PDA

View Full Version : ศาสตราจารย์ ดร. ระวี ภาวิไล


มดเอ๊ก
01-29-2008, 04:15 PM
http://www.dharma-gateway.com/image/rawee.jpg


ศาสตราจารย์ดร. ระวี ภาวิไล

http://www.dharma-gateway.com/image/rosebar-2.gif
ข้อมูลจาก เวบคลังปัญญาชนสยาม

http://www.geocities.com/siamintellect/intellects/rawee/biography.htm
เกิด

เกิดวันที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๖๘
เรียน

เริ่มเข้าเรียนระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนหุตะวณิช มัธยมศึกษาที่ สวนกุหลาบวิทยาลัย และเตรียมอุดมศึกษาจาก โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
สำเร็จการศึกษาวิทยาศาสตร์บัณฑิต สาขาฟิสิกส์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโททางฟิสิกส์ จากมหาวิทยาลัยแอเดอเลด และปริญญาเอกทางดาราศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติ ออสเตรเลีย
งาน

เข้ารับราชการเป็นอาจารย์ตั้งแต่อายุ ๑๙ ปี สอนหนังสืออยู่ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๘ จนกระทั่งเกษียณอายุในปี พ.ศ. ๒๕๒๙
ผลงานทางดาราศาสตร์เป็นที่ยอมรับในต่างประเทศ เคยร่วมประชุมและรับเชิญทำงานวิจัยในต่างประเทศเกือบ ๒๐ ครั้ง มีผลงานค้นคว้าวิจัยสำคัญ ดังเช่น เรื่องโครงสร้างละเอียดของโครโมสเฟียร์ ดวงอาทิตย์ เรื่องโครงสร้างอาณาจักรบริเวณกัมมันต์บนดวงอาทิตย์ เรื่อโครงสร้างและการเคลื่อนไหว ของบรรยากาศระดับโครโมสเฟรียร์ของดวงอาทิตย์ เรื่องบรรยากาศของดวงอาทิตย์ เป็นต้น
มีความสนใจทางด้านศาสนาและปรัชญา เขียนหนังสือไว้หลายเล่ม รวมทั้งงานแปล
เคยเป็นกรรมการบริหารโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ปัจจุบัน เป็นราชบัณฑิตแห่งราชบัณฑิตยสถาน, ศาสตราจารย์กิตติคุณ, ผู้อำนวยการธรรมสถานของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นายกสมาคมดาราศาสตร์แห่งประเทศไทย
กำลังศึกษาค้นคว้าเรื่องการกำเนิดของจักรวาล วิจัยเรื่องอุกกาบาตที่ตกในประเทศไทย ทำงานแปลและงานเขียน บรรยายเรื่องเกี่ยวกับดาราศาสตร์ ศาสนาและปรัชญา และเป็นหนึ่งในบรรณาธิการของสำนักพิมพ์ผีเสื้อ
ครอบครัว

มีบุตรหญิง ๑ คน ชาย ๑ คน
งานหนังสือ

·คุณค่าชีวิต
·ชีวิตดีงาม
·ดาวหาง
·ดาราศาสตร์และอวกาศ
·ทรายกับฟองคลื่น แปล
·ปรัชญาชีวิต โดย คาลิล ยิบราน
·ปรัชญานิพนธ์ สาธนา
·ปีกหัก โดย คาลิล ยิบราน
·พระพุทธศาสนาในประเทศไทย
·ยิ้มสู้ชีวิต
·รู้สึกนึกคิด
·ศาสนากับปรัชญา (ความสงัด)
·สาธนา: ปรัชญานิพนธ์ โดย รพินทรนาถ ฐากูร
·สุริยุปราคา ๒๔ ตุลาคม ๒๕๓๘
·หัวใจของศาสนาพุทธ
·หิ่งห้อย: ปรัชญานิพนธ์ แปล
·อภิธรรมสำหรับคนรุ่นใหม่
·เพ่งพินิจเรื่องชีวิต
·บุปผชาติแห่งชีวิต
บทความ

· เรามาเปลี่ยนการเรียนรู้ของเด็กไทย ให้เห็นคุณค่าของความใฝ่ฝันเถอะครับ
·ดวงตาเห็นธรรม
·"มิตรภาพ" - แปลจากบทหนึ่งของ ปรัชญาชีวิต โดย คาลิล ยิบราน

มดเอ๊ก
01-29-2008, 04:15 PM
มุมมองทางศาสนา ของ อ.ระวี ภาวิไล
ระวี ภาวิไล
http://www.dharma-gateway.com/image/rosebar-2.gif

โพสท์ในลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 003188 โดยโพสท์ในลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 003188 โดยคุณ :Lion [ 1 ส.ค. 2544]

