PDA

View Full Version : อันไหนเป็นผลจากกรรมเก่าหรือผลจากกรรมใหม่


มดเอ๊ก
02-20-2008, 04:00 PM
แรงบันดาลใจ เล่ม ๔

(จากหนังสือเตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว เล่ม ๔)หนังเสือเล่มนี้รวบรวมเอาคำถามคำตอบจากคอลัมน์ ‘เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว’ ในนิตยสารบางกอกรายสัปดาห์ ตั้งแต่ฉบับที่ ๒๔๕๘ จนถึงฉบับที่ ๒๔๗๐ โดยได้ผนวกเอาบทส่งท้าย คือ ‘ผิดตั้งแต่เกิด’ ซึ่งยังไม่เคยลงตีพิมพ์มาก่อนเข้าไว้ด้วย

ร่วมสิบปีมาแล้ว ผมเคยจอดรถรอไฟเขียวแถวรัชโยธิน หางตาบังเอิญเหลือบไปที่กระจกมองหลัง เห็นเด็กผู้หญิงตัวกะเปี๊ยกถือพวงมาลัยวิ่งเต้นเหมือนตัวละครที่ถูกปล่อยให้เริงระบำออกมาจากหลังฉาก ดูท่าทางเธอมีความสุขดี คล้ายกำลังวิ่งเล่นอยู่ในบ้านที่ปลอดภัยของตัวเอง

มีความสะดุดตาตรงท่าวิ่งของเธอนั่นแหละ อะไรหลายๆอย่างแฝงอยู่ในภาพนั้น ท่าทีไม่อีนังขังขอบกับการมาเร่ขายพวงมาลัยตามท้องถนน ช่างขัดแย้งยิ่งกับวัยไร้เดียงสาที่น่าจะรู้จักแต่ความร่าเริงและการถนอมเลี้ยงดูจากพ่อแม่ ตัวเล็กจ้อยที่เพียงโดนมอเตอร์ไซค์เฉี่ยวนิดเดียวก็อาจล้มตายได้ สมควรอยู่ในรั้วรอบขอบชิดท่ามกลางการปกป้องที่อบอุ่น แทนการเผชิญภัยอันน่ากลัวกลางถนนหลวงด้วยตัวเปล่ามิใช่หรือ?

ขณะที่ผมกำลังนึกตำหนิพ่อแม่ของเด็กอย่างแรงกับการปล่อยให้ลูกมาเสี่ยงตายอย่างนั้น เธอก็รี่มาถึงรถผมราวกับรู้ว่าผมกำลังเฝ้ามองเธออยู่ และเมื่อเธอเคาะกระจกเรียกเบาๆ ผมก็เหลือบแลไปหาแล้วเกิดความสะดุดเป็นครั้งที่สอง เพราะได้พบเด็กผู้หญิงที่หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูมากๆคนหนึ่ง ซึ่งทำให้แวบแรกที่เห็นคือความใจหายรู้สึกสงสารและตัดสินใจลดกระจกลงช่วยซื้อทันที ทั้งที่ก่อนหน้านั้นอยากใจแข็ง ไม่ต้องการส่งเสริมให้พ่อแม่ของเด็กหากำไรวัยเยาว์ของลูกสาวเยี่ยงนี้เลย

ผมให้แบงก์ยี่สิบไปสองใบเปล่าๆ บอกเธอว่าไม่ต้องเอาพวงมาลัยมาหรอก เอาไปเลย แต่พอเลื่อนกระจกขึ้นก็เห็นแม่หนูเอียงคอมองหน้าผมเหมือนฉงน และยังคงรอรีด้วยด้วยท่าทีอิดออด ไม่ยอมจากไปไหน ผมพยายามไม่สนใจ แต่เธอก็เคาะกระจกอีก ผมจึงต้องลดกระจกลงฟังเสียงอ้อนวอนของเธอ เธอขอให้รับพวงมาลัยไปเถอะ พอหมดแล้วหนูจะได้กลับบ้านเร็วๆไงคะ

