PDA

View Full Version : กรรมใดทำให้ดูเป็นคนน่าสงสาร,ไม่แน่ใจว่าตัวเองดีหรือร้ายกันแน่,การคุมกำเนิดเป็นบาปหรือ


Kamen rider
02-02-2008, 03:06 PM
ถาม – เหตุใดบางคนจึงดูน่าสงสาร น่าให้ความช่วยเหลือ แต่บางคนถึงแม้ตกทุกข์ได้ยาก เห็นแล้วก็อยากสมน้ำหน้า สงสัยจริงๆว่าผมอุปาทานไปเองหรือว่ามันเป็นกรรมติดตัวแต่ละคนกันแน่ครับ?

ส่วนที่เป็นอุปาทานก็มีครับ ศัพท์เฉพาะเขาเรียก ‘อคติ’ อคติจะทำให้ใจเราตัดสินทันทีว่าคนนี้เก๊กท่าน่าหมั่นไส้ หรือบางทีกล้าๆยอมรับหน่อยก็บอกตัวเองตรงไปตรงมาว่าไม่ถูกชะตากับยายคนนี้หรือนายคนนั้น โดยไม่จำเป็นต้องหาเหตุผลมาอธิบายให้เสียเวลา เอาเป็นว่าไม่ชอบขี้หน้าแล้วกัน เมื่อไม่ชอบกันเสียแล้ว ตั้งแง่หมั่นไส้กันเสียแล้ว อย่าว่าแต่เขาตกทุกข์ได้ยากแล้วอยากสมน้ำหน้าเลย ถึงเห็นเขาอยู่สบายๆก็จะแช่งให้เขาตกระกำลำบากได้ครับ

คุณจะไม่ค่อยเห็นคนธรรมดาทั่วไปมีความ ‘น่าสงสารเป็นพิเศษ’ เพราะแต่ละคนสงสารตัวเองกันเป็นหลักอยู่แล้ว กรรมที่อยากจะให้คนอื่นมาสงสารตนนั้น มีผลทันทีเป็นการส่งคลื่นรบกวนออกไป ทำให้ใครๆอึดอัด และมองคุณเป็นก้อนภาระอะไรก้อนหนึ่ง

สังเกตเถิด ยิ่งคนเราสงสารตัวเองเท่าไหร่ โทสะก็จะยิ่งแรงมากขึ้นเท่านั้น ตีโพยตีพายฟูมฟายมากขึ้นเท่านั้น โลกเราเต็มไปด้วยคนชอบโอดครวญ พร่ำบ่นเรื่องของตัวเองให้คนอื่นรับรู้และหันมาใส่ใจ เห็นใจ หรือกระทั่งร้อนใจไปกับเรื่องของตน ถามตัวเองว่าคุณอยากอยู่ใกล้คนที่มีคลื่นโทสะล้อมรอบให้พลอยเร่าร้อนตามเขาไปด้วยไหม?

สำหรับคนน่าสงสารนั้นจะแตกต่างออกไป คือเงียบๆหงิมๆ ไม่ชอบเรียกร้อง ไม่ชอบให้ตัวเองเป็นภาระของคนอื่น ไม่อยากรบกวนให้ใครต้องมานั่งฟังปัญหาของตน แต่ยังไม่แข็งแรงพอ สุขภาพจิตยังไม่ดีเลิศขนาดชนะความเศร้าเหงาของตัวเองได้