<TABLE style="BORDER-RIGHT: medium none; BORDER-TOP: medium none; BACKGROUND: #fffff5; BORDER-LEFT: medium none; BORDER-BOTTOM: medium none; BORDER-COLLAPSE: collapse" cellSpacing=0 cellPadding=0 width="95%" bgColor=#fffff5 border=1><TBODY><TR><TD style="BORDER-RIGHT: maroon 1.5pt solid; PADDING-RIGHT: 5.4pt; BORDER-TOP: maroon 1.5pt solid; PADDING-LEFT: 5.4pt; PADDING-BOTTOM: 0cm; BORDER-LEFT: maroon 1.5pt solid; WIDTH: 100%; PADDING-TOP: 0cm; BORDER-BOTTOM: maroon 1.5pt solid" vAlign=top width=540>คัดมาฝาก บางตอนจาก บทสัมภาษณ์ อ.ระวี ภาวิไล “ไขรหัสลับชีวิตมนุษย์ “ จากกรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย ฉบับวันที่ 8 ธันวาคม 2541
เป็นมุมมองที่น่าพิจารณาของท่านอาจารย์ ระวี ภาวิไล
คุณ :Lion [ 1 ส.ค. 2544]
</TD></TR></TBODY></TABLE>
ถาม – ช่วงหลังอาจารย์มีความสนใจด้านศาสนามาก จะให้คำตอบวิกฤติโลกปี ค.ศ. 2000 อย่างไร ?
ตอบ – การพยากรณ์แบบนี้มีมาเรื่อยตั้งแต่สมัยพระคริสต์ และก่อนพระคริสต์ เคยมีคนประกาศว่า โลกจะพินาศ บอกให้คนทั้งหลายสำนึกบาป ชำระบาป การพยากรณ์ว่าโลกจะพินาศมีมาเรื่อย แล้วพินาศหรือเปล่า
ถาม – แสดงว่าอาจารย์ไม่เชื่อคำทำนาย ?
ตอบ – แม้มันจะพินาศก็เป็นไปตามวิถีธรรมชาติ ถึงโลกไม่พินาศ..คนเกิดมาแล้วตายไหม ทุกคนเกิดมาก็ต้องตาย ทุกอย่างก็เปลี่ยนตามเงื่อนไขตัวแปรที่มนุษย์เรารู้ก็มี ไม่รู้ก็มี ถ้าเราถือตามคำสอนของพระพุทธเจ้าคือ ถ้ามีภัยคุกคามมนุษย์ก็หาที่พึ่ง แล้วท่านก็บอกว่า ที่พึ่งเหล่านั้นพึ่งไม่ได้ ท่านบอกว่าที่พึ่งได้คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ผู้ใดเห็นอริยสัจ 4 นั่นแหละคือที่พึ่งที่แท้จริง ถ้าให้ตีความหมายก็คือควรสนใจปฏิบัติธรรมแบบอุกฤษณ์คือเต็มที่
ถาม – คิดอย่างไรกับคำทำนายนอสตราดามุส ?
ตอบ – ผมไม่เห็นต้องสนใจคำทำนาย ใครอยากจะเชื่อก็เชื่อไป แล้วคำว่าผมไม่สนใจอาจมากกว่าคำว่าไม่เชื่อเสียด้วยซ้ำ ผมไม่เสียเวลาเรื่องนี้หรอกผมมีเวลาที่ต้องใช้ประโยชน์มากกว่านั้น หากผมใช้เวลาศึกษาคำสอนของพระศาสดาต่างๆ จะทำให้ชีวิตผมดีขึ้นแล้วพระศาสดาทั้งหมด ผมเชื่อว่าประกาศธรรมอันเดียวกัน แต่ว่าท่านประกาศกับคนต่างยุค ต่างสมัย แตกต่างความเชื่อ
ถาม – แสดงว่าพระศาสดาทุกศาสนาประกาศธรรมอันเดียวกัน ?
ตอบ – ศาสนาในโลกมีนับไม่ถ้วนเข้าหาสัจจะเดียวกัน ลองคิดดูสิมนุษย์ไม่ได้แตกต่างกัน ถึงจะเป็นคนชาติไหน และอ้างตัวว่าถือศาสนาอะไร แล้วมีโทสะ โมหะเหมือนกันไหม มีความโง่เหมือนกันไหม เราคิดให้มันต่างกันเอง
ถาม – อาจารย์มีความเชื่อว่า ศาสนากับวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องเดียวกัน ?
ตอบ – ผมว่าความรู้ทุกอย่างเป็นเรื่องเดียวกัน ความรู้ก็คือความรู้ ความพยายามจะเข้าใจโลก เข้าใจชีวิต วิทยาศาสตร์ก็พยายามจะเข้าใจโลก เข้าใจชีวิต ศาสนาก็คือ ความพยายามจะพัฒนาความเข้าใจโลกคือ เรื่องเดียวกันหมด เรื่อความเป็นมนุษย์ของเรา ไม่ใช่อยู่อย่างงมงาย อยู่อย่างไม่รู้อะไรแล้วตายไปอย่างไม่รู้อะไร
