PDA

View Full Version : ~ สร้างจังหวะ = เจริญสติ ~


ศิษย์ไม่รักดี
02-10-2008, 05:48 PM
http://chiaroscuro.baltiblogs.com/archives/autumn_leaves1.jpg

นิมนต์เพื่อนภิกษุสามเณรทุกๆ ท่าน และก็เจริญพรญาติโยมทุกๆ คน ตั้งใจฟัง วันนี้เรามาพบกัน พูดเรื่องปฏิบัติธรรมะ หรือว่าปฏิบัติชีวิตของตนเองทุกๆ คน เพราะธรรมะกับชีวิตนี้ มันเป็นสิ่งๆ เดียวกัน หรือว่าคล้ายคือกันก็ได้

คนเราเกิดมา มันต้องมีกายกับใจ ภาษาพื้นบ้าน ภาษาธรรมะเรียกว่า รูปกับนาม ก่อนที่จะรู้กายกับใจ รูปกับนามนี้ ต้องมีวิธีการต่างๆ ดังนั้น ความรู้จึงมีอยู่หลายระดับ รู้จัก รู้จำ รู้แจ้ง รู้จริง

รู้จัก คือ รู้จักจากพ่อแม่ หรือครูบาอาจารย์พูดให้ฟังแหละรู้จัก

รู้จำ ก็จำมา แต่ยังไม่รู้แจ้ง ยังไม่รู้จริง

ก่อนที่จะรู้แจ้ง รู้จริงนั้น ต้องปฏิบัติตัวเอง การปฏิบัติตัวเองต้องมีวิธีการต่างๆ อย่างที่ผมชอบพูดเรื่องตัวเอง ผม...ก่อนที่จะรู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง หรือจำมาได้ รู้แล้วไม่หลง ไม่ลืม ไม่พลาดพลั้ง หรือไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์ใดๆ ทั้งหมด คือมีวิธีการทำ อย่างที่นั่งเก้าอี้ก็ได้ นั่งพับเพียบก็ได้ นั่งเหยียดขาก็ได้ นอนก็ได้.....ทำ

ถ้าหากนั่งท่านั่ง นั่งพับเพียบก็นั่งพับเพียบ เอามือวางไว้บนขาทั้งสองข้าง พลิกมือขึ้น...รู้สึกตัว ไม่ใช่ว่ารู้สึกว่าพลิกมือขึ้น ตะแคงไว้ ไม่ใช่อย่างนั้น รู้...กำลังมันเคลื่อนไหวช้าๆ ทำเบาๆ เคลื่อนไหวขึ้น...รู้สึก มือตะแคงอยู่...รู้สึก ยกขึ้น ไหวขึ้นมา...รู้สึก อันความรู้สึกตัวนั้น ภาษาธรรมะเรียกว่าสติ ภาษาพื้นบ้านเรียกว่า รู้สึกตัว ตื่นตัว รู้สึกใจ ตื่นใจ

บัดนี้ พลิกมือซ้ายตะแคงขึ้น...รู้สึกตัว หรือมีสติ เมื่อมือซ้ายพลิกตะแคงขึ้นแล้ว มันหยุดก็ให้รู้สึก เรียกว่ามันไหวขึ้นแล้วก็มีการหยุด...รู้สึก ยกมือซ้ายขึ้นครึ่งตัว...รู้สึก มันหยุดแล้วก็รู้สึก เอามือซ้ายเข้ามาทับมือขวาที่สะดือ...รู้สึก เลื่อนมือขวาขึ้นหน้าอก...รู้สึก ทำช้าๆ เอามือขวาออกตรงข้าง...รู้สึก มันหยุดนิ่งก็รู้สึก ลดมือขวาลงที่ขาขวาตะแคงไว้...รู้สึก บัดนี้พลิกมือซ้ายตะแคงขึ้น...รู้สึก ทำสลับกันอยู่อย่างนั้นแหละ

ให้มันรู้สึกตัว .... ไม่ใช่รู้พลิกเฉยๆ อันรู้พลิก ลุก ไหว ไปมานั้น อีกเรื่องหนึ่ง ที่เราเห็นกำมือ เราเห็น เหยียดมือ เราเห็น มองด้วยตาเห็น แต่ความรู้สึกนั้น คนอื่นนั้นมองไม่เห็น พูดให้กันฟังได้ยาก

ดังนั้น จึงมีวิธีการอย่างนี้...ทำ บัดนี้ ถ้าเรานั่งขัดสมาธิ ก็ทำเหมือนกัน

เอามือวางไว้บนขา คว่ำไว้ พลิกมือขวาตะแคงขึ้น...รู้สึก มันหยุดก็รู้สึก ยกมือขวาขึ้นครึ่งตัวก็รู้สึก เอามือขวาเข้ามาสะดือก็รู้สึก บัดนี้พลิกมือซ้ายตะแคงขึ้น มันไหวขึ้น รู้สึกตัว มันหยุดตะแคงอยู่ก็รู้สึกตัว ยกมือซ้ายขึ้นครึ่งตัว...รู้สึก เอามือซ้ายเข้ามาทับมือขวา...รู้สึก บัดนี้เลื่อนมือขวาขึ้นหน้าอก เอามาแนบไว้ที่ตรงนั้น...รู้สึก เอามือขวาออกตรงข้าง...รู้สึก ลดมือขวาลงที่ขาขวาตะแคงไว้...รู้สึก คว่ำมือขวาลงที่ขาขวา...รู้สึก

เลื่อนมือซ้ายขึ้นหน้าอก...รู้สึก เอามือซ้ายออกตรงข้าง...รู้สึก ลดมือซ้ายลงที่ขาซ้ายตะแคงไว้...รู้สึก คว่ำมือซ้ายลงที่ขาซ้าย...รู้สึก พลิกมือขวาตะแคงขึ้น...รู้สึก

ให้มันหมุนกันอยู่ ติดตามกันเหมือนลูกโซ่ *

นี่....วิธีนั่งขัดสมาธิก็เช่นเดียวกัน บัดนี้ เรานั่งเก้าอี้ เราก็เอามือมาวางไว้บนขาเช่นเดียวกัน พลิกมือขวาตะแคงขึ้น...รู้สึก ยกมือขวาขึ้นครึ่งตัว...รู้สึก เอามือขวามาที่สะดือ...รู้สึก พลิกมือซ้ายตะแคงขึ้น...รู้สึก ยกมือซ้ายขึ้นครึ่งตัว...รู้สึก เอามือซ้ายเข้ามาแนบมือขวา...รู้สึก...ที่สะดือนี่ เลื่อนมือขวาขึ้นหน้าอก...รู้สึก เอามือขวาออกตรงข้าง...รู้สึก ลดมือขวาลงที่ขาขวาตะแคงไว้...รู้สึก คว่ำมือขวาลงที่ขาขวา...รู้สึก เลื่อนมือซ้ายขึ้นหน้าอก...รู้สึก เอามือซ้ายออกมาไว้ตรงข้าง...รู้สึก

ทำสลับกันอยู่อย่างนี้แหละ วิธีนั่งเหยียดขา นั่งเก้าอี้ ทำเหมือนกัน บัดนี้นอน นอนหงาย เอามือมาไว้ตรงขา ตะแคงแอบไว้หน่อย พลิกมือขวาขึ้นตะแคง ยกมือขวาขึ้น เอามาที่สะดือ ทำอยู่เหมือนกันนั่นแหละ ทำเหมือนเดิม ทำอยู่อย่างนั้นแหละ นอนหลับแล้วก็แล้วไป ถ้ากลางวันไม่นอน

