PDA

View Full Version : บอกไม่หมดเพื่อผลประโยชน์ได้หรือไม่, การลองใจเป็นบาปไหม


Kamen rider
02-02-2008, 03:13 PM
ถาม – ผมทำการค้า หลายครั้งบอกความจริงกับลูกค้า แต่บอกไม่หมด เหมือนบิดเบือนข้อมูลไป ถือว่าเป็นการผิดศีลเรื่องการพูดปดหรือไม่ครับ?

ถ้าเจตนาเราต้องการกล่อมคนฟังให้ถึงขั้นเข้าใจผิดจากความจริง ก็เรียกว่าเป็นการมุสาทั้งนั้นครับ จะด้วยวิธีบอกทั้งหมดหรือบางส่วน หรือกระทั่งใช้ภาษากายเป็นอุบายล่อตาก็ตาม เจตนาทำให้คนดูหรือคนฟังสำคัญผิดจากความจริงอย่างสิ้นเชิงนั่นเอง คือมุสาวาทเต็มขั้น

กล่าวกว้างๆอย่างนี้ ความจริงในภาคปฏิบัติต้องดูเป็นเรื่องๆด้วยครับ บางทีคุณไม่ได้พูดโกหกแม้แต่คำเดียว ทว่าเจตนานั้นฉ้อฉล ทำให้คนฟังหลงกล กลับความเข้าใจจากดำเป็นขาว จากขาวเป็นดำ อย่างนี้ก็เข้าข่ายมุสาวาท ตรงข้าม แม้คุณไม่พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เช่นพ่อสอนลูกด้วยการอุปมาอุปไมยหรือยกนิทานมาเล่าเป็นการสาธก แต่ลูกเกิดความเข้าอกเข้าใจสัจจธรรมอย่างถูกต้อง อย่างนี้ก็ไม่ถือว่าเข้าข่ายมุสาวาท

ในหลายกรณี ถ้าเราพูดความจริงตามหน้าที่ โดยคิดว่าหน้าที่ของเราให้ข้อมูลเขาได้แค่นี้ ก็ถือว่ารอดตัว ยกตัวอย่างเช่นทีมแพทย์ตกลงกันว่าจะบอกญาติคนไข้ว่าผลการผ่าตัดมีโอกาสสำเร็จต่ำ ทั้งที่นึกๆอยู่ในใจว่าไม่มีทางสำเร็จเลย อย่างนี้ก็ไม่นับเป็นการโกหก เพราะผลยังไม่ปรากฏชัดเจนแน่นอน เป็นเรื่องของอนาคตที่ไม่มีใครรู้จริง

สำหรับพวกที่ต้องติดต่อค้าขายอาจเลี่ยงยาก เพราะไม่ใช่แค่ให้ข้อมูลด้านเดียว แต่มักต้องให้ข้อมูลด้านอื่นที่ผู้บริหารสั่งมาด้วย เริ่มต้นอาจเป็นกตัตตากรรม คือคุณจำใจโกหกตามคำสั่งโดยไม่ยินดี แต่พอทำบ่อยๆจนชิน กลายเป็นความเต็มใจ ในที่สุดก็เป็นกรรมของคุณเองได้ พูดง่ายๆคือใจหมดความรู้สึกผิดเมื่อใด ตรงนั้นคือมุสาวาทเต็มขั้นแล้ว

บางทีอยู่ในโลกก็หลีกเลี่ยงบาปกรรมยากครับ คุณต้องรักษาศีลสะอาดผ่องแผ้วพอจะไปเกิดในสังคมอารยะที่ไม่มีการโกหกเลย เอาเป็นว่าถ้าจำเป็นต้องโกหกก็ขอให้รักษา ‘ความไม่ยินดี’ ไว้ บอกตัวเองว่าเราไม่อยากอยู่ในวงจรแห่งการมุสาเลย วันนี้เราทำเขา วันหน้าก็ต้องโดนเขาทำบ้าง เมื่อใดคุณขาแข็งพอจะปลีกตัวออกมาจากวงจรเดิมๆเสียได้ก็อย่าช้าแล้วกัน

ถาม – ถ้าไม่ได้ตั้งใจแกล้งใครจริงๆ แต่ทำไปเพราะอยากลองใจว่าเขาเย็นจริงไหม หรือถือศีลสะอาดหมดจดจริงหรือเปล่า อย่างนี้จะถือเป็นบาปเวรไหมครับ?