ถาม – แสดงว่ามนุษย์ส่วนใหญ่เป็นอย่างนั้นหรือ ?
ตอบ – ผมไม่อยากพูด เพราะสิ่งที่พูดตอนนี้บางแง่ก็รุนแรงอยู่แล้ว ผมไม่อยากวิจารณ์ ถ้าเริ่มวิจารณ์ก็จะมีเรื่องต้องวิจารณ์อีกมาก แต่อยากมองว่าคนเราถ้าไม่พยายามแสวงหาความรู้ความเข้าใจ ก็จะไม่รู้อะไร มนุษย์เกิดมาก็ควรเกื้อกูลมากกว่าแก่งแย่งกัน
ถาม – สาเหตุที่สังคมวุ่นวายทุกวันนี้เป็นเพราะการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ?
ตอบ – เป็นเพราะความหลง เพราะไปลุ่มหลงความสะดวกสบายเฉพาะหน้า เมื่อลุ่มหลงแล้วก็จะเห็นแก่ตัว แล้วความเห็นแก่ตัวนี่ลึกซึ้งมาก ถ้าไม่มีความสามารถรู้ทันความคิดของตัวเอง คิดทีไรคิดเข้าข้างตัวเองและเห็นแก่ตัวพฤติกรรมของคนก็พยายามแสวงหา ประโยชน์เข้าตัวเมื่อต่างคนต่างแสวงหาประโยชน์ ก็เกิดความขัดแย้ง เกิดพฤติกรรมที่ทำให้เกิดความสับสน
ถาม – แล้วความศรัทธาผิดๆ ทางพุทธศาสนาล่ะ ?
ตอบ – จะเรียกว่า ศรัทธาไม่ได้ ผมว่าหลงมากกว่า หลงรสอร่อยในการเสพวัตถุ ความหลงรสอร่อยมันเกิดในใจคนแล้วเครื่องแบบต่างๆ หัวโขนต่างๆ ที่มาสวมว่าเป็นนั่นเป็นนี่ ไม่ได้ช่วยให้ความหลงทั้งหมดคลายไป มีแต่จะทำให้หลงมากขึ้น กลายเป็นว่า มองไม่เห็นอะไรกลายเป็นว่าใช้ประโยชน์จากทุกอย่างด้วยความเห็นแก่ตัว จะอ้างในนามของคนทำความดี ในนามของศาสนาหรืออะไรก็ตามแต่ มองให้ดีก็จะรู้ว่าเป็นเรื่องหลอกไม่จริงทั้งสิ้น
ถาม – แสดงว่าผู้นำศาสนาบางแห่ง นำมนุษย์ไปสู่ความหลงผิด ?
ตอบ – คุณรู้คำตอบอยู่แล้ว ถ้าผมวิจารณ์ไปผมอาจล่วงล้ำเข้าไปถึงขั้นผิดกฎหมายได้ เพราะมีกฎหมาย คุ้มครององค์การศาสนา ถ้าเราละเมิด บางคนอาจหาว่าดูหมิ่น ต้องหนีไปต่างประเทศ ผมไม่อยากเข้าไปเกี่ยวข้องกับกลไกของรัฐ ผมไม่อยากยุ่งกับเรื่องกฎหมาย
คำสอนของพระศาสดาให้ลดตัวตน ความเห็นแก่ตัว ให้ลดด้วยปัญญาและความรัก ความสำนึกในความเป็นมนุษย์ต้องมี ถ้าคำสอนไหนแอบแฝงยั่วยุความเห็นแก่ตัวก็ไม่ใช่สิ่งที่ถูกนัก
ถาม – จากหนังสือหลายเล่มของอาจารย์แสดงให้เห็นถึงความงดงามของชีวิต ?
ตอบ – จริงๆ แล้วเราควรจะเลิกพูดเรื่องศาสนา เพราะมีคนให้คำจำกัดความศาสนาหลายอย่าง ถ้าคนในศาสนาที่มีพระเจ้า เรื่องศาสนาก็คือ เรื่องเชื่อฟังพระเจ้า ถ้าเป็นชาวพุทธก็ว่าต้องเชื่อคำสอนพระพุทธเจ้า
ที่จริงแล้วการที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์ ก็ควรมีความเข้าใจสถานการณ์ปรากฏการณ์โลกและชีวิตแต่ละวันว่า มีความหมายอย่างไร เข้าใจลึกซึ้งที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในขั้นตอนต้องอาศัยศึกษาผลงานของเพื่อนมนุษย์ที่ได้เกิดมาแล้ว เพื่อให้เราเข้าใจชีวิตที่เผชิญอยู่ทุกขณะทุกวัน ไม่ใช่ยึดติดคำสอนของท่าน ไม่ใช่เอาคำสอนท่านมาพูดต่อแล้วรู้สึกภูมใจว่าจำได้ หรืออวดว่าเป็นลูกศิษย์คนนั้นคนนี้ สิ่งที่ควรจะทำก็คือ ประมวลทั้งหมดเพื่อนำไปใช้กับประสบการณ์ของเราในทุกขณะจิต