กรรมโดยตรงที่ทำให้ใครต่อใครรู้สึกเมตตา สงสาร อยากช่วยเหลือนั้น ก็คือการเคยมีเจตนาชุบเลี้ยงผู้อื่นหรือสัตว์ในบ้านให้อยู่ดีมีสุข มีความอบอุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเคยช่วยเหลือเจือจานคนและสัตว์ที่ตกทุกข์ได้ยากด้วยความเห็นอกเห็นใจอย่างแท้จริงเป็นประจำ อย่างนี้ถ้าจับพลัดจับผลูตกระกำลำบากขึ้นมา ก็จะมีคนอยากอุปถัมภ์หรือช่วยส่งเสริมให้รอดพ้นจากสถานภาพย่ำแย่ทันที ไม่ต้องข้ามภพข้ามชาติ เอาแค่ชาติปัจจุบันก็เห็นผลได้แล้ว เพราะกระแสการช่วยเหลือคนและสัตว์มากๆย่อมเป็นภาวะติดตัว และดลใจให้ใครๆแทบอยากยื่นมือเข้ามารับผิดชอบภาระแทนทันที

ถ้าไม่มีบุญติดตัว แล้งน้ำใจ ไม่เคยช่วยเหลือใครไว้ก่อน หรือกระทั่งเคยฉ้อฉลเอารัดเอาเปรียบใครๆมามาก บันดาลโทสะแล้วด่าทอได้ไม่ยั้ง อย่างนี้ต่อให้เสแสร้งแกล้งทำท่าน่าสงสารก็จะไม่มีใครเขาสงสาร ตรงข้ามจะรำคาญ หรือรู้สึกเหมือนอยากซ้ำเติมเข้าให้อีก

มีอยู่นะครับ ที่บุญเก่าจากอดีตชาตินั้นดีมาก ช่วยคนและสัตว์ไว้มากจนน่าเอ็นดู ใครเห็นใครก็รัก อยากช่วยเหลือ อยากหยิบยื่นอะไรต่ออะไรให้ แต่ชาตินี้คิดผิด อาจเพราะได้ตัวอย่างไม่ดีหรือคบเพื่อนเลว เห็นไปว่าคนทั้งโลกโง่กว่าตน หลงใหลตนแบบไม่มีเหตุผล เพราะฉะนั้นแปลว่าทั้งโลกมีหน้าที่ต้องเอาอะไรๆมาให้ตน ตนเองไม่ต้องให้อะไรใคร เสร็จแล้วอาจพัฒนาขึ้นเป็นการเห็นว่าถ้าใครไม่ให้ก็ต้องทวง หรือพยายามหาทางหลอกล่อฉ้อฉลเอามาเป็นของตนให้ได้ เรียกว่าเป็นโรคหลงบารมีเก่า ใครไม่มาสวามิภักดิ์เป็นต้องเห็นดีกัน อะไรทำนองนั้น

พอล่อลวงเขามากๆ บาปก็พอกเพิ่มขึ้นทุกทีเป็นเงาตามตัว จนถึงวันหนึ่งถึงเสแสร้งแกล้งน่าสงสารอย่างไรก็ไม่มีใครเขาอยากช่วยอีกต่อไป ตรงนั้นแหละจะน่าสงสารขนานแท้ เพราะวิบากร้ายจะเริ่มให้ผลดุจมีกองทัพมาปล้น แถมหันไปทางไหนก็ไม่มีใครอยากยื่นมือมาให้จับอีก

ถาม - ดิฉันเป็นหมอค่ะ หลายคนบอกว่าเป็นอาชีพที่ได้ทำบุญตลอดเวลา แต่บางครั้งรู้สึกว่าเราทำไปโดยหน้าที่ด้วยความเคยชินเสียมากกว่า แถมบางทีถ้าต้องทำงานหนักหรืออยู่เวร หรือต้องถูกปลุกขึ้นกลางดึกให้มาดูคนไข้ ก็จะหงุดหงิดอารมณ์เสียเป็นอย่างมาก ขนาดที่ไปพาลเอากับคนไข้ด้วยการบ่นว่า หรือแสดงกิริยาไม่สุถาพ แต่ก็ยังทำหน้าที่ตนเองตามปกตินะคะ คำถามคือการที่เราช่วยเหลือคนตามหน้าที่ แต่ใจไม่ได้คิดช่วยเหมือนอย่างกายจริงๆ อย่างนี้เป็นบุญ หรือบาปกันแน่?