ผมตัดสินใจเลื่อนกระจกลงและขอซื้อพวงมาลัยที่เหลือมาเกือบทั้งหมด ดูเหมือนหลงอยู่พวงเดียว เพราะเศษแบงก์ในกระเป๋าไม่พอกับจำนวน พอเธอรับเงินไปผมก็สั่งสั้นๆว่าหมดแล้วต้องสัญญาว่าจะรีบกลับบ้านจริงๆนะ เธอก็ตอบมาเสียงจ๋อยๆทันทีว่าค่ะๆ หมดพวงนี้แล้วหนูก็กลับบ้านแล้วล่ะน้า

การตอบกลับแบบสวนคำนั้น ทำให้ผมทราบทันทีว่าเคยมีคนสั่งเสียแบบผมมาหลายหน คงจะด้วยความห่วงใยที่ไม่แตกต่างกันเลย

เธอวิ่งจากไป ผมเลื่อนกระจกปิด พอไฟเขียวก็ขับรถจากมาจากแยกไฟแดงนั้น แล้วก็ค่อยๆรู้สึกว่าตัวเองคิดช้าเกินไป ใจผมไม่ได้ต้องการขับรถจากมา แต่ต้องการรับเด็กขึ้นรถกลับไปส่งบ้าน ขอดูหน้าพ่อแม่เด็ก อาจเพื่อถามว่าจะเอาเท่าไหร่ถ้าไม่ต้องใจร้ายกับลูกอย่างนี้

สุ้มเสียงและหน้าตาของเธอติดตามผมมาตลอดทางกลับบ้าน เธอเป็นเด็กแปลกหน้าที่พูดแค่ไม่กี่คำก็มีเสียงติดหูผมได้ และทำให้ผมน้ำตาไหลเป็นทางได้ ผมให้เงินเปล่าๆ เธอก็ไม่เอา จะตื๊อให้รับของมาเพื่อความยุติธรรม รู้สึกว่าใจเธอช่างใสซื่อน่าเอ็นดูเหลือเกิน

ไม่ใช่เด็กขายพวงมาลัยทุกคนที่ประทับอยู่ในความทรงจำของผมลึกซึ้งเท่านี้ หรือจะเรียกว่าเกิดความสงสารเด็กคนไหนขนาดนั้นมาก่อนเลย บอกตัวเองมาตลอดว่าไม่เคยอยากมีลูก แต่เพียงยินเสียงใสบริสุทธิ์ของเธอแล้วได้คิดว่าถ้าจะอยากมีลูกสักคน ก็คงเป็นเพราะมีเสียงเพราะพริ้งที่สุดในโลกติดหูอยู่อย่างนี้เอง

ครั้งนั้นต่อให้ผมยังไม่เชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดและกรรมวิบาก ก็คงเริ่มเชื่อได้แล้ว หากคนเราไม่เคยมีความสัมพันธ์ต่อกันมา เหตุใดเยื่อใยและความรู้สึกผูกพันจึงเหนียวแน่นขนาดนี้ ชั่วเวลาเพียงไม่กี่นาทีที่ปรากฏตัวต่อกัน แม้กระทั่งปัจจุบันที่กำลังย้อนนึกและเขียนถึงเธอ ก็ได้แต่เสียดายที่ไม่รีบตัดสินใจทำอย่างใดอย่างหนึ่งในขณะยังมีโอกาส ถ้าคิดช่วย ก็ต้องได้วิธีช่วยที่เหมาะสมเข้าสักทาง

อย่างไรเด็กคงมีพ่อมีแม่ เรื่องจะรับไว้ในอุปการะหรือชุบเลี้ยงกับมือคงไม่ง่าย วันต่อมาเลยวางอุเบกขาตามหลักพรหมวิหารข้อสุดท้าย คือเมื่อมีเมตตา ปรารถนาให้เธอเป็นสุข แต่ไม่เห็นทางช่วยได้ ก็ต้องทำใจตามพุทธพจน์ที่ว่าสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม

เด็กตัวจ้อยบนท้องถนนที่เต็มไปด้วยรถใหญ่และไอพิษคนนั้นมาจากไหน? ถ้าตอบตามภูมิศาสตร์ผมอาจบอกหลักแหล่งที่อยู่ของเธอไม่ถูก แต่ถ้าตอบตามหลักกรรมวิบา ก็คงพอบอกได้ว่าความน่ารักของเธอมาจากกรรมดีส่วนหนึ่ง ความยากลำบากในวัยเยาว์ของเธอมาจากกรรมร้ายอีกส่วนหนึ่ง

เมื่อวางอุเบกขาได้สนิทในคราวนั้น ผมเกิดความเข้าใจคำว่า ‘กรรมคือที่พึ่งของตน’ อย่างลึกซึ้ง ในวัยเด็กผมไม่ต้องไปขายพวงมาลัยก็เพราะผมมีกรรมเก่าเป็นที่พึ่ง คือได้มาพึ่งพาพ่อแม่ที่ไม่ขาดแคลนจนต้องส่งลูกไปเสี่ยงภัย ส่วนเธอคนนั้นไม่มีกรรมเก่าเป็นที่พึ่งในต้นวัย ก็เลยต้องมาอาศัยถนนเป็นสนามเด็กเล่น วิ่งเร่ขายของราวกับเห็นนรกเป็นสวรรค์

หากหนูน้อยคนนั้นเคยได้เรียนรู้หลักกรรมวิบาก และเคยศรัทธาว่าทำทานมีผล รักษาศีลมีผล เธอก็อาจเร่งทำดีโดยส่วนเดียว ไม่พลาดที่ส่วนใดส่วนหนึ่ง ชีวิตปัจจุบันคงสบายกว่านี้ และมีกรรมดีเป็นที่พึ่งตั้งแต่อ้อนแต่ออก

คนเราจะเป็นที่พึ่งให้ตัวเอง ก็ต้องรู้ว่าทำกรรมใดเป็นคุณ จะได้ทำให้มาก และต้องรู้ว่าทำกรรมใดเป็นโทษ จะได้ไม่หลงไปทำ หรือทำให้น้อยที่สุด เมื่อรู้จริงในเรื่องกรรม นอกจากช่วยตัวเองได้ดีแล้ว ก็อาจมีโอกาสช่วยบอกช่วยให้ความรู้เป็นที่พึ่งแก่คนอื่นอีกด้วย

ผมขออธิษฐานว่าเมื่อเด็กขายพวงมาลัยคนนั้นโตพอ จะได้อ่านหนังสือเล่มนี้ บรรทัดนี้ เพื่อความมีศรัทธาในกรรมวิบาก และไม่ต้องหลงเกิดมาลำบากเหมือนชาตินี้อีก

ดังตฤณ

สิงหาคม ๒๕๔๘

มดเอ๊ก
02-20-2008, 04:01 PM
ถาม – จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นกรรมเก่าหรือกรรมใหม่คะ?

สำหรับคนธรรมดาทั่วไป ก็ต้องตัดสินเอาจากสิ่งที่เห็นง่ายสุดโต่งก่อนครับ เช่นถ้ามีอะไรเกิดขึ้นซ้ำๆในชีวิตโดยไม่เคยทำในปัจจุบัน อันนั้นแหละผลของอดีตกรรม ยกตัวอย่างเช่นเด็กทารกยังไม่มีมือมีเท้าไปรบกวนใคร แต่ถูกตัดมือตัดเท้าไปนั่งขอทาน อันนั้นชัดเจนว่าเป็นแรงส่งอันหนักแน่นของกรรมเก่า คือเอาตัวไปอยู่ในมือทรชนคนโหด

และหากคุณเป็นคนหน้าตาหมองคล้ำมาแต่ไหนแต่ไร พอหันมาศรัทธากรรมวิบาก ตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะรักษาศีล ๕ ให้บริสุทธิ์ กับทั้งมีใจคิดเจือจานโดยหวังผลเพียงให้ใจชุ่มชื่น ตั้งสติให้รู้จักกระตือรือร้นกับคุณค่าของปัจจุบันขณะ ทำๆไปจนรู้สึกสว่างอบอุ่นขึ้นมาจากข้างใน ส่องกระจกแล้วเห็นหน้าตาผ่องใสสดชื่นผิดสังเกต อันนั้นแหละครับผลที่ชัดเจนของกรรมใหม่ แถมเรื่องดีๆจะเรียงคิวตามมา ไม่ใช่แค่หน้าตาเท่านั้นที่เปลี่ยนไป

