มดเอ๊ก
02-20-2008, 04:00 PM
แรงบันดาลใจ เล่ม ๔
(จากหนังสือเตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว เล่ม ๔)หนังเสือเล่มนี้รวบรวมเอาคำถามคำตอบจากคอลัมน์ เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว ในนิตยสารบางกอกรายสัปดาห์ ตั้งแต่ฉบับที่ ๒๔๕๘ จนถึงฉบับที่ ๒๔๗๐ โดยได้ผนวกเอาบทส่งท้าย คือ ผิดตั้งแต่เกิด ซึ่งยังไม่เคยลงตีพิมพ์มาก่อนเข้าไว้ด้วย
ร่วมสิบปีมาแล้ว ผมเคยจอดรถรอไฟเขียวแถวรัชโยธิน หางตาบังเอิญเหลือบไปที่กระจกมองหลัง เห็นเด็กผู้หญิงตัวกะเปี๊ยกถือพวงมาลัยวิ่งเต้นเหมือนตัวละครที่ถูกปล่อยให้เริงระบำออกมาจากหลังฉาก ดูท่าทางเธอมีความสุขดี คล้ายกำลังวิ่งเล่นอยู่ในบ้านที่ปลอดภัยของตัวเอง
มีความสะดุดตาตรงท่าวิ่งของเธอนั่นแหละ อะไรหลายๆอย่างแฝงอยู่ในภาพนั้น ท่าทีไม่อีนังขังขอบกับการมาเร่ขายพวงมาลัยตามท้องถนน ช่างขัดแย้งยิ่งกับวัยไร้เดียงสาที่น่าจะรู้จักแต่ความร่าเริงและการถนอมเลี้ยงดูจากพ่อแม่ ตัวเล็กจ้อยที่เพียงโดนมอเตอร์ไซค์เฉี่ยวนิดเดียวก็อาจล้มตายได้ สมควรอยู่ในรั้วรอบขอบชิดท่ามกลางการปกป้องที่อบอุ่น แทนการเผชิญภัยอันน่ากลัวกลางถนนหลวงด้วยตัวเปล่ามิใช่หรือ?
ขณะที่ผมกำลังนึกตำหนิพ่อแม่ของเด็กอย่างแรงกับการปล่อยให้ลูกมาเสี่ยงตายอย่างนั้น เธอก็รี่มาถึงรถผมราวกับรู้ว่าผมกำลังเฝ้ามองเธออยู่ และเมื่อเธอเคาะกระจกเรียกเบาๆ ผมก็เหลือบแลไปหาแล้วเกิดความสะดุดเป็นครั้งที่สอง เพราะได้พบเด็กผู้หญิงที่หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูมากๆคนหนึ่ง ซึ่งทำให้แวบแรกที่เห็นคือความใจหายรู้สึกสงสารและตัดสินใจลดกระจกลงช่วยซื้อทันที ทั้งที่ก่อนหน้านั้นอยากใจแข็ง ไม่ต้องการส่งเสริมให้พ่อแม่ของเด็กหากำไรวัยเยาว์ของลูกสาวเยี่ยงนี้เลย
ผมให้แบงก์ยี่สิบไปสองใบเปล่าๆ บอกเธอว่าไม่ต้องเอาพวงมาลัยมาหรอก เอาไปเลย แต่พอเลื่อนกระจกขึ้นก็เห็นแม่หนูเอียงคอมองหน้าผมเหมือนฉงน และยังคงรอรีด้วยด้วยท่าทีอิดออด ไม่ยอมจากไปไหน ผมพยายามไม่สนใจ แต่เธอก็เคาะกระจกอีก ผมจึงต้องลดกระจกลงฟังเสียงอ้อนวอนของเธอ เธอขอให้รับพวงมาลัยไปเถอะ พอหมดแล้วหนูจะได้กลับบ้านเร็วๆไงคะ
