Kamen rider
02-18-2008, 02:39 PM
http://www.indiapointer.com/images/1181995874/plsdont_copy3.jpg
ทะไลลามะแห่งธิเบต
เมื่อพระพุทธศาสนาบังเกิดขึ้นที่ภารตประเทศนั้น ได้แพร่ขยายออกไปทั่วทั้งชมพูทวีป
แล้วลงใต้ไปทางลังกา ตลอดจนเอเชียอาคเนย์ และขึ้นเหนือไปทางเมืองจีน ธิเบต
เกาหลี และญี่ปุ่น กินเวลาหลายศตวรรษ
ธิเบตเป็นดินแดนของชนชาตินักรบ ที่เคยเอาชนะจีน ดังตามสัญญาสงบศึก คราวหนึ่ง
พระเจ้ากรุงจีนต้องถวายราชธิดาไปเป็นมเหสีพระเจ้าแผ่นดินธิเบตซึ่งได้ทรงอภิเษกกับ
ราชธิดาพระเจ้ากกรุงเนปาลด้วย พร้อม ๆ กันไป โดยเจ้าหญิงทั้งสองพระองค์เป็นอุบาสิกา
ในพระพุทธศาสนา จึงช่วยให้พระราชสวามีหันมารับนับถือพระรัตนตรัยด้วย
เวลานั้น ธิเบตยังไม่มีภาษาเขียนหรือวรรณศิลป์ ลัทธิศาสนาเป็นการนับถือผี เรียกว่า บอน
เมื่อทรงสมาทานพระพุทธศาสนาแล้ว พระเจ้าแผ่นดินธิเบตทรงส่งคณะทูตไปภารตประเทศ
เพื่อเรียนภาษาสันสกฤต แล้วนำอักษรเทวนาครีตลอดจนคัมภีร์ไวยากรณ์มาใช้ เป็นบรรทัด
ฐานสำหรับสำหรับพัฒนาภาษาธิเบต เป็นเหตุให้ภาษาและวัฒนธรรมของธิเบตเป็นไปตาม
นัยแห่งพระพุทธศาสนามากยิ่งขึ้นทุกที มีการสร้างวัดวาอาราม สำนักเรียน สำนักปฏิบัติ
จนเป็นหลักฐาน นับว่าพระพุทธศาสนาได้ตั้งมั่นที่ในประเทศนั้นโดยแท้
ที่จริง เมื่อพุทธปรินิพพานล่วงแล้วไปได้ราว ๆ พันปีนั้น พุทธศาสนาทางจีนได้แตกต่างไป
จากทางอินเดียมากแล้ว พระเจ้าแผ่นดินธิเบตทรงสนพระทัยว่าจะเลือกพระพุทธศาสนาแบบ
ใหน จึงได้อาราธนาพระอาจารย์เจ้ามาจากทั้ง ๒ ประเทศ ให้แสดงปุจฉาวิสัจฉนากัน ผล
ปรากฏว่าทรงพระราชศรัทธาฝ่ายภารต ธิเบตจึงปิดกั้นไม่รับศาสนธรรมจากกระแสจีนอีกเลย
ก็ว่าได้
พระเจ้าแผ่นดินองค์ต่อ ๆ มาได้ตั้งราชบัณฑิตสภาขึ้น อาราธนาพระมหาเถระจากมหาวิทยาลัย
สงฆ์ในชมพูทวีป มาสอนธรรมและแปลพระธรรมคัมภีร์เป็นภาษาธิเบต นับว่าเป็นเหตุอันพึง
ยินดี เพราะหลังจากนี้อีกไม่นาน พระพุทธศาสนาก็อันตรธานไปจากอินเดีย มหาวิทยาลัยสงฆ์
ถูกทำลาย วัดวาอารามรกร้าง พระธรรมคัมภีร์สูญหาย ครูอาจารย์ถูกฆ่าตาย ฯลฯ เพราะภัยจาก
พวกมุสลิมด้วย และจากพวกพรหมณ์ด้วย โดยไม่นับความเสื่อมของพุทธศาสนิกชนเอง นอก
ไปจากนี้แล้ว คัมภีร์ที่เขียนขึ้นบนใบลานนั้น โดนลมฝนและอุณหภูมิอย่างเมืองร้อนเข้า รวมทั้ง
มดและปลวก ช่วยให้อันตรธานได้ง่ายกว่าทางธิเบตและเอเชียกลาง ซึ่งยังเก็บตำรานั้น ๆ ไว้ได้
กว่าพันปีก็มี
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ธิเบตได้รักษาพระพุทธศาสนาแบบตันตรยานไว้ได้ โดยนิกายนี้เป็นหลัก
ในชมพูทวีปเมื่อพุทธกาลล่วงแล้วได้ราว ๆ พันปี ในขณะที่ลังการักษารูปแบบของเถรวาทหรือ
ทักษิณยานไว้ได้ และจีนรักษามหายานหรืออาจารยวาทไว้ได้แล้วแพร่ขยายออกไปยังเกาหลี
ญี่ปุ่น และเวียดนาม โดยที่มหายานและตันตรยานเคยแพร่ขยายไปถึงสยาม กัมพูชา และ
อินโดนีเซียด้วย
ตันตรยานหรือวัชรยานนั้นถือว่า พระภิกษุสงฆ์ต้องเคร่งครัดตามพระธรรมวินัยอย่างฝ่ายเถรวาท
หากมุ่งที่โพธิสัตวบารมีเพื่อขนสรรพสัตว์ให้ข้ามโอฆสงสารอย่างฝ่ายมหายาน โดยมีการสอน
มนตร์กันอย่างรหัสนัย อันเรียกว่า ตันตรวิธี คือ ศิษย์เรียนจากพระอาจารย์เจ้าโดยตรงด้วยวิธีการ
อภิเษก สืบทอดพระธรรมวิเศษจากคุรุหรือลามะถึงสานุศิษย์โดยนัยแห่งวัชยานคือมียานเป็นเพชร
