PDA

View Full Version : อยู่ร่วมบ้านกับหญิงอื่นแล้วทรมานใจ , รู้สึกเหมือนทั้งโลกเป็นความฝันของเราคนเดียว


Kamen rider
02-02-2008, 03:08 PM
ถาม – ต้องอยู่ร่วมบ้านกับผู้หญิงที่ผมไม่ควรไปมีใจให้ เกิดความกำหนัดยินดีในรูปร่างหน้าตาของเธอเกือบทุกครั้งที่เห็น รู้สึกผิดบาปและทรมานใจมากครับ พยายามหักห้ามใจไม่ให้คิดแต่กายมันก็เหมือนจะบังคับให้คิดอยู่ร่ำไป แถมบางทีเหมือนจะเข้าข้างตัวเองว่าเขามีท่ามีทางบางอย่างให้ผมเสียด้วย ใจเลยวูบๆวาบๆบ่อยๆ อย่างนี้ถือว่าศีลข้อ ๓ ของผมด่างพร้อยด้วยมโนกรรมหรือเปล่า? แต่ผมไม่เคยคิดล่วงเกินเธอจริงๆจังๆเลยนะครับ กลัวเพียงว่าถ้าวันหนึ่งผมทนไม่ได้ขึ้นมา จะมีข้ออ้างว่าสถานการณ์บังคับมาช่วยแบ่งเบาบาปกรรมบ้างไหมในเมื่อใจไม่ได้อยากไว้ก่อน กับทั้งถือได้ว่าพยายามหักห้ามตนเองแล้ว?

น้องเมีย น้องสะใภ้ พี่เมีย พี่สะใภ้ที่อยู่ร่วมบ้านนั้น เป็นคนนอกครอบครัว เป็นหญิงแปลกหน้านอกบ้านมาก่อน เมื่อมาอยู่ในบ้าน มาอยู่ใกล้ชิดกัน มาเห็นรูปร่างหน้าตากันบ่อยๆ ก็ทำให้เกิดอารมณ์ทางเพศได้เป็นธรรมดาครับ ไม่ใช่เรื่องผิดบาปอะไร โดยเฉพาะเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายสตรียุคเรานั้น แทบไม่เหลืออะไรให้ใช้จินตนาการแล้ว พื้นที่ของเนื้อหนังส่วนใหญ่เกือบเปิดออกหมด ถ้าอยู่นอกบ้านก็อาจจะยั่วตาให้มองนาน แต่ถ้าอยู่ในบ้านนี่คงมากกว่าการ ‘ยั่วตา’ ไปอีกหลายขุม

ขอให้พิจารณา ว่าเป็นธรรมชาติที่ผู้ชายจะเกิดอารมณ์เพศเมื่อเห็นเนื้อหนังมังสาของผู้หญิง พูดง่ายๆว่าถ้าเกิดอารมณ์เพศจากการมอง ตรงนั้นยังไม่ใช่บาปผิดข้อที่ว่าด้วยกาเมสุมิจฉาจาร

ทำความสำคัญไว้ในใจอย่างนี้นะครับ คุณจะบาปเมื่อเริ่มคิดเอาจริง นับแต่จงใจแตะเนื้อต้องตัวหญิงที่มีเจ้าของด้วยความกำหนัดยินดี มีความเป็นไปในทางกามารมณ์

พูดง่ายๆว่าถ้าคุณนอนอยู่บนเตียงหรือยืนในห้องน้ำ นึกถึงเธอไปต่างๆนานาเพื่อให้ถึงเป้าหมายเป็นส่วนตัวตามลำพัง อย่างนั้นยังไม่เข้าข่ายกาเมสุมิจฉาจาร แต่ทันทีที่คุณวางแผนว่าคืนนี้เดี๋ยวเธออยู่คนเดียวแล้วจะย่องไปจัดการ อย่างนี้ต่อให้คุณนั่งทำงานในออฟฟิศห่างจากตัวจริงของเธอเป็นร้อยกิโลเมตร ก็ได้ชื่อว่าคุณเริ่มมีมโนกรรมอันเป็นไปในทางกาเมสุมิจฉาจารแล้ว