ผมตัดสินใจเลื่อนกระจกลงและขอซื้อพวงมาลัยที่เหลือมาเกือบทั้งหมด ดูเหมือนหลงอยู่พวงเดียว เพราะเศษแบงก์ในกระเป๋าไม่พอกับจำนวน พอเธอรับเงินไปผมก็สั่งสั้นๆว่าหมดแล้วต้องสัญญาว่าจะรีบกลับบ้านจริงๆนะ เธอก็ตอบมาเสียงจ๋อยๆทันทีว่าค่ะๆ หมดพวงนี้แล้วหนูก็กลับบ้านแล้วล่ะน้า
การตอบกลับแบบสวนคำนั้น ทำให้ผมทราบทันทีว่าเคยมีคนสั่งเสียแบบผมมาหลายหน คงจะด้วยความห่วงใยที่ไม่แตกต่างกันเลย
เธอวิ่งจากไป ผมเลื่อนกระจกปิด พอไฟเขียวก็ขับรถจากมาจากแยกไฟแดงนั้น แล้วก็ค่อยๆรู้สึกว่าตัวเองคิดช้าเกินไป ใจผมไม่ได้ต้องการขับรถจากมา แต่ต้องการรับเด็กขึ้นรถกลับไปส่งบ้าน ขอดูหน้าพ่อแม่เด็ก อาจเพื่อถามว่าจะเอาเท่าไหร่ถ้าไม่ต้องใจร้ายกับลูกอย่างนี้
สุ้มเสียงและหน้าตาของเธอติดตามผมมาตลอดทางกลับบ้าน เธอเป็นเด็กแปลกหน้าที่พูดแค่ไม่กี่คำก็มีเสียงติดหูผมได้ และทำให้ผมน้ำตาไหลเป็นทางได้ ผมให้เงินเปล่าๆ เธอก็ไม่เอา จะตื๊อให้รับของมาเพื่อความยุติธรรม รู้สึกว่าใจเธอช่างใสซื่อน่าเอ็นดูเหลือเกิน
ไม่ใช่เด็กขายพวงมาลัยทุกคนที่ประทับอยู่ในความทรงจำของผมลึกซึ้งเท่านี้ หรือจะเรียกว่าเกิดความสงสารเด็กคนไหนขนาดนั้นมาก่อนเลย บอกตัวเองมาตลอดว่าไม่เคยอยากมีลูก แต่เพียงยินเสียงใสบริสุทธิ์ของเธอแล้วได้คิดว่าถ้าจะอยากมีลูกสักคน ก็คงเป็นเพราะมีเสียงเพราะพริ้งที่สุดในโลกติดหูอยู่อย่างนี้เอง
ครั้งนั้นต่อให้ผมยังไม่เชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดและกรรมวิบาก ก็คงเริ่มเชื่อได้แล้ว หากคนเราไม่เคยมีความสัมพันธ์ต่อกันมา เหตุใดเยื่อใยและความรู้สึกผูกพันจึงเหนียวแน่นขนาดนี้ ชั่วเวลาเพียงไม่กี่นาทีที่ปรากฏตัวต่อกัน แม้กระทั่งปัจจุบันที่กำลังย้อนนึกและเขียนถึงเธอ ก็ได้แต่เสียดายที่ไม่รีบตัดสินใจทำอย่างใดอย่างหนึ่งในขณะยังมีโอกาส ถ้าคิดช่วย ก็ต้องได้วิธีช่วยที่เหมาะสมเข้าสักทาง
อย่างไรเด็กคงมีพ่อมีแม่ เรื่องจะรับไว้ในอุปการะหรือชุบเลี้ยงกับมือคงไม่ง่าย วันต่อมาเลยวางอุเบกขาตามหลักพรหมวิหารข้อสุดท้าย คือเมื่อมีเมตตา ปรารถนาให้เธอเป็นสุข แต่ไม่เห็นทางช่วยได้ ก็ต้องทำใจตามพุทธพจน์ที่ว่าสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
เด็กตัวจ้อยบนท้องถนนที่เต็มไปด้วยรถใหญ่และไอพิษคนนั้นมาจากไหน? ถ้าตอบตามภูมิศาสตร์ผมอาจบอกหลักแหล่งที่อยู่ของเธอไม่ถูก แต่ถ้าตอบตามหลักกรรมวิบา ก็คงพอบอกได้ว่าความน่ารักของเธอมาจากกรรมดีส่วนหนึ่ง ความยากลำบากในวัยเยาว์ของเธอมาจากกรรมร้ายอีกส่วนหนึ่ง