อันอาจตัดกิเลสได้ขาดอย่างรวดเร็วทันใจในชาตินี้ ไม่ต้องรอไปถึงชาติหน้าโน้น
ในบรรดาผู้นำทางศาสนานิกายวัชยานหรือตันตรยานของธิเบตนั้น ท่านปทุมสัมภวะ หรือปทุม
สมภพถือเป็นต้นนิกาย ดังท่านนาคารชุนเป็นสดมภ์หลักทางมหายาน และท่านพุทธโฆสาเป็น
พระอรรถกถาจารย์ใหญ่ของฝ่ายเถรวาทนั่นเอง ส่วนชาวพื้นเมืองในธิเบตเองนั้น ถือกันว่า
ท่าน เกน-ดรุน-ดรุป เป็นพระอาจารย์เจ้าที่สำคัญยิ่ง ท่านมีชีวิตอยู่ระหว่าง พ.ศ. ๑๙๓๔ - ๒o๑๘
เมื่อท่านมรณภาพล่วงไปแล้ว บรรดาสานุศิษย์ พากันกล่าวว่าท่านเป็นพระโพธิสัตว์ ซึ่งจะยัง
ไม่ยอมตรัสรู้ หากจะกลับมาเกิดเพื่อช่วยสรรพสัตว์ ทั้งยังเชื่อกันด้วยว่า ท่านได้บารมีจาก
พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ อวตารให้มาเกิดในธิเบตเพื่อประดิษฐานพระศาสนาให้มั่นคง
อันพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์นั้น ทางตันตรยานถือว่า ท่านคือบุคคลาธิษฐานแห่งพระมหา
กรุณาธิคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันอาจถือกำเนิดเป็นชายก็ได้ หญิงก็ได้ ( เช่นเจ้าแม่
กวนอิม ) เป็นเทพก็ได้ สัตว์ก็ได้ ฯลฯ เท่ากับการอวตารหรือแบ่งภาคมาเกิด ส่วนพระ
ปัญญาคุณของพระพุทธเจ้าอันเป็นธรรมาธิษฐานนั้น ในทางบุคคลาธิษฐานก็คือพระมัญชุศรี
โพธิสัตว์ โดยที่พลานุภาพของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ในทางบุคคลาธิษฐาน ได้แก่พระ
วัชรปาณีโพธิสัตว์
เมื่อเชื่อแน่ว่า ท่าน เกน-ดุน-ดรุป เป็นพระโพธิสัตว์ ผู้ซึ่งจะกลับชาติมาเกิดอีกในธิเบต โดย
ท่านให้นัยไว้ก่อนมรณภาพ หลังจากนั้นไม่นาน พวกสานุศิษย์จึงค้นหาทารกที่เกิดใหม่ได้ว่า
คือพระอาจารย์เจ้า กลับชาติมาเกิด และเมื่อท่าน เกน-ดุน-ดรุป กลับชาติมาเกิดเป็นครั้งที่ ๓
แล้วนั้น จึงได้รับสมัญนามว่า ทะไลลามะ จากอัลตัน ข่าน พระมหากษัตริย์แห่งมงโกเลีย จึง
หันมาสมาทานพระพุทธศาสนาเพราะเมตตาบารมีของพระอาจารย์เจ้ารูปนี้ ทำให้ชาติมงโกเลีย
เปลี่ยนสภาพจากความเป็นนักรบที่ดุร้าย อันเคยไปพิชิตถึงยุโรปและกรุงจีน มาเป็นชนชาติ
ที่สงบแต่นั้นมา และประชาชนยังนับถือพระพุทธศาสนานิกายวัชรยานมาจนบัดนี้ ทั้งที่จีน
ยึดครองไป และที่รัสเซียมีอำนาจทางการเมืองเหนือในอีกส่วนแล้วก็ตาม
ทะไล ในภาษามงโกล แปลว่า ทะเล ลามะในภาษาธิเบตแปลว่า อาจารย์ รวมความแล้ว
หมายความว่าพระอาจารย์ผู้มีความรู้กว้างขวางลึกซึ้งดุจดังมหาสมุทร โดยถือเอาพระนามนี้
มีผลย้อนหลังไปถึงท่านเกน- ดุน - ดรุป องค์แรก องค์ที่ได้รับถวายพระนามจึงถือได้ว่าเป็น
ทะไลลามะองค์ที่ ๓
ทะไลลามะดำรงตำแหน่งประมุขทางศาสนานิกายวัชรยานอยู่ประมาณร้อยปีจนถึงองค์ที่ ๕
จึงทรงไว้ซึ่งพระสถานะประมุขแห่งอาณาจักรด้วย และศาสนจักรด้วย ทั้งนี้เพราะมงโกเลีย
สนับสนุน ทั้งยังทรงพระปรีชาสามารถมากทางรัฐประศาสนศาสตร์ ตำแหน่งดังกล่าวสืบต่อ
เนื่องมาจนถึงองค์ปัจจุบัน นับเป็นอันดับที่ ๑๔ หากถูกจีนยึดครองธิเบตในทางการเมืองเมื่อ
พ.ศ.๒๕o๒ เป็นเหตุให้องค์ทะไลลามะเสด็จลี้ภัยพาลมาประทับที่ธรรมศาลาในประเทศอินเดีย
พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์และฆราวาสจำนวนหลายแสน เป็นเหตุให้แพร่พระพุทธศาสนาออก
ไปยังนานาประเทศอย่างน่าสนใจยิ่ง
จากจำนวนทะไลลามะทั้งหมดนั้น บัดนี้มีพระประวัติและพระนิพนธ์ของแทบทุกพระองค์ออก
มาเป็นภาษาอังกฤษด้วย แล้ว ๕ พระองค์แรก ดูทรงจะเป็นนักปราชญ์ ฉลาดการสอนธรรม เป็น
ประการสำคัญ ยังองค์ที่ ๗ และที่๘ ก็สำคัญนัก ส่วนองค์ที่ ๖ ออกจะทรงเฮี้ยว ๆ อยู่สักหน่อย
และมีเรื่องขำ ๆ เล่าเกี่ยวกับพระองค์ท่านมาก
ในช่วงศตวรรษที่แล้ว มีการเมืองจากต่างประเทศเข้าไปพัวพันกับสถานะของทะไลลามะมากอยู่
ตั้งแต่องค์ที่ ๙ จนองค์ที่ ๑๒ ต้องเผชิญกับอำนาจของเนปาลกับจีน ซึ่งบีบบังคับธิเบตยิ่งขึ้น ทั้งภาย
หลังยังมีอังกฤษและรัสเซียที่พยายามแพร่อิทธิพลเข้าไป โดยไม่ต้องเอ่ยถึงมิชชันนารีฝรั่งเอาเลย
ก็ได้ ทะไลลามะองค์ที่ ๑๓ ต้องพยายามประคับประคองประเทศชาติมาก บางครั้งต้องทรงอพยพ
หลบจีนบ้าง อังกฤษบ้าง จนสิ้นพระชนมืลงใน พ.ศ. ๒๔๗๖
เมื่อทะไลลามะสิ้นพระชนม์ลง ย่อมมีการเลือกตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ให้เป็นประมุข
ชั่วคราวจนกว่าจะหาองค์ใหม่ได้ แล้วถวายคำปรึกษาหารือ หรือปกครองในพระนามาภิไธยจน
บรรลุพระนิติภาวะ
ทางด้านประชาราษฎร พอรู้ว่าองค์พระประมุขสิ้นพระชนม์ แทบทุกครัวเรือนย่อมคอยสังเกตุ
การฝัน และเฝ้ามองปรากฏการณ์อันอาจเป็นสิริมงคลพิเศษ เพื่อจะรู้ว่าทารกที่มาเกิดใหม่
อาจเป็นองค์ทะไลลามะก็ได้
พระศพทะไลลามะองค์ที่ ๑๓ ประดิษฐานไว้ในท่านั่ง ณ พระราชวังฤดูร้อน แห่งกรุงลาสา
๒ ครั้งยามราตรีที่พระศพพลิกพระพักตร์ไปทางตะวันออก ทั้งมีรุ้งพวยพุ่งขึ้นและเมฆปรากฏ
อย่างประหลาดทางท้องฟ้าภาคตะวันออกด้วย ส่อว่าทะไลลามะองค์ใหม่คงจะไปปฏิสนธิ
ทางแถบนั้น
เมื่อได้สัญลักษณ์เช่นนี้ ผู้สำเร็จราชการจึงออกไปยังทะเลสาบใกล้กรุงลาสา เพื่อบำเพ็ญพรต
ภาวนาอธิษฐาน ขอนิมิตหมายสำหรับแสวงหาที่ประสูติของทะไลลามะ
นิมิตที่ปรากฏจากทะเลสาบคือวัดที่มีอาคารสูงสามชั้น ประกอบไปด้วยพระเจดีย์ทรงจีนสีทอง
มียอดคล้ายโดม มุงหลังคาด้วยกระเบื้องสีเขียวขุ่น หลังพระเจดีย์มีทางเดินสีขาวเข้าสู่เรือน
ชาวบ้าน ตัวเรือนมีชายคาทรงแปลกและมีสุนัขธิเบตตัวใหญ่อยู่หน้าประตู
เป็นอันส่งคณะผู้สำรวจไปทางตะวันออกเฉียงเหนือก่อน โดยไปปรึกษากับคณะลามะพื้นเมือง
และหารือพระสงฆาธิการตามท้องถิ่น เพื่อหารายงานเกี่ยวกับทารกที่ถือกำเนิดอย่างพิเศษ โดย
ทางบิดามารดาฝันอย่างแปลกประหลาดด้วย
ทางแถบอัมโด มีทารกเข้าข่ายแห่งการพิจารณา ๑๒ คน ทุกคนได้รับการทดสอบ แล้วคณะ
ผู้สำรวจส่งตัวแทนบางคนไปยังเรือนพ่อค้าม้าชาวธิเบตแห่งหนึ่ง ซึ่งได้ทราบว่ามีทารกเกิดมา
ได้ ๒ ปีแล้ว
คณะนี้ปลอมตัวไป หัวหน้าแต่งตัวเป็นคนรับใช้ ให้คนใช้ครองผ้าดังเป็นพระคณาจารย์ใหญ่
เข้าไปบอกเจ้าของบ้านว่าเป็นกลุ่มผู้แสวงบุญ มาเพื่อนมัสการพระ ณ วัดกุม-บุม ทางแถบนั้น
ขออนุญาติจากมารดาทารก เพื่อค้างคืน ซึ่งตามปกติบุญจาริกย่อมประพฤติปฏิบัติกันเช่นนี้ใน
ธิเบต
เมื่อคณะนี้เดินเข้าเรือน ได้สังเกตุเห็นเด็กชายอายุ ๒ ขวบ หัวหน้าคณะที่แต่งเป็นคนรับใช้
คล้องลูกประคำที่คอ โดยที่ประคำสายนี้เป็นของทะไลลามะองค์ที่ ๑๓ พอเด็กเห็นเข้าเท่านั้น
ได้วิ่งเข้าไปยังพระรูปนี้ แย่งลูกประคำมาและบอกว่า " นี่ของฉัน " แล้วปีนขึ้นไปนั่งบนตัก
ของท่านองค์นั้น ซึ่งพูดว่า " ฉันจะให้ลูกประคำเธอ ถ้าเธอบอกได้ว่าฉันเป้นใคร " เด็กตอบ
ทันทีว่า " ท่านเป็นพระจากวัดเสระ " ซึ่งถูกต้อง ครั้นถามต่อไปว่าคนที่นั่งถัดไปเป็นใคร
เด็กเอ่ยชื่อเสียงเรียงนามได้ถูกต้องอีก
คณะผู้สำรวจเก็บความแปลกใจไว้เงียบ ๆ ตลอดคืน รุ่งเช้าก็ลาเจ้าของบ้านไป เด็กร้องไห้และ
วิ่งเต้น ขอตามไปด้วย
คณะผู้สำรวจรายงานกลับไปยังเมืองหลวงว่าเห็นทีจะได้ทะไลลามะองค์ใหม่แน่แล้ว แต่ก็ต้อง
สำรวจต่อไปอีก โดยไม่ได้กลับไปบ้านนั้นอีกหลายเดือนต่อมา
เมื่อกลับมาครั้งหลัง ทุกรูปครองผ้าแแบบสมณะ หากบอกเจ้าของบ้านว่ามาหาการเกิดใหม่ของ
ลามะที่สำคัญ อันมักมีอยู่เนือง ๆ ในธิเบต ด้วยริมโเจที่ทรงสมาธิคุณขั้นสูง กำหนดการเกิดใหม่
มีได้เป็นร้อย ๆ รูป เป็นแต่ถือกันว่าทะไลลามะทรงคุณวิเศษสูงกว่าองค์อื่น ๆ เท่านั้น แม้ในครอบ
ครัวนี้เอง เมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ ก็มีลามะในแถบนั้นรูปหนึ่งกลับชาติมาเกิด
คราวนี้ คณะผู้สำรวจนำสิ่งของของทะไลลามะองค์ที่ ๑๓ มาด้วยหลายชิ้น และเอาของปลอม
ที่คล้าย ๆ กันมาด้วย คือ ลูกประคำดำสาย ๑ ลูกประคำเหลืองสาย ๑ ธารพระกร ๑ กลองที่ใช้
ในพิธีทางศาสนา ๑ เอาของจริงของปลอมวางไว้บนโต๊ะให้เด็กเลือก เด็กเลือกประคำดำได้
ถูกต้องทันที แล้วก็หยิบประคำเหลืองได้ถูกต้องด้วย ส่วนธารพระกร ๒ อันนั้น เด็กชะงัก
ทีแรกเลือกได้อันผิดแล้ววางจึงเลือกได้อันถูก แท้ที่จริงทราบกันภายหลังว่า ธารพระกรที่เด็ก
แรกหยิบนั้นเคยมีผู้ถวายทะไลลามะองค์ที่ ๑๓ ซึ่งทรงเก็บไว้วันหนึ่ง แล้วประทานให้ผู้อื่นไป
ส่วนกลอง เด็กหยิบถูกทันทีเลย
คณะผู้สำรวจแน่ใจว่าค้นได้ทะไลลามะองค์ใหม่แน่แล้วจึงส่งม้าเร็วไปแจ้งข่าวยังเมืองหลวง
ซึ่งต้องใช้เวลา ๒ เดือน ( เพราะถ้าส่งโทรเลขต้องผ่านเมืองจีน กลัวความลับรั่ว ) พร้อมกันนี้
คณะผู้สำรวจก็ต้องติดต่อเจ้าเมืองทางแถบนั้น ซึ่งเป็นชายแดนติดต่อกับจีนทางทะเลสาบ
โกโกนอร์ แจ้งว่าพบเด็กซึ่งอาจเป็นหนึ่งในจำนวนหลาย ๆ คนที่เข้าข่ายแห่งการคัดเลือกเป็น
ทะไลลามะ จึงอยากขออนุญาติพาตัวไปเมืองหลวงเพื่อคัดเลือกในการเข้ารอบ
เจ้าเมืองเป็นจีนมุสลิม และเป็นนายทหารที่มีชื่อเสียงไม่ดีนัก ทั้งยังฉลาดแกมโกงอีกด้วย
พอทราบข่าวจากคณะสำรวจ ก็ให้ไปตามพ่อแม่เด็กมาและให้เอาตัวเด็กมาด้วย แล้วถาม
เด็กอายุ ๓ ขวบว่า " เธอคือทะไลลามะหรือ " เด็กตอบว่า " ใช่ ฉันคือทะไลลามะ " เจ้าเมือง
เลยยึดเอาตัวเด็กไว้ แล้วเรียกเงินแท่งเป็นคาไถ่ ๕ แสนเหรียญจากรัฐบาลธิเบต เมื่อได้เงินแล้ว
จึงยอมปล่อยตัวเด็กไป
เป็นอัน อัญเชิญทะไลลามะองค์ใหม่ขึ้นเสลี่ยง นำข้ามภูเขาลูกต่าง ๆ ไปยังกรุงลาสา เมื่อพระชนม์
ครบ ๕ จึงสถาปนาขึ้นเป็นทะไลลามะองคืที่ ๑๔ ถวายพระนามว่า เตนซิน กยัตโส แล้วก็ต้องทรง
ศึกษาพระธรรมวินัยอย่างเข้มงวดกวดขันภายในพระราชวังโปตาลา แล้วยังต้องไปศึกษาตามวัดใหญ่ ๆ
อีกหลายแห่ง พระอาจารย์ประจำพระองค์มี ๒ รูป ล้วนเป็นนักปราชญ์คนสำคัญของธิเบตทั้งคู่
แต่พอมาถึง พ.ศ. ๒๔๘๓ จีนคอมมิวนิสต์ก็บุกธิเบต เมื่อพระชนม์ได้ ๑๕
ตามปกติ ทะไลลามะจะไม่ทรงว่าราชการบ้านเมืองจนบรรลุนิติภาวะเมื่อพระชนม์ได้ ๑๘ หาก
เกิดภาวะวิกฤตขึ้น จึงต้องทรงรับภาระหน้าที่ทางการเมืองเมื่อพระชนม์ได้ ๑๖ หลังจากนั้นได้
เสด็จไปปักกิ่งกับปันเจน ลามะ ซึ่งถือว่าเป็นอุปราชทางศาสนา ได้ทรงพบทั้งเมาเซตุงและจูเอนไล
และแน่พระทัยว่าจีนจะยึกครองธิเบต และจีนก็ทำเช่นนั้นในปี ๒๕o๒
ภาคผนวก จาก หนังสือเตรียมตัวตายอยางมีสติ โดย ส.ศิวลักษณ์
วันหลังมามลงต่อจนจบจ้า:yoyo_0080:
ทะไลลามะแห่งธิเบต
เมื่อพระพุทธศาสนาบังเกิดขึ้นที่ภารตประเทศนั้น ได้แพร่ขยายออกไปทั่วทั้งชมพูทวีป
แล้วลงใต้ไปทางลังกา ตลอดจนเอเชียอาคเนย์ และขึ้นเหนือไปทางเมืองจีน ธิเบต
เกาหลี และญี่ปุ่น กินเวลาหลายศตวรรษ
ธิเบตเป็นดินแดนของชนชาตินักรบ ที่เคยเอาชนะจีน ดังตามสัญญาสงบศึก คราวหนึ่ง
พระเจ้ากรุงจีนต้องถวายราชธิดาไปเป็นมเหสีพระเจ้าแผ่นดินธิเบตซึ่งได้ทรงอภิเษกกับ
ราชธิดาพระเจ้ากกรุงเนปาลด้วย พร้อม ๆ กันไป โดยเจ้าหญิงทั้งสองพระองค์เป็นอุบาสิกา
ในพระพุทธศาสนา จึงช่วยให้พระราชสวามีหันมารับนับถือพระรัตนตรัยด้วย
เวลานั้น ธิเบตยังไม่มีภาษาเขียนหรือวรรณศิลป์ ลัทธิศาสนาเป็นการนับถือผี เรียกว่า บอน
เมื่อทรงสมาทานพระพุทธศาสนาแล้ว พระเจ้าแผ่นดินธิเบตทรงส่งคณะทูตไปภารตประเทศ
เพื่อเรียนภาษาสันสกฤต แล้วนำอักษรเทวนาครีตลอดจนคัมภีร์ไวยากรณ์มาใช้ เป็นบรรทัด
ฐานสำหรับสำหรับพัฒนาภาษาธิเบต เป็นเหตุให้ภาษาและวัฒนธรรมของธิเบตเป็นไปตาม
นัยแห่งพระพุทธศาสนามากยิ่งขึ้นทุกที มีการสร้างวัดวาอาราม สำนักเรียน สำนักปฏิบัติ
จนเป็นหลักฐาน นับว่าพระพุทธศาสนาได้ตั้งมั่นที่ในประเทศนั้นโดยแท้
ที่จริง เมื่อพุทธปรินิพพานล่วงแล้วไปได้ราว ๆ พันปีนั้น พุทธศาสนาทางจีนได้แตกต่างไป
จากทางอินเดียมากแล้ว พระเจ้าแผ่นดินธิเบตทรงสนพระทัยว่าจะเลือกพระพุทธศาสนาแบบ
ใหน จึงได้อาราธนาพระอาจารย์เจ้ามาจากทั้ง ๒ ประเทศ ให้แสดงปุจฉาวิสัจฉนากัน ผล
ปรากฏว่าทรงพระราชศรัทธาฝ่ายภารต ธิเบตจึงปิดกั้นไม่รับศาสนธรรมจากกระแสจีนอีกเลย
ก็ว่าได้
พระเจ้าแผ่นดินองค์ต่อ ๆ มาได้ตั้งราชบัณฑิตสภาขึ้น อาราธนาพระมหาเถระจากมหาวิทยาลัย
สงฆ์ในชมพูทวีป มาสอนธรรมและแปลพระธรรมคัมภีร์เป็นภาษาธิเบต นับว่าเป็นเหตุอันพึง
ยินดี เพราะหลังจากนี้อีกไม่นาน พระพุทธศาสนาก็อันตรธานไปจากอินเดีย มหาวิทยาลัยสงฆ์
ถูกทำลาย วัดวาอารามรกร้าง พระธรรมคัมภีร์สูญหาย ครูอาจารย์ถูกฆ่าตาย ฯลฯ เพราะภัยจาก
พวกมุสลิมด้วย และจากพวกพรหมณ์ด้วย โดยไม่นับความเสื่อมของพุทธศาสนิกชนเอง นอก
ไปจากนี้แล้ว คัมภีร์ที่เขียนขึ้นบนใบลานนั้น โดนลมฝนและอุณหภูมิอย่างเมืองร้อนเข้า รวมทั้ง
มดและปลวก ช่วยให้อันตรธานได้ง่ายกว่าทางธิเบตและเอเชียกลาง ซึ่งยังเก็บตำรานั้น ๆ ไว้ได้
กว่าพันปีก็มี
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ธิเบตได้รักษาพระพุทธศาสนาแบบตันตรยานไว้ได้ โดยนิกายนี้เป็นหลัก
ในชมพูทวีปเมื่อพุทธกาลล่วงแล้วได้ราว ๆ พันปี ในขณะที่ลังการักษารูปแบบของเถรวาทหรือ
ทักษิณยานไว้ได้ และจีนรักษามหายานหรืออาจารยวาทไว้ได้แล้วแพร่ขยายออกไปยังเกาหลี
ญี่ปุ่น และเวียดนาม โดยที่มหายานและตันตรยานเคยแพร่ขยายไปถึงสยาม กัมพูชา และ
อินโดนีเซียด้วย
ตันตรยานหรือวัชรยานนั้นถือว่า พระภิกษุสงฆ์ต้องเคร่งครัดตามพระธรรมวินัยอย่างฝ่ายเถรวาท
หากมุ่งที่โพธิสัตวบารมีเพื่อขนสรรพสัตว์ให้ข้ามโอฆสงสารอย่างฝ่ายมหายาน โดยมีการสอน
มนตร์กันอย่างรหัสนัย อันเรียกว่า ตันตรวิธี คือ ศิษย์เรียนจากพระอาจารย์เจ้าโดยตรงด้วยวิธีการ
อภิเษก สืบทอดพระธรรมวิเศษจากคุรุหรือลามะถึงสานุศิษย์โดยนัยแห่งวัชยานคือมียานเป็นเพชร
อันอาจตัดกิเลสได้ขาดอย่างรวดเร็วทันใจในชาตินี้ ไม่ต้องรอไปถึงชาติหน้าโน้น
ในบรรดาผู้นำทางศาสนานิกายวัชยานหรือตันตรยานของธิเบตนั้น ท่านปทุมสัมภวะ หรือปทุม
สมภพถือเป็นต้นนิกาย ดังท่านนาคารชุนเป็นสดมภ์หลักทางมหายาน และท่านพุทธโฆสาเป็น
พระอรรถกถาจารย์ใหญ่ของฝ่ายเถรวาทนั่นเอง ส่วนชาวพื้นเมืองในธิเบตเองนั้น ถือกันว่า
ท่าน เกน-ดรุน-ดรุป เป็นพระอาจารย์เจ้าที่สำคัญยิ่ง ท่านมีชีวิตอยู่ระหว่าง พ.ศ. ๑๙๓๔ - ๒o๑๘
เมื่อท่านมรณภาพล่วงไปแล้ว บรรดาสานุศิษย์ พากันกล่าวว่าท่านเป็นพระโพธิสัตว์ ซึ่งจะยัง
ไม่ยอมตรัสรู้ หากจะกลับมาเกิดเพื่อช่วยสรรพสัตว์ ทั้งยังเชื่อกันด้วยว่า ท่านได้บารมีจาก
พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ อวตารให้มาเกิดในธิเบตเพื่อประดิษฐานพระศาสนาให้มั่นคง
อันพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์นั้น ทางตันตรยานถือว่า ท่านคือบุคคลาธิษฐานแห่งพระมหา
กรุณาธิคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันอาจถือกำเนิดเป็นชายก็ได้ หญิงก็ได้ ( เช่นเจ้าแม่
กวนอิม ) เป็นเทพก็ได้ สัตว์ก็ได้ ฯลฯ เท่ากับการอวตารหรือแบ่งภาคมาเกิด ส่วนพระ
ปัญญาคุณของพระพุทธเจ้าอันเป็นธรรมาธิษฐานนั้น ในทางบุคคลาธิษฐานก็คือพระมัญชุศรี
โพธิสัตว์ โดยที่พลานุภาพของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ในทางบุคคลาธิษฐาน ได้แก่พระ
วัชรปาณีโพธิสัตว์
เมื่อเชื่อแน่ว่า ท่าน เกน-ดุน-ดรุป เป็นพระโพธิสัตว์ ผู้ซึ่งจะกลับชาติมาเกิดอีกในธิเบต โดย
ท่านให้นัยไว้ก่อนมรณภาพ หลังจากนั้นไม่นาน พวกสานุศิษย์จึงค้นหาทารกที่เกิดใหม่ได้ว่า
คือพระอาจารย์เจ้า กลับชาติมาเกิด และเมื่อท่าน เกน-ดุน-ดรุป กลับชาติมาเกิดเป็นครั้งที่ ๓
แล้วนั้น จึงได้รับสมัญนามว่า ทะไลลามะ จากอัลตัน ข่าน พระมหากษัตริย์แห่งมงโกเลีย จึง
หันมาสมาทานพระพุทธศาสนาเพราะเมตตาบารมีของพระอาจารย์เจ้ารูปนี้ ทำให้ชาติมงโกเลีย
เปลี่ยนสภาพจากความเป็นนักรบที่ดุร้าย อันเคยไปพิชิตถึงยุโรปและกรุงจีน มาเป็นชนชาติ
ที่สงบแต่นั้นมา และประชาชนยังนับถือพระพุทธศาสนานิกายวัชรยานมาจนบัดนี้ ทั้งที่จีน
ยึดครองไป และที่รัสเซียมีอำนาจทางการเมืองเหนือในอีกส่วนแล้วก็ตาม
ทะไล ในภาษามงโกล แปลว่า ทะเล ลามะในภาษาธิเบตแปลว่า อาจารย์ รวมความแล้ว
หมายความว่าพระอาจารย์ผู้มีความรู้กว้างขวางลึกซึ้งดุจดังมหาสมุทร โดยถือเอาพระนามนี้
มีผลย้อนหลังไปถึงท่านเกน- ดุน - ดรุป องค์แรก องค์ที่ได้รับถวายพระนามจึงถือได้ว่าเป็น
ทะไลลามะองค์ที่ ๓
ทะไลลามะดำรงตำแหน่งประมุขทางศาสนานิกายวัชรยานอยู่ประมาณร้อยปีจนถึงองค์ที่ ๕
จึงทรงไว้ซึ่งพระสถานะประมุขแห่งอาณาจักรด้วย และศาสนจักรด้วย ทั้งนี้เพราะมงโกเลีย
สนับสนุน ทั้งยังทรงพระปรีชาสามารถมากทางรัฐประศาสนศาสตร์ ตำแหน่งดังกล่าวสืบต่อ
เนื่องมาจนถึงองค์ปัจจุบัน นับเป็นอันดับที่ ๑๔ หากถูกจีนยึดครองธิเบตในทางการเมืองเมื่อ
พ.ศ.๒๕o๒ เป็นเหตุให้องค์ทะไลลามะเสด็จลี้ภัยพาลมาประทับที่ธรรมศาลาในประเทศอินเดีย
พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์และฆราวาสจำนวนหลายแสน เป็นเหตุให้แพร่พระพุทธศาสนาออก
ไปยังนานาประเทศอย่างน่าสนใจยิ่ง
จากจำนวนทะไลลามะทั้งหมดนั้น บัดนี้มีพระประวัติและพระนิพนธ์ของแทบทุกพระองค์ออก
มาเป็นภาษาอังกฤษด้วย แล้ว ๕ พระองค์แรก ดูทรงจะเป็นนักปราชญ์ ฉลาดการสอนธรรม เป็น
ประการสำคัญ ยังองค์ที่ ๗ และที่๘ ก็สำคัญนัก ส่วนองค์ที่ ๖ ออกจะทรงเฮี้ยว ๆ อยู่สักหน่อย
และมีเรื่องขำ ๆ เล่าเกี่ยวกับพระองค์ท่านมาก
ในช่วงศตวรรษที่แล้ว มีการเมืองจากต่างประเทศเข้าไปพัวพันกับสถานะของทะไลลามะมากอยู่
ตั้งแต่องค์ที่ ๙ จนองค์ที่ ๑๒ ต้องเผชิญกับอำนาจของเนปาลกับจีน ซึ่งบีบบังคับธิเบตยิ่งขึ้น ทั้งภาย
หลังยังมีอังกฤษและรัสเซียที่พยายามแพร่อิทธิพลเข้าไป โดยไม่ต้องเอ่ยถึงมิชชันนารีฝรั่งเอาเลย
ก็ได้ ทะไลลามะองค์ที่ ๑๓ ต้องพยายามประคับประคองประเทศชาติมาก บางครั้งต้องทรงอพยพ
หลบจีนบ้าง อังกฤษบ้าง จนสิ้นพระชนมืลงใน พ.ศ. ๒๔๗๖
เมื่อทะไลลามะสิ้นพระชนม์ลง ย่อมมีการเลือกตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ให้เป็นประมุข
ชั่วคราวจนกว่าจะหาองค์ใหม่ได้ แล้วถวายคำปรึกษาหารือ หรือปกครองในพระนามาภิไธยจน
บรรลุพระนิติภาวะ
ทางด้านประชาราษฎร พอรู้ว่าองค์พระประมุขสิ้นพระชนม์ แทบทุกครัวเรือนย่อมคอยสังเกตุ
การฝัน และเฝ้ามองปรากฏการณ์อันอาจเป็นสิริมงคลพิเศษ เพื่อจะรู้ว่าทารกที่มาเกิดใหม่
อาจเป็นองค์ทะไลลามะก็ได้
พระศพทะไลลามะองค์ที่ ๑๓ ประดิษฐานไว้ในท่านั่ง ณ พระราชวังฤดูร้อน แห่งกรุงลาสา
๒ ครั้งยามราตรีที่พระศพพลิกพระพักตร์ไปทางตะวันออก ทั้งมีรุ้งพวยพุ่งขึ้นและเมฆปรากฏ
อย่างประหลาดทางท้องฟ้าภาคตะวันออกด้วย ส่อว่าทะไลลามะองค์ใหม่คงจะไปปฏิสนธิ
ทางแถบนั้น
เมื่อได้สัญลักษณ์เช่นนี้ ผู้สำเร็จราชการจึงออกไปยังทะเลสาบใกล้กรุงลาสา เพื่อบำเพ็ญพรต
ภาวนาอธิษฐาน ขอนิมิตหมายสำหรับแสวงหาที่ประสูติของทะไลลามะ
นิมิตที่ปรากฏจากทะเลสาบคือวัดที่มีอาคารสูงสามชั้น ประกอบไปด้วยพระเจดีย์ทรงจีนสีทอง
มียอดคล้ายโดม มุงหลังคาด้วยกระเบื้องสีเขียวขุ่น หลังพระเจดีย์มีทางเดินสีขาวเข้าสู่เรือน
ชาวบ้าน ตัวเรือนมีชายคาทรงแปลกและมีสุนัขธิเบตตัวใหญ่อยู่หน้าประตู
เป็นอันส่งคณะผู้สำรวจไปทางตะวันออกเฉียงเหนือก่อน โดยไปปรึกษากับคณะลามะพื้นเมือง
และหารือพระสงฆาธิการตามท้องถิ่น เพื่อหารายงานเกี่ยวกับทารกที่ถือกำเนิดอย่างพิเศษ โดย
ทางบิดามารดาฝันอย่างแปลกประหลาดด้วย
ทางแถบอัมโด มีทารกเข้าข่ายแห่งการพิจารณา ๑๒ คน ทุกคนได้รับการทดสอบ แล้วคณะ
ผู้สำรวจส่งตัวแทนบางคนไปยังเรือนพ่อค้าม้าชาวธิเบตแห่งหนึ่ง ซึ่งได้ทราบว่ามีทารกเกิดมา
ได้ ๒ ปีแล้ว
คณะนี้ปลอมตัวไป หัวหน้าแต่งตัวเป็นคนรับใช้ ให้คนใช้ครองผ้าดังเป็นพระคณาจารย์ใหญ่
เข้าไปบอกเจ้าของบ้านว่าเป็นกลุ่มผู้แสวงบุญ มาเพื่อนมัสการพระ ณ วัดกุม-บุม ทางแถบนั้น
ขออนุญาติจากมารดาทารก เพื่อค้างคืน ซึ่งตามปกติบุญจาริกย่อมประพฤติปฏิบัติกันเช่นนี้ใน
ธิเบต
เมื่อคณะนี้เดินเข้าเรือน ได้สังเกตุเห็นเด็กชายอายุ ๒ ขวบ หัวหน้าคณะที่แต่งเป็นคนรับใช้
คล้องลูกประคำที่คอ โดยที่ประคำสายนี้เป็นของทะไลลามะองค์ที่ ๑๓ พอเด็กเห็นเข้าเท่านั้น
ได้วิ่งเข้าไปยังพระรูปนี้ แย่งลูกประคำมาและบอกว่า " นี่ของฉัน " แล้วปีนขึ้นไปนั่งบนตัก
ของท่านองค์นั้น ซึ่งพูดว่า " ฉันจะให้ลูกประคำเธอ ถ้าเธอบอกได้ว่าฉันเป้นใคร " เด็กตอบ
ทันทีว่า " ท่านเป็นพระจากวัดเสระ " ซึ่งถูกต้อง ครั้นถามต่อไปว่าคนที่นั่งถัดไปเป็นใคร
เด็กเอ่ยชื่อเสียงเรียงนามได้ถูกต้องอีก
คณะผู้สำรวจเก็บความแปลกใจไว้เงียบ ๆ ตลอดคืน รุ่งเช้าก็ลาเจ้าของบ้านไป เด็กร้องไห้และ
วิ่งเต้น ขอตามไปด้วย
คณะผู้สำรวจรายงานกลับไปยังเมืองหลวงว่าเห็นทีจะได้ทะไลลามะองค์ใหม่แน่แล้ว แต่ก็ต้อง
สำรวจต่อไปอีก โดยไม่ได้กลับไปบ้านนั้นอีกหลายเดือนต่อมา
เมื่อกลับมาครั้งหลัง ทุกรูปครองผ้าแแบบสมณะ หากบอกเจ้าของบ้านว่ามาหาการเกิดใหม่ของ
ลามะที่สำคัญ อันมักมีอยู่เนือง ๆ ในธิเบต ด้วยริมโเจที่ทรงสมาธิคุณขั้นสูง กำหนดการเกิดใหม่
มีได้เป็นร้อย ๆ รูป เป็นแต่ถือกันว่าทะไลลามะทรงคุณวิเศษสูงกว่าองค์อื่น ๆ เท่านั้น แม้ในครอบ
ครัวนี้เอง เมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ ก็มีลามะในแถบนั้นรูปหนึ่งกลับชาติมาเกิด
คราวนี้ คณะผู้สำรวจนำสิ่งของของทะไลลามะองค์ที่ ๑๓ มาด้วยหลายชิ้น และเอาของปลอม
ที่คล้าย ๆ กันมาด้วย คือ ลูกประคำดำสาย ๑ ลูกประคำเหลืองสาย ๑ ธารพระกร ๑ กลองที่ใช้
ในพิธีทางศาสนา ๑ เอาของจริงของปลอมวางไว้บนโต๊ะให้เด็กเลือก เด็กเลือกประคำดำได้
ถูกต้องทันที แล้วก็หยิบประคำเหลืองได้ถูกต้องด้วย ส่วนธารพระกร ๒ อันนั้น เด็กชะงัก
ทีแรกเลือกได้อันผิดแล้ววางจึงเลือกได้อันถูก แท้ที่จริงทราบกันภายหลังว่า ธารพระกรที่เด็ก
แรกหยิบนั้นเคยมีผู้ถวายทะไลลามะองค์ที่ ๑๓ ซึ่งทรงเก็บไว้วันหนึ่ง แล้วประทานให้ผู้อื่นไป
ส่วนกลอง เด็กหยิบถูกทันทีเลย
คณะผู้สำรวจแน่ใจว่าค้นได้ทะไลลามะองค์ใหม่แน่แล้วจึงส่งม้าเร็วไปแจ้งข่าวยังเมืองหลวง
ซึ่งต้องใช้เวลา ๒ เดือน ( เพราะถ้าส่งโทรเลขต้องผ่านเมืองจีน กลัวความลับรั่ว ) พร้อมกันนี้
คณะผู้สำรวจก็ต้องติดต่อเจ้าเมืองทางแถบนั้น ซึ่งเป็นชายแดนติดต่อกับจีนทางทะเลสาบ
โกโกนอร์ แจ้งว่าพบเด็กซึ่งอาจเป็นหนึ่งในจำนวนหลาย ๆ คนที่เข้าข่ายแห่งการคัดเลือกเป็น
ทะไลลามะ จึงอยากขออนุญาติพาตัวไปเมืองหลวงเพื่อคัดเลือกในการเข้ารอบ
เจ้าเมืองเป็นจีนมุสลิม และเป็นนายทหารที่มีชื่อเสียงไม่ดีนัก ทั้งยังฉลาดแกมโกงอีกด้วย
พอทราบข่าวจากคณะสำรวจ ก็ให้ไปตามพ่อแม่เด็กมาและให้เอาตัวเด็กมาด้วย แล้วถาม
เด็กอายุ ๓ ขวบว่า " เธอคือทะไลลามะหรือ " เด็กตอบว่า " ใช่ ฉันคือทะไลลามะ " เจ้าเมือง
เลยยึดเอาตัวเด็กไว้ แล้วเรียกเงินแท่งเป็นคาไถ่ ๕ แสนเหรียญจากรัฐบาลธิเบต เมื่อได้เงินแล้ว
จึงยอมปล่อยตัวเด็กไป
เป็นอัน อัญเชิญทะไลลามะองค์ใหม่ขึ้นเสลี่ยง นำข้ามภูเขาลูกต่าง ๆ ไปยังกรุงลาสา เมื่อพระชนม์
ครบ ๕ จึงสถาปนาขึ้นเป็นทะไลลามะองคืที่ ๑๔ ถวายพระนามว่า เตนซิน กยัตโส แล้วก็ต้องทรง
ศึกษาพระธรรมวินัยอย่างเข้มงวดกวดขันภายในพระราชวังโปตาลา แล้วยังต้องไปศึกษาตามวัดใหญ่ ๆ
อีกหลายแห่ง พระอาจารย์ประจำพระองค์มี ๒ รูป ล้วนเป็นนักปราชญ์คนสำคัญของธิเบตทั้งคู่
แต่พอมาถึง พ.ศ. ๒๔๘๓ จีนคอมมิวนิสต์ก็บุกธิเบต เมื่อพระชนม์ได้ ๑๕
ตามปกติ ทะไลลามะจะไม่ทรงว่าราชการบ้านเมืองจนบรรลุนิติภาวะเมื่อพระชนม์ได้ ๑๘ หาก
เกิดภาวะวิกฤตขึ้น จึงต้องทรงรับภาระหน้าที่ทางการเมืองเมื่อพระชนม์ได้ ๑๖ หลังจากนั้นได้
เสด็จไปปักกิ่งกับปันเจน ลามะ ซึ่งถือว่าเป็นอุปราชทางศาสนา ได้ทรงพบทั้งเมาเซตุงและจูเอนไล
และแน่พระทัยว่าจีนจะยึกครองธิเบต และจีนก็ทำเช่นนั้นในปี ๒๕o๒
ภาคผนวก จาก หนังสือเตรียมตัวตายอยางมีสติ โดย ส.ศิวลักษณ์
วันหลังมามลงต่อจนจบจ้า:yoyo_0080: