View Full Version : บทสวดภาวนาอุทิศแก่เปต
ปัญญาธรรมทึบ
02-04-2008, 10:35 AM
อยากทราบบทสวดมนต์เพื่ออุทิศแก่เปต ต้องสวดว่าอย่างไร นอกจากการสวดมนต์แล้ว ต้องปฏิบัติอย่างอื่นใดอีกหรือไม่ ขอผู้รู้โปรดแนะนำด้วยครับ
มดเอ๊ก
02-04-2008, 02:21 PM
ปุจฉา วิสัชนา พุทธศาสนา
โดย..... ศาสตราจารย์ นายแพทย์จำลอง หะริณสุต
*****************
ปุจฉา ผู้ที่ตายไปแล้ว รับส่วนบุญที่มีคนทำบุญ และอุทิศส่วนกุศลให้ได้อย่างไร ?
วิสัชนา ผู้ที่ตายไปจากภพนี้ ถ้าเป็นผู้ที่โดยมากทำกุศลกรรมไว้มาก จะไปเกิดเป็น (๑) มนุษย์อยู่ในภพภูมิมุษย์ หรือ (๒) เทวดาอยู่ในเทวภูมิ ซึ่งมีอยู่ ๖ ชั้น แต่ถ้าเป็นผู้ที่ทำอกุศลไว้มาก ก็จะไปเกิดเป็น (๓) สัตว์นรก (๔) สัตว์เดรัจฉาน (๕) เปรต และ (๖) อสุรกาย รูปกายของพวกทั้ง ๖ กลุ่มดังกล่าวนี้ นอกจากมนุษย์และสัตว์เดรัจฉานที่เห็น ๆ แล้ว จะเป็นรูปปรมาณูทั้งสิ้น เรามองเห็นไม่ได้ จับต้องไม่ได้ และถือว่าเกิดอยู่ในภพภูมิอื่น อันห่างไกลจากมนุษยภูมิ นอกจากเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา สัตว์เดรัจฉาน และ ปรทัตตูปชีวิกเปรต
การทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่บุคคลที่ล่วงลับไปแล้ว ถ้าจะให้ได้ผลไปถึง
ผู้นั้น ผู้นั้นจะต้องอยู่ในสถานะใกล้ชิดกับหมู่มนุษย์ เช่น ถ้าเป็นเทวดา ก็ต้องเป็นเทวดาชั้นต่ำ คือ อยู่ในชั้นจาตุมหาราชิกา เช่น เทวดาที่อยู่ตามบ้านเรือน ศาลพระภูมิ ป่าเขา ฯลฯ ถ้าเป็นเปรต (เปรตมี ๔ จำพวก) ก็เป็นจำพวกปรทัตตูปชีวิกเปรต ที่สามารถรับส่วนกุศลที่มีผู้อุทิศให้ ตัวอย่างเช่น ญาติของเราคนหนึ่งถึงแก่กรรมลง ถ้ายังวนเวียนอยู่ในบริเวณบ้านของเราอยู่ในรูปโอปปาติกะ ที่เป็นเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา หรือ ปรทัตตูปชีวิกเปรต ซึ่งบางครั้งก็แสดงตัวให้เห็นโดยตรง หรือโดยนิมิตเข้าฝันก็ได้ เราทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาตินั้นก็จะได้รับ
การทำบุญอุทิศส่วนกุศล จะไม่ถึงสัตว์นรก เพราะอยู่ไกลเกินไปประการหนึ่ง และสัตว์นรกถูกทรมานอยู่เป็นนิจ ไม่มีโอกาสรับส่วนกุศลได้อีกประการหนึ่ง มียกเว้นบ้าง คือ สัตว์นรกที่ใช้หนี้กรรมไปมากแล้ว จวนจะพ้นจากนรกแล้ว