อันนี้เรียกว่า รู้กาย รู้ใจ กายไหว...ก็รู้ ใจไหว...ก็รู้ ถ้าพูดภาษาพื้นบ้าน ถ้าพูดเป็นภาษาธรรมะ เรียกว่า รูปไหว..ก็รู้ นามไหว..ก็รู้ แต่รูปกับนามมันติดกันอยู่ มันไหวอะไร...ต้องรู้

กายกับใจก็เช่นเดียวกัน มันติดกันอยู่ เมื่อกายไหว ใจก็ต้องรู้ เมื่อรูปไหว นามก็ต้องรู้ ดังนั้น มันติดกันอยู่ จะแยกจากกันไม่ได้ แยกจากกันเมื่อใด ตาย....หมดลมหายใจเมื่อนั้น อันนี้เรียกว่าเป็นวิธีการเจริญสติ เป็นวิธีทำความรู้สึกตัว



<CENTER>http://i118.photobucket.com/albums/o91/myline-2007/ln33.gif</CENTER>
:yociexp52:http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=maekai&date=08-02-2008&group=3&gblog=58

ศิษย์ไม่รักดี
02-10-2008, 05:49 PM
หลักการและเทคนิค


ความคิดเป็นธรรมชาติทางนามธรรมชนิดหนึ่ง

ซึ่งมีอิทธิพลอย่างสำคัญต่อวิถีชีวิตและจิตวิญญาณของเรา

เราคุ้นเคยและอยู่กับความคิดเกือบตลอดเวลา

แต่เราแทบจะไม่รู้จักความคิดและกลไกการทำงานของมันในตัวเราเลย

ทั้งนี้เนื่องจากความคิดนั้นมีความเร็วกว่าแสงฟ้าแลบ

และไหลต่อเนื่องเหมือนสายน้ำ


ความคิดมีสองประเภท


ความคิดชนิดหนึ่ง มันเกิดขึ้นมาแวบเดียวมันไปเลย

ความคิดชนิดนี้มันนำโทสะ โมหะ โลภะเข้ามา


ความคิดอีกอย่างหนึ่ง เป็นความคิดที่เราตั้งใจคิดขึ้นมา

ความคิดชนิดนี้ไม่นำโทสะ โมหะ โลภะเข้ามา

เพราะความคิดชนิดนี้เราตั้งใจคิดขึ้นมาด้วยสติปัญญา


ความทุกข์เกิดขึ้นเพราะเราไม่เห็นความคิด

แต่ตัวความคิดจริงๆนั้นมันไม่ได้มีความทุกข์

สาเหตุที่มันมีความทุกข์เกิดขึ้นคือ

เมื่อเราคิดขึ้นมา เราไม่ทันรู้ ไม่ทันเห็น ไม่ทันเข้าใจความคิดอันนั้น

มันก็เลยเข้าไปในความคิด เป็นโลภ เป็นโกรธ เป็นหลงไป

แล้วมันก็นำทุกข์มาให้เรา


เมื่อเราไม่รู้วิธีแก้ไข มันก็คิด คิดอันนั้น คิดอันนี้

คนเราจึงอยู่ด้วยทุกข์ กินด้วยทุกข์ นั่งด้วยทุกข์ นอนด้วยทุกข์

ไปไหนมาไหนด้วยทุกข์ทั้งนั้น

เอาทุกข์นั่นแหละเป็นอารมณ์ไป


แต่ถ้ามาเจริญสติให้รู้เท่าทันความคิด

พอดีมันคิดปุ้ป..ทันปั๊ป คิดปุ้ป..ทันปั๊ป มันไปไม่ได้

มันจะทำให้จิตใจของเราเปลี่ยนแปลงที่ตรงนี้

ความเป็นพระอริยบุคคลจะเกิดขึ้นที่ตรงนี้

หรือเราจะได้ต้นทางหรือกระแสพระนิพพานที่ตรงนี้


วิธีการเจริญสติ หรือการทำความรู้สึกตัว

สติ หมายถึง ความระลึกได้

หรือพูดอีกอย่างหนึ่งคือ "ให้รู้สึกตัว"

ให้รู้สึกตัวในการเคลื่อนการไหว

กะพริบตาก็รู้ หายใจก็รู้ จิตใจมันนึกมันคิดก็รู้


การเคลื่อนไหวเป็นสาระสำคัญของการเจริญสติ

ถ้าหากเรานั่งนิ่งๆ ไม่มีการเคลื่อนไหว

พอดีมันคิดขึ้นมา เราก็เลยไปรู้กับความคิด

มันเป็นการเข้าไปอยู่ในความคิดเพราะไม่มีอะไรดึงไว้

ดังนั้นจึงมีการฝึกหัดการเคลื่อนไหวของรูปกาย

ให้รูปกายเคลื่อนไหวอยู่เสมอ

ถ้าเรามีสติรู้อยู่กับการเคลื่อนไหวของรูปกาย

เมื่อใจคิดขึ้นมา เราจะเห็น เราจะรู้


เพื่อให้เกิดญาณปัญญารู้แจ้งเห็นจริงตามความเป็นจริง

หลวงพ่อเทียน จิตตฺสุโภ ได้แนะนำให้เราเคลื่อนไหวตลอดเวลา

และ "รู้" การเคลื่อนไหวนั้น

โดยมีกลอุบายหรือเทคนิดในการเจริญสติอย่างต่อเนื่อง

ด้วยการสร้างจังหวะ ซึ่งประกอบด้วยการเดินจงกรม

และการเคลื่อนไหวมือเป็นจังหวะ


ดังภาพ



<CENTER>ภาพการสร้างจังหวะ

การฝึกสติแบบนี้ ทีแรกต้องนั่งอย่างนี้, นั่งพับเพียบก็ได้,
นั่งเหยียดขาก็ได้, นั่งขัดสมาธิก็ได้ นั่งเก้าอี้ห้อยขาก็ได้

ในขณะปฏิบัติไม่ต้องหลับตา </CENTER>





<CENTER>http://i271.photobucket.com/albums/jj152/SweetNeem/LTJF/act01.gif

๑. เอามือวางไว้ที่ขาทั้งสองข้าง... คว่ำไว้ </CENTER>




<CENTER>http://i271.photobucket.com/albums/jj152/SweetNeem/LTJF/act02.gif

๒. พลิกมือขวาตะแคงขึ้น.. ทำช้าๆ ให้รู้สึก</CENTER>




<CENTER>http://i271.photobucket.com/albums/jj152/SweetNeem/LTJF/act03.gif

๓. ยกมือขวาขึ้นครึ่งตัว... ให้รู้สึก... มันหยุดก็ให้รู้สึก</CENTER>




<CENTER>http://i271.photobucket.com/albums/jj152/SweetNeem/LTJF/act04.gif

๔. เอามือขวามาที่สะดือ... ให้รู้สึก </CENTER>




<CENTER>http://i271.photobucket.com/albums/jj152/SweetNeem/LTJF/act05.gif

๕. พลิกมือซ้ายตะแคงขึ้น.. ทำช้าๆ ให้รู้สึก </CENTER>




<CENTER>http://i271.photobucket.com/albums/jj152/SweetNeem/LTJF/act06.gif

๖. ยกมือซ้ายขึ้นครึ่งตัว... ให้มีความรู้สึก</CENTER>




<CENTER>http://i271.photobucket.com/albums/jj152/SweetNeem/LTJF/act07.gif

๗. เอามือซ้ายมาที่สะดือ... ให้รู้สึก</CENTER>




<CENTER>http://i271.photobucket.com/albums/jj152/SweetNeem/LTJF/act08.gif

๘. เลื่อนมือขวาขึ้นหน้าอก... ให้รู้สึก</CENTER>




<CENTER>http://i271.photobucket.com/albums/jj152/SweetNeem/LTJF/act09.gif

๙. เอามือขวาออกตรงข้าง... ให้รู้สึก </CENTER>




<CENTER>http://i271.photobucket.com/albums/jj152/SweetNeem/LTJF/act10.gif

๑๐. ลดมือขวาลงที่ขาขวา ตะแคงไว้... ให้รู้สึก </CENTER>




<CENTER>http://i271.photobucket.com/albums/jj152/SweetNeem/LTJF/act11.gif

๑๑. คว่ำมือขวาลงที่ขาขวา... ให้รู้สึก </CENTER>




<CENTER>http://i271.photobucket.com/albums/jj152/SweetNeem/LTJF/act12.gif

๑๒. เลื่อนมือซ้ายขึ้นที่หน้าอก... ให้มีความรู้สึก </CENTER>




<CENTER>http://i271.photobucket.com/albums/jj152/SweetNeem/LTJF/act13.gif

๑๓. เอามือซ้ายออกมาตรงข้าง... ให้มีความรู้สึก </CENTER>




<CENTER>http://i271.photobucket.com/albums/jj152/SweetNeem/LTJF/act14.gif

๑๔. ลดมือซ้ายออกที่ขาซ้าย ตะแคงไว้... ให้มีความรู้สึก </CENTER>




<CENTER>http://i271.photobucket.com/albums/jj152/SweetNeem/LTJF/act15.gif

๑๕. คว่ำมือซ้ายลงที่ขาซ้าย... ให้รู้สึก
ทำต่อไปเรื่อยๆ... ให้รู้สึก </CENTER>




<CENTER>http://i118.photobucket.com/albums/o91/myline-2007/ln33.gif</CENTER>

ศิษย์ไม่รักดี
02-10-2008, 05:50 PM
http://www.hickerphoto.com/data/media/170/autumn_leaves_picture_t1090.jpg

.............

เวลาเดินจงกรม ถ้านั่งเมื่อยแล้วก็เดิน เดินเมื่อยแล้วก็นั่ง ยืนทำก็ได้ ทำเช่นเดียวกัน ทำช้าๆ

เดินจงกรม...ไม่ช้าเกินไป และไม่ไวเกินไป ถ้าเดินช้าเกินไป มันกำหนดมาก...มันเพ่ง ถ้ามันเดินเร็วเกินไป มันจะไม่รู้สึก...เวลาหยุด เวลาเดิน แน่ะ...ต้องให้มันรู้สึก แต่เวลาเดินนั้น เอามือกอดหน้าอกไว้ ไม่ต้องให้มันไหว ให้มันไหวทีเดียว ให้มันไหวทีละที่ ว่าอย่างนั้นแหละ หรือมันกอดหน้าอก มันเหนื่อยแขน เอามือมาขัดหลังไว้ ไม่ใช่เอาขัด เอามือมาวางข้างหลัง ไขว้กัน แล้วไปจับไว้

เวลาเดินก็ให้มันรู้สึก เท้าเหยียบ เท้าก้าวไป แต่ไม่ให้ว่าให้มันอยู่ที่เท้าอันเดียว ไม่ใช่อย่างนั้น เวลาก้าวเท้าไป...รู้สึก เหยียบลงก็รู้สึก ไม่ใช่ว่าซ้าย ขวา ไม่ต้องพูด ยกหนอ ไปหนอ ไม่ต้องพูด เอาแต่เพียงรู้สึกเบาๆ เท่านั้นเอง วิธีอันนี้

บัดนี้ ยังมีวิธีนั่ง วิธียืน มีวิธีทั้งนั้น เวลานั่งพับเพียบ เวลาจะลุกขึ้น ต้องทำช้าๆ นั่งพลิก...อ้า..นั่งคุกเข่าขึ้น เอา...เรื่องนี้มันต้องฝึกหัดจริงๆ นั่งยองย่อ ไม่ใช่นั่งยองย่อ นั่ง...นั่งเข่า เรียกว่านั่งเข่า หรือจะว่ายังไงก็ไม่ทราบ เพราะว่ามันหาเรื่องพูดยาก นั่งเข่า ...ทีแรกก็ต้องเอาเข่าติดไว้ที่พื้นก่อน บัดนี้ก็ยกเท้าขวาขึ้น ช้าๆ ตั้งเท้าขวาขึ้นแล้ว ยกเท้าซ้ายขึ้น ตั้งช้าๆ เมื่อเท้าซ้าย เท้าขวา ตั้งดีแล้วก็ ลุกขึ้น นี่ ลุกขึ้นช้าๆ

บัดนี้ ยืนทำ เดินไป บัดนี้ ยังนั่ง ก็ต้องมานั่ง แล้วทำจังหวะ เอามือไว้หน้าอก นั่งลง นั่ง...นั่งเข่า แต่ยังไม่ให้...ยัง..เข่ายังไม่ให้ลง แต่นั่งเข่าเอาส้นไว้ที่ตูด ตั้งไว้ เข่ายังไม่ลง เอาเข่าขวาลงช้าๆ เข่าขวาลงเสร็จเรียบร้อยแล้ว เอาเข่าซ้ายลง เมื่อเข่าซ้ายลงเรียบร้อยแล้ว โยกก้นขึ้นให้ตรง แล้วก็เอาเท้าเราพลิกไป จะพลิกไปที่ไหนก็พลิก นั่งพับเพียบลง ทั้งสองวางไว้ดีแล้วก็..นั่งลง

เมื่อนั่งลงแล้ว เวลาจะเคลื่อนไหว จะพลิก ก็ต้องทำช้าๆ ทำอย่างนี้ สลับกันอยู่เรื่อยๆ เรียกว่า กำหนดในอิริยาบถย่อย ว่าอย่างนั้นก็ได้ เพราะว่าครูบาอาจารย์ หรือปู่ย่าตายาย หรือท่านผู้รู้ กล่าวว่า ให้มีสติติดตามกำหนดรู้ในอิริยาบถทั้งสี่ ยืน ก็ให้รู้ เดิน ก็ให้รู้ นั่ง ก็ให้รู้ นอน ก็ให้รู้

รู้ในอิริยาบถทั้งสี่นี้ ก็ยังไม่เพียงพอ ท่านยังให้มีสติเข้าไปกำหนดรู้ในอิริยาบถย่อย คู้ เหยียด เคลื่อนไหวโดยวิธีใดก็ตาม เราต้องทำตามคำพูด คำกล่าว คำเตือนของท่านผู้รู้ อันนี้เรียกว่า ศึกษากับธรรมชาติ หรือปฏิบัติกับธรรมชาติ ธรรมชาติมันมีแล้วทุกอย่าง พร้อมที่จะปรากฏตัวเกิดขึ้น ให้เราได้รู้ ได้เห็น ได้เป็น ได้มี เรียกว่า รู้แจ้ง รู้จริง รู้แล้ว ต่างเก่า ล่วงภาวะเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง

แต่คุณค่าผลการรู้ ไม่ต้องพูดถึง แต่ขอให้ทำ ถ้าคนใดทำอย่างนี้ รู้จริงๆ

รู้ก็รู้ตัวเอง ไม่ต้องไปรู้นอกตัว ไม่ต้องไปรู้ผี เทวดา นรก สวรรค์ ไม่ต้องรู้อย่างนั้น ไม่ต้องไปรู้เทวดาอยู่บนฟ้า นรกใต้ดินก็ไม่ต้องรู้ รู้ตัวเรากำลังเคลื่อนไหวนี่เอง สภาพหรือภาวะที่มันไหว เราก็จะได้รู้นั่นเป็นรูป นี่เป็นนาม มันจะรู้มาอย่างนั้น ผลของมัน

อันระดับต้น รับรองได้ว่า ถ้าทำจริงๆ ถ้าเป็นเด็กนะ อายุระยะไม่เกิน ๘ ปีขึ้นไป ถึง ๑๓ ปี เคยฝึกมาเป็นจำนวนมาก ผู้หญิงก็ตาม ผู้ชายก็ตาม อายุในเกณฑ์ ๘ ปี ๙ ปี ถึง ๑๓ ปีนี้ ถ้าเป็นเด็ก ไม่เกิน ๑๐ วัน...

เรื่องรูป-นาม รูปทำ นามทำ รูปโรค นามโรค รูปโรค นามโรค มี ๒ อย่าง โรคทางเนื้อหนังอย่างหนึ่ง โรคทางจิตใจอีกอย่างหนึ่ง แล้วก็รู้ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา

รู้สมมุติ สมมุติอะไร รู้...แจ้งชัด ให้ครบ ให้จบ ให้ถ้วน รู้สมมุติดีแล้ว ก็รู้ศาสนา รู้พุทธศาสนา รู้บาป รู้บุญ รู้จริงๆ เรื่องนี้ ถ้าเป็นเด็ก ไม่เกิน ๑๐ วัน

ถ้าเป็นผู้ใหญ่ พ่อบ้าน แม่เรือน หรือคนหนุ่มคนสาว ปฏิบัติอย่างนาน ที่เคยทำมานะ พูดให้ฟัง ที่เคยอบรม เคยแนะนำ เคยให้ข้อคิด ปฏิบัติติดต่อกัน กลางวันไม่นอน กลางคืนนอน ไม่ต้องอดทน กลางวันให้...มันง่วง ต้องหาวิธีแก้ มีจังหวะเหมือนกัน ผู้ใหญ่นี้ ไม่เกิน ๒๐ วัน หรือให้เวลา ๓๐ วัน ไม่เกิน ต้องรู้ เรื่องรูป-นาม รู้จริงๆ

เรื่องสมมุตินี่ รู้จริงๆ สมมุติผี สมมุติเทวดา สมมุติว่าผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ตำรวจ ทหาร ข้าราชการ ครูประชาบาล หรือเงิน ทองคำ เพชรนิลจินดานี่..รู้ มันเป็นสมมุติ

แต่รู้แล้วก็ไม่ต้องไปทำลายมัน เอาไว้อย่างนั้นแหละ รู้...เกิดญาณปัญญา รู้แจ้ง รู้จริง รู้แล้วต่างเก่า ล่วงภาวะเดิม คำว่าต่างเก่า ก็หมายถึงว่า เราไม่ไปยึด ไปติด สิ่งที่สมมุติ และก็ไม่ทำลายสิ่งที่สมมุติ แต่มีไว้อย่างนั้น เราต้องรู้อย่างนี้



<CENTER>http://i118.photobucket.com/albums/o91/myline-2007/ln33.gif</CENTER>

มดเอ๊ก
02-22-2008, 04:06 PM
http://www.tpa.or.th/writer/picture/20455_bua.jpg


แต่คนมันไปติดสมมุติ ก็เลยเป็นทุกข์ เมื่อเรารู้จักสมมุติแล้ว เราก็ไม่ไปทำลาย แต่ไม่ติด อย่างที่พระพุทธรูป ก็เช่นเดียวกัน บวชอย่างที่หลวงพ่อบวชนี่ อันนี้ก็เป็นสมมุติ เพียงสมมุติสงฆ์ สงฆ์สมมุติให้ แต่ความเป็นพระจริงๆ คือเป็นทางจิตใจ

ดังนั้น เราเรียกวันพระ วันศีลเนี่ยะ อันนี้ก็เป็นสมมุติ แต่เราไม่รู้สมมุติ ภาษาพื้นบ้านเราเรียกว่าวันพระ วันสิบห้าค่ำ วันแปดค่ำ เป็นวันของพระ..นี่

แต่ความจริง วันพระนั้น คือ ท่านกำหนดเอาวันศีล หยุดงาน ไม่ไปทำการ ไม่ไปทำงาน เพื่อให้เข้าวัด ฟังธรรม เพื่อศึกษาธรรมะ ให้เข้าใจธรรมะ อันนั้นเป็นเรื่องสมมุติ ความจริงแล้วก็ วันพระนี่ ผู้ชายก็เป็นพระ ผู้หญิงก็เป็นพระ โยมก็เป็นพระ พระก็เป็นพระ ก็วันพระ ต้องเป็นพระทุกวัน จึงเป็นวันพระ วันเจ้า ครั้นถ้าไม่เป็นวันพระแล้ว ก็เป็นวันผี ผีมันก็คือที่เรา...มันก็เลยไม่มีศีล ไม่มีธรรม ผีไม่มีศีลไม่มีธรรม พระต้องมีศีลมีธรรม เป็นอย่างนั้น

ดังนั้น เมื่อเรารู้จักว่าพระก็อยู่ที่ใจ ทำดี พูดดี คิดดี ก็เป็นพระ พระเรียกว่าเป็นผู้สอนคน สอนให้คนรู้ ใครสอนก็ได้ ถ้ารู้แจ้งรู้จริง แต่สอนคนอื่นรู้ด้วย ไม่ใช่รู้แต่ตัวเอง ถ้ารู้แต่ตัวเอง สอนคนอื่นไม่ได้ บางทีอาจรู้จำมาก็ได้ เพราะยังไม่มีวิธีการที่จะให้คนอื่นรู้ได้ ถ้ารู้แจ้ง รู้จริง ก็ต้องมีวิธีการให้คนอื่นรู้ได้ จึงจะเป็นความรู้แจ้งรู้จริง

สำหรับผม หรืออาตมาพูดนี่ รับรองได้ จะเป็นคนไทยก็ปฏิบัติได้ เป็นคนจีนก็ปฏิบัติได้ เป็นฝรั่งเศสก็ปฏิบัติได้ ให้ว่าคนทุกชาติทุกภาษา ทุกเพศทุกวัย ปฏิบัติรู้ได้เหมือนกัน อันนี้ว่ารู้ธรรม เห็นธรรม เข้าใจธรรม สมดั่งที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์สอนเอาไว้ว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดไม่เห็นธรรม ผู้นั้นไม่เห็นเรา จะจับชายจีวรพระพุทธเจ้าอยู่ ก็ไม่เห็นพระพุทธเจ้าเลย เพราะไม่เห็นธรรม
แต่เราไม่ได้ไปเห็นพระพุทธเจ้า ต้องเห็นตัวเรา รู้ตัวเรา จึงว่า รู้ธรรม เห็นธรรม รู้กำลังทำ กำลังพูด กำลังคิด เนี่ยะ....รู้ธรรม ไม่ใช่ไปรู้สี แสง ผี เทวดา นรกใต้ดิน เทวดาอยู่บนฟ้า จะล่องลอยมาสวมเรา ไม่อย่างนั้น ทีแรกผมก็นึกว่าจะมีอันมาสวมขึ้น เข้าใจอย่างนั้น

ความจริงแล้ว ทำให้มันถูกวิธีแล้วมันเกิดญาณปัญญา รู้แจ้งเห็นจริงตามความเป็นจริง รู้แล้วต่างเก่า ล่วงภาวะเดิม ทำไมว่าต่างเก่า ล่วงภาวะเดิมได้ เพราะอะไร อาจจะมีข้อสงสัยอย่างนี้

ต่างเก่า แต่ก่อนนั้น อยากทำยังไงก็ทำ พูดยังไงก็พูด บางทีกลัวผี ทำความชั่ว อย่างที่บุหรี่นี่ ผม...ทีแรกผมสูบบุหรี่ เมื่อไปปฏิบัติธรรมะ ผมเห็นสภาพหรือภาวะทุกข์ เห็นจริงๆ รู้จริงๆ เข้าใจจริงๆ ซาบซึ้ง แล้วก็เลิกตั้งแต่วันนั้นจนถึงบัดนี้ ไม่แตะต้องเลย...ความชั่ว สิ่งที่ชั่วร้ายไม่ทำ นี้เรียกว่าต่างเก่า

ล่วงภาวะเดิม ล่วงจากภาวะที่ทำผิด พูดผิด คิดผิด พูดแต่ความจริงเท่านั้น เรียกว่า ล่วงภาวะเดิม มันล่วงไปจริงๆ แต่ก่อนเคยกลัวผี ดูฤกษ์งามยามดี เชื่อโชคลาง อย่างนั้น เดี๋ยวนี้ไม่เชื่อแล้ว แต่ก็คนอื่นจะทำก็ได้

มันจึงไปสมเอากับคำพูดคำสอนพ่อแม่ปู่ย่าตายาย หรือท่านผู้รู้ สอนไว้ว่า ตนเป็นที่พึ่งของตน จะพึ่งคนอื่นไม่ได้ นี่...พึ่งตนได้จริงๆ

ศาสนาจึงแปลว่าคำสั่งสอนของท่านผู้รู้ ศาสนาแปลว่าที่พึ่ง พุทธศาสนาแปลว่าผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน รู้แล้วเข้าใจจริงๆ พึ่งได้จริงๆ ไม่ต้องไปพึ่งผี ไม่ต้องไปพึ่งเทวดา พึ่งการทำ การพูด การคิด นี่เอง

ดังนั้น เบื้องต้น ระยะแรก ไม่เกิน ๓๐ วัน ถ้าทำจริงนะ ถ้าทำไม่จริง ก็นานหน่อย แต่บุคคลที่จะมาทำ ต้องคิดให้ดี ไม่เกี่ยวข้องวิธีการใดๆ ทั้งหมด จะรักษาศีลก็...ถ้าปฏิบัติก็รู้ ไม่รักษาศีล มาปฏิบัติก็รู้ จะให้ทานมาแล้วปฏิบัติก็รู้ ไม่เคยให้ทานมาเลย ปฏิบัติก็รู้ ถือศาสนาไหน ปฏิบัติก็รู้ นุ่งผ้าสีอะไร ปฏิบัติก็รู้ ขอให้รู้ภาษาในการพูดกัน และรู้จักวิธีปฏิบัติ เท่านั้นเอง




<CENTER>http://i118.photobucket.com/albums/o91/myline-2007/ln33.gif</CENTER>

มดเอ๊ก
02-22-2008, 04:07 PM
http://www.kanlayanatam.com/Myimage-index/freeCD/dec06/lp_tiean.jpg

ขึ้นชื่อว่าคนแล้ว ปฏิบัติรู้ทั้งนั้น

อันนี้เป็นวิธีรู้เบื้องต้น แต่ยังไม่ได้เกี่ยวข้องเรื่องการปฏิบัติทางจิตทางใจ เคลื่อนไหว...ให้รู้ กำหนดการเคลื่อนไหวที่เป็นรูปนี่ก็....รู้อย่างนี้เขาเรียกว่าเจริญสติปัฏฐานสี่

คำว่าสติปัฏฐานสี่นั้น ตามตำรับตำรา และครูบาอาจารย์ พ่อแม่ปู่ย่าตายาย เคยสอนเอาไว้ว่า กายานุปัสสนา ให้รู้กายในกาย ว่าอย่างนั้น เวทนานุปัสสนา ให้รู้เวทนาในเวทนา จิตตานุปัสสนา ให้รู้จิตในจิต ธัมมานุปัสสนา ให้รู้ธรรมในธรรม เรียกว่า สติปัฏฐานสี่ หรือ อริยาบถสี่ ก็ยืน เดิน นั่ง นอน นี่...ให้รู้อย่างนี้ ท่านว่า

อันสติปัฏฐานสี่ นี่ให้เรามีสติอยู่ กำหนดอยู่อย่างนั้นแหละ แต่อย่าให้มันเพ่งเกินไป ให้ทำเบาๆ บัดนี้ เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว จิตใจยังละโลภ โกรธ หลง ไม่ได้ ยังละโลภ โกรธ หลง ไม่ได้ แต่รู้ ไม่กลัวผี ไม่กลัวเทวดา ไม่กลัวสมมุติฤกษ์งามยามดี ไม่ต้องเชื่อแล้วอันนี้ สิ่งที่เสพติดมึนเมา เที่ยวกลางคืน เล่นการพนัน คบคนชั่วเป็นมิตร อบายมุข ๖ นี่...เลิกได้จริงๆ เด็ดขาด เพราะเห็นทุกข์จริงๆ ไม่ใช่ทุกข์เจ็บแข้งเจ็บขา ทุกข์เจ็บหลังเจ็บเอว ไม่ใช่ทุกข์อย่างนั้น ทุกข์ผมหงอกฟันหัก...ไม่อย่างนั้น

อันนั้นมันเป็นตำรา ครูบาอาจารย์บอกว่า ทุกข์เจ็บแข้งเจ็บขา...นั่งนานๆ ผมหงอกฟันหัก มีอายุมากแล้วต้องเป็น อันนั้นมันไม่ใช่เป็นเรื่องทุกข์อันนี้ แต่ก็ต้องรู้อย่างนั้นมาก่อน

แต่เมื่อมาปฏิบัติเเล้ว ตัวอิริยาบถ ทุกส่วนการเคลื่อนไหวของรูป และของกายนี้เอง เป็นทุกข์ เรียกว่า ทุกขังมันติดอยู่กับรูป ติดอยู่กับกาย อนิจจังแปลว่าไม่เที่ยง ทนไม่ได้ หรือทนได้ยาก ทนไม่ได้ หรือทนได้ยากนี่ เพราะมันเคลื่อนไหว มันพริบตา มันหายใจ มันนึก มันคิด กระดุกกระดิกอยู่ภายในตัวของมันเอง พร้อมแล้วที่จะให้เรารู้ได้ เรียกว่า ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา

มันคล้ายๆ คือคำเดียว แต่มันไม่ใช่คำเดียว ทุกขังหมายถึงติดอยู่กับรูป อนิจจังหมายถึงไม่เที่ยง อนัตตา บังคับบัญชาไม่ได้ มันเป็นไปตามธรรมชาติมัน

รู้อันนี้ เรียกว่ารู้ไตรลักษณ์ ลักษณะทั้งสามอย่างนี้ ต้องรู้เเน่นอน รับรองได้ จึงกล้าทำ กล้าพูด กล้าสอน เพราะของจริง มันต้องรู้ได้ทุกคน มันเป็นอย่างนั้น

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว บัดนี้เป็นวิธีปฏิบัติทางใจ ก็ทำเหมือนเดิม ทำจังหวะเหมือนเดิม พลิกมือขึ้น คว่ำมือลง ยกมือไป เอามือมา เอียงซ้าย เอียงขวา ก้มเงย เหลือบซ้ายแลขวา...ให้รู้ นั่งนิ่งๆ....ไม่ได้ เมื่อรู้อย่างนี้ จิตใจมันนึกมันคิดขึ้นมา ทีแรกมันจะรู้ แล้วก็ไปกับความคิด นานเข้า นานเข้า เมื่อมีสติความรู้สึกพอ มันคิด มันจะหยุดเลย เมื่อเห็น รู้แล้ว

ทำเอาเหมือนแมวกับหนู บ้านเรามีหนู แต่เราไม่สามารถที่จะไล่หนูได้ ต้องเอาแมวมาเลี้ยงไว้ พอดีเอาแมวมาเลี้ยงไว้ แมวมันตัวเล็ก หนูมันตัวโต พอดีหนูออกมา แมวมันไม่เคยกลัวหนู มันก็โดดตะครุบจับหนู หนูมันตื่นแล้ว หนูก็วิ่ง แมวมันก็ต้องติดหนูไป เหนื่อยแล้ว มันก็ต้องวางหนู หนูก็เลยพ้นภัย พ้นอันตราย พ้นตายไปได้ แต่แมวมันก็เลยกลับคืนมา

อันนี้ ความรู้สึกก็เช่นเดียวกัน ทำบ่อยๆ เหมือนที่ว่าเราไม่ต้องไปตำหนิแมวว่า ทำไมจับหนูไม่อยู่ ไม่ต้องคิด เพียงให้อาหารแมว ทุกวันๆ แมวกินอาหารมากเข้าๆ ตัวมันอ้วน มันโตขึ้น พอดีหนูออกมา แมวมันตะครุบอย่างแรง หนูเลยช็อคตายทันที

อันนี้ก็เหมือนกัน เมื่อเราทำความรู้สึกตัวมากเข้าๆ ความคิดมันคิดปุ๊บขึ้นมา เราเห็น เรารู้ เราเข้าใจ ความคิดมันถูกหยุดไปทันที

ดังนั้น พระพุทธเจ้า หรือพ่อแม่ปู่ย่าตายาย ก็เคยสอนเอาไว้ ครูบาอาจารย์ก็เคยสอนเอาไว้ว่า ทุกข์ต้องกำหนดรู้ เราไม่รู้ทุกข์ เราไม่กำหนดรู้ตัวนี้ มันก็เลยเคลื่อนไหวไปตามสัญชาตญาณของคนและสัตว์

สมุทัยต้องละ...ท่านสอน มันละไม่ได้ เมื่อเราคิดไป บางครั้งบางคราวอยากนอน นอนไม่ได้ บางครั้งบางคราวเราเกลียดความคิด อยากให้มันหยุด มันก็หยุดไม่ได้ เพราะเราไม่มีวิธีการนั่นเอง

บัดนี้ เมื่อมันคิดขึ้นมา เรามารู้การเคลื่อนไหวของรูปกาย จึงว่า ทุกข์ต้องกำหนดรู้ กำหนดตัวทุกข์ตัวนี้ สมุทัยต้องละ ตัวสมุทัยนั่นคือตัวคิดนั่นเอง มรรคต้องเจริญ...ท่านว่า มรรคต้องเจริญ ก็ทำบ่อยๆ ทำไม่หยุด นิโรธ..ทำให้แจ้ง เมื่อรู้เข้าๆ ก็รู้แจ้ง รู้จริง พ้นไปจากภาวะทุกข์อันนั้นได้

แต่มันก็ยังติดอยู่ มันยังอยู่ด้วยกัน แต่มันไม่ติด มันไม่ติดทุกข์ จึงว่า ความทุกข์ลดน้อยไปอย่างนี้ เพราะเราไม่ยึดไปถือ

วิธีนี้ทำ...เอ้า....อย่างนาน ถ้าเป็นเด็ก ให้กำหนด ๓ เดือน เรื่องโทสะ โมหะ โลภะนี้ จะลดน้อยไป จริงๆ รับรองได้ เพราะมีวิธีการ ถ้าเป็นคนหนุ่มคนสาว คนมีอายุมาก....เอ้า...ให้เวลา ๑ ปี แต่เป็นคนพูดจริงทำจริงนะ อย่างนานที่สุด รับรองบอกว่าไม่เกิน ๓ ปี เรื่องโทสะ โมหะ โลภะนี้ ต้องลดน้อยไปจริงๆ บางคนอาจจะหายไปได้ เป็นอย่างนั้น

จิตใจต้องเปลี่ยนแปลงไป เรียกว่า อริยบุคคล ถ้าเป็นพระสงฆ์ก็เรียกว่าเป็นพระอริยสงฆ์ ถ้าเป็นฆราวาสญาติโยมก็เป็นอริยบุคคล ท่านว่าอย่างนั้น
แต่ความปรากฏเกิดขึ้นจะรู้ได้ เห็นได้ ความเป็นพระมันอยู่ที่ตรงนี้ อันพระอย่างที่นุ่งเหลือง ห่มเหลืองนี้- สมมุติ บวชแล้วก็สึก สึกแล้วก็บวช อันนั้นแหละจึงเป็นวันของพระ

เมื่อคนใดรู้อย่างนั้น ไปอยู่ที่ไหนก็เป็นพระทุกวัน พระจึงแปลว่าผู้สอนคน ให้บุคคลที่ยังไม่รู้-ได้รู้ บุคคลที่รู้แล้ว พยายามส่งเสริมวิธีการให้ปฏิบัติเลื่อนชั้นขึ้นไป เลื่อนชั้นขึ้นไป

ดังนั้น คนใดทำ พูด คิด-ไม่รู้สึกตัว ก็เรียกว่าทำไปอย่างสัตว์ อยู่อย่างสัตว์ กินอย่างสัตว์ นั่งนอนอย่างสัตว์ สืบพันธุ์อย่างสัตว์ แต่หน้าตาแข้งขามือเท้าเป็นคน อันนี้แหละเรียกว่าสัตว์มนุษย์ มนุษย์กับสัตว์คล้ายคือกัน แต่ว่าหน้าตาแข้งขามือเท้าไม่ใช่สัตว์ แต่ว่าจิตใจมันไม่รู้อะไร เรียกว่าเหมือนกับสัตว์

ถ้าหากเป็นมนุษย์ เลื่อนชั้นตัวเอง เคลื่อนไหวโดยวิธีใดก็รู้ จิตใจมันนึกมันคิด-ก็รู้ นี่-อันนี้เป็นการรู้ขั้นที่สอง รู้ด้วยญาณของปัญญา รู้แจ้ง รู้จริง รู้จริงๆ รับรองได้เรื่องนี้



<CENTER>http://i118.photobucket.com/albums/o91/myline-2007/ln33.gif</CENTER>

มดเอ๊ก
02-22-2008, 04:08 PM
http://img239.imageshack.us/img239/1525/julyflower0484bz4.jpg

ขั้นต่อไป ความยึดมั่นถือมั่นก็จะจางคลายไป จิตใจจะเปลี่ยนเป็นระดับ ๆ ไป เหมือนอย่างที่ตำรับตำราท่านพูดว่า ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุถถฌาน ปัญจมฌาน มันจะรู้ไปตามขั้นตอนอย่างนั้น

อันพูดนั้นเป็นอีกอย่างหนึ่ง ตอนที่รู้นั้น คือรู้อะไร เห็นอะไร อะไรหลุดออกไป ขั้นแรกปฐมฌาน อะไรหลุดออกไป - ต้องรู้ ทุติยฌาน อะไรหลุดออกไป - ต้องรู้ ตติยฌาน จตุถถฌาน ปัญจมฌาน อันใดหลุดออกไป - ต้องรู้ รู้แจ้ง รู้จริง รู้แล้วไม่เปลี่ยนแปลง ไม่แปรผัน คงที่ถาวร จะมีผู้รู้ มันก็เป็นอยู่อย่างนั้น ไม่มีผู้รู้ มันก็เป็นอยู่อย่างนั้น เพราะการเคลื่อนไหวนี้เอง

ดังนั้น ธรรมะที่ทำให้พระพุทธเจ้าเป็นพระพุทธเจ้านั้นจึงมีก่อนพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าของเราเป็นคนแรกค้นพบแล้วก็นำมาสอนพวกเรา พระพุทธเจ้าเนี่ยะสอนคนแต่เมื่อท่านมีลมหายใจอยู่ ดังนั้น นรกใต้ดิน สวรรค์บนฟ้านั้นยังไม่พูดถึง เรามาพูดกันตั้งแต่ว่าสวรรค์ในอก นรกในใจ พระนิพพานก็มีอยู่ที่ใจ เพราะจิตใจคนมันต้องมีเหมือนกัน มันต้องรู้เหมือนกัน

ดังนั้น การปฏิบัติวิธีนี้จึงรับประกันได้ ส่วนนั่งสมาธินั้นต้องรู้ สมาธิก็ไม่ได้นั่งอย่างที่ไปนั่งหลับตา แต่ก่อนผมเคยนั่งหลับตา เอามือมาวางไว้ที่หน้าตัก แล้วก็หลับตา นึกในใจ ไม่ให้ออกเสียง หายใจเข้า-พุท หายใจออก-โธ ให้พูดอย่างนี้แหละ แต่นึกในใจ เอาพระพุทธเจ้ามาไว้ที่จิตที่ใจ ว่าอย่างนั้น แต่จะเอาพระพุทธเจ้ามาไว้ที่จิตที่ใจของเราได้ยังไง พระพุทธเจ้าก็คือคนธรรมดาที่เอง แต่เมื่อท่านรู้ ท่านเห็น ท่านเข้าใจ แล้วก็พ้นไปจากภาวะทุกข์นั้นเอง

ดังนั้น การให้ทาน มันก็จะมารวมจุดนี้ การรักษาศีล ก็จะมารวมจุดนี้ การทำกรรมฐานให้ได้รับความสงบ ก็จะมาทำ...ให้มันมาจุดนี้ หรือเจริญวิปัสสนา รู้แจ้ง รู้จริง มันก็จะมารวมจุดนี้ ดังนั้น มาเมื่อมาทำจุดนี้ มันก็เหมือนกับฟ้ากวมดิน มันสำเร็จได้ทุกอย่างทีเดียว

อันนี้ เป็นความจริงที่นำมาเล่าสู่ฟัง ดังนั้น พระสงฆ์องค์เจ้าก็ตั้งอกตั้งใจ ญาติโยมก็ตั้งอกตั้งใจ เราจะเห็น จะรู้ จะเข้าใจ ศีล สมาธิ ปัญญา แน่ะ...เราพูดกัน ศีลเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ สมาธิเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างกลาง ปัญญาเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างละเอียด แต่เราไม่รู้ พูดได้-ไม่รู้ เรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่ซาบซึ้ง น่าอัศจรรย์ แต่เพียงเราทำความรู้สึก มีสติติดตามความรู้สึก สามารถปรากฏขึ้นในตัวมันเอง

มันจะเหมือนกันกับเราขันน็อต ขันแน่นๆ แล้วมายเกลียวออก มายออก มายออก เวลาหันเข้าหันขวา เวลามายออกหันซ้าย บิดออก บิดออก มันจะหลุดออกจากกันเอง ไม่ต้องไปทำอะไรทั้งหมด มันเป็นอย่างนั้น

ทุกสิ่งทุกอย่าง เมื่อยังไม่รู้ ต้องเสาะแสวงหา อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านสอนเอาไว้ สัตว์ทั้งหลาย เรากับท่านเหมือนกัน สัตว์ทั้งหลายคือเราตถาคต นี่...พระพุทธเจ้าท่าน เมื่อยังไม่รู้ ก็ต้องมืดเหมือนกับอยู่ในถ้ำ ท่านว่าอย่างนั้น คนเข้าไปในถ้ำเนี่ยะ-มันต้องมืด เมื่อเรามีไฟ-ไม้ขีดไฟ จุดให้ไฟมีแสงสว่างขึ้น ความมืดมันหายไปเอง

ดังนั้น ความผิดพลาดนั้น จึงเป็นครูสอนเรา สิ่งที่ผิดเราก็ไม่ต้องทำ เป็นอย่างนั้น ดังนั้น คนเราเมื่อยังไม่รู้-ต้องทำ เพราะมันไม่รู้นี่

พระพุทธเจ้าท่านว่า สัตว์ทั้งหลาย เราผู้เป็นตถาคตไปถึงแล้วแห่งนั้น แล้วจึงนำมาสอนพวกเธอทั้งหลาย ให้พวกเธอทั้งหลายจงประพฤติปฏิบัติตามอย่างเราตถาคตนี้ นี่...ท่านสอนเอาไว้ เมื่อการ-ประพฤติปฏิบัติตามอย่างพระพุทธเจ้าท่านว่า ก็จะรู้ จะเห็น จะเป็น จะมี อย่างเราตถาคตนี้

เราไม่ทำ เราก็ไปให้ทาน ดีแล้ว ไปให้ทาน ไปรักษาศีล ดีแล้ว ไปทำกรรมฐานให้ได้รับความสงบ-ดีแล้ว ไปเจริญวิปัสสนา เพื่อให้ปัญญาเกิดขึ้น ไปนึกไปคิด ไปวิพากษ์วิจารณ์ ดีแล้วสิ่งนั้น แต่ว่ามันยังมีความสงสัย เมื่อยังมีความสงสัย ก็เรียกว่าเรายังมีทุกข์ เมื่อเราเห็นแจ้ง รู้จริง เราหมดความสงสัย ทุกข์ก็ไม่มี เป็นอย่างนั้น

ดังนั้น เราไปติดคำพูดคำหนึ่ง เราไปกรวดน้ำนะ สัตว์ทั้งหลายจงมีส่วนแห่งบุญที่ข้าพเจ้าได้กระทำลงไปแล้วในบัดนี้ เราก็เลยไปกรวดน้ำว่า ให้ได้รู้ตาม เห็นตาม หรือได้บุญจากพระพุทธเจ้า หรือได้รับการสนองจากครูบาอาจารย์ อันนั้น มันเข้าใจ ทำดี...อันนั่น ดีแล้ว

แต่ท่านว่า สัตว์ทั้งหลายจงมีส่วนแห่งบุญที่ข้าพเจ้าได้กระทำลงไปแล้วในบัดนี้ เราต้องทำตามท่าน ดูการเคลื่อนไหวตามท่าน แล้วก็จะรู้ จะเห็น จะเป็น จะมี มีส่วนที่จะรู้อย่างท่าน และความไม่มีทุกข์นั้น ก็จะมีส่วนที่จะเป็นอย่างท่าน จึงว่ามีส่วนแห่งบุญ มีส่วนที่จะพ้นไปจากความทุกข์ ความสับสนวุ่นวาย ความเดือดร้อน ท่านว่าอย่างนั้น ความสงบเยือกเย็นนั้นมันมีอยู่ในคนทุกคน-ไม่ยกเว้น เขาเรียกว่า อุเบกขาวางเฉย




<CENTER>http://i118.photobucket.com/albums/o91/myline-2007/ln33.gif</CENTER>

มดเอ๊ก
02-22-2008, 04:10 PM
http://www.dhamma-isara.org/images/pra1.jpg

อย่างที่ญาติโยม หรือเพื่อนภิกษุสามเณรฟังผมพูดอยู่เดี๋ยวนี้ ลองดูจิตใจท่านเป็นยังไง มันเฉยๆ ลักษณะอันเฉยๆ นี้มันมีอยู่แล้วในคน ท่านเรียกอุเบกขาวางเฉย เราไม่ต้องไปทำอะไรให้มันมาก แต่ให้เราดู เรารู้ เราเห็นสภาพได้ภาวะเช่นนั้น

ดังนั้นจึงว่า สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ที่ใจ พระนิพพานก็อยู่ที่ใจ สวรรค์ก็คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ดูอันดี เห็นอันดี ฟังอันดี ทานอาหารอันมีรส เขาเรียกว่าสวรรค์ นรกก็คือความเดือดร้อน โกรธ เกลียดชัง อารมณ์ไม่ดี หงุดหงิด จิตใจคอไม่ค่อยสบาย เศร้าหมอง ก็เรียกเป็นนรก นรกคือความทุกข์นั่นเอง

นิพพาน บัดนี่ นิพพานก็หมายถึงความเย็นอก เย็นใจ อันนิพพานอยู่ชั้นฟ้านั่น ยัง..ยังไม่ทันพูดถึง ความเย็นอกเย็นใจ ท่านก็เรียกว่านิพพาน นิพพานกับอุเบกขาวางเฉย อุเบกขากับวางเฉยก็เป็นอันเดียวกัน นิพพานก็เป็นอันเดียวกัน เย็นก็เป็นอันเดียวกัน ไม่เดือดร้อนก็เป็นอันเดียวกัน มันคำพูด พระพุทธเจ้าท่านมีปัญญา สามารถพูดแยกแยะได้หลายอย่าง แล้วแต่ท่านจะพูด

ดังนั้น การศึกษาเล่าเรียนพระไตรปิฎกนั้น-ดีแล้ว การให้ทานรักษาศีลนั้น-ดีแล้ว การกราบการไหว้นั้น-ดีแล้ว แต่ว่าเรายังมีโกรธ โลภ หลงอยู่

สมมุติให้ฟัง เหมือนเราปลูกบ้านหลังหนึ่ง สดสวยงดงามดี เราไปนอน หรือไปพักเอาของเราขึ้นไป ได้สองสามวันแล้ว บัดนี้เรามีน้ำมันเชื้อเพลิง เอาถอกน้ำมันเชื้อเพลิงราดลงไป มีไม้ขีดไฟเพียงก้านเดียว จุดเป็นไฟ เป็นไฟติดไฟแล้วก็ไปติดน้ำมันเชื้อเพลิง ไฟมันก็ไหม้บ้านนั้นหมดเลยทีเดียว

อันนี้ก็เช่นเดียวกัน ที่นำมาเล่าสู่ฟัง การให้ทาน การรักษาศีลนั้น-ดีแล้ว แต่เราโกรธขึ้นมานั้น ความดีใจอันให้ทานก็หมด ทำให้จิตใจสบายอันรักษาศีลเป็นปกตินั้นก็หมดไป ความสงบนั้นมีไม่ได้-หมดแล้ว ตั้ง...สร้างบ้านขึ้นมาอีก สร้างสมาธิขึ้นมาอีก ไฟก็ไหม้อีก เป็นอย่างนั้น

ดังนั้น การเจริญความรู้สึกนี้จึงมีค่ามีคุณมาก ทำไมมีค่ามีคุณมาก มันจะไปปราบโทสะ โลภะ หรือโมหะ หรือโลภ โกรธ หลง แล้วแต่จะพูด เมื่อเราไม่หลงตัว ไม่ลืมตัวแล้ว โทสะจะเกิดขึ้นที่ตรงไหน กำลังทำดีอยู่แล้ว ความชั่วมันจะเกิดขึ้นได้ที่ตรงไหน เมื่อเราหลงแล้ว สติปัญญาก็เกิดขึ้นไม่ได้ เมื่อเราทำชั่วอยู่แล้ว ความดีก็เกิดขึ้นไม่ได้

การทำดีนั้นดีแล้ว แต่ว่าเรายังไม่ทำให้สิ่งนี้ปรากฏเกิดขึ้น เมื่อเราทำให้สิ่งนี้ปรากฏเกิดขึ้นแล้ว นั่นแหละถูกต้องตามทำนองคลองธรรม หรือตามคำสอนของพระพุทธเจ้าจริงๆ เรื่องนี้

แต่บทแรกมันจะรู้เรื่องรูป-นามก่อน บทที่สองจะรู้เรื่องโทสะ โมหะ โลภะ จะลดน้อยไป แล้วก็บทที่สาม ความยึดมั่นถือมั่นจะจางคลายไป จืดไป แล้วจิตใจเปลี่ยนครั้งต่อไป ก็จะรู้ความปกติ เรียกว่า ศีลกำจัดกิเลสอย่างหยาบ มีศีลแล้ว เป็นปกติแล้ว กิเลสอย่างหยาบก็ได้แก่โทสะ โมหะ โลภะนี่เอง หรือความยึดมั่นถือมั่นนี่เอง สิ่งนี้ลดน้อยจางคลายไปแล้ว จึงจะรู้แจ้งเห็นจริง

สมมุติให้ท่านผู้ฟัง มีของดีๆ เพชร หรือทองคำ อะไรก็ตาม เราเอาผ้าขี้ริ้วไปปกไว้ เราไม่สามารถที่จะมองเห็นได้ บัดนี้เราจับผ้าขี้ริ้วรื้อออก ๆ ๆ ก็จะเห็นเพชร เห็นทองคำ สิ่งที่มีค่านั่นแหละ เราจะเห็น

ดังนั้น การศึกษาและปฏิบัติตัวเองนั้น เป็นการศึกษาเรื่องชีวิต ศีลจึงปรากฏเกิดขึ้น เพราะเรารื้อผ้าขี้ริ้วนั้นออกไป เมื่อผ้าขี้ริ้วออกไปหมดแล้วก็เห็น รู้ เข้าใจ ศีลจึงเป็นปกติกาย วาจา ใจ เมื่ออะไรมาแตะต้อง รู้สึกตัวทันที

ที่นำมาเล่าให้ฟังวันนี้ พวกเราทุกคนพอที่จะเข้าใจ เพราะพูดเป็นภาษาพื้นบ้านของเรา ทุกคนฟังได้ ทำได้ ไม่เลือกกาลเวลา รับรองได้ ถ้าหากว่าทำถึง ๓ ปี ยังไม่รู้ ผมยอมเสียสละ ถ้าหากว่ามีเงินเดือนพันบาท จะคิดถอยหลังให้เดือนละพันบาท ทำ ๓ ปีติดต่อกันจริงๆ นะ...



<CENTER>http://i118.photobucket.com/albums/o91/myline-2007/ln33.gif</CENTER>

ธัญภัส รักษ์จิรกร
04-21-2008, 01:53 PM
อยากฝึกสมาธิแนวหลวงพ่อเทียนฝึกได้ที่ไหนค่ะ