PDA

View Full Version : ความศักดิ์สิทธิ์ของการสวดพระคาถาชินบัญชร ประสพการณ์แปลกๆที่เจอ(อ่านด้วยการพิจารณา)


Kamen rider
02-02-2008, 03:32 PM
วันนี้หลวงพ่อเจ้าอาวาสได้เข้ามาอบรมธรรมที่โบสถ์ แต่คำพูดส่วนใหญ่ล้วนพุ่งเป้ามาที่ผมตลอด ผมได้แต่รับฟังด้วยจิตเบิกบานในธรรม

"คำว่าตายแล้วฟื้น เอามาใช้กับคนที่ถอดจิตออกก็ไม่ได้แตกต่างกันเท่าไหร่หรอก จิตที่ออกจากกายครูอาจารย์ต่างเรียกกันหลายชื่อ กายฝัน กายวิญญาน กายทิพย์ กายญานทัศนะ ธรรมกาย อทิสมานกาย แล้วแต่จะเรียกกัน

เพียงแต่ว่า วิญญานที่อาศัยกายอยู่จะมีเส้นเล็กๆที่มีพลังอำนาจผูกติดไว้อยู่เรียกว่าต่อให้เอาช้างมาฉุดก็ดึงวิญญานออกจากกายไม่ได้ดอก กรรมที่มันสิ้นไปจากภพเท่านั้นถึงทำให้เกิดการจุติจิตใหม่ เจ้าเส้นใยเล็กละเอียดนี้ถึงจะขาดไปเรียกว่าสิ้นอายุขัย แต่ไม่ไช่วิญญานนี้ออกจากร่าง และไปเกิดหรอก

มันง่ายไป สันตติที่สืบต่อจะมีกรรมที่แฝงกับกรรมใหม่ตลอดเวลา มันได้สร้าง แหล่งและสถานที่ต่างๆ บุคคล เตรียมลองรับเอาไว้หลายรูปแบบ ทุกอย่างอยู่ที่กรรมเป็นตัวกำหนดจะไปภพภูมไหนมันได้สร้างรอเอาไว้หมดแล้ว นรก สวรรค์ มนุษย์ เปรต อสูรกาย
สัตว์เดรฉาน

เพราะวันๆ เราสร้างรูปแบบแห่งกรรมเอาไว้อยู่ตลอดเวลา สันตติตัวสุดท้ายตอนดับออกจากกายจะเป็นตัวบ่งชี้ก็เท่านั้นเอง ครูอาจารย์สายพระป่า ท่านให้เจริญสมาธิให้ดีก่อน
ให้รู้จักสมาธิ ให้รู้ฐานของมัน เมื่อทำได้ดีแล้ว ก็ให้หันไปเจริญสติ โดยใช้สมาธิทำให้จิตตั้งมั่น

การปฏิบัติ์ธรรมต่างๆก็ดีทั้งนั้น แต่สมาธิที่เจริญ ขึ้น และเสื่อมลง ก็เป็นไตรลักษณ์ เพื่อยกเอามาพิจารณาเท่านั้น ไม่มีว่าสิ่งไหนดี สิ่งไหนแย่หรอก เพราะไม่มีสิ่งไหนที่จับต้องได้และไปเปลียนแปลงให้ตามใจปรารถนาได้ดอก

นิวรณ์ เกิดกับจิตทั้งวัน ให้ตามรู้ตามดู วิปัสสนาเริ่มต้นให้ทำง่ายๆจากวิปัสสนาอนุบาลก่อน ทำให้ผ่านใน1นาที และเพิ่มขึ้นไปเรือยๆ การทำดีไม่ยากดอก ยากเพราะจิตไปติดอารมณ์ และสร้างอารมณ์ร่วมก็แค่นั้น อินทรีย์ทั้งห้า เจริญให้มาก ขันธ์ทั้งห้าดูให้หนัก

" ชัชวาล ญานคือความรู้แจ้ง วิปัสสนาคือปัญญาที่เข้าไปเห็นความจริงแท้ ขอให้สำรวมกาย วาจา และใจ ให้มั่น เพื่อระลึกสติอยู่เสมอ สมาธิจะช่วยได้มาก เหนื่อยนักก็พักบ้าง
อย่าตึงเครียด อย่าให้นิวรณ์มาครอบงำจิต กาย เวทนา จิต ธรรม เท่านั้นที่ให้พิจารณา" ผมคิดในใจว่าแล้วณานมันเป็นอย่างไรนะ

" ณาน เป็นการเพ่งจิต พิจารณาอย่างจดจ่อ ในอารมณ์อย่างเดียวจนสงบ มีปฐมณาน ทุติยณาน ตติยณาน ได้ไปถึงณาน4ก็วาสนาบารมีเดิม แต่ต่อให้ละเอียดขนาดไหนออกมาก็ไม่สิ้นทุกข์ดอก ชัชวาล" ผมมองหลวงพ่อ แบบทึ่งๆ ในการที่หยั่งดูจิตของผม ขอลองของอีกที ผมใช้จิตเพ่งไปที่หลวงพ่อต่อ แล้วสมาธิละครับ

" สมาธิ" แค่หลวงพ่อพูดผมก็ขนลุกแล้ว เจอของจริงละทีนี้
" สมาธิ มีความหมายมากกว่าณานนะ สมาธิ เป็นความสงบทางใจขั้นต่ำชั่วขณะหนึ่งไปจนสูงที่สุด คือขณิกสมาธิ สงบนิดหน่อย อุปจารสมาธิ สงบจนใกล้ณานแล้ว อัปปนาสมาธิ สงบแบบแน่วแน่กลายเป็นณานไปแล้ว

เมื่อพิจารณาเพื่อหยั่งจิตดูในความละเอียดต่อ สมาธิจะเริ่มเข้าสู่ สุญญตสมาธิ คือว่างโปร่ง โล่งจนหาที่สุดไม่ได้ ชัชวาลเคยทำมาก่อนนิ อนุโมทนานะ" ผมเคยทำได้ช่วงแรกๆ หลวงพ่อก็รู้ด้วยแฮะ ชักจะหนาวๆไงชอบกล

" เมื่อสมาธิลึกลงไปอีก จะเป็นอนนิมิตตสมาธิ จะเกิดความสงบอย่างหาที่สุดไม่ได้ เรียกว่าหาอารมณ์ปรุงแต่งไม่ได้เลย
และสมาธิตัวสุดท้าย ที่ในปัจจุบันหาคนทำได้ยากมากที่สุดคือ อัปปนิหิตสมาธิ ทุกอย่างจะมารวมตัวกันในฐานนี้ สมาธินี้มีได้แต่คนบางคน สงบที่เรียกว่าหาความสงบอย่างนี้ไม่มี
ทั้งไม่มีที่ตั้ง และไม่รู้จะตั้งอยู่ตรงไหน" หลวงพ่อพูดยิ้มๆ และหันมาถามผมว่า

" ชัชวาลอยากได้ไม๊ลึกขนาดนี้นะ แต่ต้องบวชกับหลวงพ่อตลอดชีวิตนะ จะสอนให้" หลวงพ่อพูดเสร็จ พระในโบสถ์ สิบกว่ารูปก็หัวเราะกันใหญ่ ผมก็อดหัวเราะไม่ได้
" เอาไว้ก่อนครับหลวงพ่อ กลัวใจเลย เดี๋ยวไม่สึกขึ้นมา หลวงพ่อจะปวดหัวนะครับ" หลวงพ่อยิ้มน้อยๆเหมือนเคย

หลวงพ่อเจ้าอาวาสมักจะมานำสวดมนต์ตลอด และหลังจากนั้นก็จะอบรมณ์ธรรมให้อยู่เสมอ ช่วงนี้มีพระเข้าพรรษามาอยู่สิบกว่ารูป หน้าที่ปลุกพระ ก็ชัชวาลเหมือนเดิมตี4 แต่วันนึงระฆังมันดังเองตอนตี2 ใครหนอจะมาปลุกพระทั้งวัดตอนตี2 และนี่เล่นตีกระหน่ำซัมเมอร์เซล รัวไม่ยั้งเลย

จนต้องเดินออกมาจากโบสถ์มาดูที่ศาลาที่ทางบ้านได้สร้างถวายไว้ ก็ปรากฏว่า ทั้งมืดและไม่มีผู้ใด๋ อยู่ที่บริเวรนั้นเลย แว๊ก พระก็กลัวผีนะ ผมต้องรีบจ้ำกลับไปที่โบสถ์ อู๊ย วัดป่าวัดดอย มีอะไรแปลกๆจริงน้อ ขอตัวทานข้าวกลางวันก่อนเดี๋ยวมานะครับ


ภาค 1

http://larndham.net/index.php?showtopic=27891&st=52

Kamen rider
02-02-2008, 03:36 PM
" อ้องไม่ห่วงกายเนื้อเหรอ ออกมานานๆจะมีปัญหาไม๊" เทพติ๊กถามผมด้วยความเป็นห่วงกลัวผมจะกลับเข้าร่างไม่ได้ ถ้าครั้งแรกที่เข้าร่างไม่ได้ตอนนั้นนะบอกตรงๆ ว่าต๊กกะจาย หัวใจหล่นตุ๊บไปที่ตาตุ่ม นึกอย่างเดียวว่า เรียบร้อย ซี้ม่องเท่ง แต่ตอนนี้เป็นผู้ชำนาญ

เข้าไม่ได้นึกถึงคุณพระพุทธ แป๊บเดียวก็เข้าช่องโพลงเดิม กายมันเป็นคูหาของจิต จิตมันยึดกายเพราะตัณหาเป็นสายใยผูกติด ไปไหนไม่ต้องกลัวหรอกมันกลับของมันเอง ก็บ้านมันนั้นแหละ ยังลื้อไม่เป็น

." ติ๊ก อ้องบอกตรงๆนะ มีแต่คำถาม เพราะอ้องไม่ได้เป็นเทพยดา และติ๊กก็ไม่ต้องสนใจถังส้วม(กาย) ของอ้องหรอก ปล่อยให้มันนอนในห้องแหละดีแล้ว

การออกมาของอทิสมานกายมีอยู่สามอย่างที่อ้องรู้นะ เพราะเป็นสิ่งที่ทำได้อยู่ ออกด้วยอำนาจของพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆ์คุณ ท่านผลักออกตอนอ้องใช้คาถาชินบัญชรแบบไม่รู้ตัว ออกอย่างที่สอง ตรงอุปปจารสมาธิ เหมือนมโนใจ เราส่องกระจกตรงหน้า

เห็นตัวตนอีกคนของเราแล้วเนรมิตด้วยการนึกน้อมให้มีสติออกไปปรากฏ จิตที่มีกำลังด้วยสติที่รวมแต่ละขณะในอุปจารสมาธิ จะไปรวมตัวด้วยการนึกน้อมและปรากฏโดยทิ้งสัญญาที่รูปกายเนื้อ ไปทำสัญญาที่นอกกาย แต่ตรงนี้ไปไม่นาน ไปไม่ไกล

ที่อ้องกำลังคุยกับติ๊กอ้องใช้กำลังของฌานออกมา จริงๆวิธีในตำรามีหลายวิธี
แต่อ้องมัน โน้มเข้าหาสติ พอดูกำลังของฌานตัวเองมันก็ลุกออกมาเหมือนลุกแบบปกตินั้นแหละ แต่ตรงนี้ จะนานกี่วันก็ไม่ต้องห่วงกายมันหรอกติ๊ก

อำนาจของฌานจะรักษากาย ส่วนอทิสมานกายเนี่ยที่ออกมาจะมีกำลังมาก คุยไปนะอย่าพึ่งรีบกลับหละ" เทพติ๊กพยักหน้า ก็ได้

" ติ๊ก ถามตรงประเด็นก่อน สวรรค์อยู่ตรงไหน ติ๊กมีตาของเทพ ติ๊กมองเห็นมนุษย์
ไม่เหมือนมนุษย์มองกันแน่คือเห็นแต่กายเนื้อ รัศมีของมนุษย์และเทพก็แตกกต่าง ที่อ้องเห็นของติ๊ก รัศมีของแสงกับประกอบด้วยสีสรรหลายอย่าง และรูปวงของแสงก็ไม่เหมือนกัน

ที่สำคัญนะติ๊ก อ้องเคยเห็นด้วยตาเนื้อ รัศมีของเทพที่สถิตย์ที่องค์พระประธาน มีสีสรรที่แตกต่างกัน ตามนุษย์มองเห็นแสงก็คือความสว่าง แต่อ้องที่สัมผัสมา รัศมีกลับเป็นประกายเป็นรูปแสงแบบแท่งๆคล้ายรูปดวงดาวก็มี คล้ายเม็ดๆแหลมๆเรียวๆก็มี เป็นสีรุ้งประกายประกอบไปด้วยเม็ดแสงที่แตกต่างกันก็มี

ที่สัมคัญนะติ๊ก เรื่องสีนี่สงสัยที่สุด สีที่ออกมาจากกายมนุษย์ตรึมและประกอบกับความหม่นหมองของสี ตั้งแต่หยาบ กลาง ละเอียด อยู่ทีคุณธรรมของจิต แต่ของปวงเทพสีก็เหมือนมนุษย์แต่สีไม่เยอะ ที่สำคัญสีเหมือนกับเป็นสีนวลเป็นประกาย

อ้องเชื่อนะว่าปวงเทพนะมองมนุษย์ด้วยลักษณะของรัศมีและสีสรร นี่คือ นิสัยของมนุษย์แต่ละคนที่แสดงออกมาเลย ปิดบังท่านไม่ได้หรอกเพราะท่านไม่ได้มองที่กายเนื้อ
ท่านมีตาทิพย์ ต่างจากมนุษย์ ที่จะรู้กันว่าคนนี้มีนิสัยอย่างไรต้องอยู่ใกล้ชิดกัน"

เทพติ๊กมองผมแบบแปลกๆ จอมสังเกตในรายละเอียด กำลังจะอ้าปากอธิบาย ผมก็ยกมือห้ามต่อเพราะยังมีคำถามอีกเยอะเดี๋ยวลืม

" มีอีกอย่าพึ่งตอบ ถามต่ออีก สสารวัตถุนะประกอบไปด้วยพลังงาน ธาตุต่างๆประกอบไปด้วยอะตอมหรือปรมาณู เช่นธาตุอ๊อกซิเย็นก็มีหนึ่งปรมาณู ธาตุของไฮรโดรเย็นก็มีหนึ่งปรมาณู สสารและพลังงานเมื่อมีการสั่นสะเทือนย่อมเกิดการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น

อ้องเชื่อว่าเป็นอินทรีย์ธาตุ จิตก็เป็นพลังงานชนิดหนึ่ง เมื่ออ้องทำสมาธิจะเกิดพลังงานชนิดหนึ่งเมื่อจิตรวมตัวแม้แต่สมาธิที่เกิดขึ้นจะรู้สึกว่ามีกำลังทางกายและใจอยู่ภายในของมัน

การสั่นสะเทือนของจิตมีตั้งแต่อย่างหยาบไปจนละเอียด อ้องขอใช้ว่าการสั่นสะเทือนของจิตนะ เพราะเกิดผัสสะไปกระทบกันที่ทวารต่างๆในทาศาสนาเพราะถ้าเอาในเชิงวิทยาศาสตร์มาแทรกจะยิ่งงงไปใหญ่

จิตที่ไปรับรู้อารมณ์จะเกิดเป็นรูปแบบพลังงานชนิดหนึ่งออกมา คือแสง สี ความหยาบ อย่างกลาง และละเอียด ของแสง สี รวมทั้งรูปวงของแสง ตรงนี้ประหลาดที่สุด

อ้องเชื่อว่าติ๊กให้คำตอบอ้องได้แน่ และอ้องก็อยากรู้ว่ารัศมีของพระประทานเทพองค์นั้นจัดเป็นเทพลักษณะใด เพราะติ๊กก็ปิดอ้องพวกรู้มากไม่ได้หรอก รัศมีของติ๊กมีสีนำเงินประกอบออกมาด้วยแม้จะไม่บริสุทธ์มาก แต่เป็นสิ่งบ่งบอกถึงเทพปัญญา

บอกมาให้หมดห้ามอุ๊บอิ๊บนะหมูอ้วน ไม่งั้นถ้าอ้องตายและถ้าผุดเป็นเทพได้ละก็ถ้าสูงกว่านะ อ้องจะขอเทพผู้ใหญ่เอาติ๊กมาเป็นบริวาร เข้าใจนะ" เทพติ๊กหัวเราะพร้อมผม

" อ้องไอ้นิสัยจอมขู่นี่ ไม่ยอมหายเลยนะ ถ้าถามว่าติ๊กอยู่สวรรค์มานานหรือยัง ติ๊กว่าก็นานโขอยู่ เพราะเวลาผ่านไปช้ามาก ยังไม่ถึงวันเลย คนที่ไม่เข้าใจจริงๆ มาเทียบว่า
อยู่นรกนานและช้ากว่าสวรรค์ สวรรค์เพลิดเพลินจะรู้สึกเร็ว ตรงนี้ขอบอกว่าไม่จริง

ในพระไตรปิฏกอธิบายระยะเวลาที่แน่ชัดอยู่ ถ้าเอาความรู้สึกของมนุษย์มาเป็นเครื่องวัดละก็ผิดหมด

อ้องกะติ๊กเป็นเพื่อนกันไม่ได้เป็นชาติเดียว ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาเยอะมาก สภาวะจิตที่ใกล้กันและเคยสร้างคุณธรรมมาคล้ายกัน ปัญญาเลยมาใกล้กัน นิสัยเลยคล้ายกัน ธาตุที่อยู่ภายใน พลังงาน สสาร จิต คุณธรรม อินทรีย์๕ ต่างก็บำเพ็ญมาอย่างยาวนาน

ทุกคนในโลกที่มาทางธรรม ที่เข้าใจในธรรม เดินทางที่ถูกต้อง มีน้อยแสนน้อย หาได้ยาก คนที่เข้าใจในธรรม จะมีศีลที่ปกติ ละอายและเกรงกลัวต่อบาป ถ้าเป็นพระอริยเจ้าแล้วเรียกว่ายอมตายไม่ยอมผิดศีลทีเดียว

เรื่องสวรรค์อยู่ตรงไหน ติ๊กขออธิบายนิดหน่อย สสารและวัตถุต่างๆมีสิ่งหนึ่งที่เป็นช่องว่างแทรกเอาไว้อยู่ ปรมาณูของสสารและวัตถุธาตุจะเป็นลักษณะของการเหลื่อมๆกันเป็นลักษณะของมิติที่ซ้อน ถ้าถามติ๊กเรื่องของสวรรค์ มนุษย์เข้าใจเป็นชั้นๆสูงขึ้นไป

แต่ปวงเทพนะท่านเห็นว่าเป็นมิติที่เหลื่อมซ้อนๆกัน ไม่ได้อยู่สูงกว่า อ้องลองนึกดูนะ ถ้าอ้องอยู่คอนโดที่เป็นชั้นๆแล้วสูงๆ ปรากฏว่าในชั้นที่สอง มีพระบรมสารีริกธาตุขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ที่ชั้นสอง

อ้องจะยืนเดินนั่งนอนอย่างเป็นสุขไม๊ แล้วที่อ้องถามว่าสวรรค์อยู่ตรงไหนนะ มันก็เป็นมิติที่ซ้อนกับโลกนี่แหละ เป็นภพภูม เป็นโลก มิติของเวลาก็เลยแตกต่างกัน เหมือนอินทรีย์ธาตุยิ่งละเอียด ก็ยิ่งแทรกเข้าไปหาในภพที่ละเอียด

สิ่งนี้เราเรียกว่าผลของจิตที่เสวยกุศล ไม่ว่าอบายภูมก็ซ้อนอยู่กับมิติของโลกเป็นการเสวยกรรมที่เป็นจิตที่หยาบ มนุษย์มีมุมมองของมนุษย์ว่าการตกนรกไม่ต่างกับพวกที่ติดคุกและรับใช้กรรมเหมือนคุกบนโลก เป็นการลงโทษ และทรมานให้สาสม

ตรงนี้ผิดนะอ้อง ถ้าเลือกได้ ยมบาล และผู้คุมท่านไม่อยากทำเลย แต่จิตของสัตว์ที่เสวยกรรมอันแสบร้อนนะ เป็นการที่ตัวเค้าลงโทษตัวเองด้วยเพราะความไม่รู้ พระพุทธองค์ท่านเรียกว่า อวิชชา ความทุกข์มีอยู่ทุกข์ภพ

ถ้าใจยังข้องอยู่กับ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่มีอำนาจเหนือใจ ทุกข์จะมากสุดไปหาน้อยที่สุดอยู่ที่ภพภูม อยู่ที่อินทรีย์ในใจของสัตว์ทั้งหลาย" ผมสาธุเพื่อนที่ให้ความกระจ่าง

ขอส่งงานให้ก่อนครับหลายวันแล้ว มาอ่านเรื่องแสง สี รัศมี วงรูปแห่งรัศมี ที่สำคัญ เจ้าเพื่อนผมเคยมาอนุโมทนาพระอริยบุคคล ที่ท่านได้ พระโสดา อยู่สองครั้ง
ทำไมถึงรู้แล้วทำไมมาอนุโมทนากันเยอะมากเพราะอะไร ทำไมติ๊กถึงบอกอ้องว่า

ภาค 2

http://larndham.net/index.php?showtopic=28939 (http://larndham.net/index.php?showtopic=28939)