คนเราถ้ายังไม่ใช่คนใจดีมีศีลสัตย์บริสุทธิ์ ก็อาจบอกตัวเองว่าแกล้งลองใจเขา ทั้งที่ใจก็จะเล่นงานเขาจริงๆนั่นแหละครับ ดูง่ายๆ พอลองใจแล้วเห็นเขาไม่ดีจริงก็เกิดความสะใจ เกิดความดูหมิ่นเหยียดหยามทำนองว่าเฮ้ย! ไม่แน่นี่หว่า ไหนว่าเจ๋ง เสร็จแล้วก็ไปเสริมอัตตาตัวเองให้โตขึ้น พองขึ้น ด้วยความคิดว่าตนเหนือกว่าเขา ที่ทำให้เขาหลุดท่าร้ายๆออกมาสำเร็จ คือมองไปว่าตนเองดีเลิศประเสริฐกว่า เข้าใจโลกมากกว่า รู้เห็นรอบด้านมากกว่า อะไรทำนองนั้น นี่แหละความเป็นไปได้ที่กิเลสจะบิดเบือนความจริงให้พร่าเพี้ยน อยากแต่พิสูจน์ใจคนอื่น ใจตัวเองไม่ต้องพิสูจน์ก็ตัดสินเลยว่าดีแท้

ผลของการลองใจที่ชัดเจนประการหนึ่ง คือตัวเองจะโดนลองใจกลับบ้าง เพียงแต่ผู้ลองใจไม่ใช่คนอื่นที่ไหน ทว่าเป็นธรรมชาติกรรมวิบากนั่นแหละครับ ทำนองคุณเคยเตะคนอื่นอย่างไร ธรรมชาติกรรมวิบากก็จะเตะคุณกลับอย่างนั้น คุณจะเต็มใจให้เตะหรือไม่ก็ต้องโดนวันยังค่ำ

โดยส่วนตัว ผมไม่นิยมการลองใจ และไม่เห็นเหตุจำเป็นใดๆต้องไปลองใจ เพราะขณะคิดลองใจ เราเองจะเริ่มมีตัวมุสาโผล่ขึ้นมาเล็กๆแล้ว และถ้าคนอื่นเขารู้ว่าเราแกล้งพูดแกล้งทำเพื่อลองใจ เขาก็อาจเสียความรู้สึก และอาจระแวดระวังเราแทบทุกฝีก้าวตลอดไป เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เราจะนึกขลังลองใจเขาอีก

แต่ละคนอาจมีภาระหน้าที่หรือความจำเป็น อันนี้ผมก็ไม่ทราบนะครับ อย่างเช่นการสัมภาษณ์คนเข้าทำงานยุคใหม่นี่ เห็นว่านิยมลองใจผู้เข้าสัมภาษณ์ด้วยลูกเล่นแปลกๆ เป็นต้นว่าพูดยั่วให้โกรธ หรือมองหัวจดเท้าแล้วหัวเราะหึหึตลอดเวลา ดูซิว่าผู้เข้าสัมภาษณ์จะเก็บอาการได้เพียงใด หรือเกิดปฏิกิริยาฮึดฮัดสักขนาดไหน

ถ้าจำเป็นก็ทำไปเถอะครับ แต่ขอให้สังเกตด้วยว่าความจำเป็นต้องทำกรรมชนิดนั้นบ่อยๆ จะมีผลย้อนกลับมาเข้าตัวบ้างหรือไม่

หลักของกรรมวิบากข้อหนึ่งนะครับ ทำอะไรบ่อยๆ สิ่งนั้นต้องย้อนมาสนองคืนในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเสมอโดยไม่สนข้ออ้าง เพราะฉะนั้นก็อยากให้นักลองใจทั้งหลายเตรียมตัวเผื่อไว้ คือเราลองใจเขาได้ วันหนึ่งก็ต้องโดนลองใจคืน ซึ่งอาจไม่ใช่เจ้าตัวคู่กรณีที่เราไปลองใจเขา แต่อาจเป็นอะไรโหดๆที่มาถึงตัวแบบไม่เปิดโอกาสให้ตั้งหลัก เหมือนกับที่เราไม่เปิดโอกาสให้คนถูกลองใจตั้งหลักนั่นเอง

ถาม – อดสงสัยไม่ได้ครับ การมีรสนิยมแบบใดแบบหนึ่ง เช่นผมชอบกินข้าวเหนียว จะเป็นเหตุให้ไปเกิดในพื้นที่หนึ่งๆที่คนหมู่มากชอบกินข้าวเหนียวด้วยหรือไม่?