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

อย่างไรก็ตาม กรรมวิบากไม่ใช่ของตื้น กับทั้งไม่ใช่สิ่งที่มีองค์ประกอบเพียงเล็กน้อย เหตุการณ์ในชีวิตพวกเราเป็นผลอันเกิดจากการผสมปนเประหว่างกรรมเก่ากับกรรมใหม่ยุ่งเหยิง คุณไม่มีทางรู้ได้ด้วยความนึกคิดธรรมดา ว่าทำดีแทบตาย ไฉนจึงไม่มั่งมีศรีสุขอย่างคนชั่วๆบ้าง หรือทำกิจการประเภทหนึ่งล้มเหลว แต่พอเปลี่ยนไปทำกิจการอีกประเภทหนึ่งกลับรุ่งเรือง ชนิดหาเหตุผลใดๆมาอธิบายยาก

อีกประการหนึ่ง กรรมมีระยะเวลาให้ผลหลายระยะ ทำแล้วเห็นผลทันตาในชาติปัจจุบันก็มี ทำแล้วให้ผลในชาติถัดไปแบบเหมารวมรวดเดียวก็มี ทำแล้วกว่าจะออกดอกออกผลต้องเข้าคิวรอไปถึงชาติถัดๆไปก็มี

การที่กรรมแต่ละแบบออกดอกออกผลได้หลายระยะนี่แหละ ทำให้คนไม่เชื่อกฎแห่งกรรมวิบาก คือต้องให้ทำปุ๊บแล้วได้ผลปั๊บ ฆ่าใครแล้วถูกฆ่าคืนทันที โกงใครแล้วถูกโกงตอบทันที เผาบ้านใครแล้วโดนเผาบ้านกลับทันที อย่างนี้จะไม่เป็นที่สงสัย แต่ที่สงสัยก็เพราะกว่าจะถูกฆ่าคืน กว่าจะถูกโกงตอบ หรือกว่าจะถูกเผาบ้านกลับ อาจกินเวลาหลายปี หรือกระทั่งต้องรอกันเป็นชาติๆได้

อย่างไรก็ตาม มีผลกรรมที่มองด้วยตาเปล่าได้ประการหนึ่ง คือหากกรรมเก่าบันดาลเหตุการณ์ดีร้ายอย่างต่อเนื่อง โอบอุ้มหรือเล่นงานเราอย่างหนักแน่น เอาชนะยาก อย่างนั้นแปลว่าคุณทำกรรมเก่าในทำนองนั้นไว้กับคนอื่นอย่างต่อเนื่องยาวนาน อาจจะทั้งชีวิต เช่นมีนิสัยชอบรบกวนชาวบ้านด้วยเรื่องจุกจิก แกล้งกวนโมโหใครต่อใครตลอดเวลาด้วยความเห็นเป็นเรื่องสนุก อย่างนี้โอกาสที่คุณจะตกไปอยู่ในวงล้อมของพวกขี้แกล้งก็สูงมาก หรือถึงแม้คนรอบตัวของคุณแสนดี ก็จะมีดินฟ้าอากาศ บ้านช่อง ทรัพย์สิน หรือความบังเอิญต่างๆนานามารบกวนไม่หยุดหย่อน เป็นต้น

และกรรมที่ให้ผลปัจจุบันทันใจที่สุดคือความเป็นผู้ศึกษาให้เห็นถูก เห็นชอบ กระทั่งเกิดศรัทธาปสาทะในกรรมวิบาก ศรัทธาหนทางดำเนินเพื่อลดละความยึดมั่นถือมั่นทั้งเรื่องภายนอกและภายใน ต่อให้คุณโดนรบกวนจากวิบากของกรรมเก่าหรือวิบากของกรรมใหม่ย่ำแย่เพียงใด ใจก็จะไม่เป็นทุกข์ หรืออย่างน้อยที่สุดก็บรรเทาทุกข์ทางใจให้ลดลง มีพื้นที่ของความสุขเพิ่มขึ้นได้