ผมอยากบอกว่า ศาสนาเป็นแค่คำสอนหรือคำกล่าวของผู้รู้ คำสอนจะมีความหมายก็ต่อเมื่อเข้ามาอยู่ในใจคนจนเป็นเลือดเนื้อของเรา ไม่ใช่เป็นความจำในสมองของเรา ต้องเอาคำสอนมาปฏิบัติจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของเรา ธรรมะในการปฏิบัติเกือบทั้งหมดเป็นเหมือนเรือจ้าง พอมาถึงฝั่งคงไม่มีใครแบกเรือจ้างเดิน เมื่อข้ามฝั่งแล้ว เรือจ้างก็ต้องทิ้ง
ถาม – เป็นเรื่องยากที่มนุษย์จะพ้นทุกข์ ?
ตอบ – จะว่ายากก็ยาก ไม่ยากก็ไม่ยาก เคยได้ยินคำว่า เส้นผมบังภูเขาไหม…ตรงนี้ไม่มีคำตอบ ที่จริงการอยู่ในโลกนี้ไม่มีปัญหา ปัญหาเกิดเพราะตัวตน
เข้ามาบอกว่า กูมีปัญหา ฉันมีปัญหา เมื่อไม่มีฉันก็ไม่มีปัญหา
ตอนท่านพุทธทาสอยู่ที่อำเภอไชยา สุราษฏร์ธานี ช่วงนั้นผมยังอายุน้อย ท่านเคยเดินทางมาบรรยายธรรมที่กรุงเทพ ฯ เรื่อง ภูเขาแห่งพุทธธรรม แล้วท่านถามว่า แล้วอะไรบังอยู่…พระพุทธรูปบังพุทธธรรม คนไหว้พระพุทธรูปเลยไม่บรรลุธรรม เพราะไปยึดติดพระพุทธรูป พอท่านบรรยายไปแล้ว คนที่ฟังยุคนั้นเป็นระดับผู้นำในพุทธสมาคม จึงไปฟ้องสมเด็จพระสังฆราชว่า ท่านพุทธทาสสอนให้คนไม่เคารพพระพุทธเจ้า เป็นตัวอย่างอันหนึ่งที่ทำให้ผมนึกถึงเรื่องเส้นผมบังภูเขา เราถูกบังแล้ว สิ่งที่บังเป็นสิ่งที่คิดขึ้นด้วยใจ เรานึกถึงพระพุทธเจ้าทีไรต้องนึกถึงพระพุทธรูป ไม่ได้นึกถึงการตรัสรู้ไม่ได้นึกถึงตัวปัญญาที่ทำให้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วตัวปัญญาแสดงชัดเจนแล้วว่า มนุษย์ที่คิดว่าตัวเองคือ “ อัตตา “ สิ่งที่ “ อัตตา “ แบกไว้คือ ตัวทุกข์หรือปัญหาที่คิดขึ้นเองแล้วแบกรับปัญหา
คำสอนทั้งหมดในพุทธศาสนาสอนให้รู้ทันไม่ยึดตัวตน เราเป็นทุกข์เพราะยึดตัวตน ทั้งหมดก็เป็นเราเท่านั้นเอง ชีวิตก็อยู่ในโลกทั้งสองคือ โลกของความแท้จริงที่เหนือตัวตน และโลกที่เราจำเป็นต้องอยู่คือโง่ที่จะอยู่สมมติขึ้นเอง มีเรื่องนั้นเรื่องนี้ที่มากระทบเราก็เล่นละครไป แสดงไป พอปิดฉากก็ให้ปิดฉาก อย่าพยายามดึงฉากแล้วโชว์ต่อ
ที่เรามีตัวตนเพราะคนส่วนใหญ่คิดจะเหนือคนอื่น อย่าคิดอย่างนั้น …อย่างในสวนแห่งหนึ่งดอกไม้มีกี่ดอก ใบไม้มีมากกว่าดอกไม้ แล้วโอกาสที่ได้เกิดเป็นมนุษย์มันน้อยนัก พอเกิดมาเป็นมนุษย์ได้เพราะสิ่งที่สร้างดีแล้ว ก็ควรใช้โอกาสนี้ให้เต็มที่ ใช้เวลาเท่าที่จะสามารถใช้ได้ในชีวิต เพื่อจะบรรลุความรู้ในความไม่เป็นตัวตน
การอยากได้ความสุขก็คือ ความโลภอย่างหนึ่ง ตัวความคิดก็คือตัวตนที่แฝงมา คิดทีไรตัวตนแฝงอยู่เบื้องหลังทุกที คือต้องเฝ้าดูความคิด เหมือนแมวคอยเฝ้าหนู
http://www.dharma-gateway.com/image/bar-red-lotus-small.jpg
<!--BEGIN WEB STAT CODE----><SCRIPT language=javascript1.1> page="มุมมองทางศาสนา ของ อ.ระวี ภาวิไล ";</SCRIPT><SCRIPT language=javascript1.1 src="http://hits.truehits.in.th/data/i0017685.js"></SCRIPT><SCRIPT src="http://tracker.truehits.in.th/func/th_donate_1.4.js"></SCRIPT><SCRIPT src="http://tracker.truehits.in.th/func/th_common_1.4.js"></SCRIPT>