ต้องแยกออกเป็นอย่างนี้ครับ

๑) หมอตั้งต้นอาชีพด้วยเจตนาใด บางคนอยากมีหน้ามีตาเป็นที่นับถือในสังคม บางคนอยากได้เงิน แต่บางคนก็อยากช่วยคนอื่นให้พ้นทุกข์พ้นไข้

ด้วยเจตนาเริ่มต้นดังกล่าว พอเป็นหมอจริงๆ โดยภาพรวมก็มักเป็นหมอด้วยอาการแห่งเจตนานั้นๆ อย่างน้อยก็ช่วงระยะเริ่มต้น ก่อนจะแปรเป็นอื่นในเวลาต่อมา คือเจตนานั้นแปรปรวนกันได้ แต่ภาพรวมของเจตนาจะมีอยู่ระยะหนึ่ง ตรงนั้นเป็นเครื่องตัดสินสำคัญ แม้มีอาการหงุดหงิดบ้างเป็นบางครั้ง โดยพื้นฐานก็ยังยืนอยู่กับเจตนาเดิมอยู่ดี

๒) โทสะที่เกิดขึ้นนั้นเป็นของประจำหรือเปล่า ถ้าเกิดขึ้นประจำจนท่วมทับความรู้สึกแบบหมอ อาชีพหมอก็จะกลายเป็นเครื่องเพาะโทสะ ไม่ใช่เครื่องก่อกระแสเมตตาดังควรครับ

เมื่อใดเกิดโทสะ ตอนนั้นคิดก็เป็นอกุศล พูดก็เป็นอกุศล ลงมือรักษาคนไข้ก็อาจจะเป็นอกุศล เช่นแทนที่จะรักษาเขาสุดความสามารถก็อาจแกล้งๆเลี้ยงไข้เสียเลย อยากเรื่องมากดีนัก

แต่เท่าที่คุณหมอบรรยาย ก็สรุปได้ว่ายังทำตามหน้าที่เป็นปกติ เพราะฉะนั้นแปลว่าเมื่อรักษาขณะโกรธนั้นเป็นครึ่งบุญครึ่งบาปครับ วจีเป็นทุจริต แต่กายเป็นสุจริต ส่วนมโนนั้นหารสอง ครึ่งทุจริต (ที่คิดพูดไม่ดี) ครึ่งสุจริต (ที่คิดรักษาตามปกติ) เหมือนมีสองตัวในคนเดียว ถ้าทำไปนานๆอาจก่อให้เกิดภาวะสองบุคลิกได้

ผู้หญิงที่มีสติปัญญาเกินเฉลี่ย แถมมีสถานภาพทางสังคมเป็นหมอ เท่าที่เคยเห็นมาจะแรงจัดตอนโกรธกันทั้งนั้น เพราะมีความถือตัวสูงมาก แต่เวลาเยือกเย็นก็จะมีภาพแม่พระตัวจริงเสียงจริงได้เหมือนกัน เพราะกระแสการช่วยบำบัดทุกข์ให้ผู้อื่นเป็นประจำนั้น ปรากฏเป็นของแท้แบบไม่อาจหลอกกันได้

การปรับจิตปรับใจให้เป็นบุญถ่ายเดียวนั้น จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย ที่ยากเพราะติดโทสะ แต่ที่ง่ายเพราะหมอมีคุณสมบัติที่ได้เปรียบอาชีพอื่นอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือเวลาสนใจพุทธศาสนาจะมุ่งเน้นไปที่แก่น และเห็นแก่นได้ง่าย เนื่องจากต้องคลุกคลีกับความเจ็บความตายอันเป็นทุกข์ประจำโลก แถมตัวเองก็ต้องมีจิตใจที่เครียดหรือพลอยหม่นกับคนอื่นๆบ่อยๆ จึงเห็นสัจจะเกี่ยวกับทุกข์อยู่เป็นปกติ