เมื่อวางอุเบกขาได้สนิทในคราวนั้น ผมเกิดความเข้าใจคำว่า กรรมคือที่พึ่งของตน อย่างลึกซึ้ง ในวัยเด็กผมไม่ต้องไปขายพวงมาลัยก็เพราะผมมีกรรมเก่าเป็นที่พึ่ง คือได้มาพึ่งพาพ่อแม่ที่ไม่ขาดแคลนจนต้องส่งลูกไปเสี่ยงภัย ส่วนเธอคนนั้นไม่มีกรรมเก่าเป็นที่พึ่งในต้นวัย ก็เลยต้องมาอาศัยถนนเป็นสนามเด็กเล่น วิ่งเร่ขายของราวกับเห็นนรกเป็นสวรรค์
หากหนูน้อยคนนั้นเคยได้เรียนรู้หลักกรรมวิบาก และเคยศรัทธาว่าทำทานมีผล รักษาศีลมีผล เธอก็อาจเร่งทำดีโดยส่วนเดียว ไม่พลาดที่ส่วนใดส่วนหนึ่ง ชีวิตปัจจุบันคงสบายกว่านี้ และมีกรรมดีเป็นที่พึ่งตั้งแต่อ้อนแต่ออก
คนเราจะเป็นที่พึ่งให้ตัวเอง ก็ต้องรู้ว่าทำกรรมใดเป็นคุณ จะได้ทำให้มาก และต้องรู้ว่าทำกรรมใดเป็นโทษ จะได้ไม่หลงไปทำ หรือทำให้น้อยที่สุด เมื่อรู้จริงในเรื่องกรรม นอกจากช่วยตัวเองได้ดีแล้ว ก็อาจมีโอกาสช่วยบอกช่วยให้ความรู้เป็นที่พึ่งแก่คนอื่นอีกด้วย
ผมขออธิษฐานว่าเมื่อเด็กขายพวงมาลัยคนนั้นโตพอ จะได้อ่านหนังสือเล่มนี้ บรรทัดนี้ เพื่อความมีศรัทธาในกรรมวิบาก และไม่ต้องหลงเกิดมาลำบากเหมือนชาตินี้อีก
ดังตฤณ
สิงหาคม ๒๕๔๘
(จากหนังสือเตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว เล่ม ๔)หนังเสือเล่มนี้รวบรวมเอาคำถามคำตอบจากคอลัมน์ เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว ในนิตยสารบางกอกรายสัปดาห์ ตั้งแต่ฉบับที่ ๒๔๕๘ จนถึงฉบับที่ ๒๔๗๐ โดยได้ผนวกเอาบทส่งท้าย คือ ผิดตั้งแต่เกิด ซึ่งยังไม่เคยลงตีพิมพ์มาก่อนเข้าไว้ด้วย
ร่วมสิบปีมาแล้ว ผมเคยจอดรถรอไฟเขียวแถวรัชโยธิน หางตาบังเอิญเหลือบไปที่กระจกมองหลัง เห็นเด็กผู้หญิงตัวกะเปี๊ยกถือพวงมาลัยวิ่งเต้นเหมือนตัวละครที่ถูกปล่อยให้เริงระบำออกมาจากหลังฉาก ดูท่าทางเธอมีความสุขดี คล้ายกำลังวิ่งเล่นอยู่ในบ้านที่ปลอดภัยของตัวเอง
มีความสะดุดตาตรงท่าวิ่งของเธอนั่นแหละ อะไรหลายๆอย่างแฝงอยู่ในภาพนั้น ท่าทีไม่อีนังขังขอบกับการมาเร่ขายพวงมาลัยตามท้องถนน ช่างขัดแย้งยิ่งกับวัยไร้เดียงสาที่น่าจะรู้จักแต่ความร่าเริงและการถนอมเลี้ยงดูจากพ่อแม่ ตัวเล็กจ้อยที่เพียงโดนมอเตอร์ไซค์เฉี่ยวนิดเดียวก็อาจล้มตายได้ สมควรอยู่ในรั้วรอบขอบชิดท่ามกลางการปกป้องที่อบอุ่น แทนการเผชิญภัยอันน่ากลัวกลางถนนหลวงด้วยตัวเปล่ามิใช่หรือ?
