PDA

View Full Version : ด่วนลาออกทั้งที่ยังมีงานคั่งค้าง , ทำบุญแล้วทำไมตกยาก


Kamen rider
02-02-2008, 02:29 PM
แรงบันดาลใจ เล่ม ๓
(จากหนังสือเตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว เล่ม ๓)

หนังเสือเล่มนี้รวบรวมเอาคำถามคำตอบจากคอลัมน์ ‘เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว’ ในนิตยสารบางกอกรายสัปดาห์ ตั้งแต่ฉบับที่ ๒๔๔๕ จนถึงฉบับที่ ๒๔๕๗ โดยได้ผนวกเอาบทส่งท้าย คือ ‘ถ้าดีพอไม่ต้องรอรางวัล’ ซึ่งยังไม่เคยลงตีพิมพ์มาก่อนเข้าไว้ด้วย

ในวันที่ผมเขียนคำนำนี้ โลกเหมือนเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ทางออกเหลือแต่ช่องแคบแสนแคบ ผู้คนส่วนใหญ่เสื่อมศรัทธากับการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ ความดีงามทั้งปวงกลายเป็นนิทานหลอกเด็กที่ถูกหัวเราะเยาะอย่างขบขัน

ถ้าดูดีๆ จะพบว่าโลกไม่ได้ทำอะไร เป็นแค่ลูกกลมๆลูกใหญ่ให้เราอาศัย โดยไม่บังคับใครว่าต้องอาศัยอยู่บนหลังมันด้วยท่านิ่งหรือตีลังกาล้มหัวอย่างไร มนุษย์เราเองนั่นแหละที่เป็นผู้กำหนดว่าจะให้โลกน่าอยู่หรือน่าอึดอัด

จากประสบการณ์ของตนเองและการเห็นปัญหาของคนอื่นๆ ผมพบว่าเพียงขาดคำอธิบายที่ดีพอ มนุษย์เราก็พร้อมจะเชื่อผิดๆ และกระทำอะไรเพี้ยนๆได้อย่างไร้สติไร้ขีดจำกัด วันนี้ยังมีบางคนเชื่อว่าโลกแบน วันนี้ยังมีคนบางคนฆ่าสัตว์ด้วยความเชื่อว่าเป็นการปลดปล่อยวิญญาณมันจากทุกข์ และ... วันนี้ยังมีคนเกือบทั้งโลกเชื่อว่ากรรมวิบากไม่มีจริง ตายแล้วไม่ต้องไปไหน ไม่ต้องเสวยบุญบาป ณ ปรโลกอันใดทั้งสิ้น

ทำไมต้องเชื่อ?

เชื่อแล้วได้อะไร?

ความเชื่อใดถูกที่สุด?

ทางเดียวที่คุณจะได้คำตอบน่าพอใจ คือต้องรู้เหตุผลที่จับต้องได้ในปัจจุบัน เช่นถ้าอยากทราบว่าทำดีแล้วเมื่อไหร่จะได้ดี ก็ต้องดูว่าแต่ละความดีที่ทำลงไปนั้น ‘พอ’ สมควรแก่การได้รางวัลแห่งความดีแล้วหรือยัง

คุณจะพบว่าชีวิตทั้งชีวิต บางทีพลิกกันที่มุมมองนิดเดียว ขอให้ลองอ่านบทส่งท้าย ‘ถ้าดีพอไม่ต้องรอรางวัล’ ในท้ายเล่มดูครับ

ดังตฤณ
กรกฎาคม ๒๕๔๘


:10743437:http://dungtrin.com/prepare/archieve/prarop03f.htm

Kamen rider
02-02-2008, 02:31 PM
ถาม – อยากทราบว่าการลาออกจากงานเพราะทนแรงกดดันไม่ไหว โดยที่งานยังค้างคาไม่เสร็จเรียบร้อย จะมีผลกรรมใหญ่ตามมาไหมครับ?

ถ้าลาออกจากงานขณะกำลังมีอารมณ์ กำลังโกรธหรือของขึ้น แค่นั้นก็นับว่าเป็นเรื่องใหญ่แล้วครับ เพราะเป็นบ่อเกิดของนิสัยหุนหันพลันแล่น ความอดทนต่ำ เจ้าคิดเจ้าแค้น ผมมองว่านิสัยด้านเสียที่ติดตัวไปแบบแก้ยากพรรค์นี้นั่นแหละ เป็นผลกรรมที่เห็นชัดทันตา เพราะคุณอาจวู่วามได้กับทุกสถานการณ์ อะไรๆก็ช่างมัน อยากปล่อยปละละเลย หรือผลักภาระให้คนอื่นรับผิดชอบแทนเรา

นิสัยชนิดนี้เมื่อเพาะชำจนรากงอกกับจิตใจของเรา ยึดติดแน่นหนาอยู่กับเราแล้ว ชีวิตที่เหลือแทบลืมเรื่องความสุขกายสบายใจไปได้เลย เพราะจะดูเหมือนคุณต้องเผชิญกับปัญหาแก้ไม่ตกอยู่เรื่อย และทำให้เสียความนับถือตัวเองลงทุกที

เท่าที่เห็นมา ยุคนี้ทุกคนมีความเซ็ง เหน็ดหน่ายกับความจำเจหรือปัญหาซ้ำซากในที่ทำงาน จนบ่นอยากลาออกวันละสองหนสามหนกันทั้งนั้นแหละครับ ถ้าทนไม่ไหวจริงๆเพราะแรงกดดันซ้ำซากมันยากเกินจะรับ อย่างนั้นจะออกก็ออกเถอะ แต่ขอให้กัดฟันสะสางการงานในความรับผิดชอบให้เรียบร้อยก่อน ส่งมอบงานให้คนใหม่เขาเข้ามารับช่วงดีๆก่อน อย่าออกทั้งที่รู้ว่าเดี๋ยวจะมีคนเดือดร้อนแทนคุณ คุณแค่รับรู้อย่างเดียวว่าไม่เอาแล้ว บ๋ายบาย ฉันไปก่อนล่ะ จะอ้างว่าไม่รับเงินเดือนงวดสุดท้าย ก็ไม่ได้เป็นการยุติธรรมอะไรเลยนะครับ คนเราไม่ใช่ทำงานแลกเงินเดือนอย่างเดียว ตัวงานเองคือการก่อกรรมชนิดต่างๆมากมายเหลือคณานับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรรมในด้านความรับผิดชอบต่อส่วนรวม

ผมเคยเห็นนะครับ กลุ่มลูกจ้างไม่พอใจเจ้านาย ก็นัดแนะกันลาออก คือปรึกษากันแล้วเห็นชัดว่าถ้าแกล้งกอดคอลาออกอย่างพร้อมเพรียง บริษัทฉิบหายแน่ หรือเจ้านายต้องวิ่งวุ่นเหน็ดเหนื่อยขาขวิดแน่ๆ แบบนี้ผลกรรมในอนาคตจะต้องเป็นผู้เหนื่อยแทบกระอักเลือด เป็นผู้ที่คุมคนไม่ได้ และจะต้องแบกภาระหลายด้านพร้อมกัน ทำอันนี้ไม่ทันเสร็จก็มีอันโน้นเพิ่มทับเข้ามา

บางคนคิดอย่างนี้นะครับ คือฉันไม่แคร์ว่าจะต้องพึ่งใครล่ะ ฉันไม่ง้อใครต่อล่ะ ฉันพึ่งตัวเองได้ เพราะฉะนั้นฉันจะลาออกไปเป็นนายตัวเอง อันนี้ขอบอกว่าถ้ามีเงินเก็บ มีทุนหนา หรือมีสายป่านยาว ก็ดูเหมือนใครๆจะเป็นนายตัวเองกันได้จริง แต่แนะอย่าง หากคุณทำงานเป็นลูกน้องคนอื่นแล้วยังปราบพยศในตนเองไม่ได้ ยังดับนิสัยหุนหันพลันแล่นไม่ได้ ก็อย่าเสี่ยงทีเดียวครับ อย่าเพิ่งตัดสินใจเป็นนายตัวเองหรือคิดเป็นนายคนอื่น เพราะคุณสามารถปิดบริษัทได้เพียงด้วยเหตุผลเล็กๆเช่นเบื่อแล้ว เซ็งแล้ว ขี้เกียจทำต่อแล้ว ไม่อยากอดทนกับความกดดันต่างๆแล้ว และนั่นก็จะเป็นความเดือดร้อนของลูกน้องคุณถ้วนหน้า โดยที่ตัวคุณยังมีฟูกรองรับสบายๆ

ต้องมีวงเล็บไว้นิดหนึ่ง เดี๋ยวจะหาว่าเข้าข้างฝ่ายเจ้านายท่าเดียว ผมเคยเห็นอีกเหมือนกัน บริษัทที่มีนายมหาโหดราวกับผู้คุมนักโทษ ด่าว่าพนักงานด้วยนิสัยดุร้ายอันธพาล พูดจาหยาบคายยิ่งกว่าปากตลาด ทั้งที่มีการศึกษาสูง แม้จะเดินไปเข้าห้องน้ำก็เหล่แล้วเหล่อีก และหนักกว่าอะไรคือใช้งานคนเยี่ยงทาส ให้กลับดึกดื่นๆเป็นประจำโดยไม่มีโอที ไม่สนว่าผู้หญิงกลับค่ำมืดจะมีอันตรายแค่ไหน แบบนี้ต้องใช้ดุลยพินิจว่าเขาทำเกินไปหรือเปล่า ถ้าเกินไปแบบผิดผู้ผิดคนจริงๆ คุณลาออกมากะทันหันก็ไม่เป็นไรครับ

ถ้าเครียดเหมือนสติจะแตก ขอลาพักร้อนก็ไม่ได้ งานการประดังรุมเร้าเข้ามาไม่หยุดหย่อนด้วยภาวะความจำเป็นของบริษัท อันนี้ก็อาจต้องเอาตัวรอดเหมือนกัน ไม่งั้นเดี๋ยวไปลงเอยที่โรงพยาบาลบ้า ถ้าคุณกำยาหลายๆชุดพร้อมหน้าดำๆไปแสดงเป็นหลักฐาน เขาก็คงให้ออกด้วยความเห็นใจ ขออย่างเดียวอย่างแกล้งตกแต่งหลักฐานขึ้นมาทั้งรู้แก่ใจก็แล้วกัน

อยากสรุปคือวิธีลาออกอย่างปลอดภัยในทางธรรมจริงๆนั้น คือหัดปราบพยศในตนเองให้ราบคาบเสียก่อน แน่ใจแล้วว่าขณะตัดสินใจลาออกนั้น จิตใจคุณไม่เคืองแค้นอาฆาตใคร ไม่ทำไปเพื่อความสะใจหรือคิดประชดใครให้เขาผูกเจ็บ แต่ทำไปด้วยเหตุผลตามสมควรอย่างแท้จริง และไม่มีสิ่งใดติดค้างอยู่อีก

ถาม – เคยเห็นคนตกยากแล้วมีแต่ใครๆอยากช่วยเหลือ ก็นึกแปลกใจครับว่าขัดแย้งกันอยู่ คือถ้ามีกรรมแบบที่จะได้รับความอุปถัมภ์ค้ำชู ได้รับความสงสารเห็นใจจากใครๆ ก็น่าจะต้องทำบุญ น่าจะเคยช่วยเหลือคนอื่นมามาก แต่ทำบุญมากอย่างนั้นแล้วไฉนตกยากได้? ภาพที่ขัดแย้งกันแบบนี้บางทีก็ทำให้กังขาได้ว่ากรรมวิบากมีจริงหรืออย่างไรแน่

พอเกิดเป็นมนุษย์ในแต่ละชาตินี่มีโอกาส ‘ก่อกรรม’ ที่ขัดแย้งกันได้มากไหมล่ะครับ? ลองมองไปรอบๆให้เห็นตามจริงเถอะ ตำรวจบางคนวัยหนุ่มเป็นวีรบุรุษ ที่สุดตบท้ายกลายมาเป็นนักโทษวัยชราก็มีให้เห็นแล้ว

ผมเคยเจอมา มีอยู่รายหนึ่ง มองสัตว์ในแง่ดี แต่มองคนในแง่ร้ายตลอด ผลคือกรรมทางความคิด คำพูด และการกระทำนั้น จะเป็นทำนองใจดีกับสัตว์ แต่ใจร้ายกับคน คงพอนึกออกนะครับ เหมือนอย่างที่นานมาแล้วมีเพลงๆหนึ่ง บอกว่าทำบุญกับคนไม่เคยขึ้น น้อยใจเลยหันไปทำคุณกับหมาแทน

อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับปมอันสลับซับซ้อนของแต่ละราย น่าเห็นใจและว่ากันไม่ได้ครับ เกิดมาด้วยความไม่รู้ ทำๆอะไรกันไปด้วยความไม่รู้เป็นพื้นยืน กว่าพระพุทธเจ้าจะอุบัติ กว่าจะมีโอกาสเงี่ยหูสดับฟังการชี้ถูกผิดจากพระองค์ท่าน แต่ละคนต่างก็ต้องเคยหลงก่อบาปเป็นวรรคเป็นเวร ย่ำแย่กันถ้วนหน้า ไม่มีใครพลาดพลั้งน้อยหน้าไปกว่ากัน

แม้เห็นชีวิตจริง หรือความเป็นไปได้จริงของชีวิตกันจะจะด้วยตาเปล่า ว่าคนเรากลับไปกลับมา เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายกันเป็นส่วนใหญ่ แต่เราก็มักจะทึกทักสร้างภาพในอุดมคติ ว่าคนดีย่อมทำกรรมดีได้อย่างเดียว คนชั่วย่อมทำกรรมชั่วได้อย่างเดียว หรืออีกนัยหนึ่งคือคนทำกรรมดีน่าจะต้องเป็นคนดีเสมอไป คนทำกรรมชั่วน่าจะต้องเป็นคนชั่วเสมอไป

ความจริงอันเป็นที่สุดก็คือไม่มีใครชั่วจริงตลอดไป ไม่มีใครดีจริงตลอดกาล จะมีก็แต่คนหลงผิด คนไม่รู้แจ้งแทงตลอดในกฎแห่งกรรมวิบากเท่านั้น

เมื่อไม่รู้ก็ออกอาการหลงไปตามผัสสะ ผัสสะดีมาก็อยากดีตอบ ผัสสะร้ายมาก็อยากร้ายตอบ เรื่องของเรื่องคือเราไม่รู้หรอกว่าที่ดีๆร้ายๆไปแต่ละครั้งนั้น เจอปังตอ เจอของแข็งเข้าให้กี่ครั้ง

ทำความเข้าใจด้วยจุดนี้น่าจะคลายความกังขา หญิงชายหลายคนรักสัตว์ เลี้ยงสัตว์ให้อยู่ดีมีสุข เวลาป้อนข้าวป้อนน้ำกับมือก็ทำด้วยอาการอ่อนน้อม มีจิตคิดอนุเคราะห์เต็มเปี่ยม ผลที่ทำแม้เพียงกับสัตว์เดรัจฉานจิตวิญญาณตกอยู่ในอบายภูมิ ก็จะได้ดีมีกุศลวิบากติดตัวไป คือจะเป็นผู้อยู่ดีกินดี ไปไหนใครเห็นก็อยากให้การอุปถัมภ์ ดูอ่อนโยน น่ารัก น่าหยิบยื่นข้าวของเงินทองให้ หวังว่าคุณคงเคยเจอคนประเภทนี้ พวกเขาจะมีแม่เหล็กดึงดูดใจ และดึงดูดข้าวของจากเราไปง่ายๆ อาจไม่ต้องเปลืองแรงเอ่ยขอเลยด้วยซ้ำ นี่แหละผลของกรรมที่เคยช่วยเหลือสิ่งมีชีวิตทั้งหลายด้วยจิตอนุเคราะห์อย่างสม่ำเสมอ