การที่คุณยืนยันว่าไม่เคยคิดล่วงเกินเธอจริงๆจังๆ ก็ต้องว่า ‘ยังไม่เข้าข่ายผิดศีล’ ครับ แต่อย่าเพิ่งชะล่าหรือสบายใจ คิดว่าคงไม่เป็นไร เพราะก่อนเริ่มวางแผนลงมือจริง ใครๆก็ต้องเริ่มต้นจากการคิดเล่นเรื่อยเปื่อยนี่เอง อบายจะทอดสะพานให้คุณยาวขึ้นเรื่อยๆจนถึงฝั่งจนได้ เพียงเพราะเผลอปล่อยใจให้คิดเล่นไปคิดเล่นมานี่แหละ วันดีคืนดีสบโอกาสเหมาะเมื่อไหร่ ในที่สุดก็หน้ามืดกะทันหัน แล้วก็มองหน้ากันไม่ติด บ้านเริ่มกลายเป็นนรกอันเกิดจากเรื่องบาดใจขึ้นมาทันที

เพราะฉะนั้นการไม่คิดเลย หักห้ามแม้เพียงในระดับของจินตภาพ ก็นับว่าลดอัตราเสี่ยงลงได้มากครับ ผู้รอดพ้นจากทางอบาย คือผู้ที่ตั้งใจไว้แน่วแน่ว่าจะไม่หันหน้าเข้าหาประตูแห่งอบาย นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมคนเราต้องตั้งใจรักษาศีล คิดตั้งเจตนาไว้ล่วงหน้าว่าจะเลือกแต่สีขาว สีดำไม่เอา เพราะเมื่อถึงเวลาจะมีแรงห้ามที่อยู่เหนืออำนาจฝ่ายต่ำ ผิดกับคนไม่ตั้งใจไว้ล่วงหน้าเสียก่อน พอฉุกเฉินขึ้นมาก็มักไหลลงสู่การประพฤติอันเป็นความฉิบหายทั้งปัจจุบันและอนาคต

พอเกิดมาปุ๊บ พวกเราก็เหมือนตกอยู่ในเกมต้องห้าม จะปฏิเสธขอไม่เล่นก็ไม่ได้ เราต้องเจอสถานการณ์ควรหักห้ามใจหลายต่อหลายครั้ง เหตุผลที่จะหักห้ามของแต่ละคนนั่นแหละ เป็นตัวตัดสินว่าใครสามารถหักห้ามได้สำเร็จหรือล้มเหลว

เหตุผลที่ผมคิดว่าดีที่สุดซึ่งทุกคนควรมีให้กับตัวเอง คือถ้าเรายอมตามแรงดึงดูดของกาม จิตวิญญาณเราจะตกต่ำลงเรื่อยๆ เพราะกามเป็นสิ่งมีแรงดึงดูดให้เราลงต่ำ ทำนองเดียวกับแรงดึงดูดโลก ที่ถ้าเราไม่มีพื้นยืนมั่นคงพอ ก็คงตกร่วงลงไปเรื่อยๆ

สำหรับ ‘พื้นยืน’ ที่ดี ที่จะทำให้เราไม่ตกต่ำตามแรงดึงดูดของกาม ก็ได้แก่ศรัทธาในกรรมวิบาก ความตั้งใจรักษาศีล นั่นคือทำไว้ในใจว่ากระทำเหตุดีย่อมได้รับผลดี กระทำเหตุเลวย่อมได้รับผลเลว ถ้าฉลาดและรักตัวเองก็ควรมุ่งมั่นแต่กระทำเหตุดี โดยเริ่มจากเจตนางดเว้นการประพฤติผิดทางกามอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์ยั่วยวนหรือควรสมยอมขนาดไหน

เมื่อคุณสามารถรักษาความตั้งใจอันดีไว้ได้ ก็เท่ากับคุณรักษาจิตสำนึกระดับมนุษย์ไว้ หมายความว่าจิตคุณจะฉลาดเรื่องทำคุณทำโทษให้ตนเอง โดยเริ่มจากการมีเหตุผลขั้นพื้นฐานแบบมนุษย์ ที่จะไม่ทำเรื่องบาดใจโดยชิงลูกเขาเมียใครมาเสพสุข มโนธรรมของคุณจะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ และกระซิบบอกคุณได้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่านั่นควร นี่ไม่ควร กระทั่งระดับจิตของคุณถูกยกสูงขึ้นคู่ควรกับภูมิที่เหนือมนุษย์ นั่นแหละครับการตกรางวัลของธรรมชาติ หลังจากกายนี้แตกทำลายลง คุณจะได้เสพกามอันเป็นทิพย์ที่ละเอียดสุขุมกว่ากามอันหยาบในโลกนี้ และไม่ต้องระเห็จไปเสพผัสสะอันทรมานในนรก