ส่วนที่ว่าถ้าบุคคลล่วงลับไปแล้ว ไปเกิดเป็นมนุษย์หรือสัตว์เดรัจฉานเสียแล้ว เช่น ไปเกิดเป็นทารกในครรภ์ หรือ ทารกคลอดออกมาแล้วในบ้านของเรา หรือ บ้านอื่นก็ตาม หรือไปเกิดเป็นแมว เป็นสุนัขในบ้านของเรา การทำบุญอุทิศส่วนกุศลก็จะไม่เกิดประโยชน์อันใด เพราะเป็นเรื่องของการอยู่กันคนละภพละภูมิ ที่ถือว่าห่างไกลจากกันมาก กุศลนั้นเข้าไม่ถึง
การที่จะได้กุศลต้องอาศัยเหตุ ๒ ประการ คือ
(๑) ผู้ที่ได้รับ จะต้องรู้จะโดยวิธีใด ๆ ก็ตาม (เพราะมีกุศล) และ
(๒) ผู้นั้นจะต้องอนุโมทนาด้วย จึงจะสำเร็จประโยชน์ หรือ ถ้าญาตินั้นไปเกิดเป็นเทวดาชั้น สูง ๆ แล้ว ก็ได้เพียงรับรู้ว่ามีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ แล้วอนุโมทนาเท่านั้นเอง แต่ตนเองไม่ได้รับบุญเพิ่มขึ้นมาอีก เพราะความสุขกาย สบายใจของเทวดาชั้นสูง ๆ ที่กำลังเสวยอยู่นั้น ประณีตกว่าบุญกุศลที่เราอุทิศให้ (เปรียบเสมือนเทวดามีสะเต๊กเนื้อวัวโกเบ หรือ ออสเตรเลียอยู่ ย่อมไม่ยินดีปลาทูทอดเป็นของธรรมดา) อย่างไรก็ดี เทวดาชั้นสูงนั้น ๆ อาจมีความยินดีที่จะลงมารับส่วนบุญส่วนกุศลของเราก็ได้ในบางขณะ
เป็นที่เข้าใจกันว่า บุญที่ได้กระทำเพื่ออุทิศให้แก่ผู้ตายนั้น แม้ว่าผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ไม่ได้รับก็ตาม แต่บุญนั้นก็ไม่ได้สูญหายไปไหน คงเก็บติดอยู่เท่าเดิมที่ผู้กระทำบุญนั้น ซึ่งจะให้ผลแก่ผู้นั้นในชาตินี้ ชาติหน้า หรือ ชาติต่อ ๆ ไปได้ ตามควรแต่กรณีนั่นเอง
มดเอ๊ก
02-04-2008, 02:40 PM
เปรตมีหลายจำ พวก แต่มี อยู่ จำพวกเดียว ที่รับ บุญกุศล การกรวดน้ำ แผ่เมตตา จากเราได้
คือ ปรทัตตูปชีวีเปรต หรือ ปรทัตตูปชีวิกเปรต
ทำบุญ กุศล ทุกอย่างๆ อุทิศให้ได้ทั้งนั้น แต่ บุญกุศลที่หนักๆ อุทิศไปแล้วเขาได้บุญเยอะๆ
มี สังฆทาน วิหารทาน คนทั่วไปจะรู้จัก และทำกันบ่อยๆ
แต่ที่สำคัญสุดๆ มีอานิสงค์ ยิ่งกว่า คือ ปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ วิปัสนากรรมฐาน
ทำแล้ว แผ่เมตตา อุทิศผลบุญ ให้เขา ถ้าเขารับรู้ อนุโมทนา เขาก็จะได้
และไม่จำเป็น ต้องเป็นภาษาบาลีด้วย เป็นภาษาไทย และเรา เข้าใจความหมาย
อธิษฐาน แล้วแผ่ออกไป ใจ ถึง ใจ เลย
เปรตจำพวก ปรทัตตูปชีวีเปรต ถ้าเขาปรากฏตัว เสียง กลิ่น ให้เราเห็น ทางตาเนื้อ
หรือ ทางนิมิต ทางใหนก็ตาม แปลว่า เขาเคยเป็นญาติ กับเรามาก่อน
เขามาขอส่วนบุญเรา
มดเอ๊ก
02-04-2008, 02:42 PM