คราวนี้คนๆเดียวกันนี่แหละครับ พอเงยหน้าขึ้นมาจากสัตว์ เห็นมนุษย์ด้วยกันเข้า จิตก็อาจเปลี่ยนไปเป็นอีกแบบ เขาเดินมาหาก็นึกระแวงไว้ก่อนว่านี่กะจะเอาอะไรจากเรา แล้วเราจะได้เปรียบหรือเสียเปรียบ เราจะโดนต้มเอาซึ่งๆหน้าหรือไม่ ฯลฯ

ด้วยความคิดหวาดวิตกชนิดนี้ อาจเป็นเพราะโดนมาเยอะ ในที่สุดก็อาจจะถือสุภาษิตชกก่อนได้เปรียบ คือเขาจะเอาอะไรจากเราหรือเปล่าไม่สน รู้แต่ว่าเราจะฉกเอาจากเขาก่อนล่ะ นี่แหละครับ เห็นสัตว์ทำหน้าน่าสงสารก็สงสารมัน เห็นคนทำหน้าน่าหมั่นไส้ก็หมั่นไส้เขา ปรากฏอยู่ทั่วไป

ถ้าหมั่นไส้คนแล้วคุณไปทำร้ายคน หรือไปโกงคน หรือทำให้คนตกระกำลำบาก เมื่อเกิดใหม่คุณก็ต้องโดนทำร้าย หรือโดนโกง หรือหมดเนื้อหมดตัว ระหกระเหเร่ร่อน สถานการณ์จะหนักเบาเพียงใดขึ้นอยู่กับความแรงของเจตนาของคุณ รวมกับระดับคุณธรรมของคนที่คุณไปเล่นเขาไว้ พูดง่ายๆว่าเจอกระทงหนักก่อน

แต่ด้วยกรรมที่คุณเคยช่วยสัตว์ด้วยจิตอนุเคราะห์ ก็อาจตามมาช้อนรับไว้ไม่ให้ตกเตี้ยติดดินเต็มๆตัว ชะตากรรมอาจซัดพาคุณไปเจอคนใจดี เห็นหน้าคุณแล้วเมตตาเอ็นดู อยากช่วยขนาดควักกระเป๋าสตางค์หยิบเงินเป็นฟ่อนให้เดี๋ยวนั้น นี่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในอดีต ปัจจุบัน และจะไม่ยุติลงในอนาคต

พวกที่มีกรรมดำและกรรมขาวตัดกันอย่างรุนแรงในตัวคนเดียวนั้น ไม่ค่อยหาได้ง่ายๆ บุคคลประเภทนี้เวลาสุขก็สุขจริง แต่เวลาทุกข์ก็ทุกข์ปางตาย และมักสับสนกับชีวิต เพราะเสวยผลสุดโต่งสองด้านของชีวิตจนมึนงง แทบไม่อยากเชื่อว่าเหตุใดชีวิตผกผันกันได้ขนาดนั้น

คนส่วนใหญ่มีกรรมดำและกรรมขาวปนกันมั่วๆ แต่ไม่ได้ตัดกันรุนแรงมากนัก เช่นมีเมตตากับสัตว์ปานกลาง คือไม่ถึงกับค้อมตัวลงไปป้อนข้าวป้อนน้ำให้มันกับมือ ไม่ถึงกับหาของดีเลิศมาปรนเปรอพวกมัน ไม่ถึงกับจับหมาแมวจรจัดที่ป่วยไข้ส่งสัตวแพทย์ และขณะเดียวกันก็มีความหมั่นไส้มนุษย์ด้วยกันเพียงปานกลาง คือไม่ถึงกับเห็นมนุษย์แล้วระแวงไปหมด ไม่ถึงกับคิดฉกชิงฉ้อฉลใคร ไม่ถึงกับคุมแค้นขนาดเอาคืนคนทำร้ายเป็นสิบเท่า

สรุปคือถ้ามองโลกตาเปล่า เห็นตามจริงว่าคนเราก่อกรรมอันขัดแย้งได้ ก็ต้องมีสิทธิ์รับผลกรรมอันขัดแย้งสุดโต่งคนละขั้วได้เป็นธรรมดาเช่นกัน ไม่น่าคลางแคลงกฎแห่งกรรมวิบากแต่อย่างใดเลยครับ


:yociexp15:http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare028.htm