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เรื่องวิบากของกรรมนั้นเป็นอจินไตย หมายถึงคนทั่วไปคิดนึกคาดคะเนไม่ได้ หรือแม้ใช้เหตุผลตามกำลังสติปัญญาสามัญก็ไม่ได้ แต่อจินไตยนั้นใช่ว่าจะไม่มีสิทธิ์รู้เอาเสียเลย และต่อไปนี้จะเป็นคำตอบที่แท้จริงสำหรับคำถามนะครับ เพื่อทราบเรื่องกรรมวิบากอย่างกระจ่าง ไม่สงสัยว่าเป็นผลของกรรมเก่าหรือกรรมใหม่ คุณต้อง

๑) เป็นผู้รู้จักเจตนาของตนเองและผู้อื่น เช่นที่พูดๆหรือทำๆไปนั้น เกิดจากพื้นฐานความคิดมุ่งหมายอย่างไร เป็นดีหรือเป็นร้าย เป็นบุญหรือเป็นบาป พูดง่ายๆว่าเป็นกรรมขาวหรือกรรมดำ

๒) ประมาณน้ำหนักเจตนาได้ถูกว่ามีน้ำหนักอย่างอ่อน อย่างกลาง หรืออย่างแก่กล้า ถ้าอย่างอ่อนหมายถึงคิดไม่จริงจังหรือคนอื่นไหว้วานให้ทำ ถ้าอย่างกลางหมายถึงคิดเองแต่มียั้งๆชั่งใจหวั่นไหวอยู่ ถ้าอย่างแก่กล้าหมายถึงคิดริเริ่มเองด้วยความหนักแน่นและมีความยินดีขนาดยิ้มสะใจได้ในการลงมือทำ

๓) เป็นผู้รู้จักบุญญาธิการของตนเองและผู้อื่น กล่าวคือมองออกว่าบุคคลอันเป็นเป้ากระทบของการคิด การพูด การทำนั้น กำลังอยู่ในจังหวะมีบุญคุ้มหรือไม่มีบุญคุ้ม

๔) ประมาณน้ำหนักบุญญาธิการถูก ว่าเป็นอย่างน้อย อย่างกลาง หรืออย่างมาก วัดกันที่บารมีว่าเป็นผู้เกื้อกูลมากหรือเบียดเบียนมาก ตามหลักแล้ว ผู้เกื้อกูลคนอื่นมากจะเป็นภาคขยายผลกรรมขนาดใหญ่ ใครทำอะไรมาจะมีผลสวนคืนรวดเร็วและรุนแรง

๕) เป็นผู้รู้จักวัตถุ หมายถึงทราบว่าเครื่องมือในการประกอบกรรมนั้น มีคุณหรือมีโทษ

๖) ประมาณน้ำหนักคุณและโทษของวัตถุได้ถูก กล่าวคือรู้ชัดว่าเอามาใช้กับบุคคลใดในจังหวะไหนแล้วเป็นมงคลหรืออัปมงคลเพียงใด เช่นวัตถุบางชิ้นเป็นของสำคัญและจำเป็นมาก ถ้าขโมยมาจะก่อความเดือดร้อนสาหัสแก่เจ้าของ เป็นต้น

เมื่ออ่านออกว่าองค์ประกอบหลักๆของการทำกรรมมีอยู่ดังกล่าว พอมองปราดเดียวก็จะประมาณน้ำหนักถูกว่าการคิด การพูด การทำในแต่ละครั้งของตนเองและผู้อื่น จัดเป็นบุญหรือเป็นบาปใหญ่ จะให้ผลเร็วทันตาหรือทอดระยะเวลาช้าออกไป

ขอกล่าวโดยสรุปว่าองค์ประกอบที่จะบันดาลผลอย่างรวดเร็ว คือค่อนข้างแน่นอนว่าจะปรากฏเหตุการณ์สะท้อนตอบภายในชาติปัจจุบัน หรือกระทั่งภายใน ๓ วัน ๗ วันมีดังต่อไปนี้

๑) ทำด้วยความหนักแน่น มีความยินดีเต็มใจ หรือกระทั่งเกิดโสมนัสในการทำ ไม่ว่าในเชิงกุศลหรือเชิงอกุศล

๒) บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ได้รับแรงกระทำจากเรา เป็นบุคคลผู้ทรงศีล หรือเป็นผู้สงเคราะห์สังคมไว้มาก

๓) วัตถุที่เป็นเครื่องมือกระทำการมีคุณมาก

๔) ไม่มีกรรมเก่าที่เป็นตรงข้ามมาหน่วงเหนี่ยวการให้ผลไว้

จิตที่ทรงอภิญญาหรือรู้ยิ่งในกรรมวิบากนั้น จะไม่มานั่งแยกแยะเป็นข้อๆอย่างข้างต้นนะครับ พอจะรู้ก็รู้เลยแบบเหมารวมเบ็ดเสร็จทีเดียว อย่างเช่นถ้าหยั่งทราบว่ากรรมดีในอดีตยังให้ผลคุ้มกันภัย ก็จะรู้ว่าบาปใหม่ในปัจจุบันแม้อุกฤษฏ์ ก็ยังเข้าถึงตัวไม่ได้ถนัด หรือต้องรอเวลาระยะหนึ่งก่อน จะรู้ชัดว่าตรงนี้ไปใช้เหตุผลหรือความชอบชังส่วนตัวมาตัดสินไม่ได้

เมื่อสามารถพยากรณ์วิบากจากกรรมในปัจจุบันถูก คุณก็จะเขยิบไปล่วงรู้สิ่งที่ลี้ลับกว่านั้น นั่นคือทราบได้ว่าเหตุการณ์หรือสภาพหนึ่งที่กำลังปรากฏต่อหน้าต่อตานั้น เป็นผลมาจากบุญบาปในอดีตใกล้หรืออดีตไกลเพียงใด

หากอุเบกขาธรรมอย่างใหญ่ระดับผู้ทรงฌาน สามารถรู้ซอกซอนทั่วตลอดสายทั้งกรรมเล็กกรรมใหญ่ คุณก็จะทราบชัดและอธิบายได้ละเอียดลออว่าอะไรเป็นอะไร ขนาดจำแนกได้ทีเดียวว่าภาพใหญ่ของชีวิตเกิดจากการจู่โจมของบาปในอดีตแบบไหน อวัยวะใหญ่น้อยในร่างกายเกิดจากการตกแต่งของบุญในอดีตทางใด

แต่หากมีเพียงอุเบกขาธรรมอย่างเล็ก ไม่อาจทรงฌานเป็นปกติ รู้จักเพียงองค์ประกอบธรรมเบื้องต้น คุณจะทราบเพียงว่ากรรมวิบากมีจริง และเห็นคร่าวๆว่าทำบุญใหญ่ๆแล้วเป็นกรรมขาวดวงใหญ่ ให้ผลน่าชื่นใจรวดเร็ว ทำบาปใหญ่ๆแล้วเป็นกรรมดำดวงใหญ่ ให้ผลเดือดเนื้อร้อนใจในไม่ช้า กับทั้งอาจจับพลัดจับผลูจับคู่กรรมวิบากยิบย่อยต่างๆได้ถูกเป็นบางเวลา แต่ไม่สม่ำเสมอ

และหากไม่มีอุเบกขาธรรมเลย เป็นผู้มีอคติ รักแรง เกลียดแรง ต่อให้คุณศรัทธาว่ากรรมวิบากมีจริง คุณก็จะไม่ตระหนักเลยว่าทำดีได้ดีได้อย่างไร ทำชั่วได้ชั่วได้เมื่อไหร่ เพียงแต่ใจจะไม่ถลำไปในบาปลึกนัก และถ้าทำบุญก็จะทำด้วยความเลื่อมใสและมีใจเบิกบาน