ครั้งเมื่อพระราชาพิมพิสาร และบริวารได้ทรงสดับพระสัทธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงโปรดจนบรรลุเป็นพระโสดาปัตติ
ผลพร้อมหมู่ชนและบริวารเป็นอันมาก
องค์ราชาพิมพิสาร ทรงมีจิตศรัทธา ทรงถวายอุทยานเวฬุวันพร้อมสร้างเป็นวัดเพื่อให้พระผู้มีพระภาค และภิกษุสงฆ์สาวก ได้อาศัยเจริญสมณะธรรม กาลต่อมา คืนวันหนึ่ง องค์ราชาพิมพิสารขณะที่ทรงกำลังบรรทม พลันทรงได้ยินเสียงร้องโหยหวนอันน่ากลัวปรากฎขึ้นภายในพระราชวัง
เช้าขึ้นพระราชาพิมพิสาร จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค แล้วทรงกราบทูลถามถึงที่มาของเสียง ว่าเป็นเสียงอะไร ทำไมถึงได้โหยหวนน่าสะพรึงกลัวเช่นนั้น
องค์สมเด็จพระบรมสุคตเจ้า จึงทรงมีพุทธฏีกาตรัสว่า ดูก่อนมหาบพิตรทรงอย่าได้หวาดกลัวไปเลย เสียงที่ทรงได้ยินนั้นจะไม่เป็นผลร้ายอันใดแก่พระองค์เลย แล้วทรงเล่าเหตุที่มาของเสียงเหล่านั้นให้แก่พระราชาพิมพิสารได้ทรงสดับ ความว่า
อดีตกาลนั้นย้อนหลังจากนี้ไป ๙๒ กัป พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าพระปุสสะสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงได้รับทูลอาราธนาจากพระราชาผู้ครองนครราชคฤห์ในอดีต ให้เสด็จประทับอยู่ในพระราชอุทยานพร้อมภิกษุสงฆ์บริวารอีก ๕๐๐ รูป เพื่อที่จะถวายภัตตาหาร เหตุการณ์ได้ดำเนินอยู่เช่นนี้เป็นเวลาหลายวัน จวบจนพระราชบุตรทั้ง ๓ ขององค์ราชา ได้ทูลขออนุญาตแก่พระบิดา เพื่อที่จะมีโอกาสถวายทานแก่พระปุสสะพุทธเจ้าและหมู่สงฆ์ ด้วยพระองค์เองบ้าง
ราชาราชคฤห์ จึงทรงอนุญาตให้พระราชบุตรทั้ง ๓ ทำการถวายทานแก่พระปุสสะพระพุทธเจ้าและหมู่สงฆ์ทั้งหลายได้
พระราชบุตรทั้ง ๓ จึงได้ไปชวนขุนคลัง (ซึ่งก็คือพระราชาพิมพิสารในชาติปัจจุบัน) ให้มารวมจัดหาอาหารทั้งคาวและหวาน ขุนคลังพอได้รับหน้าที่ให้เป็นหัวหน้าจัดหาอาหารเลี้ยงพระ จึงชักชวนบรรดาญาติๆ ของตน ให้มาช่วยทำอาหารเลี้ยงพระ ต่างฝ่ายต่างก็ช่วยกันเป็นที่โกลาหล ขยันขันแข็ง ใหม่ๆ ตอนช่วงแรกๆ บรรดาญาติ ของขุนคลัง ก็ยังปฏิบัติตนดีอยู่ แต่พอเวลาล่วงเลยไป ชักเกิดความประมาท แอบบริโภคอาหารก่อนพระภิกษุสงฆ์เสียบ้าง แอบขโมยอาหารที่เขาทำไว้เพื่อถวายแก่พระพุทธเจ้า และหมู่สงฆ์ไปเลี้ยงลูกเมียและญาติของตนเสียบ้าง บรรดาญาติๆ ของขุนคลังแอบทำผิดอยู่เช่นนี้เป็นนิตย์ ด้วยความละโมบ
