Paang
11-14-2005, 05:58 AM
http://rakpratat.com.www.readyplanet.net/images/1093957571/1saribud.jpg
สมัยหนึ่ง พระบรมศาสดาประทับอยู่ที่พระเวฬุวันมหาวิหาร กรุงราชคฤห์ ส่วนพระธรรมเสนาบดีสารีบุตร และ พระมหาโมคคัลลานเถระ อัครสาวกทั้งสองได้ปลีกตัวจาริกไปอยู่ ณ กโปตกันทราวิหาร (วิหารสร้างใกล้ซอกเขาซึ่งเป็นที่อยู่ของนกพิราบ)
ในดิถีเดือนเพ็ญพระจันทร์เต็มดวง พระสารีบุตรเถระซึ่งปลงผมใหม่ๆ นั่งเข้าสมาธิอยู่ในที่แจ้ง ขณะนั้นมียักษ์ 2 ตน ผ่านมาทางนั้น ยักษ์ตนหนึ่งชื่อ นันทกะ เป็นมิจฉาทิฏฐิ ส่วนยักษ์อีกตนหนึ่ง เป็นสัมมาทิฏฐิ เคารพเลื่อมใสในพระรัตนตรัย ยักษ์นันทกะ เห็นพระเถระแล้วนึกอยากตีศีรษะของท่าน จึงบอกความประสงค์ของตนกับสหาย แม้ยักษ์ผู้เป็นสหายจะกล่าวห้ามปรามถึง 3 ครั้งว่า
"อย่าเลยสหาย อย่าทำร้ายสมณศากยบุตรพุทธสาวกเลย สมณะรูปนี้มีคุณธรรมสูงยิ่งนัก มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก"
ยักษ์นันทกะ ไม่เชื่อคำห้ามปราบของสหาย ใช้ไม้กระบองตีพระเถระ ที่ศรีษะอย่างเต็มแรง ซึ่งความแรงนี้สามารถทำให้ช้างสูง 8 ศอก จมดินได้ หรือ สามารถทำลายยอดภูเขาขนาดใหญ่ให้ทลายลงได้ และในทันใดนั้นเอง เจ้ายักษ์มิจฉาทิฏฐิตนนั้นก็ร้องลั่นว่า "โอ๊ย ! ร้อนเหลือเกิน" พอสิ้นเสียงร่างของมันก็จมลงในแผ่นดิน เข้าสู่ประตูนรกมหาอเวจี ณ ที่นั้นเอง
http://rakpratat.com.www.readyplanet.net/images/1093957571/mokalana01.jpg
เหตุการณ์ครั้งนี้ พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้เห็นโดยตลอดด้วยทิพยจักษุ รุ่งเช้าจึงเข้าไปหาพระสารีบุตรแล้วถามว่า
"ท่านสารีบุตรยังสบายดีอยู่หรือ ที่ยักษ์ตีท่านนั้น อาการเป็นอย่างไรบ้าง"
"ท่านโมคคัลลานะ ผมสบายดี แต่รู้สึกเจ็บที่ศรีษะนิดหน่อย"
พระมหาโมคคัลลานะ ได้ฟังก็กล่าวว่า "น่าอัศจรรย์จริงๆ ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย มาท่านสารีบุตรนี้ฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากจริงๆ ถูกยักษ์ตีรุนแรง ขนาดนี้ยังบอกว่าเพียงแต่เจ็บศรีษะนิดหน่อย"
ส่วนพระสารีบุตรก็กล่าวชมพระโมคคัลลานะว่า "ช่างน่าอัศจรรย์เช่นกัน ท่านโมคคัลลานะ ท่านก็มีฤทธานุภาพมากหาผู้เสมอเหมือนมิได้ ท่านเห็นแม้กระทั่งยักษ์ ส่วนตัวผมเอง แม้แต่ปีศาจคลุกฝุ่นสักตนก็ยังไม่เคยเห็นเลย"
พระผู้มีพระภาค ได้ทรงสดับเสียงการสนทนาของพระเถระทั้งสอง ด้วยพระโสตทิพย์ จึงทรงเปล่งพุทธอุทานนี้ว่า
"ผู้ใดมีจิตตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวดุจภูเขา
ไม่กำหนัดในอารมณ์อันชวนให้กำหนัด
ไม่ขัดเคืองในอารมณ์อันชวนให้ขัดเคือง
ผู้อบรมจิตได้อย่างนี้ ความทุกข์จะมีได้อย่างไร"
