารชั้นดีที่เลี้ยงดูคำพูดหยาบๆไว้ไม่ให้ตายไปจากหัวเรา เพราะฉะนั้นถ้ากำจัดความกังวลได้ ทำใจไม่ให้รู้สึกผิดเสียได้ ในที่สุดมันก็ล่องหนหายตัวอย่างเด็ดขาดไปเอง จะนานช้าแค่ไหนก็ช่างเถอะ
ผมมีอุบายวิธีแก้ให้สองข้อ
๑) คุณต้องบอกตัวเองว่านี่ไม่ใช่ความจงใจด่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของเรา เมื่อไม่ได้จงใจ ไม่ได้เจตนา ก็เท่ากับขาดประธานในการก่อบาป เพราะพระพุทธเจ้าตรัสว่าเจตนาคือกรรม กรรมคือเจตนา เมื่อไม่ได้เริ่มต้นที่เจตนา แม้เป็นกรรมก็มีกำลังอ่อน และจะไม่ก่อให้เกิดการติดนิสัยในทางชั่วร้ายกับเราแต่อย่างใด ขอให้สบายใจได้
๒) คราวหลังคิดทีก็ไหว้ที แล้วนึกเงียบๆ หรือเปล่งวาจาออกเสียงชัดถ้อยชัดคำยิ่งดี ว่า ใจจริงของเราคือไหว้อย่างนี้ ไม่ได้ยินดีตามเสียงด่าในหัวเลย แต่ละครั้งคุณจะรู้สึกแน่ใจ มั่นใจในตัวเองว่าเป็นฝ่ายดี ไม่ใช่ฝ่ายร้าย เมื่อนั้นก็จะสบายใจยิ่งๆขึ้น พอสบายใจร้อยครั้ง พันครั้ง ในที่สุดก็จะค่อยๆลบความกังวลไปเอง พอความกังวลหายไปอย่างเด็ดขาด ในที่สุดคำหยาบก็จะหายไปจากหัวด้วย หรือถึงแม้จะมีแวบๆเข้ามาบ้าง ก็จะไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกผิดอีกต่อไปแล้วครับ
ถาม คนที่ไม่สงบจริง แต่แกล้งพูดให้นุ่มนวลเหมือนพ่อพระหรือแม่พระนั้น จะมีผลกรรมอย่างไรครับ?
ก็มีจิตเป็นมายา เป็นกรรมอย่างหนึ่งเหมือนนักแสดงครับ แต่นักแสดงเพียงตั้งใจหลอกคนดูตามกติกา (คือคนดูตกลงเต็มใจให้หลอก) ส่วนพ่อพระแม่พระเก๊ๆนั้น หลอกทั้งคนดู ตลอดจนกระทั่งหลอกทั้งตัวเองเป็นเวลายาวนาน กระทั่งปักใจเชื่อว่าตนเป็นเช่นนั้นจริงๆ โดยไม่รู้เท่าทันว่าที่แท้ยังมีระเบิดโทสะซุกซ่อนอยู่มากมายก่ายกอง พร้อมจะตูมตามขึ้นมาเสมอเมื่อเกิดการสั่งสมแรงดันมากพอ
การขัดเกลาให้ตนเป็นผู้มีความเยือกเย็นอย่างแท้จริง กับการเสแสร้งแกล้งทำเป็นผู้เยือกเย็นนั้น ผลจะต่างกันลิบลับ เมตตาจะทำให้เราเจตนาพูดนุ่มนวลเพื่ออนุเคราะห์คนฟังให้สบายใจ แต่มายาจะทำให้เราเจตนาพูดนุ่มนวลเพื่อลวงให้คนอื่นนิยม ของพวกนี้ผิดกันนิดเดียว และบางทีก็ไม่ใช่รู้ตัวกันง่ายๆนะครับ หากหลอกตัวเองจนแม้ตัวเองนึกยังนึกว่าดีจริงแล้ว ก็ยากมากที่จะชี้ว่าตรงไหนเรียกมายา ตรงไหนเรียกใจจริง
หลังจากหลอกตัวเองว่าตนเป็นพ่อพระแม่พระเสียงนุ่มไประยะหนึ่ง ผลกรรมที่เห็นได้ชัดทันตาคือจะมีจิตที่เคลิบเคลิ้ม หลงตัวว่าดีแล้ว ทั้งที่ใจในส่วนลึกรู้อยู่ว่ายังไม่ดีจริง ยังเต็มไปด้วยโทสะ จึงเกิดความขัดแย้ง บางทีปฏิเสธตนเองจนเหนื่อย คิดบอกว่าไม่คิด พูดบอกว่าไม่พูด ทำบอกว่าไม่ทำ ขอให้เป็นเรื่องร้ายๆเถอะ ฉันต้องไม่มีแน่ๆ ทำไปทำมาเลยเกลียดตัวเอง มีความกระสับกระส่าย มีความไม่พอใจเป็นอาจิณ
เท่าที่ผมเห็น บางคนดูภายนอกสงบลึกซึ้งอยู่ทั้งวัน แต่พอได้ฤกษ์เหมาะ พูดจากันอยู่ดีๆก็ออกอาการหงุดหงิดโดยไม่มีสาเหตุ หรือเรื่องไม่มีก็สร้างเรื่องเพื่อแสดงความโกรธ หรือแสดงวาจาเชือดเฉือนคนอื่นเพื่อให้ตัวเองดูดีกว่าใครๆ
โทษของการเป็นผู้มีมายานั้น ต่อให้แนบเนียนสมจริงปานใด หรือกระทั่งทำประโยชน์ให้ใครต่อใครมากมายเพียงไหน ในที่สุดจะย้อนกลับมาเล่นงานเจ้าตัว คือกระทำจิตให้บิดเบี้ยว ไม่อาจเห็นอะไรแจ่มแจ้งตามจริงตลอดสาย การต้องประคับประคองให้ตนเองอยู่ในระดับที่สูงส่งนั้น นับว่าต้องใช้แรงมาก ต้องเหนื่อยมาก ต้องสะสมแรงกดดันมาก ยิ่งหลอกสายตาคนไว้มากเท่าไหร่ ยาวนานเพียงใด ความเก็บกดก็จะทวีแรงอัดไว้มากขึ้นเท่านั้น
เมื่อใดคุยเป็นส่วนตัวกับคนสนิทหรือผู้น้อยแบบที่ไม่ต้องระวังตัว จึงออกอาการชัดเป็นพิเศษ พูดง่ายๆนิยมเพ่งโทษผู้อื่น จ้องจะหาทางระบายความเครียดเอากับคนไม่มีทางสู้ หรือคนไม่มีทางไปป่าวร้องให้ตนเองเสียหาย
อีกประการหนึ่ง สำหรับพ่อพระแม่พระปลอมๆนั้น ในอนาคตเมื่อมีโอกาสเกิดใหม่เป็นมนุษย์อีก หน้าตาจะออกแนวไม่ใสซื่อ ดูไม่จริงใจ ถึงแม้ศีลจะปั้นให้รูปร่างหน้าตาดูดีอยู่บ้าง ก็จะสวยหล่อแบบเบี้ยวๆ ขาดๆเกินๆ ดูสวยไม่เสร็จ หล่อไม่เสร็จ เลี่ยนๆเอียนๆอย่างที่คนเห็นอธิบายไม่ถูก นี่ก็เพราะตอนก่อวจีกรรมดีๆนั้นไม่ดีจริง ใจมีอาการขาดๆเกินๆนั่นเอง
อย่างนี้มิแปลว่าควรพูดจาโผงผางขวานผ่าซากแบบไม่แคร์ใครกระนั้นหรือ? ไม่ใช่อย่างนั้นครับ เพื่อความสุขความเย็นใจในปัจจุบัน และเพื่อมีหน้าตาผิวพรรณงามในอนาคต ทุกคนควรฝึกตนให้นุ่มนวลเป็นกันทั้งสิ้น
อย่างไรก็ตาม ที่ก้าวแรกควรเป็นเจตนาใช้คำที่ไม่ระคายโสต อย่าเพิ่งพยายามดัดท่าที หรือตกแต่งน้ำเสียงให้ละมุนละไมเกินเหตุ พูดแบบเป็นตัวของตัวเอง พูดแบบไม่รู้สึกว่าต้องใส่หน้ากากไปซื้อใจคนอื่น พูดแบบไม่ต้องเหนื่อยสร้างภาพที่ไม่มีอยู่ในตน คุณจะพบว่าเพียงด้วยใจที่คิดงดเว้นถ้อยคำอันระคายโสตนั้น จะสวนทางกับตัวตนด้านร้าย ยิ่งพูดจะยิ่งลิดรอนอำนาจของโทสะลงเอง ยิ่งฝึกหัดเลือกใช้คำดีๆมากขึ้นเพียงใด ใจคุณจะยิ่งนุ่มนวลอย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้นเท่านั้น
เช่นแทนที่จะพูดลุ่นๆด้วยอำนาจความเคยชินว่า เฮ้ย! ทำไมชุ่ยอย่างนี้วะ? ก็อาจลดลงมาเป็น นี่! ช่วยระวังหน่อยเถอะ อาการทางใจของทั้งคนพูดและคนฟังจะแตกต่างกันลิบลับ ยิ่งถ้าลดลงมาอีกเป็น คุณครับ/คุณคะ ช่วยระวังนิดหนึ่งเถอะนะ ผลก็จะยิ่งต่างไปอีก แม้ไม่ดัดเสียงหรือแต่งสีหน้าให้ดูดี ไฟโทสะที่เกิดแล้วในใจคุณก็จะลดลง ไฟโทสะที่ยังไม่เกิดในใจคนอื่นก็จะไม่เกิด
ใจที่เยือกเย็นลงอย่างเป็นธรรมชาตินั้น จะปรุงแต่งให้กิริยาของคุณนุ่มนวลลงอย่างเป็นธรรมชาติไปด้วย คุณจะรู้สึกเป็นตัวของตัวเอง ไม่เหน็ดเหนื่อยกับกิริยาวาจาที่นุ่มนวลเลย ตรงข้าม จะยิ่งพึงใจในรูปแบบชีวิตใหม่ ไม่ฝืดฝืน ไม่ต้องออกแรงบังคับตัวเองแต่อย่างใด ถึงเดิมทีเคยสะใจกับการเป็นผู้ร้ายทางวาจา ต่อมาจึงได้ข้อเปรียบเทียบว่าการเป็นพระเอกนางเอกทางการเลือกใช้คำนั้น หยาบประณีตแตกต่างห่างชั้นกันเพียงใด
ใครบอกว่าฝึกเมตตาไม่เป็น เจริญเมตตาไม่ได้ผลเสียที ลองนับหนึ่งด้วยการใช้วิธีควบคุมการพูดจาในชีวิตประจำวันนี่แหละครับ คุณจะรู้ชัดอยู่ข้างใน ว่านุ่มนวลแบบเมตตาจริงกับนุ่มนวลแบบแอบแฝงนั้น แตกต่างกันอย่างไร น่าพึงใจกว่ากันขนาดไหน และถ้าหากต้องเกิดใหม่เป็นมนุษย์ คุณจะสวยหล่อน่าชม ไม่ขาดไม่เกิน เรียกว่างดงามชวนชมอย่างเป็นธรรมชาติ มองดูไม่รู้เบื่อเลยทีเดียว
ถาม บางทีพอได้ยินว่าแค่ยินดี หรืออนุโมทนากับบุญของคนอื่น ก็เป็นผู้ได้ส่วนของบุญแล้ว อย่างนี้อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมมันง่ายนัก
ต้องเปรียบเทียบกับฝ่ายตรงข้ามแล้วจะเข้าใจครับ คือมีอยู่มาก ที่เห็นคนอื่นทำบุญแล้วเกิดความหมั่นไส้ หรือเกิดความขบขัน เห็นเป็นเรื่องงมงาย เสียแรง เสียเวลา เสียทรัพย์เปล่า อย่างนี้นอกจากไม่มีจิตอนุโมทนา ยังมีความคิด คำพูด หรือการกระทำในเชิงเบียดเบียนตามมา เช่นอย่างเบาสุดคือคิดค่อนขอดไปต่างๆนานา อย่างกลางคือพูดกระทบกระเทียบเหน็บแนมบั่นทอนกำลังใจคนทำบุญ อย่างหนักสุดคือเข้ากระทำการกีดขวางหรือหน่วงเหนี่ยวไว้ไม่ให้ผู้อื่นทำบุญสำเร็จ
คงมองง่ายขึ้นแล้วนะครับ คนเราอยู่ดีไม่ว่าดีก็ทำบาปได้สารพัด แต่จะต้องอาศัยความเข้าใจ หรืออาศัยทุนเดิมเป็นกุศลจิตที่หนักแน่นพอ จึงสามารถยินดีตามในกระแสบุญของคนอื่นได้ไหว พูดง่ายๆถ้าทุนเก่าไม่พอก็ต่อบุญใหม่ไม่ได้ ชาตินี้คุณต้องเป็นผู้ทำบุญมาพอสมควร จนเข้าใจได้ว่าบุญน่ายินดีอย่างไร จึงจะสามารถคล้อยตามกระแสความสว่างอบอุ่นของกุศลจิตผู้อื่นไหว
หากไม่เชื่อเรื่องอานิสงส์อันลี้ลับของการอนุโมทนาบุญ ก็ขอให้เชื่อสิ่งที่เห็นประจักษ์ชัดง่ายสุด นั่นคือทันทีที่อนุโมทนา คุณจะเกิดความเบาโล่งสบายหัวอก เหมือนจิตสว่างขึ้น อบอุ่นขึ้น และโน้มน้อมไปสู่การคิดอ่านทำบุญทำกุศลด้วยกาย วาจา ใจด้วยตนเองบ้าง
แต่ถ้าอนุโมทนาแบบแห้งๆ อนุโมทนาไปสงสัยไป อย่างนี้คุณจะไม่เห็นผลทันใจ แล้วก็อาจจะถึงขั้นทำกุศลไม่ครบองค์ คือใจขาดโสมนัส ขาดความหนักแน่น ขาดความสว่างเป็นกุศลจิตเต็มดวงครับ
:0158:http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare044.htm (http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare044.htm)