ขณะที่ผมกำลังนึกตำหนิพ่อแม่ของเด็กอย่างแรงกับการปล่อยให้ลูกมาเสี่ยงตายอย่างนั้น เธอก็รี่มาถึงรถผมราวกับรู้ว่าผมกำลังเฝ้ามองเธออยู่ และเมื่อเธอเคาะกระจกเรียกเบาๆ ผมก็เหลือบแลไปหาแล้วเกิดความสะดุดเป็นครั้งที่สอง เพราะได้พบเด็กผู้หญิงที่หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูมากๆคนหนึ่ง ซึ่งทำให้แวบแรกที่เห็นคือความใจหายรู้สึกสงสารและตัดสินใจลดกระจกลงช่วยซื้อทันที ทั้งที่ก่อนหน้านั้นอยากใจแข็ง ไม่ต้องการส่งเสริมให้พ่อแม่ของเด็กหากำไรวัยเยาว์ของลูกสาวเยี่ยงนี้เลย
ผมให้แบงก์ยี่สิบไปสองใบเปล่าๆ บอกเธอว่าไม่ต้องเอาพวงมาลัยมาหรอก เอาไปเลย แต่พอเลื่อนกระจกขึ้นก็เห็นแม่หนูเอียงคอมองหน้าผมเหมือนฉงน และยังคงรอรีด้วยด้วยท่าทีอิดออด ไม่ยอมจากไปไหน ผมพยายามไม่สนใจ แต่เธอก็เคาะกระจกอีก ผมจึงต้องลดกระจกลงฟังเสียงอ้อนวอนของเธอ เธอขอให้รับพวงมาลัยไปเถอะ พอหมดแล้วหนูจะได้กลับบ้านเร็วๆไงคะ
ผมตัดสินใจเลื่อนกระจกลงและขอซื้อพวงมาลัยที่เหลือมาเกือบทั้งหมด ดูเหมือนหลงอยู่พวงเดียว เพราะเศษแบงก์ในกระเป๋าไม่พอกับจำนวน พอเธอรับเงินไปผมก็สั่งสั้นๆว่าหมดแล้วต้องสัญญาว่าจะรีบกลับบ้านจริงๆนะ เธอก็ตอบมาเสียงจ๋อยๆทันทีว่าค่ะๆ หมดพวงนี้แล้วหนูก็กลับบ้านแล้วล่ะน้า
การตอบกลับแบบสวนคำนั้น ทำให้ผมทราบทันทีว่าเคยมีคนสั่งเสียแบบผมมาหลายหน คงจะด้วยความห่วงใยที่ไม่แตกต่างกันเลย
เธอวิ่งจากไป ผมเลื่อนกระจกปิด พอไฟเขียวก็ขับรถจากมาจากแยกไฟแดงนั้น แล้วก็ค่อยๆรู้สึกว่าตัวเองคิดช้าเกินไป ใจผมไม่ได้ต้องการขับรถจากมา แต่ต้องการรับเด็กขึ้นรถกลับไปส่งบ้าน ขอดูหน้าพ่อแม่เด็ก อาจเพื่อถามว่าจะเอาเท่าไหร่ถ้าไม่ต้องใจร้ายกับลูกอย่างนี้
สุ้มเสียงและหน้าตาของเธอติดตามผมมาตลอดทางกลับบ้าน เธอเป็นเด็กแปลกหน้าที่พูดแค่ไม่กี่คำก็มีเสียงติดหูผมได้ และทำให้ผมน้ำตาไหลเป็นทางได้ ผมให้เงินเปล่าๆ เธอก็ไม่เอา จะตื๊อให้รับของมาเพื่อความยุติธรรม รู้สึกว่าใจเธอช่างใสซื่อน่าเอ็นดูเหลือเกิน
ไม่ใช่เด็กขายพวงมาลัยทุกคนที่ประทับอยู่ในความทรงจำของผมลึกซึ้งเท่านี้ หรือจะเรียกว่าเกิดความสงสารเด็กคนไหนขนาดนั้นมาก่อนเลย บอกตัวเองมาตลอดว่าไม่เคยอยากมีลูก แต่เพียงยินเสียงใสบริสุทธิ์ของเธอแล้วได้คิดว่าถ้าจะอยากมีลูกสักคน ก็คงเป็นเพราะมีเสียงเพราะพริ้งที่สุดในโลกติดหูอยู่อย่างนี้เอง
ครั้งนั้นต่อให้ผมยังไม่เชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดและกรรมวิบาก ก็คงเริ่มเชื่อได้แล้ว หากคนเราไม่เคยมีความสัมพันธ์ต่อกันมา เหตุใดเยื่อใยและความรู้สึกผูกพันจึงเหนียวแน่นขนาดนี้ ชั่วเวลาเพียงไม่กี่นาทีที่ปรากฏตัวต่อกัน แม้กระทั่งปัจจุบันที่กำลังย้อนนึกและเขียนถึงเธอ ก็ได้แต่เสียดายที่ไม่รีบตัดสินใจทำอย่างใดอย่างหนึ่งในขณะยังมีโอกาส ถ้าคิดช่วย ก็ต้องได้วิธีช่วยที่เหมาะสมเข้าสักทาง
อย่างไรเด็กคงมีพ่อมีแม่ เรื่องจะรับไว้ในอุปการะหรือชุบเลี้ยงกับมือคงไม่ง่าย วันต่อมาเลยวางอุเบกขาตามหลักพรหมวิหารข้อสุดท้าย คือเมื่อมีเมตตา ปรารถนาให้เธอเป็นสุข แต่ไม่เห็นทางช่วยได้ ก็ต้องทำใจตามพุทธพจน์ที่ว่าสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
เด็กตัวจ้อยบนท้องถนนที่เต็มไปด้วยรถใหญ่และไอพิษคนนั้นมาจากไหน? ถ้าตอบตามภูมิศาสตร์ผมอาจบอกหลักแหล่งที่อยู่ของเธอไม่ถูก แต่ถ้าตอบตามหลักกรรมวิบา ก็คงพอบอกได้ว่าความน่ารักของเธอมาจากกรรมดีส่วนหนึ่ง ความยากลำบากในวัยเยาว์ของเธอมาจากกรรมร้ายอีกส่วนหนึ่ง
เมื่อวางอุเบกขาได้สนิทในคราวนั้น ผมเกิดความเข้าใจคำว่า กรรมคือที่พึ่งของตน อย่างลึกซึ้ง ในวัยเด็กผมไม่ต้องไปขายพวงมาลัยก็เพราะผมมีกรรมเก่าเป็นที่พึ่ง คือได้มาพึ่งพาพ่อแม่ที่ไม่ขาดแคลนจนต้องส่งลูกไปเสี่ยงภัย ส่วนเธอคนนั้นไม่มีกรรมเก่าเป็นที่พึ่งในต้นวัย ก็เลยต้องมาอาศัยถนนเป็นสนามเด็กเล่น วิ่งเร่ขายของราวกับเห็นนรกเป็นสวรรค์
หากหนูน้อยคนนั้นเคยได้เรียนรู้หลักกรรมวิบาก และเคยศรัทธาว่าทำทานมีผล รักษาศีลมีผล เธอก็อาจเร่งทำดีโดยส่วนเดียว ไม่พลาดที่ส่วนใดส่วนหนึ่ง ชีวิตปัจจุบันคงสบายกว่านี้ และมีกรรมดีเป็นที่พึ่งตั้งแต่อ้อนแต่ออก
คนเราจะเป็นที่พึ่งให้ตัวเอง ก็ต้องรู้ว่าทำกรรมใดเป็นคุณ จะได้ทำให้มาก และต้องรู้ว่าทำกรรมใดเป็นโทษ จะได้ไม่หลงไปทำ หรือทำให้น้อยที่สุด เมื่อรู้จริงในเรื่องกรรม นอกจากช่วยตัวเองได้ดีแล้ว ก็อาจมีโอกาสช่วยบอกช่วยให้ความรู้เป็นที่พึ่งแก่คนอื่นอีกด้วย
ผมขออธิษฐานว่าเมื่อเด็กขายพวงมาลัยคนนั้นโตพอ จะได้อ่านหนังสือเล่มนี้ บรรทัดนี้ เพื่อความมีศรัทธาในกรรมวิบาก และไม่ต้องหลงเกิดมาลำบากเหมือนชาตินี้อีก
ดังตฤณ
สิงหาคม ๒๕๔๘