<!--IBF.ATTACHMENT_6199-->
<!--IBF.ATTACHMENT_6200-->
มดเอ๊ก
02-04-2008, 02:44 PM
กาลต่อมา พระราชบุตรทั้ง ๓ และขุนคลัง กับบรรดาญาติบริวารตายลง
พระราชบุตรทั้ง ๓ และขุนคลัง ตายแล้วได้ไปเสวยสุขอยู่บนสวรรค์ มีวิมานอันเรืองรองและโภคทรัพย์อันประณีตเลิศรสมากมายเป็นเครื่องอยู่ ส่วนบรรดาญาติๆ และบริวารของขุนคลัง ที่แอบขโมยอาหารของพระภิกษุสงฆ์ ต้องไปบังเกิดในขุมนรกสิ้นกาลช้างนาน ครั้นพ้นจากนรกนั้นแล้ว ก็ได้ไปบังเกิดเป็นเปรต จำพวก ปรทัตตูปชีวี คือเปรตจำพวกมีผลบุญของญาติเป็นอาหาร
ปรทัตตูปชีวีเปรต เป็นเปรตที่มีเศษอกุศลอันเบาบาง จึงมีจิตอันระงับทุกข์โศกได้บางขณะ จึงมีโอกาสรับรู้บุญที่หมู่ญาติอุทิศให้ เมื่อรับรู้แล้วอนุโมทนาผลบุญนั้นๆ ความอดอยาก ยากแค้น ก็จะบรรเทาเบาบาง หรือหายไปสิ้น ด้วยเดชบุญของญาติ
แต่ถ้ายังมิได้มีญาติระลึกถึง ไม่อุทิศผลบุญให้ เปรตจำพวกนี้ ก็จะซัดเซพเนจร เร่ร่อน แสวงหาผลบุญจากหมู่ญาติคนต่อๆ ไป ถ้ายังมิได้ก็จะเวียนกลับมา รอใหม่ วนเวียนอยู่ใกล้ๆ หมู่ญาติ ด้วยความหวังว่า
เมื่อใด ญาติของเรา ทำบุญกุศลแล้ว เขาคงอุทิศให้แก่เราบ้าง แต่เมื่อญาติทำบุญแล้วมิได้อุทิศผลบุญให้ หมู่เปรตพวกนี้ ก็จะเดินวนเวียนไปมา ด้วยความผิดหวัง หิวกระหาย ทุรนทุราย บางทีถึงกับเป็นลมล้มลงหมดสติไป ครั้นพอมีลมพัดมากระทบกาย ก็ฟื้นคืนสติมาได้แล้วคิดปลอบใจตนเองว่า
วันนี้ญาติเราระลึกไม่ได้ว่ามีเรา คราวต่อไปเขาคงจะระลึกได้
เมื่อทำบุญกุศล เขาคงจะอุทิศผลบุญให้เรา ในคราวหน้า และแล้วเปรตนั้น ก็ทนอดอยาก หิวกระหายต่อไป ด้วยความหวังว่า สักวันเราจะได้อาหารจากหมู่ญาติที่ระลึกถึง
<!--IBF.ATTACHMENT_6200-->
มดเอ๊ก
02-04-2008, 02:44 PM
ปรทัตตูปชีวีเปรต ผู้เป็นญาติของพระราชาพิมพิสาร ได้รอคอยผลบุญของพระราชาพิมพิสาร ด้วยความอดอยาก หิวกระหาย
จนกาลเวลาล่วงเลยมาจนถึง พระพุทธเจ้ากกุสันโธสัมมาสัมพุทธเจ้า หมู่ชนผู้คนทั้งหลายพอได้ฟังพระสัทธรรม ที่พระพุทธองค์ทรงแสดง ก็บังเกิดปีติโสมนัสยินดี มีศรัทธาที่จะบริจาคทานถวายปัจจัย ๔ แก่หมู่สงฆ์ ซึ่งมีพระกกุสันโธพุทธเจ้าเป็นประมุข แล้วแบ่งผลบุญอุทิศให้แก่หมู่ญาติของตนที่ล่วงลับไปแล้ว