นอกจากการใช้ขันติแล้ว ก็ควรหมั่นพิจารณาเรื่องกรรมวิบากให้มากๆ และครอบคลุมให้ทั่วถึง เพราะการรักษาศีลครบทุกข้อด้วยความเข้าใจเหตุผลที่มาที่ไป เห็นประโยชน์เห็นโทษแจ่มชัดนั้น จะเหมือนเสริมแรงพยุงซึ่งกันและกัน หากเอาแต่หักห้ามหรือพิจารณาโทษทางกามารมณ์ข้อเดียว บางทีอาจไม่เพียงพอ คุณจะเหมือนโดนราคะสร้างอีกภาคหนึ่งขึ้นมาข้างใน คอยตะโกนด่าทอทำนองว่าหน้าโง่อยู่ทำไม เดี๋ยวนี้ใครๆเขาทำกันเป็นปกติ แล้วจะบังคับให้คุณเมินๆ ไม่ยอมรับรู้ว่าเพราะคนทำกันเป็นปกตินั่นแหละ ถึงได้ฆ่ากันตายด้วยเรื่องชู้สาวมากเกินปกติขึ้นทุกที มีทุกวันนะครับ แต่หนังสือพิมพ์เขาเอามาลงทั้งหมดไม่ไหว จะเอามาทีต้องคดีโหดๆ หรือเป็นบุคคลที่มีแรงดึงดูดสังคมให้สนใจได้มากหน่อย

ขอให้พิจารณาว่ามนุษย์นั้น เมื่อประพฤติอะไรซ้ำๆ ก็จะเกิดความเคยชินเป็นธรรมดา และสำหรับกรณีของคุณ ถ้าประพฤติในระดับความคิดซ้ำๆว่า ‘ไม่เอาๆๆๆ’ ในที่สุดคุณจะไม่ต้องกัดฟันทนฝืนอีกต่อไป เพราะพอชินมากเข้า ใจคุณจะชิงเมินเสียก่อนที่ไฟราคะจะก่อตัวโชติช่วงชัชวาลขึ้นมาครับ

ถาม – บางทีรู้สึกเหมือนทั้งโลกเป็นความฝันของเราคนเดียว คืออยู่ๆนึกๆเหมือนสงสัยขึ้นมานะครับว่ามีเราอยู่คนเดียว นอกนั้นสิ่งที่เห็น สิ่งที่ได้ยิน ล้วนแล้วแต่ไม่มีตัวตน เป็นของหลอกไปอย่างนั้นเอง อย่างนี้ถือว่าโดนวิบากกรรมเล่นงานหรือไม่ครับ? และถ้าหากจะเป็นสาเหตุให้ต้องเกิดความผิดปกติทางจิตในระยะยาว ก็อยากขอคำแนะนำแก้ไขด้วย

สิ่งที่เกิดขึ้นทางใจ ถ้าคุณยึดติดและคิดต่อด้วยความยินดี จะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม จัดเป็นมโนกรรมอย่างหนึ่งครับ

ถ้าเกิดความคิดแวบแรกว่า ‘นี่เราฝันไปคนเดียวหรือเปล่า?’ ตรงนั้นอาจจะยังไม่ใช่มโนกรรมเต็มขั้น คือคุณอาจจะดูหนังหรืออ่านนิยายที่จุดชนวนให้เกิดความคิดเทือกนั้นขึ้นมา พูดง่ายๆว่าถูกยัดเยียดความคิดเพี้ยนๆเข้ามาไว้ในหัว เสร็จแล้ววันดีคืนดีก็ถูกสะกิดให้ย้อนนึกถึงขึ้นมา อาจกำลังอยู่ในภาวะกลัวโลก กลัวสังคม อยากเก็บตัว หรือเกิดอารมณ์ช่างคิดช่างฝัน คิดเองเออเอง

สำคัญนะครับ คือถ้าคุณปล่อยใจ ปล่อยให้ความคิดเข้าข้างตัวเองทำนองนี้เกิดขึ้นเรื่อยๆด้วยความเต็มใจ อันนั้นแหละจะกลายเป็นมโนกรรมเต็มขั้น กล่าวคือด้วยกรรมทางความคิดชนิดนี้ จะสร้างภพ สร้างโลกส่วนตัวขึ้นมา จิตจะค่อยๆปิดแคบ และปฏิเสธโลกภายนอก บางทีตอนกำลังเคลิ้มๆครึ่งตื่นครึ่งฝัน จิตของคุณจะแยกไม่ออกทีเดียวว่าตกลงอันไหนจริงอันไหนเท็จ ทุกสิ่งที่คุณย้ำคิดไปเรื่อยๆจะกลายเป็นความปักใจเชื่อว่ามีจริง