โดยการนี้ หากน้อมจิตให้เกิดศรัทธา และตั้งศรัทธาไว้ในธรรมะ พิจารณาเข้ามาทำความรู้จักทุกข์และโทษแห่งโทสะ ก็ย่อมเกิดปัญญาเห็นว่าควรทวนกระแส ไม่ไหลไปตามต้นเหตุแห่งอารมณ์โกรธ และพัฒนาขึ้นเป็นสติเท่าทันความโกรธ ไม่หลงเอาตัวเข้าไปโดนความโกรธแผดเผา เมื่อความโกรธรบกวนคุณไม่ได้ หรือยั่วยุให้คุณคิดพูดร้ายๆกับคนไข้ไม่ได้ ตรงนั้นแหละครับความเป็นหมอของคุณจะสมบูรณ์พร้อมทั้งกาย วาจา และใจ

ถาม – การคุมกำเนิดเป็นบาปในทางใดทางหนึ่งหรือไม่คะ?

บาปที่เกี่ยวกับชีวิตนั้นเข้าข่ายปาณาติบาต สำหรับปาณาติบาตนั้นประกอบด้วยองค์คือ

๑) มีความคิดที่จะฆ่า (ตั้งเจตนาว่าจะสังหารแน่ๆ)

๒) สัตว์นั้นมีชีวิต (หมายความว่าถึงแม้เห็นเงาวูบวาบแล้วนึกว่าเป็นสัตว์ก็ไม่นับ ถึงแม้จะมีเจตนาฆ่า ปาณาติบาตก็ไม่สำเร็จครบองค์)

๓) มีความพยายามลงมือฆ่า (หมายความว่าถึงแม้มีเจตนาอยู่ในใจว่าจะเอาจริง แต่ยังไม่มีการลงมือจริง อาจเปลี่ยนใจได้เสียก่อน ปาณาติบาตก็ไม่สำเร็จครบองค์)

๔) สัตว์นั้นตายลง (หมายความว่าองค์ข้อก่อนๆครบแล้ว แต่สัตว์ไม่ตาย ปาณาติบาตก็ไม่สำเร็จครบองค์อยู่ดี)

ขอให้พิจารณาว่าแม้ชีวิตก็ยังไม่เกิด เจตนาฆ่าก็ยังไม่มี แถมสัตว์ไหนๆก็ยังไม่ได้ตายลงไป เพราะฉะนั้นบาปข้อปาณาติบาตก็ยังไม่เกิดขึ้นหรอกครับ

สำหรับแนวคิดที่ว่าการปิดกั้นไม่ให้วิญญาณได้มีที่เกิดนั้น ผมถือว่าเป็นแนวความเชื่อ ซึ่งจะยึดถืออย่างไรก็อาจถูกได้ตามจริตศรัทธาแบบนั้นๆ เช่นมองว่าเราไม่เกื้อกูล ไม่ให้ที่เกิดอันประเสริฐ ไม่ให้โอกาสแก่ผู้อื่นมาถือกำเนิดในมนุษยภูมิเพื่อบำเพ็ญคุณงามความดีหรือบารมีไปนิพพาน อันนั้นก็นับว่าชอบ ไม่ใช่เรื่องต้องว่ากัน

แต่ถ้าไม่พร้อมจะมี หรือไม่ปรารถนาจะมี จะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม ก็จะเป็นความเชื่ออีกแนวหนึ่งที่ยังไม่ได้รบกวนใครหรอกครับ หากคุณเป็นคนดีของสังคม ก็สามารถมีเมตตากรุณากับคนที่เกิดมาแล้วโดยไม่ต้องอาศัยท้องคุณได้เหมือนกัน ใช่ว่าจะต้องทำตัวเป็นพื้นที่เกิดของคนอื่น แล้วจึงจะได้ชื่อว่าเป็นผู้มีเมตตาอย่างสมบูรณ์หรอกครับ


:yenyo-98:http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare036.htm (http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare036.htm)