จากหนังสือ "เอกทัคคะ ในพระพุทธศาสนา" โดย พระครูกัลยาณสิทธิวัฒน์
สมัยหนึ่ง พระบรมศาสดาประทับอยู่ที่พระเวฬุวันมหาวิหาร กรุงราชคฤห์ ส่วนพระธรรมเสนาบดีสารีบุตร และ พระมหาโมคคัลลานเถระ อัครสาวกทั้งสองได้ปลีกตัวจาริกไปอยู่ ณ กโปตกันทราวิหาร (วิหารสร้างใกล้ซอกเขาซึ่งเป็นที่อยู่ของนกพิราบ)
ในดิถีเดือนเพ็ญพระจันทร์เต็มดวง พระสารีบุตรเถระซึ่งปลงผมใหม่ๆ นั่งเข้าสมาธิอยู่ในที่แจ้ง ขณะนั้นมียักษ์ 2 ตน ผ่านมาทางนั้น ยักษ์ตนหนึ่งชื่อ นันทกะ เป็นมิจฉาทิฏฐิ ส่วนยักษ์อีกตนหนึ่ง เป็นสัมมาทิฏฐิ เคารพเลื่อมใสในพระรัตนตรัย ยักษ์นันทกะ เห็นพระเถระแล้วนึกอยากตีศีรษะของท่าน จึงบอกความประสงค์ของตนกับสหาย แม้ยักษ์ผู้เป็นสหายจะกล่าวห้ามปรามถึง 3 ครั้งว่า
"อย่าเลยสหาย อย่าทำร้ายสมณศากยบุตรพุทธสาวกเลย สมณะรูปนี้มีคุณธรรมสูงยิ่งนัก มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก"
ยักษ์นันทกะ ไม่เชื่อคำห้ามปราบของสหาย ใช้ไม้กระบองตีพระเถระ ที่ศรีษะอย่างเต็มแรง ซึ่งความแรงนี้สามารถทำให้ช้างสูง 8 ศอก จมดินได้ หรือ สามารถทำลายยอดภูเขาขนาดใหญ่ให้ทลายลงได้ และในทันใดนั้นเอง เจ้ายักษ์มิจฉาทิฏฐิตนนั้นก็ร้องลั่นว่า "โอ๊ย ! ร้อนเหลือเกิน" พอสิ้นเสียงร่างของมันก็จมลงในแผ่นดิน เข้าสู่ประตูนรกมหาอเวจี ณ ที่นั้นเอง
http://rakpratat.com.www.readyplanet.net/images/1093957571/mokalana01.jpg
เหตุการณ์ครั้งนี้ พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้เห็นโดยตลอดด้วยทิพยจักษุ รุ่งเช้าจึงเข้าไปหาพระสารีบุตรแล้วถามว่า
"ท่านสารีบุตรยังสบายดีอยู่หรือ ที่ยักษ์ตีท่านนั้น อาการเป็นอย่างไรบ้าง"
"ท่านโมคคัลลานะ ผมสบายดี แต่รู้สึกเจ็บที่ศรีษะนิดหน่อย"
พระมหาโมคคัลลานะ ได้ฟังก็กล่าวว่า "น่าอัศจรรย์จริงๆ ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย มาท่านสารีบุตรนี้ฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากจริงๆ ถูกยักษ์ตีรุนแรง ขนาดนี้ยังบอกว่าเพียงแต่เจ็บศรีษะนิดหน่อย"
ส่วนพระสารีบุตรก็กล่าวชมพระโมคคัลลานะว่า "ช่างน่าอัศจรรย์เช่นกัน ท่านโมคคัลลานะ ท่านก็มีฤทธานุภาพมากหาผู้เสมอเหมือนมิได้ ท่านเห็นแม้กระทั่งยักษ์ ส่วนตัวผมเอง แม้แต่ปีศาจคลุกฝุ่นสักตนก็ยังไม่เคยเห็นเลย"
พระผู้มีพระภาค ได้ทรงสดับเสียงการสนทนาของพระเถระทั้งสอง ด้วยพระโสตทิพย์ จึงทรงเปล่งพุทธอุทานนี้ว่า
"ผู้ใดมีจิตตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวดุจภูเขา
ไม่กำหนัดในอารมณ์อันชวนให้กำหนัด
ไม่ขัดเคืองในอารมณ์อันชวนให้ขัดเคือง
ผู้อบรมจิตได้อย่างนี้ ความทุกข์จะมีได้อย่างไร"
จากหนังสือ "เอกทัคคะ ในพระพุทธศาสนา" โดย พระครูกัลยาณสิทธิวัฒน์