ถ้าไม่รู้แจ้งเรื่องกรรมวิบาก คนเราก็สงสัยได้ทั้งนั้นแหละครับ แต่บางข้อสงสัย ถ้าแก้ได้ด้วยการย้อนกลับไปดูว่าพระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างไร ก็อาจช่วยให้เข้าใจพุทธพจน์แจ่มกระจ่างยิ่งขึ้น

ในเรื่องของแดนกำเนิด ในเรื่องของเผ่าพันธุ์ พระพุทธเจ้าไม่ตรัสว่ารสนิยมเป็นตัวแจ้งเกิดหรอกครับ กรรมต่างหากที่เป็น

ถ้าคุณทำกรรมขาวมากกว่ากรรมดำ แนวโน้มคือคุณจะไปเกิดในที่สว่าง ที่มั่งคั่ง ที่ไม่มีความเดือดร้อน ส่วนที่คุณชอบข้าวเหนียวเป็นชีวิตจิตใจนั้น ถ้าชอบไม่เลิกทั้งชีวิต คุณก็อาจหาข้าวเหนียวกินได้ใหม่โดยไม่ลำบาก ไม่ใช่ว่าจะต้องไปเกิดในถิ่นของคนชอบกินข้าวเหนียวโดยเฉพาะ

อีกประการหนึ่ง การชอบข้าวเหนียวไม่ได้เป็นตัวบอกว่ารสนิยมของคุณดีหรือไม่ดี คนเราจะรสนิยมดีได้ก็เพราะกรรม พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้ทำทานด้วยจิตคิดสงเคราะห์นั้น จะส่งผลให้เป็นผู้มีรสนิยมดี คัดเลือกสรรหาเครื่องบำรุงสุขแบบโลกๆชั้นเลิศได้ยิ่งๆขึ้น

คนรสนิยมดีนั้น บางทีก็เลือกกินอาหารหลายประเภทนะครับ การผูกใจชอบรสชาติแบบใดแบบหนึ่งเป็นเพียงวิธีเลือกเฉพาะตน ความนิยมชมชอบรสสัมผัสแบบใดแบบหนึ่งซึ่งไม่มีผลเบียดเบียนตนและผู้อื่น ย่อมไม่ใช่กรรมดีหรือกรรมชั่ว เมื่อเข้าใจเช่นนี้ก็จะมองออกว่ารสนิยมไม่ใช่ตัวกำหนดที่เกิดใหม่แน่นอนครับ

ส่วนในเรื่องเผ่าพันธุ์หรือจำพวกที่จะไปเกิดนั้น โดยหลักการแล้วมีตัวส่งอยู่ ๒ แบบ คือกรรมส่งไปหนึ่ง และตั้งใจไปเกิดเพื่อความเป็นอย่างนั้นๆหนึ่ง

๑) กรรมส่งไป

หมายถึงปกติมีมโนกรรม วจีกรรม และกายกรรมเข้าพวกกัน ยกตัวอย่าง (แบบคร่าวๆนะครับ แจกแจงละเอียดคงต้องเขียนตำราเป็นเล่ม) เช่นคนไทยจะคิดอะลุ้มอล่วย คิดแบบสบายๆ คิดเอาพวกเอาพ้อง คิดแบบเป็นกันเองกับใครๆ ถ้าใครคิดทำนองนี้ แม้ปัจจุบันเป็นชาติอื่น ก็มีสิทธิ์มาเข้าข่ายเผ่าพันธุ์ไทยได้ถ้าต้องเป็นมนุษย์อีก

ส่วนการพูดแบบไทยนั้น สำเนียงจะอ่อนโยนราบเรียบ ไม่มีการขับเน้นโฉ่งฉ่างหรือเอื้อให้ดัดจริตเท่าใดนัก อีกทั้งดูจากภาษาจะเห็นว่ามีความสุภาพเจืออยู่ เช่นมีคำลงท้ายครับ ค่ะ มีสรรพนามเช่นผม ดิฉัน ในขณะที่บางภาษาจะไม่มีคำลงท้ายและสรรพนามหลากหลายขนาดนี้ ภาษาไทยจึงจัดเป็นภาษาที่แสดงความงดงามทางอารมณ์ผ่านศัพท์แสงหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์สุภาพ อารมณ์หยาบคาย หรืออารมณ์ซับซ้อนผสมๆกันแบบพลิกแพลง (อย่างภาษาญี่ปุ่นจะไม่มีกูมึงนะครับ เวลาโกรธก็เอาน้ำหนักสำเนียงเข้าว่า) ถ้าใช้ภาษาไทยจนติดวิธีพูดทำนองนี้ ถ้าต้องกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็มีส่วนให้ไปเกิดในเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่ใช้ภาษาไทย หรือทำนองเดียวกับไทย

สำหรับการกระทำแบบไทย ที่ชัดเด่นหน่อยจะเป็นเรื่องการมีสัมมาคารวะต่อผู้ใหญ่ (หลายชาติจะไม่มีวิธีแสดงความเคารพนอบน้อมต่อผู้ใหญ่) ประเพณีและธรรมเนียมนิยมหลายๆอย่างเช่นการร่ายรำจะดูอ่อนช้อยเสียมาก กล่าวกันว่าจิตวิญญาณหรือวัฒนธรรมแบบไทยนั้น แสดงออกซึ่งจิตใจที่นุ่มนวล แม้แต่จะชกมวยกันยังมีรำไหว้ครูให้ดูก่อน เป็นต้น

แต่เดี๋ยวนี้โลกาภิวัฒน์ การคิด การพูด การทำของคนแต่ละชาติเริ่มกลืนๆกันไปหมด เพราะมนุษย์แต่ละเผ่าพันธุ์ไม่ได้ถูกระยะทางแบ่งแยกที่อยู่อาศัยอีกต่อไป เข้าอินเตอร์เน็ตก็คุยด้วยอัธยาศัยแบบเดียวกันได้แล้ว การกำหนดเผ่าพันธุ์จึงไม่ขึ้นอยู่กับกรรมในการแสดงออกขั้นพื้นฐาน แต่จะไปตกอยู่กับนิสัยเกื้อกูลหรือเบียดเบียนกันมากกว่า อย่างถ้าชอบเบียดเบียนมากๆแล้วยังเหลือวาสนาได้กลับมาเกิดเป็นคน ก็อาจได้เป็นคนป่าที่ดุร้าย อะไรทำนองนั้น

๒) ตั้งใจไปเกิดเพื่อความเป็นอย่างนั้น

คือมีความติดใจในเผ่าพันธุ์แบบใดแบบหนึ่งที่อยู่ในวิสัยกำลังบุญของตนจะส่งไป อย่างเช่นมนุษย์ทุกคนนั้น ถ้าพอใจไปเกิดเป็นแมว ก็จะเป็นแมวสมใจกันถ้วนหน้า (แต่อย่าเลยนะครับ แมวน่ะภูมิเดรัจฉาน เห็นมันน่ารัก เห็นมันกินอยู่สบายๆ แต่ที่แท้หมกจมอยู่กับความสกปรก และไม่มีทางพัฒนาจิตวิญญาณให้สว่างขึ้นผ่านการเรียนรู้และปฏิบัติธรรม)

ในสมัยพุทธกาล พระเจ้าพิมพิสารซึ่งถวายวัดแรกแด่สงฆ์ มีบุญญาธิการพอจะเลือกไปสวรรค์ชั้นไหนก็ได้ ท่านกลับมีความพอใจเลือกเพียงจาตุมหาราชิกา อันเป็นสวรรค์ชั้นแรกสุด เพียงเหตุผลเพราะท่านเคยอยู่ที่นั่นมาก่อน ท่านระลึกได้ และยังติดใจอยู่

หรืออย่างถ้าใครรักความเป็นไทย ผูกพันกับวัฒนธรรมไทยมากๆ จิตที่พอใจความเป็นไทยนั้นก็จะส่งให้กลับมาเกิดในเผ่าพันธุ์ไทยอีกค่อนข้างแน่นอน (เพราะเมื่อพอใจความเป็นไทย ก็มักคิด พูด และทำแบบไทยๆเป็นปกติอยู่แล้วนั่นเอง)


:yociexp48:http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare040.htm (http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare040.htm)