ฝูงเปรตปรทัตตูปชีวี บางพวกที่ได้รับผลบุญของญาติ ก็แสดงความชื่นชมโสมนัสยินดี ดุจดังบุรุษสตรีผู้เดินทางมากลางทะเลทราย อดอยากและกระหายน้ำเป็นกำลัง ครั้นเดินมาเจอแหล่งน้ำและอาหารก็ลิงโลดยินดีเปล่งสาธุการ ฝูงเปรตเหล่านั้นก็ยกมือประนมเหนือเศียรเกล้า กล่าวสาธุรับผลบุญของญาติที่อุทิศส่งให้ แล้วได้พ้นจากอัตภาพของเปรตชนิดนั้นไปบังเกิดตามแต่บุพกรรมของตนๆ แสนสาหัสจึงชวนกันไปเฝ้า พระพุทธเจ้ากกุสันโธสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วทูลถามขึ้นว่า
หมู่ญาติ ของพวกข้าพระบาท จักระลึกถึงและอุทิศผลบุญให้พวกข้าพระบาทพ้นจากอัตภาพเปรตนี้เมื่อใดพระเจ้าข้า
สมเด็จพระบรมศาสดา กกุสันโธพุทธเจ้า จึงทรงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า
"ดูก่อนผู้จมทุกข์ แม้สิ้นกาลในศาสนาของเรา ท่านทั้งหลายก็ยังไม่พ้นอัตภาพของเปรต จวบจนเราตถาคตนิพพานไปแล้วสิ้นเวลานานจนแผ่นดินสูงขึ้นได้ ๑ โยชน์ ปรากฏพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า โกนาคมนะพุทธเจ้า พวกท่านทั้งหลายจงไปถามพระพุทธโกนาคมนะ พระองค์นั้นเถิด"
จำเนียรกาลหลังจากสูญสิ้นศาสนา ของพระกกุสันโธพุทธเจ้าแล้ว กาลล่วงเลยมานับเป็นเวลาพุทธันดรหนึ่ง (เวลาระหว่างพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งกับอีกพระองค์หนึ่งบังเกิดขึ้น) ลุถึงศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโกนาคมนะ หมู่เปรตเหล่านั้นก็เข้าไปทูลถาม องค์สมเด็จพระโกนาคมนะสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงมีพุทธฎีกาตรัสว่า
แม้สิ้นศาสนาของเรา ท่านทั้งหลาย ก็ยังมิได้พ้นจากอัตภาพเปรตจวบจนแผ่นดินสูงขึ้นอีก ๑ โยชน์ จักปรากฏพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปพุทธเจ้า ขอท่านทั้งหลายจงรอทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นเทอญ
<!--IBF.ATTACHMENT_6201-->
มดเอ๊ก
02-04-2008, 02:45 PM
ปรทัตตูปชีวีเปรต ผู้เป็นญาติของพระราชาพิมพิสาร ได้รอคอยผลบุญของพระราชาพิมพิสาร ด้วยความอดอยาก หิวกระหาย
จนกาลเวลาล่วงเลยมาจนถึง พระพุทธเจ้ากกุสันโธสัมมาสัมพุทธเจ้า หมู่ชนผู้คนทั้งหลายพอได้ฟังพระสัทธรรม ที่พระพุทธองค์ทรงแสดง ก็บังเกิดปีติโสมนัสยินดี มีศรัทธาที่จะบริจาคทานถวายปัจจัย ๔ แก่หมู่สงฆ์ ซึ่งมีพระกกุสันโธพุทธเจ้าเป็นประมุข แล้วแบ่งผลบุญอุทิศให้แก่หมู่ญาติของตนที่ล่วงลับไปแล้ว