มดเอ๊ก
01-29-2008, 04:16 PM
เรียนรู้โลกและชีวิตกับศ. ดร. ระวี ภาวิไล
โดย อรอิน
จาก คุยนอกรอบ เว็บไซต์ประพันธ์สาส์น ชุมชนคนรักหนังสื (http://www.praphansarn.com/talk/ttalk112.php)อ (http://www.praphansarn.com/talk/ttalk112.php)

http://www.dharma-gateway.com/image/rosebar-2.gif

http://www.geocities.com/siamintellect/resources/i_rawee.htm
ต้องกล่าวว่า ศ.ดร.ระวี ภาวิไล คือปราชญ์ผู้รู้ทั้งสองศาสตร์ ศาสตร์แรกคือวิทยาศาสตร์ ศาสตร์ที่สองคือพุทธศาสนา ทั้งสองศาสตร์นี้อาจารย์ระวีมองว่า - เป็นคนละเรื่องเดียวกัน และแม้ว่า ณ บั้นปลายชีวิตของอาจารย์จะละทิ้งวิทยาศาสตร์ ถึงจะศึกษาบ้างก็แต่เพียงน้อยนิด เนื่องจากในเวลาที่เหลือ - อาจารย์มีสิ่งที่ไม่รู้ต้องศึกษาอีกมากมาย...
"ผมยังไม่รู้อะไรอีกเยอะ... วิทยาศาสตร์ผมเลิกสอนมานานแล้ว แต่อันที่จริงผมก็ต้องตามเรียนรู้อยู่บ้างก็เพราะผมถูกถามอยู่เรื่อยเวลาเกิดโน้นเกิดนี่ เขาควรจะไปหาคนอื่นบ้าง เหตุที่ผมสนใจน้อยเพราะว่าผมมีเวลาเหลือน้อย อายุผมจวนจะ 79 แล้ว พระพุทธเจ้าปรินิพาน 80 ผมไม่รู้ว่าผมจะอยู่ยาวกว่าพระพุทธเจ้าหรืออายุสั้นกว่าด้วยซ้ำไป แต่-ผมยังอยากรู้ อยากเข้าใจ สิ่งที่ยังไม่รู้ ไม่เข้าใจ
การที่จะรู้ - เข้าใจ มาถึงตรงนี้ผมต้องพูดถึงวิทยาศาสตร์ก่อน นั้นคือสมอง มักมีคนคิดว่า จิตไม่มีหรอก มีแต่สมอง รู้จักสมองแล้วจะรู้จักพฤติกรรม แล้วก็ไม่ต้องอธิบายด้วยจิต แต่มีอีกพวกหนึ่งบอกว่าไม่ได้ มันไม่มีได้อย่างไร จิตเป็นสิ่งที่รู้ได้ด้วยปรากฏการณ์ ปรากฏการณ์เฉพาะหน้า คุณคิดว่าคุณมีการรับรู้หรือเปล่า ไม่ต้องไปอ้างถึงว่ามันรับรู้เพราะแสงมาเข้าตา หรือเสียงมาเข้าหู ถึงรับรู้ แต่รับรู้หรือเปล่า แม้แต่นอนหลับไปก็ยังไปรับรู้อีกโลกหนึ่งที่เป็นโลกของความฝัน ทั้งหมดเหล่านี้มันควรจะเป็นเรื่องเดียวกัน นี่คือสิ่งที่ผมกำลังพยายามทำความเข้าใจ เข้าใจได้แค่ไหนก็แค่นั้นนะ เพราะเวลาผมเหลือน้อยแล้ว แล้วธุระอะไรผมถึงจะไปยุ่งกับเรื่องโน้นเรื่องนี้ ใครเชิญผมไปไหน ผมจึงมักจะไม่ไป แม้แต่คุณติดต่อมาผมก็ยังจะไม่ให้สัมภาษณ์เลย ผมต้องการกาลเวลาทั้งหมดเป็นของผมเพื่อทำงานที่เป็นส่วนตัว "
นับจากเวลานี้เป็นต้นไปอาจารย์ระวี ภาวิไล จะทุ่มเวลาทั้งหมดเพื่อศึกษาพุทธศาสนา
"ผมสนใจเรื่องการวิเคราะห์จิตใจ คัมภีร์อภิธรรม เรียกว่าหลังจากเป็นอภิธรรมปิฎก อภิธรรมปิฎกเรียกว่าเป็นเนื้อแท้ของความรู้ในพุทธศาสนา ผมไม่จำเป็นต้องนำเอาวิทยาศาสตร์มาจับในพุทธศาสนา มีคนที่พยายามที่จะอธิบายหลักกรรมโดยปฏิกิริยาแอ็คชั่น รีแอ็คชัน หรืออธิบายสวรรค์ นรก โดยกล่าวถึงโลกอื่น ดาวดวงอื่น ผมไม่เอาด้วยหรอก ….มันเป็นคนละเรื่องเดียวกัน (หัวเราะ)
ด้านของชีวิตมันมีสองด้าน พระพุทธเจ้าท่านได้จำแนกไว้ในคำสอนแล้วคือ รูปกับนาม รูปคือด้านวิทยาศาสตร์เข้าไปศึกษามาก นามคือด้านที่เป็นเรื่องของจิตใจ วิทยาศาสตร์ไม่ได้ศึกษาเท่าไร คนตะวันตกเขาก็ศึกษาเหมือนกันแต่ศึกษาในนามจิตวิทยา เรื่องของนาม จิตใจนั้นมีหมดแล้วในคำสอนของพระพุทธเจ้า แล้วก็มาปรากฏในพระอภิธรรมเป็นระบบเลยทั้งรูปทั้งนาม ...
ผมพูดในที่หลาย ๆ แห่ง พระพุทธเจ้าท่านทรงกล่าวถึงเรื่อง - โลกและชีวิต โลกคืออะไร ชีวิตคืออะไร เราจะเข้าใจโลกและชีวิตได้อย่างไร ...
เราจะเข้าใจได้ในกายยาววาหนาคืบที่มีใจครอง วาหนึ่งนั้นมันเท่ากับความสูงของร่างกายเราพอดีนะ เพราะฉะนั้นกายยาววาหนาคืบหนึ่งคือรูปกายนี่แหละ และที่บอกว่ามีใจครอง ก็คือใจประกอบอยู่ด้วยนะ ใจที่ประกอบรูปนามนี้ ไม่ได้ไปประกอบรูปนามนั้น (หัวเราะ) ของใครก็ของใคร แต่รูปนามนั้นจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกันนั้นมันอีกระดับหนึ่ง
เพราะฉะนั้นการที่เราจะเข้าใจโลกและชีวิตได้ เราต้องเข้าใจตัวเองก่อน คือกายยาววาหนาคืบที่มีใจครองให้ถ่องแท้แล้วก็จะเข้าใจโลกและชีวิตทั้งหมด ไม่ต้องไปหาที่อื่น "
"สิ่งที่ผมพูดมันอาจดูง่ายนิดเดียว เขาเรียกว่าเส้นผมบังภูเขา (หัวเราะ) มันง่ายแบบเส้นผมบังภูเขา ถ้าหากว่าในตาคุณนั้นถูกอะไรบังสักนิดเดียวคุณก็ไม่เห็นภูเขา ถ้าเส้นผมมาแหย่กลางตาของคุณ ประสาทตาคุณก็เสีย คนที่จะศึกษาเรื่องนี้ต้องเป็นคนที่มองกว้าง..."
อาจารย์ระวี ภาวิไล ได้เขียนสรุปทิ้งท้ายไว้ในบทความ "เรียนรู้โลกและชีวิต" ไว้ว่า...
…การจำแนกสรรพสิ่ง เป็นการสนองตอบความปรารถนาของจิตที่ปรุงแต่งความคิด เพื่อยืนยันสมมติบัญญัติความเป็นตัวตนให้คงอยู่ ในกระบวนการแยกออกจากหนึ่งเป็นสอง สิบเป็นร้อย เป็นพันเป็นแสน ถึงอสงไขยไม่สิ้นสุดในความหลากหลาย กระบวนการย้อมรวมจากอสงขัยกลับถึงหนึ่งแล้วก็สูญสิ้นความเป็นตัวตน พันกาลอวกาศ จิตอันเป็นผลสะสมของอดีตก็ไม่เหลือ ความคิดปรุงแต่งใด ๆ ก็สิ้นสุดลง...
ดังนั้นหากเราเข้าใจกายยาววาหนาคืบที่มีใจมาครอง เราก็จะเข้าใจโลกและชีวิตของเราได้อย่างถ่องแท้...
http://www.dharma-gateway.com/image/bar-red-lotus-small.jpg
<!--BEGIN WEB STAT CODE----><SCRIPT language=javascript1.1> page="เรียนรู้โลกและชีวิตกับ ศ. ดร. ระวี ภาวิไล";</SCRIPT><SCRIPT language=javascript1.1 src="http://hits.truehits.in.th/data/i0017685.js"></SCRIPT><SCRIPT src="http://tracker.truehits.in.th/func/th_donate_1.4.js"></SCRIPT><SCRIPT src="http://tracker.truehits.in.th/func/th_common_1.4.js"></SCRIPT>

มดเอ๊ก
01-29-2008, 04:19 PM
วิทยาศาสตร์และศาสนาในวิถีนักวิทย์อาวุโส “ระวี ภาวิไล”
บทความโดย: ผู้จัดการออนไลน์
คัดลอกจาก: คุณ Little-Li http://www.dharma-online.com/
http://www.dharma-gateway.com/image/rosebar-2.gif
<TABLE style="BORDER-RIGHT: #800000 2px solid; BORDER-TOP: #800000 2px solid; BORDER-LEFT: #800000 2px solid; BORDER-BOTTOM: #800000 2px solid" width="100%" bgColor=#ede9de border=1><TBODY><TR><TD>อดีตที่ผ่านมาหากมีปรากฏการณ์บนฟากฟ้า เช่น การปรากฏของดาวหาง สุริยุปราคา จันทรุปราคา หรือเหตุการณ์ทางวิทยาศาสตร์ใดๆ นักวิทยาศาสตร์ที่เหล่าสื่อมวลชนมักจะนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ คือ “ศ.ดร.ระวี ภาวิไล” ราชบัณฑิตสาขาดาราศาสตร์ แต่ระยะหลังไม่เพียงแค่แวดวงวิทยาศาสตร์หากชื่อของนักวิทยาศาสตร์อาวุโสยังเข้าไปเกี่ยวข้องกับศาสนา จนเรียกได้ว่าท่านเป็นปราชญ์ด้านนี้อีกท่านหนึ่งทีเดียว
ก่อนหน้าที่ ศ.ดร.ระวี จะหันมาศึกษาพุทธศาสนาอย่างจริงจังนั้น ท่านได้สอนหนังสือในภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเริ่มรับราชการเป็นอาจารย์เมื่ออายุเพียง 19 ปีเท่านั้น ส่วนผลงานที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไปเป็นงานทางด้านดาราศาสตร์ที่ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการศึกษาธรรมชาติของดวงอาทิตย์
ปัจจุบัน ศ.ดร.ระวี ในวัย 80 ได้พาตัวเองเข้าสู่ทางธรรมะอย่างเต็มตัว ขณะที่โลกของวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งที่ท่านติดตามอยู่ห่างๆ แต่ท่านก็ยังได้รับเชิญให้ไขข้อสงสัยในปรากฏการณ์วิทยาศาสตร์ให้กับสังคมอยู่ๆ เสมอ อย่างล่าสุดกรณีการส่งจรวดขึ้นไปยิงดาวหางเทมเปิล-1 ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐหรือนาซาเมื่อปีที่ผ่านมา ท่านก็ให้ความเห็นว่าเป็นเพียงการสร้างภาพของ “พี่เบิ้ม” เท่านั้น ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เราต้องใส่ใจนัก
...วันนี้ “ผู้จัดการวิทยาศาสตร์” จะนำท่านเรียนรู้แนวคิดทางวิทยาศาสตร์และพุทธศาสนาในวิถีของ ศ.ดร.ระวี...
</TD></TR></TBODY></TABLE>
ผู้จัดการวิทยาศาสตร์ - เหตุใดถึงหันมาสนใจธรรมะ หลังจากที่ศึกษาวิทยาศาสตร์มาก่อน
ศ.ดร.ระวี - อันที่จริงตลอดมาผมมีความสงสัยอยากรู้อยากเข้าใจเรื่องของชีวิต เรื่องของโลก ผมก็หาความรู้มาในทางต่างๆ วิทยาศาสตร์ก็เป็นความรู้ที่ว่าด้วยเรื่องโลกและชีวิต เมื่อผมสนใจอยากรู้ผมก็ศึกษาหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ต่อมาเมื่อผมได้เรียนรู้ความเป็นมาเรื่องพระพุทธศาสนา ผมก็สนใจแล้วก็ศึกษาหาความรู้ทางศาสนา ผมมองเห็นว่าทั้งพระพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์ให้ความรู้ด้วยกัน
วิธีการหาความรู้ในขั้นต้นก็คือการเรียนรู้ในสิ่งที่มีคำกล่าวคำสอนอยู่ในตำราหรือคัมภีร์ เราเริ่มต้นอย่างนั้นกันทั้งนั้น ความรู้เหล่านั้น ผู้เขียนตำราหรือคัมภีร์ก็ได้เอาประสบการณ์ของเขามาเขียน เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว สิ่งที่ผมได้อ่านในตำราหรือคัมภีร์ ทั้ง 2 ทางคือศาสนาและวิทยาศาสตร์ ก็นำเอามาตรวจสอบโดยหาประสบการณ์ของผมเองด้วย เพื่อพิสูจน์ว่าประสบการณ์ของผมที่หาเองนั้นตรงกับตำราที่กล่าวไว้หรือเปล่า สิ่งที่ได้พูดไปเป็นเพียงการกล่าวกว้างๆ ว่าเราเรียนรู้จากที่คนอื่นเขาเรียนไว้ เขียนไว้ แล้วดูว่าเขามีวิธีหาความรู้อย่างไร แล้วเราก็ทำอย่างที่เขาทำบ้าง เราก็จะได้ความรู้โดยตรง
ผู้จัดการวิทยาศาสตร์ - วิทยาศาสตร์กับพระพุทธศาสนามีความเหมือนหรือคล้ายกันอย่างไร
ศ.ดร.ระวี - มันมีความสอดคล้องกันระหว่างพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์ ทั้งพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์ก็หาความรู้ความเข้าใจในเรื่องของโลกและชีวิต หมายความว่ามนุษย์เรามีความปรารถนาที่จะรู้จักให้ลึกซึ้งถึงเรื่องที่เกี่ยวกับโลกที่มาปรากฏต่อเราต่อมนุษย์เรา ต้องการจะมีความรู้ หาความรู้ พุทธศาสนาอาจจะทบทวนดูจากเรื่องพุทธประวัติได้ว่าพระพุทธเจ้าก่อนตรัสรู้นั้นได้เห็นว่าชีวิตมีปัญหาคือความทุกข์ แล้วก็แสวงหาวิธีการที่จะดับทุกข์ เมื่อพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นก็หมายความว่าพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ เราใช้คำตรัสรู้นั้นก็หมายความว่าเกิดความรู้ที่มีความสำคัญนำความรู้นั้นไปใช้แก้ปัญหาของมนุษย์ได้ จะเห็นได้ว่าวิทยาศาสตร์กับศาสนาต่างก็เป็นเรื่องของความรู้ของมนุษย์ ตรงนี้คือสิ่งที่สอดคล้องกัน
ผู้จัดการวิทยาศาสตร์ - ความรู้ของพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์ต่างกันอย่างไร
ศ.ดร.ระวี - ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นที่เพิ่มพูนมากขึ้นๆ ความรู้ที่มนุษย์หามาและถ่ายทอดทั้งโดยตำราก็ดี โดยวิธีการต่างๆ ก็ดี ก็เป็นความรู้ที่ปรับปรุงตัวตลอดเวลา ความรู้บางอย่างแค่นี้ในวันนี้ ในวันต่อๆ ไป ปีต่อๆ ไป ความรู้ก็เพิ่มขึ้น ความรู้ที่ไม่ยังสมบูรณ์ก็สมบูรณ์ยิ่งขึ้นๆ เป็นการขยายตัวตลอดมาตั้งแต่เริ่มมีการค้นคว้าหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ อะไรที่ยังไม่ถูกต้องก็ถูกแก้ไข ซึ่งจะเป็นอย่างนี้เรื่อยไป จะความรู้ที่ละเอียดขึ้น กว้างขึ้น ไม่มีวันจบ แต่ความรู้ทางพุทธศาสนามีการบรรลุถึงขั้นสูงสุด เกิดความรู้ที่เข้าใจวิถีทางชีวิตอย่างสมบูรณ์ได้
ความรู้ทางศาสนาจะช่วยให้เราปรับตัวในวิถีทางที่เหมาะที่สุดเพราะทำให้มีปัญหาน้อยที่สุด ขึ้นอยู่กับว่าเราพัฒนาจิตใจของเรามากขึ้นๆ เราก็จะมีความสามารถแก้ปัญหาในเรื่องความรู้สึกเป็นสุขเป็นทุกข์ส่วนตัวมากยิ่งขึ้น ความรู้ทางศาสนาเป็นความรู้ที่ปรับทั้งด้านร่างกายและจิตใจให้ปัญหานั้นลดลงได้ มีคำกล่าวว่าพระพุทธเจ้านั้น เมื่อพระองค์ตรัสรู้แล้วทรงรู้ทุกสิ่ง หมายความว่าถึงยอดสุดในเรื่องชีวิตแล้ว แล้วพระองค์ก็เที่ยวประกาศ ทรงมีความรู้เพียงพอที่จะให้ทุกข์สิ้นไปได้ ถ้าทำตามวิธีปฏิบัติของพระองค์ถึงขั้นที่จะทำให้ทุกข์สิ้นไปได้ หรือว่าถ้าปรารถนาจะหาความรู้ต่อไปก็ยังทำได้ ก็หมายความว่าอยากจะรู้มากมายอย่างที่พระองค์ทรงรู้เช่นกัน
ผู้จัดการวิทยาศาสตร์ - การศึกษาวิทยาศาสตร์ทำให้มีแนวโน้มที่จะหันมาศึกษาพุทธศาสนาด้วยหรือไม่
ศ.ดร.ระวี - อย่างน้อยในสิ่งแวดล้อมที่ผมมาอยู่มันก็มีโอกาสรับรู้คำสอนทั้ง 2 ทาง อย่างที่กล่าวไว้ผมสนใจหาความรู้ ดังนั้นมีช่องทางไหนผมก็ทำเท่าที่จะทำได้ ชีวิตสำหรับผมคือการแสวงหาความรู้ ความเข้าใจ ทางไหนเปิดก็เอาทางนั้น ผมมีความสุขในการหาความรู้ วิธีไหนก็ได้ แล้วแต่ว่าความรู้ที่ยังไม่รู้จะเข้ามาทางไหน ทางหนังสือก็อ่านหนังสือ ถ้าให้ทำการสังเกตการณ์ ทำการทดลองก็ทดลอง
ผู้จัดการวิทยาศาสตร์ - ความรู้ทั้ง 2 ทางมีความขัดแย้งกันบ้างหรือไม่
ศ.ดร.ระวี - เป็นธรรมดาบางเรื่องก็มีความขัดแย้ง บางเรื่องก็สอดคล้องกัน ยกตัวอย่างความรู้เรื่องโลก เอาง่ายๆ คือโลกที่เราอยู่ ที่มนุษย์เกิดมา คุณอาจจะไปอ่านพบในคัมภีร์กล่าวว่า โลกที่เราอยู่เป็นแผ่นแบน อาศัยความรู้ที่จำกัดในยุคที่ศาสนาเกิดขึ้น ในปัจจุบันเราได้เรียนรู้ว่าโลกที่เราอาศัยอยู่เป็นก้อนกลม เมื่อเอาคำสอนของศาสนาที่ว่าโลกแบนมาเทียบกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ว่าโลกกลม จะเห็นว่าคัมภีร์ศาสนาในเรื่องของโลกด้านนี้ไม่ถูก
เดี๋ยวนี้เรามีข้อพิสูจน์ตั้งมากมายว่าโลกกลม เรายืนอยู่บนพื้นที่โลกกลมไม่ใช่แบน ข้อนี้ต้องระวัง อย่าไปคิดเอาว่าผู้ประกาศศาสนาคือพระพุทธเจ้านั้นไม่รู้ เพราะว่าอย่างที่กล่าวไปแล้ว พระองค์ทรงหาความหลุดพ้นของมนุษย์แล้ว แล้วพระองค์ก็ทรงสอน สาระสำคัญคือเรื่องของ “ทุกข์” และความ “สิ้นทุกข์” สำหรับเรื่องธรรมชาติแวดล้อมของมนุษย์จะเป็นอย่างไร ไม่สำคัญ ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ
สำหรับผู้ที่เชื่อการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า จะไม่ถือเอาแนวคิดที่ว่าโลกแบนเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะเป็นความรู้ในยุคของพระองค์ พระองค์คงจะรู้อะไรอย่างจริงๆ ในเรื่องนี้เราไม่ทราบ แต่ผมวินิจฉัยว่าสมมติพระองค์รู้ว่าจริงๆ โลกไม่ได้แบน แต่ท่านไม่เสียเวลามาแก้ความเข้าใจผิดในเรื่องนี้ เพราะว่าโลกจะแบนหรือกลมไม่ใช่ประเด็นสำคัญ มนุษย์เป็นทุกข์ไม่ใช่เพราะเชื่อสิ่งเหล่านี้หรือไม่เชื่อสิ่งเหล่านี้ มนุษย์เป็นทุกข์เพราะเหตุผลอื่น ถ้าจะไปพูดเรื่องโลกกลมโลกแบนมันเสียเวลา ท่านพูดประเด็นสำคัญคือทุกข์และการดับทุกข์
ผู้จัดการวิทยาศาสตร์ - อาจารย์ได้อะไรจากการศึกษาธรรมะ
ศ.ดร.ระวี - ผมได้ความเข้าใจในวิถีความคิดของตัวเอง รู้จักตัวเองมากขึ้น เมื่อได้ศึกษาคัมภีร์ แล้วเอาวิธีการตามคัมภีร์มาเลือกใช้มองดูวิถีทางของชีวิตก็มีความชัดเจนมากขึ้นมาเรื่อยๆ เมื่อมีความชัดเจน เข้าใจชีวิตของตัวเอง ไม่ใช่แต่เพียงร่างกายแต่เข้าใจตัวความคิดของตัวเอง เมื่อเข้าใจวิถีความคิดของตัวเองในสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งเราเผชิญกันทุกคน เราจะพิจารณาอย่างไร เกิดความรู้ความเข้าใจชีวิตในทุกขณะ แล้วความทุกข์ก็ลดลงเรื่อยๆ
ผู้จัดการวิทยาศาสตร์ - ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ในทุกวันนี้ทำให้เราห่างไกลจากความเข้าใจพุทธศาสนาหรือห่างไกลจากความเข้าใจตัวเองหรือไม่
ศ.ดร.ระวี - ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ก็มีความสำคัญในแง่ว่าเรานำความรู้นั้นมาใช้ประยุกต์เพื่อความสะดวกสบายให้กับชีวิตของเรา ตัววิทยาศาสตร์แท้ๆ นี้เป็นเรื่องความรู้ของธรรมชาติทางวัตถุ สารวัตถุที่มีอยู่รอบตัวมนุษย์ การนำเอาความรู้นั้นมาใช้เพื่อความสะดวกสบายของมนุษย์นั้นเราเรียกว่าความรู้ที่นำมาใช้นั้นว่า “เทคโนโลยี” หรือ “วิทยาศาสตร์ประยุกต์” แต่พุทธศาสนานั้นเมื่อเรียนรู้มากขึ้น ความรู้นั้นก็เอาประยุกต์ใช้เพื่อการมีชีวิตอย่างมีความทุกข์น้อยลง ที่มีความทุกข์น้อยลงเพราะทำให้เข้าใจความเป็นไปของชีวิตลึกซึ้งยิ่งขึ้นและก็จะรู้เท่ารู้ทันชีวิต ทำให้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับชีวิตเราได้
ดังนั้นเมื่อเราศึกษาพุทธศาสนาไปมากๆ แล้วรู้ว่าทุกขณะชีวิตมีปัญหาต่างๆ เกิดขึ้น แล้วเราจะแก้ปัญหานั้นอย่างไร ถ้าเป็นปัญหาเรื่องของการเปลี่ยนแปลงของวัตถุที่มารบกวน ขัดขวางความสะดวกสบาย เราก็ใช้วิทยาศาสตร์ในการแก้ปัญหาเท่าที่จะทำได้ ถ้าเรามีความรู้ทางเรื่องความรู้สึกนึกคิดของเราเอง เราก็สามารถปรับความรู้สึกนึกคิดของเราเองให้เผชิญกับปัญหาความเปลี่ยนแปลงในธรรมชาติแวดล้อม เมื่อใช้วิทยาศาสตร์-เทคโนโลยีแก้ปัญหาไม่ได้ เราก็ต้องรู้จักทำใจให้ยอมรับในความเป็นไป
http://www.dharma-gateway.com/image/bar-red-lotus-small.jpg
<!--BEGIN WEB STAT CODE----><SCRIPT language=javascript1.1> page="วิทยาศาสตร์และศาสนาในวิถีนักวิทย์อาวุโส ระวี ภาวิไล";</SCRIPT><SCRIPT language=javascript1.1 src="http://hits.truehits.in.th/data/i0017685.js"></SCRIPT><SCRIPT src="http://tracker.truehits.in.th/func/th_donate_1.4.js"></SCRIPT><SCRIPT src="http://tracker.truehits.in.th/func/th_common_1.4.js"></SCRIPT>