ส่วนพวกที่แม้ศรัทธาในกรรมวิบากก็ยังไม่มี อย่างนี้จิตจะถูกปกคลุมหนาแน่นด้วยโมหะ อย่าว่าแต่เห็นว่าบุญเป็นบุญ เห็นบาปเป็นบาป แม้กระทั่งบาปก็อาจไพล่เห็นเป็นบุญ และแม้กระทั่งบุญก็อาจไพล่เห็นเป็นบาป จากนั้นก็หลงเพ้อผิดพลาดแหวกแนวจากความจริงไปได้เรื่อยเปื่อยไม่มีที่สิ้นสุด พูดแล้วหลอกตัวเองให้เชื่อว่าไม่พูด ทำแล้วหลอกตัวเองว่าไม่ทำก็ยังได้

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

นอกจากนี้คุณยังเข้าใจชัด ว่าคนเราทำอาชีพแบบหนึ่งๆประสบความสำเร็จก็ด้วยเหตุปัจจัยหลายประการ เช่นเคยทำอาชีพนั้นมาก่อนในอดีต และทำอย่างที่จะก่อประโยชน์ ก่อความรุ่งเรืองให้ผู้อื่น หรือเคยทำบุญในด้านนั้นๆมาก่อน เช่นถ้าเคยทำขนมถวายพระบ่อยๆ ชาตินี้เปิดกิจการร้านขนมจะรุ่งเรืองมาก เป็นผู้มีรสนิยมและความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับขนมดีมาก เป็นต้น

ในแง่ของการประกอบอาชีพได้สำเร็จหรือล้มเหลวนั้น เป็นตัวอย่างอันดีของการจับมือกันระหว่างกรรมเก่ากับกรรมใหม่ การจะสำเร็จในอาชีพอย่างรวดเร็วนั้น คุณจะงอมืองอเท้ารอทะเลบุญหนุนเนื่องอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องมีอิทธิบาท ๔ คือรักงานหนึ่ง ขยันต่อเนื่องหนึ่ง ฝักใฝ่งานแทบทุกลมหายใจเข้าออกหนึ่ง ฉลาดประเมินหรือพัฒนางานเก่งหนึ่ง

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

คำตอบทั้งหมดคงทำให้เข้าใจว่าคนธรรมดาไม่อาจพยากรณ์วิบากกรรม หากต้องการทราบเรื่องกรรมวิบากให้กระจ่าง คุณต้องเอาสติมารู้ มาดูความจริงเกี่ยวกับกายใจนี้มากๆ เพราะกายใจนี้แหละวิบากของกรรมเก่า และเป็นฐานที่ตั้งของกรรมใหม่ เมื่อใดรู้เรื่องกายใจนี้ดีโดยไม่มีอคติ เมื่อนั้นก็เท่ากับคุณรู้แจ้งเรื่องกรรมวิบากไปด้วย

การรู้กายใจตามจริงก็คือปฏิบัติธรรมตามแนวสติปัฏฐาน ๔ ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสแสดงแจกแจงเป็นขั้นๆไว้ดีแล้วนั่นเองครับ (ต้องเข้าใจสติปัฏฐาน ๔ แบบพระพุทธเจ้าจริงๆด้วยนะครับ ไม่ใช่อ้างนามสติปัฏฐาน ๔ แต่คิดวิธีเอาเองตามอัตโนมัติ) พระเถระทั้งอดีตและปัจจุบันยืนยันกันถ้วนหน้าว่าวิชาของพระพุทธเจ้านี้ดีจริง ทำให้เป็นผู้รู้แจ้งเรื่องกรรมวิบากได้จริง ฉะนั้นหากปรารถนาจะรู้จักกรรมวิบากถ่องแท้ ก็ขอให้ศึกษาและฝึกฝนสติปัฏฐาน ๔ เอาเถิด ไม่ยากเกินกำลังของมนุษย์คนหนึ่งหรอกครับ


:yoyo_0092:http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare041.htm (http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare041.htm)