PDA

View Full Version : เกี่ยวกับคำถามถึงดังตฤณ, ฆราวาสคุยกับพระใช้คำแทนตัวว่าโยม


มดเอ๊ก
02-20-2008, 04:05 PM
ถาม – จะส่งคำถามถึงคุณดังตฤณได้อย่างไร? คำถามในเตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัวที่ผ่านๆมาคุณดังตฤณมีหลักคัดเลือกอย่างไร? มีที่ตั้งเองบ้างหรือเปล่า?

หลากหลายคำถามเกี่ยวกับคอลัมน์นี้ ขอตอบรวมทีเดียวเพื่อไม่ให้เสียพื้นที่มากนะครับ

๑) ที่ผ่านมาผมรวบรวมคำถามจากสารพัดทาง ทั้งจดหมายที่ส่งมาถึงบางกอก ทั้งกระทู้ในเว็บบางกอก ทั้งกระทู้ในเว็บบอร์ดธรรมะบนอินเตอร์เน็ตอื่นๆ ตลอดจนอีเมลส่วนตัวและการพบปะผู้อ่านส่วนหนึ่ง สำหรับท่านที่ส่งจดหมายมาถึงบางกอกผมจะรู้สึกเกรงใจเป็นพิเศษครับ แต่ช่วงนี้คงจำเป็นต้องของดรับคำถามใหม่สักช่วงหนึ่ง เพราะไม่อยากให้ใครต้องรอนาน

๒) คำถามจะมีสองแบบ แบบหนึ่งคือผมตอบได้ด้วยความแน่ใจ กับอีกแบบคือผมไม่อาจตอบด้วยความแน่ใจ ความแน่ใจนั้นเกิดขึ้นจากฐานความรู้สองด้าน ด้านหนึ่งคือความรู้จากพระไตรปิฎก อีกด้านหนึ่งคือความรู้จากประสบการณ์ตรง

ในการเลือกนั้น ผมไม่เลือกที่รักมักที่ชัง แต่บางครั้งก็มีบ้างครับที่เห็นเป็นคำถามด่วน หรืออยากตอบให้ทันสถานการณ์ หรืออยากให้คนหมู่มากรู้สึกว่านี่ก็ตรงกับที่ใจเคยสงสัยหรือกำลังนึกๆสงสัยอยู่พอดี

สำหรับคำถามที่ส่งมานานแล้วแต่ยังไม่ได้ลง ความจริงอาจจะไม่ใช่มีการคัดออกหรือมองว่าปัญหาไม่สำคัญ แต่บางทีผมยังไม่มีคำตอบที่รู้สึกว่าดีพอ หรือผมเคยตอบคำถามนั้นไปแล้ว หรือยังอยู่ในระหว่างรอลง ใจจริงผมอยากตอบทุกคำถามของทุกท่าน แต่ในทางปฏิบัติคงเป็นไปไม่ได้ ก็ต้องกราบขอประทานอภัยเป็นอย่างยิ่งครับ

๓) มีคำถามประมาณ ๓ ใน ๑๐ ที่ผมตั้งเองเพราะเห็นว่าน่าสนใจ แต่อย่างที่เรียนให้ทราบ คือเลือกแล้วว่าเป็นคำถามที่คนส่วนใหญ่อยากรู้ หรือเป็นข้อถกอภิปรายกันในวงกว้างมาช้านาน จะเกี่ยวกับเรื่องกรรมวิบากหรือมรสุมชีวิตแง่มุมพิเศษใดๆก็ตาม คุณจะเห็นว่าเอาชีวิตทั้งชีวิตมาตั้งเป็นคำถามได้หมด และโยงใยกับกรรมวิบากได้หมด ลงตัวเป็นชิ้นเป็นอันได้หมด บางครั้งคำตอบสำหรับคำถามจำเพาะเจาะจงข้อเดียว อาจคลายความสงสัยให้กับคำถามอีกหลายๆข้อรวมกัน เพราะฉะนั้นแทนที่จะตอบทีละข้อซึ่งต้องใช้เวลารอนาน ผมก็รวบยอดคำตอบหลายๆแง่หลายๆประเด็นมาลงกับคำถามเดียว ตรงนี้จึงอยากบอกว่าถ้าไม่ยังไม่พบคำถามของคุณตั้งเป็นข้อเฉพาะ แท้จริงอาจตอบไว้แล้วในคำถามอื่น (ซึ่งผมดัดแปลงตกแต่งเกือบทุกคำถาม เพื่อรวมให้ได้มากข้อขึ้นในคำถามเดียว เพราะฉะนั้นคุณอาจไม่เห็นคำถามเดิมของตัวเองเป๊ะๆ)

ถาม – ทำไมคุณดังตฤณรู้เรื่องชาวบ้านมากนัก? เห็นอธิบายได้หลายเรื่องเหลือเกิน

มีอยู่ช่วงหนึ่งของชีวิต รวมประมาณเกือบสองปีที่ผมแทบไม่ทำอะไรเลยนอกจากออกไปพบปะผู้คน รับฟังคำถาม รับรู้ปัญหาจิปาถะของชาวโลกยุคขึ้นสหัสวรรษใหม่ รวมทั้งส่งเสริมกันและกันพัฒนาสติรู้จักตัวเองตามจริง ด้วยแนวทางที่พระพุทธเจ้าสอน นับว่าช่วงนั้นเป็นช่วงของการทำความรู้จักชีวิตจริงของคนหลายๆประเภทที่ร่วมยุคร่วมสมัย กับทั้งได้กลายเป็นเงาสะท้อนให้เข้าใจความเป็นมาของตัวเองดีขึ้นด้วย

ผมได้มุมมองหนึ่ง คือถ้าตั้งความเชื่อไว้ว่าอะไรๆที่เกิดขึ้นกระทบตัวทั้งหลาย ล้วนมีเหตุ ไม่เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญลอยๆ ผมจะมีคำตอบให้กับทุกคำถามเมื่ออาศัยหลักกรรมวิบากเป็นเกณฑ์ หากไม่เชื่อเรื่องกรรม ผมจะไม่พบคำอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆได้สมเหตุสมผลขนาดนี้อีกแล้ว เมื่อลองเอาคำอธิบายทั้งโลกมาเป็นคำตอบให้กับสิ่งที่เห็นและกำลังเป็นไป ผมจะพบช่องโหว่และความไม่สมเหตุสมผลอยู่เสมอ ต่อเมื่ออาศัยหลักกรรมวิบากเป็นเกณฑ์ ขอเพียง ‘รู้’ เรื่องคิวในการให้ผลกรรมดีๆ ทุกอย่างจะเข้าล็อกหมด และในที่สุดผมก็พบว่าตัวเองเป็นผู้เลือกเชื่ออย่างมีเหตุผลเสมอ สอดคล้องกับที่พระพุทธองค์ทรงตรัสเกี่ยวกับกฎธรรมชาติแห่งกรรมวิบากไว้แล้วทุกประการ กฎดังกล่าวก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงเลย และกฎชุดเดียวกันก็จะยังดำรงต่อไปตราบสิ้นกาลนานเบื้องหน้า

เมื่อศึกษาลงลึกไปดีๆนะครับ จะพบว่าคุณไม่จำเป็นต้องศรัทธาพุทธศาสนาเสียก่อนจึงสามารถรู้จักเหตุผลทั้งหลายตามจริง เพราะเหตุผลของกรรมวิบากไม่อิงกับหลักความเชื่อของศาสนาใดๆ เพียงลองสังเกตตัวเอง เอาสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองเป็นตัวตั้ง จนกระทั่งเกิดความเห็นจริงขั้นต้น เช่นทำดีเป็นสุขใจทันที ทำชั่วมีทุกข์ตามมาในทางใดทางหนึ่ง ตรงนั้นคุณจะเริ่มได้หลักความเชื่อที่ถูกต้อง แม้คลางแคลงกับภาพใหญ่ภาพรวมที่ไม่ได้ดังใจ แต่พอค่อยๆละเลียดสัจธรรมแห่งกรรมวิบากไปนานเข้า ที่สุดคุณจะพบตัวเองยืนอยู่ท่ามกลางความจริงอย่างภาคภูมิใจ

ถาม – อยากจะพบตัวคุณดังตฤณ ไม่ทราบเจอะเจอกันได้ที่ไหน?

ช่วงนี้ขอเป็นนักเขียนไปสักพักหนึ่งก่อนนะครับ ความหมายของนักเขียนคือเขียนอย่างเดียว ไม่ทำงานอื่น ไม่เป็นนักกิจกรรมสังคม ไม่ออกหน้าออกตาเป็นประจำที่ไหน เพราะประมาณกำลังตัวเองได้ดีว่าหากทำอย่างอื่นไปด้วย คุณภาพของงานเขียนจะตกทันที

ความจริงไม่มีเจตนาซ่อนเร้น อยากปิดหน้าปิดตาอะไรมากมาย บางทีผมก็ไปงานเปิดตัวหนังสือ หรือไปงานสัปดาห์หนังสือ หรือให้สัมภาษณ์ในนิตยสารรายสัปดาห์บ้าง ซึ่งอันนี้ก็มักแจ้งให้สมาชิกจดหมายข่าวในเว็บ dungtrin.com ได้ทราบล่วงหน้า

เจตนาในการเขียนหนังสือแนวธรรมะของผมนั้น จริงๆแล้วก็ด้วยความปรารถนาจะนำผู้อ่านไปรู้จักพระพุทธเจ้า ไม่กะให้ใครมารู้จักผม โดยเฉพาะในแง่ของการพบหน้าค่าตา เพราะเมื่อพบกันผมก็คงพูดไม่ได้มากกว่าที่เขียนๆไปแล้ว และการพูดที่ละเอียดที่สุดนั้น ผมเชื่อว่าอาศัยตัวอักษรจะดีกว่าเสียง เนื่องจากเรียบเรียงเป็นโครงสร้างได้สมบูรณ์กว่า มีต้นมีปลายชัดเจนกว่า เจอหน้ากันก็งั้นๆแหละ บางทีนึกไม่ออกทั้งสองฝ่ายว่าจะพูดอะไรดี สู้คุยกันสบายๆผ่านคอลัมน์อย่างนี้ไม่ได้ครับ

ถาม – ในกรรมพยากรณ์ ตอน ชนะกรรม เห็นมาวันทาเรียกตัวเองว่าโยม และพระก็เรียกเธอว่าโยม จะไม่ผิดความหมายเดิมที่โยมหมายถึงบิดามารดาของพระหรือ?

ครับ! ความจริงคำที่ถูกต้องนั้น ผู้หญิงควรแทนตัวเองว่าดิฉัน ส่วนพระต้องเรียกโยมว่าสีกา ซึ่งย่อสั้นลงมาจากคำว่า ‘อุบาสิกา’ (ตัดคำว่า ‘อุบา’ ออกและเปลี่ยนจาก ‘สิกา’ เป็น ‘สีกา’ ให้เหมาะกับความรู้สึกในเสียงพูด จึงจัดว่าความเป็นมาคือภาษาพูด)

แต่ปัจจุบันแม้แต่ความหมายของ ‘สีกา’ ก็เลือนไปอีก คือถ้าพูดว่าสีกามาหา จะหมายถึงผู้อยู่ในฐานะคนรักหรือภรรยาเมื่อก่อนบวชพระ พระที่รู้ความหมายถูกต้องก็ยังไม่กล้าเรียกสตรีว่าสีกา เพราะเดี๋ยวคำจะโยงให้คนอื่นคิดมากไป

เท่าที่ผมเห็นใช้กันประจำในวัด พระจะเรียกทุกคนว่าโยม ซึ่งมือใหม่เข้าวัดทั้งหลายเห็นท่านเรียกเช่นนั้น ก็เลยเรียกตนเองว่าโยมบ้าง คำว่า ‘โยม’ ในปัจจุบันเลยกลายมาเป็นสรรพนามแทน ‘ญาติโยม’ ที่เข้าหาพระไปโดยปริยาย โดยไม่มีใครนัดหมายหรือเจตนาจะให้เป็นเช่นนั้นกัน

และการที่พระเรียกฆราวาสว่าโยม กับการที่ฝ่ายฆราวาสเรียกตนเองว่าโยมนี้ ก็ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นในยุคของเรา ตามหลักฐานในประวัติศาสตร์ ทั้งพระมหาอุปราชา ทั้งพระเจ้ากรุงธนบุรี ต่างก็แทนตนเองว่าโยมเมื่อตรัสกะพระสงฆ์องค์เจ้าในสมัยนั้นเช่นกัน (ข้อมูลนี้จากเพื่อนๆในอินเตอร์เน็ตที่รู้ช่วยบอกมา ต้องขอขอบคุณไว้ด้วยครับ)

สรุปว่าผมใช้ไปตามๆที่ได้ใช้และได้ยินกันทั่วไป ซึ่งถ้าสืบตามรากจริงๆจะว่าผิดก็ได้ แต่ถ้าถือตามการยอมรับโดยหมู่มากจะว่าถูกก็ได้อีก เหมือนคำว่า ‘อโหสิ’ นั้นก็ใช้ในงานเขียนบ่อย ทั้งรู้ว่าความหมายเดิมไม่ได้หมายถึง ‘การยกโทษให้’ หรือ ‘ให้อภัยเลิกแล้วต่อกันไม่จองเวรอีก’

คือตามบัญญัติเดิม อโหสินี่ต้องพูดเต็มๆว่า ‘อโหสิกรรม’ ซึ่งหมายถึงกรรมเลิกให้ผล ไม่มีผลอีก เหมือนพืชที่หมดยางจนเพาะปลูกไม่ขึ้นอีก (หมดแรงส่งของกรรมโดยไม่มีใครปรารถนาได้ว่าจงหมดเมื่อนั่นเมื่อนี่) แต่ทุกวันนี้คนทั้งประเทศเข้าใจว่าอโหสิคือการกล่าวยกโทษให้กัน ผมก็ขออนุโลมใช้ตามนั้น เจตนามุ่งหวังการสื่อสารให้เป็นที่เข้าใจมากกว่าคิดสนับสนุนให้ใช้คำผิดๆ

ความจริงยังมีคำอีกมากครับที่เป็นปัญหา อย่างแต่ก่อนผมใช้คำว่า ‘ประสพความสำเร็จ’ ซึ่งประสพหมายถึงการเกิดผล สมัยก่อนเขาให้ใช้อย่างนี้ แต่ปัจจุบันไม่มีใครใช้เท่าไหร่แล้ว และมีท่านที่ใส่ใจกับการใช้ภาษาได้กรุณาติดต่อสอบถามจากทางราชบัณฑิต ก็มีเสียงตอบยืนยันว่าในทางปฏิบัติปัจจุบันจะเขียนเป็น ‘ประสบความสำเร็จ’ กันหมดแล้ว ผมเลยต้องแก้เสียให้ถูกตามกาล

หรืออย่างคำที่มักมีคนทักท้วงบ่อยๆคือคำว่า ‘ล่ำลา’ ซึ่งดั้งเดิมสะกดด้วย ล.ลิง ทั้งสองตัว แต่คนจะใช้เป็น ‘ร่ำลา’ กันมากที่สุด ภายหลังพจนานุกรมใหม่ก็เหมือนจะให้ใช้ได้ทั้งสองคำไป

ว่ากันว่าภาษาเป็นสิ่งมีชีวิต ถูกปรับเปลี่ยนโดยการพูดของคนหมู่มากที่ใช้ภาษาอยู่จริงๆ ถ้าอย่างไรผมจะพยายามเลือกใช้คำที่ไม่ทำให้รู้สึกขัดสายตากับคนหมู่มากที่สุดแล้วกันครับ


:yoyo_0090:http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare043.htm (http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare043.htm)