ฝูงเปรตปรทัตตูปชีวี บางพวกที่ได้รับผลบุญของญาติ ก็แสดงความชื่นชมโสมนัสยินดี ดุจดังบุรุษสตรีผู้เดินทางมากลางทะเลทราย อดอยากและกระหายน้ำเป็นกำลัง ครั้นเดินมาเจอแหล่งน้ำและอาหารก็ลิงโลดยินดีเปล่งสาธุการ ฝูงเปรตเหล่านั้นก็ยกมือประนมเหนือเศียรเกล้า กล่าวสาธุรับผลบุญของญาติที่อุทิศส่งให้ แล้วได้พ้นจากอัตภาพของเปรตชนิดนั้นไปบังเกิดตามแต่บุพกรรมของตนๆ แสนสาหัสจึงชวนกันไปเฝ้า พระพุทธเจ้ากกุสันโธสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วทูลถามขึ้นว่า
หมู่ญาติ ของพวกข้าพระบาท จักระลึกถึงและอุทิศผลบุญให้พวกข้าพระบาทพ้นจากอัตภาพเปรตนี้เมื่อใดพระเจ้าข้า
สมเด็จพระบรมศาสดา กกุสันโธพุทธเจ้า จึงทรงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า
"ดูก่อนผู้จมทุกข์ แม้สิ้นกาลในศาสนาของเรา ท่านทั้งหลายก็ยังไม่พ้นอัตภาพของเปรต จวบจนเราตถาคตนิพพานไปแล้วสิ้นเวลานานจนแผ่นดินสูงขึ้นได้ ๑ โยชน์ ปรากฏพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า โกนาคมนะพุทธเจ้า พวกท่านทั้งหลายจงไปถามพระพุทธโกนาคมนะ พระองค์นั้นเถิด"
จำเนียรกาลหลังจากสูญสิ้นศาสนา ของพระกกุสันโธพุทธเจ้าแล้ว กาลล่วงเลยมานับเป็นเวลาพุทธันดรหนึ่ง (เวลาระหว่างพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งกับอีกพระองค์หนึ่งบังเกิดขึ้น) ลุถึงศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโกนาคมนะ หมู่เปรตเหล่านั้นก็เข้าไปทูลถาม องค์สมเด็จพระโกนาคมนะสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงมีพุทธฎีกาตรัสว่า
แม้สิ้นศาสนาของเรา ท่านทั้งหลาย ก็ยังมิได้พ้นจากอัตภาพเปรตจวบจนแผ่นดินสูงขึ้นอีก ๑ โยชน์ จักปรากฏพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปพุทธเจ้า ขอท่านทั้งหลายจงรอทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นเทอญ
<!--IBF.ATTACHMENT_6201-->
มดเอ๊ก
02-04-2008, 02:46 PM
ครั้นกาลเวลาเนิ่นนานมา จนสิ้นสุดศาสนาของพระมหามุนีกัสสปะพุทธเจ้า วันคืนผันผ่านไปนานแสนนาน จนแผ่นดินสูงขึ้นอีก ๑ โยชน์ จนมาถึงกาลศาสนาของเราสมณโคดม ญาติของหมู่เปรตเหล่านั้นก็ได้บังเกิดมาเป็น องค์มหาบพิตรพิมพิสารราชา เมื่อพระองค์ทรงถวายอุทยานแล้วสร้างอารามเวฬุวันถวายแก่ตถาคตและหมู่สงฆ์ แต่มิได้อุทิศผลบุญนั้นให้แก่หมู่ญาติเปรตผู้ได้รับความทุกข์ยากลำบากมาช้านาน เปรตเหล่านั้นจึงมาส่งเสียงร้องเพื่อขอส่วนบุญ