ดูเผินๆเหมือนมันเป็นแค่ความคิดเล็กๆน้อยๆที่ไม่น่าก่อให้เกิดอันตราย แต่ความจริงก็คือด้วยความคิดนี่แหละ ที่ทำให้ชีวิตคุณพังได้ และอาจก่อความเดือดร้อนให้คนอื่นอย่างสาหัสได้ คือมีความโน้มเอียงจะทวีความรุนแรงขึ้นได้ในรายที่เก็บกด ไม่มีทางระบาย ต้องคิดมากอยู่เรื่อยๆ และเจอแต่เรื่องน่าผิดหวังในความเป็นจริง

ทางที่ดีคือฝึกรู้ตามจริงแบบที่พระพุทธเจ้าสอน อย่างเบื้องต้นเลยเดี๋ยวนี้ คือพิจารณาว่าถ้าคุณอ่านคำตอบของผมได้ โดยที่คำตอบเหล่านี้ไม่เคยอยู่ในหัวของคุณมาก่อน ก็แปลว่าต้องมีใครคนหนึ่งเป็นต่างหากจากคุณคิดคำตอบขึ้นมา คุณไม่ได้คุยกับตัวเอง แต่คุยอยู่กับผม

หรือต่อไปถ้าอยู่คนเดียวตามลำพังแล้วเกิดความคิดชวนให้เพี้ยนอย่างเคยๆอีก ก็ถามตัวเองว่ากำลังหายใจเข้าหรือหายใจออก คุณจะเกิดสติเห็นตามจริงว่าตัวเองมีลมหายใจเข้า มีลมหายใจออก จากนั้นลองมองใครก็ได้ที่อยู่รอบข้าง ถามตัวเองว่าเขามีลมหายใจเข้าหรือลมหายใจออกอยู่ ดวงตาของคุณที่เห็นอาการไหวกระเพื่อมเป็นระลอกจากฝั่งเขา ซึ่งแตกต่างจากฝั่งของคุณ จะทำให้เกิดสำนึกถูกต้องตามจริงว่าคุณกับคนอื่นต่างฝ่ายต่างมีลมหายใจของตนเอง มีเข้าแล้วต้องมีออกเป็นธรรมดาสลับกันเหมือนๆกัน

นอกจากนั้น เมื่อเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ขึ้นมาจากความคิด ก็ขอให้สังเกตดูว่าสุขนั้นสุขนานเพียงใด ทุกข์นั้นทุกข์นานแค่ไหน แล้วสังเกตด้วยว่าคนอื่นเขาก็มีสุขทุกข์เช่นเดียวกับเรา คนรอบข้างไม่ใช่เป็นแค่ภาพลวงตา แต่พวกเขามีกายใจเป็นที่ตั้งของสุขทุกข์ได้เช่นเดียวกับเราด้วย

ถ้าเห็นจิต หรือสัมผัสความรู้สึกคนอื่นได้ มองเห็นชัดเจนเหมือนตาเห็นรูป ทราบว่าคนเราจะสุขหรือทุกข์ก็ด้วยเหตุ ไม่ใช่สุขทุกข์เองลอยๆ ใจคุณจะไม่มีทางทึกทักเลยว่าสิ่งต่างๆเป็นเพียงความฝันลมแล้ง ทุกสิ่งปรากฏขึ้นด้วยเหตุผลเสมอ ใจที่ปักหลักอยู่กับเหตุผลชัดเจนตามจริงนั่นแหละครับ แก้โรคทางใจได้ทุกประเภท

ที่ถูกตามหลักของพุทธแล้ว มีความจริงให้รู้ได้ยิ่งกว่านี้ แต่สำหรับภาวะที่อาจเป็นปัญหาเฉพาะหน้าของคุณ เพียงคำแนะนำเท่านี้ผมคิดว่าคงพอดีแล้วครับ ขออย่าได้หลงไปตามอาการคิดเองเออเองนะครับ ไม่ใช่เรื่องเล็กๆเลย


:yociexp28:http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare037.htm (http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare037.htm)