เมื่อองค์ราชาพิมพิสาร ทรงสดับพุทธฎีกาดังนั้น จึงทรงทูลถามว่าข้าพระองค์จักถวายทานในวันรุ่งขึ้น แล้วแบ่งบุญให้แก่หมู่เปรตเหล่านั้นจักได้รับส่วนบุญหรือไม่พระเจ้าข้า
พระบรมศาสดาทรงตรัสตอบว่า ได้ซิมหาบพิตร
พระราชาพิมพิสาร จึงทูลอาราธนาพระบรมศาสดาให้เสด็จพร้อมหมู่สงฆ์ เข้าไปรับทานในพระราชวังในวันรุ่งขึ้นแล้วจึงเสด็จกลับ
พอถึงเวลารุ่งเช้า องค์สมเด็จพระบรมสุคตเจ้าพร้อมหมู่สงฆ์ จึงเสด็จไปยังพระราชฐาน ของพระเจ้าพิมพิสาร เพื่อรับมหาทาน
องค์ราชาพิมพิสาร พร้อมบริวาร ได้ทรงให้การถวายสักการะต้อนรับพระผู้มีพระภาคและสงฆ์บริษัทเป็นอย่างดียิ่ง ด้วยความเลื่อมใสศรัทธาทรงถวายฐานียะโภชนาหารอันประณีต แต่ละอย่างล้วนเลิศรส ทั้งคาวและหวาน
เมื่อพระผู้มีพระภาคและหมู่สงฆ์ ทรงทำภัตรกิจเสร็จแล้ว ทรงแนะให้พระราชาพิมพิสาร ทรงหลั่งน้ำอุทิศผลบุญแก่หมู่เปรตด้วยคำว่า
อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหตุ ญาตะโย
ขอผลบุญนี้ จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า
ขอญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า จงเป็นสุข เป็นสุข เถิด
<!--IBF.ATTACHMENT_6235-->
มดเอ๊ก
02-04-2008, 02:46 PM
ครานั้นพระบรมสุคตเจ้า ได้ทรงเนรมิต ให้องค์ราชาพิมพิสารและบริวารได้เห็นเปรตทั้งหลาย ว่าเมื่อได้รับผลบุญจากญาติอุทิศให้แล้ว มีสภาพเช่นไร
เมื่อพระราชาพิมพิสาร ทรงหลั่งน้ำ ขณะนั้นสระโบกขรณีอันประกอบด้วยดอกปทุม ก็บังเกิดแก่บรรดาเปรตเหล่านั้น ให้ได้ดื่มกิน อาบชำระล้างร่างกาย บรรเทาความกระหาย หมดความกระวนกระวายลงไปด้วยพลัน อีกทั้งยังมีผิวพรรณเหลืองอร่ามดุจทองเนื้องามดูแล้วเจริญตา ร่างกายที่พิกลพิการก็กลับคืนดังคนปกติที่งามสง่า
อีกทั้งยังได้รับความซึมซาบ จากอาหารทั้งคาวและหวานที่เป็นทิพย์ทำให้ร่างกายที่ผอมแคระแกร็น ก็กลับกลายมีน้ำมีนวลอ้วนพี มีความสุข อิ่มเอิบ ที่ได้รับซึมซาบจากรสอาหาร
ฝูงเปรตเหล่านั้น แม้จะมีสภาพร่างกายที่ผ่องใสเป็นสุข แต่ก็ยังมิได้มีผ้านุ่งผ้าห่ม องค์ราชาพิมพิสาร จึงได้ทูลถามพระบรมสุคตเจ้าว่าจะทำประการใด
องค์สมเด็จพระบรมสุคตเจ้า จึงทรงมีพุทธฎีกาตรัสว่า ให้ถวายผ้าสบงจีวร และผ้านิสีทนะ แก่พระภิกษุสงฆ์
พระราชาพิมพิสาร มีรับสั่งให้บริวาร จัดหาผ้านุ่ง ผ้าห่ม ผ้ารองนั่งนำมาถวายแก่ภิกษุสงฆ์ ซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข แล้วทรงอุทิศผลบุญนั้นให้แก่บรรดาหมู่เปรตทั้งหลาย
ผลบุญอันนั้น ทำให้บังเกิดเครื่องนุ่งห่ม ที่นอน ที่นั่งอันเป็นทิพย์พร้อมวิมานที่ปรากฎบนอากาศแก่เปรตเหล่านั้น
เปรตเหล่านั้น เมื่อได้รับผลบุญของญาติ แล้วจึงเปล่งสาธุการ พากันเข้าไปอยู่ยังวิมานที่ปรากฏอยู่บนอากาศ
<!--IBF.ATTACHMENT_6236-->
มดเอ๊ก
02-04-2008, 02:47 PM
พระราชาพิมพิสาร ครั้นได้เห็นอานิสงส์ในการให้ทาน และอุทิศผลบุญแก่บรรดาหมู่เปรตที่เป็นญาติ ทำให้ผู้จมทุกข์มีความสุขเห็นปานนี้ทรงมีความรื่นเริงยินดี เลื่อมใสศรัทธาในการทำทานมากยิ่งขึ้น จึงทรงทูลอาราธนาพระบรมศาสดาและภิกษุสงฆ์ มารับทานต่ออีก ๗ วัน
พระบรมศาสดาพร้อมหมู่สงฆ์ เมื่อได้ทรงฉลองศรัทธา แก่องค์ราชาพิมพิสารสิ้นเวลา ๗ วันแล้ว จึงทรงกล่าวอนุโมทนาคาถาว่า
การทำบุญ เพื่ออุทิศผลบุญแก่เปรตนั้น ชื่อว่าเป็นการบูชาญาติอย่างยิ่ง
พวกเปรตเมื่อได้รับผลบุญแล้ว ย่อมพ้นจากอัตภาพของเปรตในทันที
<!--IBF.ATTACHMENT_6237-->
มดเอ๊ก
02-04-2008, 03:03 PM
อยากทราบบทสวดมนต์เพื่ออุทิศแก่เปต ต้องสวดว่าอย่างไร นอกจากการสวดมนต์แล้ว ต้องปฏิบัติอย่างอื่นใดอีกหรือไม่ ขอผู้รู้โปรดแนะนำด้วยครับ
บทมี หลายบท ดีที่สุดคือ เราเข้าใจความหมายมัน ไม่ต้องบาลีก็ได้ ถ้าไม่ถนัด
ไม่ชอบยาวๆ เอาแค่ ไม่กี่ประโยค สั้นๆ เข้าใจความหมาย ตั้งจิตส่งไปเลย
หรือ เอ่ยปาก อธิษฐานแผ่ไป กรวดน้ำไป ใจ ถึง ใจ
บางครั้ง เราจำบทไม่ได้ พูดปากเปล่า ไปเลย แล้วตั้งจิตส่งไป
คนทั่วไปๆ จะไม่ค่อยปฏิบัติธรรม แต่ จะชอบทำบุญกัน ทำบุญ
ที่ได้ อานิสงค์ หนักๆ คือ สังฆทาน และ วิหารทาน ซึ่ง
พอกรวดน้ำ แผ่ไปเขาก็ได้ ครับ
แต่ที่ได้ อานิสงค์มากกว่า คือ ปฏิบัติบูชา กรรมฐาน วิปัสสนา ฝึกจิต
พอจิตมีกำลัง ก็อธิษฐานจิต แผ่เมตตาให้เขา แผ่บ่อยๆ ปฏิบัติบ่อยๆ
คือ ตัวเราต้องมี ทุนก่อน มีเงินก่อน จะให้เขาครับ
หลวงพ่อพุธ ฐานิโย ท่านสอนว่า เวลาปฏิบัติสมาธิ ให้
แผ่เมตตา ให้ตัวเราก่อน พอ จิตเรามีกำลัง เราแข็งแรง
แล้วค่อย แผ่ให้คนอื่นเขา
vBulletin® v3.7.4, ลิขสิทธิ์ ©2000-2009, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด