มดเอ๊ก
01-29-2008, 04:12 PM
http://www.dharma-gateway.com/ubasok/ubasok_hist/somporn-pic-01.jpgสมพร เทพสิทธา
ผู้ทำคุณต่อพระพุทธศาสนา
โดย ทองทิว สุวรรณทัต
นิตยสารโลกทิพย์ ฉบับที่ ๑๓ ปีที่ ๓ เดือนพฤษภาคม (ฉบับหลัง) ๒๕๒๗
http://www.dharma-gateway.com/image/rosebar-2.gif
เมื่อห้าสิบปีเศษที่ฝานมาภายในจังหวัดนครปฐมอันเงียบสงบร่มเย็น สมดังเป็นเมืองพุทธที่แท้จริง เด็กผู้ชายตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง เดินตามคุณยายต้อย ๆ เข้าไปในวัด
เมื่อพระภิกษุแสดงพระธรรมเทศนาอบรมธรรมแก่อุบาสกอุบาสิกา เด็กน้อยผู้นี้ก็นั่งพับเพียบสำรวมพนมมือฟังเทศน์กับเขาไปด้วย
แม้จะรู้บ้าง ไม่รู้บ้าง แต่ก็ชอบไปวัดฟังธรรมกับคุณยายเป็นประจำ ทั้งมีจิตเมตตาชอบช่วยเหลือคนที่มีความทุกข์ยากโดยให้อาหารแก่ขอทานบ้าง ให้สตางค์ที่เป็นค่าอาหารกลางวันแก่ขอทานบ้าง เป็นนิจสิน
เด็กผู้ชายคนเดียวกันนี้ ต่อมาได้เป็นนายกยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ถึงหกปีติดต่อกัน ปัจจุบันยังดำรงตำแหน่งประธานสภายุวพุทธิกสมาคมแห่งชาติ ในพระบรมราชูปถัมภ์
นอกเหนือจากอีกสิบกว่าตำแหน่ง ที่ได้รับแต่งตั้งจากทางราชการซึ่งล้วนแต่เป็นกิจการงานเพื่อประโยชน์แก่ส่วนรวมทั้งสิ้น
โดยเฉพาะในปี ๒๕๒๖ได้รับพระราชทานเสาเสมาธรรมจักรจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ในฐานะผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาอันนับได้ว่าเป็นเกียรติยศที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของท่านผู้นี้
จากเกียรติประวัติที่น่าสนใจดังกล่าวมานี้ ทำให้ผู้เขียนต้องขอเข้าพบ คุณสมพร เทพสิทธาอดีตเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ เมื่อห้าสิบปีก่อนผู้นั้น เพื่อจะได้นำชีวิตของท่านที่ทำคุณประโยชน์แก่พระศาสนาอย่างกว้างขวางสุดจะพรรณนาให้หมดได้ มาเสนอต่อท่านผู้สนใจในธรรม ณ โอกาสนี้ เพื่อเป็นอุทาหรณ์ไห้เห็นว่า คนเรานั้นสามารถที่จะกระทำคุณประโยชน์ให้แก่ส่วนรวม โดยสติปัญญาและกำลังเท่าที่จะมีได้อย่างอเนกอนันต์ ถ้าเขาผู้นั้นมีความตั้งใจจริงเสียอย่างเดียว
การศึกษา
คุณสมพร เทพสิทธา เกิดวันที่ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๖๘ ที่จังหวัดนครปฐม เป็นบุตรของท่านขุนกสิกรพิศาลและคุณนายลิ้นจี่ เทพสิทธา
จบการศึกษาชั้นมัธยมที่ ๖ จากโรงเรียนนครปฐมวิทยาลัย แล้วมาศึกษาต่อที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี พร้อมกับสมัครเรียนกฎหมายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง จนได้ปริญญาบัญชีบัณฑิต และธรรมศาสตร์บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยทั้งสองแห่ง แล้วได้รับทุน ก.พ.ไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกาตามความต้องการของกรมการค้าต่างประเทศได้ปริญญาโท ทางการบริหารธุรกิจ สาขาการค้าต่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย
เริ่มแรกที่ชักจูงให้คุณสมพร เทพสิทธา เกิดศรัทธาในพระศาสนา สืบเนื่องมาจากผู้ใหญ่ของครอบครัว ล้วนแต่เป็นพุทธศาสนิกชนที่สมบูรณ์ไปด้วยการประพฤติและปฏิบัติ
นับแต่ท่านบิดาที่เคยอุปสมบทอยู่ในสมณเพศมาเป็นเวลานาน และท่านมารดากับคุณยายก็เข้าวัดฟังเทศน์พังธรรมเป็นเนืองนิจ ทั้งมิจิตศรัทธาในการบุญเสมอมา
คุณสมพรซึ่งติดตามผู้ใหญ่ไปวัดวาอยู่ทุกครั้ง ก็ได้รับการอบรมกล่อมเกลามาแต่เยาว์วัยให้มีใจศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง
ชั้นปัญญาชนก็ยังไม่เข้าใจ
ต่อมาเมื่อเติบโต ได้ศึกษาอยู่ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็ได้สนใจในพระศาสนายิ่งขึ้นเห็นหนังสือธรรมะเป็นไม่ได้ต้องหยิบขึ้นอ่านทันที
ทั้งพยายามปฏิบัติตนให้อยู่แต่ในศีลในธรรม ไม่ยอมประพฤติออกนอกลู่นอกทางเป็นอันขาดจนเพื่อน ๆ พากันเรียกว่า ท่านมหา บ้าง ทิด บ้า
และบางคนก็พบว่า คุณสมพรคงจะผิดหวังในเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ มาแล้ว จึงหันมาสนใจในธรรมะธรรมโมเช่นนี้
แต่คุณสมพรก็หาได้เอาคำพูดมาเป็นอารมณ์ไม่ แต่กลับไปนึกในอีกทางหนึ่ง นั่นก็คือ
มีความห่วงใยในพระพุทธศาสนาขึ้นมาเป็นอย่างมาก เพราะแม้แต่นิสิตนักศึกษาที่เป็นคนไทยชั้นปัญญาชนยังไม่เข้าใจในพระศาสนาอย่างแท้จริง
อุปัชฌาย์ ๑๐๑ ปี
ครั้นเมื่อครบปีบวช คุณสมพรได้เข้าอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดเสน่หา จังหวัดนครปฐมโดยมี พระเทพเจติยาจารย์ เป็นอุปัชฌาย์ ซึ่งปัจจุบันมีอายุได้ ๑๐๑ ปี
เป็นพระภิกษุที่มีอายุมากที่สุดในขณะนี้ก็ว่าได้ คุณสมพรบอกผู้เขียน
แม้อายุท่านจะมากขนาดนี้แต่ความจำดีเหลือเกิน ไม่มีหลง ผมไปกราบมนัสการทุกปีก็ยังจำผมได้ ยังระลึกถึงผม ยังพูดถึงผมอยู่เสมอ ท่านสุชีโวภิกขุ ก็เป็นลูกศิษย์ของท่าน"
จากการอุปสมบทครั้งนี้ คุณสมพรกล่าวว่า
ตลอดเวลาสามเดือนที่ผมบวชอยู่นี้ ได้รับอะไรมากมายเหลือเกิน ท่านอุปัชฌาย์ท่านสอนทั้งทางปริยัติและทางปฏิบัติ
ได้ฝึกนั่งกรรมฐาน โดยลุกขึ้นมาทำสมาธิในเวลาตี ๔ ของทุกวัน มิได้ขาดด้วยวิธีอานาปานสติ จับลมหายใจเข้าออก ภาวนา พุท-โธเรื่อยไป....
สำคัญที่ใจสงบ
และก็ด้วยการปฏิบัติภาวนากรรมฐานในครั้งนี้ ความสงสัยที่เคยมีอยู่ว่า
ชาติหน้าจะมีจริงหรือไม่?
สวรรค์มีจริงหรือไม่? ก็ได้รับคำตอบไปในตัว
ผมจึงเชื่อว่า ชาติหน้ามีจริง! สวรรค์มีจริง! คนเราตายไปแล้วต้องเกิด เชื่อในกฎแห่งกรรม
ผู้ใดทำสิ่งใดไว้ต้องได้รับผลแห่งกรรมนั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่ว และทำให้ผมได้รับคำตอบเกี่ยวแก่ชีวิตดีที่สุดว่า
ความสำคัญของชีวิตมิใช่ขึ้นอยู่ที่เงิน ไม่ได้อยู่ที่ทรัพย์สมบัติแต่อยู่ที่จิตใจที่สงบ เท่านั้น !
ระหว่างที่อยู่ในสมณเพศ คุณสมพรได้อ่านหนังสือเรื่อง ใต้ร่มกาสาวพัสตร์ ของ ท่านสุชีโวภิกขุ หนังสือธรรมะของท่านพุทธทาสภิกขุ ก็ยิ่งทำให้สนใจในพระพุทธศาสนายิ่งขึ้น
ทำให้ผมรู้สึกว่า ผมเป็นหนี้บุญคุณพระพุทธศาสนาอยู่มาก ก็เลยตั้งปณิธานว่า เมื่อสึกออกมาแล้ว จะขอทำงานรับใช้พระศาสนาตลอดไป
ยุวพุทธิก
และก็ด้วยปณิธานดังกล่าว ประกอบกับความห่วงใยในพระศาสนา คุณสมพรกับหมู่คณะซึ่งมีคุณเสถียร โพธินันทะ คุณบุญยง ว่องวาณิช ฯ ได้ร่วมใจกันตั้งเป็นกลุ่มยุวพุทธิกะ
มีการสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ในด้านธรรมะต่าง ๆ โดยท่านสุชีโวภิกขุได้ให้การสนับสนุนโดยให้จัดมีขึ้นภายในวัดกันมาตุยาราม
และต่อมาได้ร่วมใจกันตั้งเป็นสมาคมของกลุ่มหนุ่มสาว ให้ชื่อว่า ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย เป็นสมาคมแรก โดยมีคุณบุญยง ว่องวาณิช เป็นนายกสมาคม
ทั้งนี้เข้าใจว่า คำว่า ยุวพุทธิก ซึ่งหมายถึง ชาวพุทธที่ยังเยาว์นี้ ท่านสุชีโวภิกขุจะเป็นผู้ตั้งชื่อให้
คำว่าเยาว์ในที่นี้ เราหมายถึงเยาว์ในวัย เยาว์ในความรู้ ผมเองเป็นยุวพุทธิกจนอายุ ๕๘ ก็ยังเป็นยุวพทธิกอยู่ จนคนเขาล้อว่า น่าจะป็นชราพุทธิก ก็ไม่ทราบจะทำอย่างไร ยังหาคนมาแทนไม่ได้" คุณสมพรบอกพลางหัวเราะ
ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทยนั้นมีหน้าที่ส่งเสริมและเผยแผ่พระพุทธศาสนาโดยเฉพาะในบรรดาเยาวชน เพื่อให้เยาวชนมีความรู้ มีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวแก่พระพุทธศาสนา และประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรม ร่วมทำนุบำรุงส่งเสริมและพิทักษ์พระศาสนา
๖ ปีที่ติดต่อ
เมื่อครั้ง คุณบุญยง ว่องวณิชเป็นนายกสมาคมคนแรก ในปีที่ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๓ นั้น คุณสมพร มิได้ช่วยกิจการของสมาคมเท่าใดนัก เพราะต้องออกเดินทางไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ และได้กลับมาในปี ๒๔๙๕
ครั้นถึงปี ๒๔๙๕ คุณสมพรเทพสิทธา ได้รับเลือกเป็นนายกยุวพุทธกสมาคมแห่งประเทศไทยติดต่อกันเป็นเวลาถึง ๖ ปี
"ตอนแรกผมยังจำได้ ยุวพุทธิกสมาคม จัดพิมพ์หนังสือพุทธประวัติประกอบภาพ ๗ เล่มด้วยกัน พิมพ์อยู่หลายครั้ง เราเอาไปเผยแพร่ตามโรงเรียนต่าง ๆ นักเรียนชอบกันมาก
ได้คุณเสถียร โพธินันทะเป็นกำลังสำคัญ เพราะคุณเสถียรพูดเก่ง เป็นเด็กที่พูดแล้วผู้ใหญ่ต้องฟัง ความจำดีเลิศ คำพูดสละสลวยเหมือนตัวหนังสือ จึงได้รับเชิญไปพูดในที่ต่าง ๆ
พอไปพูดก็เอาหนังสือไปจำหน่ายทุกครั้ง แล้วเราจัดให้มีบรรยายธรรมที่วัดกันมาตุยารามทุกวันอาทิตย์ตอนบ่าย คุณเสถียรเป็นผู้บรรยายธรรม ตอบปัญหาธรรม มีคนเข้าฟังวันละเป็นจำนวนพัน ๆ คน
พอคุณเสถียรพูดเสร็จ เราก็เอาเรื่องที่พูดไปพิมพ์ด้วย ทั้งมีการตั้งชมรมพุทธศาสนาตามโรงเรียนต่าง ๆ
ตอนนั้นทางสมาคมมีรถยนต์กับเขาคันหนึ่ง เราก็เอารถออกต่างจังหวัดไปเผยแพร่พระศาสนา ไปพูด ไปบรรยาย ตามแต่จะได้รับเชิญมา เรียกได้ว่า เราทำงานกันอย่างจริงจัง.ทำงานอย่างสนุกไม่มีเบื่อหน่าย ท้อถอยกันเลยครับ คุณสมพรเล่าให้ฟัง
ก็และการทำงานด้วยความสนุกสนาน จริงจัง ไม่ท้อถอยเบื่อหน่ายของคณะกรรมการยุวพุทธิกสมาคมเช่นนี้ กรมการศาสนาจึงได้เห็นความสำคัญ ได้ช่วยทางด้านการเงินแก่สมาคมฯ นับตั้งแต่นั้น และต่อมาได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับไว้ไนราชูปถัมภ์
สภายุวพุทธิก
ปัจจุบันยุวพุทธิกสมาคมได้ขยายออกไปถึง ๕๐ กว่าสมาคมในจังหวัดต่าง ๆ และในปี ๒๕๐๓ ได้มีการประชุมยุวพุทธิกสมาคมทั่วประเทศขึ้นที่จังหวัดสงขลา
ที่ประชุมได้มีมติให้จัดตั้งสภายุวพุทธิกสมาคมแห่งชาติขัน เพื่อเป็นศูนย์รวมของยุวพุทธิกสมาคมทั้งหมดภายในประเทศ ซึ่งขณะนี้ตั้งอยู่ที่ ศาลาธรรมชินราชปัญจบพิธ วัดเบญจมบพิตร
คุณสมพร เทพสิทธา ได้รับเลือกให้เป็นประธานสภายุวพุทธิกสมาคมแห่งชาติ ตั้งแต่ปีนั้น จนกระทั่งปัจจุบัน
สมาธิไม่ใช่เรื่องยาก
เมื่อหันมาพูดเรื่องการทำสมาธิอีกครั้ง คุณสมพร เทพสิทธากล่าวว่า
มีคนส่วนมากเข้าใจว่า การทำสมาธิเป็นเรื่องที่ปฏิบัติยากจะต้องไปอยู่วัดอยู่วา จะต้องละต้องทิ้งอะไรให้หมด เป็นการเข้าใจผิดแท้ ๆ
ความจริงเรื่องของสมาธิเป็นเรื่องของชีวิตประจำวันนี่เอง
เพราะปกติธรรมดาเราต้องมีสมาธิกันอยู่แล้ว เช่น อ่านหนังสือก็ต้องมีสมาธิ ถ้าไม่มีสมาธิจะอ่านรู้เรื่องได้อย่างไร ทำงานก็ต้องมีสมาธิ มิเช่นคนงานก็จะผิดพลาดหมด แต่สมาธิที่กล่าวมานี้ เป็นเพียงสมาธิอ่อน ๆ
ผมยังจำได้ว่า ได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งมีการประชุมสมาคมพุทธศาสนาทั่วราชอาณาจักร ปี ๒๕๒๕ ที่ พระราชวังสวนจิตรลดาพระองค์ได้รับสั่งเป็นเวลาเกือบ ๒ ชั่วโมง ได้ทรงรับสั่งถึงเรื่องสมาธิว่า
"สมาธิ ไม่ใช่เป็นเรื่องยากอะไร เป็นเรื่องที่เราจะด้องทำ และทุกคนก็มีอยู่แล้ว จะมากหรือน้อยเท่านั้น
แต่ถ้าเรามีน้อย เราก็เอาสมาธิที่มีน้อยไปหาสมาธิที่มากและยิ่งใหญ่ เปรียบเสมือนเรามีไม้ขีดหรือไฟฉาย แล้วเราเอาไม้ขีดหรือไฟฉายนี่ เข้าไปในห้องที่มันมืดคลำหาสวิตช์เพื่อเปิดไฟฟ้า!"
น่าลองดู
สำหรับคุณสมพร เทพสิทธาเองนั้น แม้จะมีราชการ งานจรมัดตัวจนแทบจะไม่มีเวลาพักผ่อน แม้กระทั่งวันเสาร์-วันอาทิตย์ก็ต้องเดินทางไปบรรยายตามจังหวัดต่าง ๆ มิได้หยุดหย่อน
ถึงกระนั้น คุณสมพรก็จะเจียดเวลาก่อนจะเข้านอน หันมาไหว้พระสวดมนต์แล้วนั่งสมาธิทุกค่ำคืน ทั้งก่อนจะไปทำงานในตอนเช้ามืดก็จะไหว้พระสวดมนต์แล้วเจริญสมถภาวนา อีกครั้งหนึ่ง
ถ้าใครปฏิบัติได้ จะมีจิตเยือกเย็น ไม่รุ่มร้อนกระวนกระวาย แม้จะมีเรื่องราวอุปสรรคใด ๆ ก็จะค่อยพิจารณาหาทางแก้ไขด้วยความมีสติ
เละอีกประการหนึ่ง ถ้าเราปฏิบัติสมาธิอยู่เสมอแล้ว แทนที่จะไปนั่งมองความผิดของผู้อื่นกลับหันมาพิจารณาตัวเองเสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งถูกต้องกับหลักธรรมของพระพุทธองค์ ผมเห็นว่าผู้ไม่เคยปฏิบัติน่าจะปฏิบัติดู ทดลองดู
พระต้องปฏิบัติ
เมื่อผมใช้เวลาทำกรรมฐานตลอดเวลา ๓ เดือนที่ผมอุปสมบทอยู่นั้น ผมจึงได้เห็นความจริงอยู่สิ่งหนึ่ง นั่นก็คือ
พระภิกษุที่เรียนแต่ปริยัติไม่ได้ปฏิบัติ มักจะสึกออกมาเป็นจำนวนมาก แต่ถ้าท่านจะลองหันไปปฏิบัติแล้ว ผมเชื่อว่าท่านคงจะไม่อยากสึกอย่างเด็ดขาด
ผมเองบวชแล้วมีความดื่มด่ำในพระศาสนาเป็นอย่างมาก เกือบจะไม่ได้สึกออกมาแล้ว คุณสมพรพูดอย่างจริงใจ
พระท่านมัวแต่มุ่งปริยัติ ไม่ไต้ปฏิบัติ ก็เลยไม่ได้ปฏิเวธ
มุ่งช่วย
สำหรับตัวผมเองนั้น ดังได้กล่าวมาแล้วว่า ดื่มด่ำในรสพระธรรมเป็นอย่างยิ่ง พอสึกออกมาผมก็เขียนหนังสือชื่อว่า ชาติหน้าและสวรรค์มีจริงหรือไม่?
โดยไปให้ท่านอาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ ช่วยตรวจ และขอความกรุณาจากท่านอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ เขียนคำนำให้ แล้วพิมพ์แจกเป็นที่ระลึกแก่ผู้ที่รักใคร่นับถือก่อนจะไปนอก
เมื่อได้กล่าวถึงอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์นั้น ก็อยากจะพูดว่า ผมเคารพนับถือท่านมาก
เมื่อครั้งเรียนกฎหมายกับท่านในสมัยนั้น ท่านเป็นเลขาธิการพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ผมยังเคยคิดว่า ท่านอาจารย์เป็นเลขาธิการพุทธสมาคม วันหนึ่งผมคงจะได้เข้าไปเป็นกรรมการพุทธสมาคม ไปทำงานเรื่องพระศาสนากับเขาบ้าง คุณสมพรเล่าถึงความหลัง
วิชาศีลธรรม
จากการที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการในคณะทำงานปรับปรุงหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลายของกระทรวงศึกษาธิการ ได้ช่วยแก้ไขหลักสูตรเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยบรรจุวิชาศีลธรรมไปในหลักสูตรด้วย
เท่าที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการละเลยวิชาศีลธรรมมาหลายปี ไปเอาคำ จริยธรรม มาใช้แทน ซึ่งเป็นจริยธรรมสากล เอาหลักธรรมของศาสนาสากลต่าง ๆ มารวมกัน
ไม่มีการเรียนประวัติของพระพุทธเจ้า ไม่มีการเรียนถึงหลักธรรมะ ทำให้เยาวชนของเราไม่รู้เรื่องในพระพุทธศาสนา เพราะนักวิชาการที่ไปศึกษาต่างประเทศ ไปหลงความรู้ของต่างประเทศ
ผมได้พยายามต่อสู้ ให้เยาวชนต้องเรียนวิชาศีลธรรม ต้องมีความรู้ในพระพุทธศาสนา อย่าทิ้งหลักธรรมะ ต้องเรียนประวัติของพระพุทธเจ้า
และท่านปลัดกระทรวง อาจารย์สมาน แสงมะลิ ท่านเห็นชอบด้วย ให้ตั้งคณะกรรมการปรับปรุงหลักสูตรวิชาสังคมศึกษาว่าด้วยพุทธศาสนา โดยเชิญผมไปร่วม แล้วก็มีท่านเจ้าคุณโสภณคณาภรณ์ ท่านเจ้าคุณราชวรมุนี พระเทพโสภณ อาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพไปช่วยกันคิดแก้ไขปรับปรุงจนเรียบร้อยประกาศใช้แส้วครับ คุณสมพรเล่าให้ฟังอย่างละเอียด
กรรมใด...ใครก่อ
นอเกจากนี้ คุณสมพร เทพสิทธา ยังเป็นประธานคณะอนุกรรมการส่งเสริมความรู้ทางศาสนาแก่เยาวชน จึงได้จัดให้มีการทำหนังสือส่งเสริมการอ่านเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา โดยเลือกเอาเรื่องที่เกี่ยวแก่พระพุทธศาสนามาพิมพ์ให้นักเรียนอ่าน
ผมมีความยินดีที่จะเรียนให้ทราบว่า ดร.เย็นใจ เลาหวณิชย์ ได้นำเรื่องกฎแห่งกรรม (กรรมใด...ใครก่อ) ใน.โลกทิพย์ มาเสนอเป็นหนังสือให้นักเรียนอ่าน เพราะเห็นว่า เรื่องที่ลงใน โลกทิพย์ มีประโยชน์มาก
การที่คนเราไปทำบาปก็เพราะขาดหิริโอตัปปะ ไม่เชื่อว่า ตายแล้วเกิด คิดว่า ไปทำบาปกรรม คนไม่รู้ ไม่เป็นไร ถึงได้มีการพูดกันว่า ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดี มีถมไป ซึ่งมันผิด จึงพยายามเผยแพร่เรื่องกฎแห่งกรรม ให้ไต้อ่านทั่ว ๆ กัน คุณสมพรบอก
คุณธรรมนำหน้า
ทุกวันนี้ ที่บ้านเมืองของเรามีคดีอุกฉกรรจ์เกี่ยวแก่การฉุดคร่าอนาจาร ฉกชิงวิ่งราว ไปจนถึงปล้นสะดม เกิดขึ้นบ่อยครั้งนั้นเป็นเพราะศีลธรรมของคนไทยเสื่อมลงไปมาก คุณสมพรได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า
รัฐบาลมีแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ตั้งแต่ปี ๒๕๐๓ นักวางแผนคิดว่า ถ้าเราสามารถทำให้เศรษฐกิจของประเทศเจริญ ผู้คนมีรายได้สูง อาชญากรรมจะลดน้อยลง
แต่ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น ใจคนมันต่ำ จิตคนมันเสื่อม เพราะเราขาดพัฒนาจิตใจ ไม่ให้ความสำคัญของศีลธรรม
เร่งแต่พัฒนาวัตถุ คนยิ่งมี มันก็ยิ่งโลภ ท้องมันอิ่มแต่ใจมันหิว มันถึงได้เกิดคอรัปชั่นกัน ฆ่าฟันกัน
ผมจึงได้เสนอท่านนายกรัฐมนตรี ขอให้พัฒนาจิตใจ ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจ คราวก่อนเราพัฒนาเอาเศรษฐกิจนำหน้าสังคมและจิตใจ บ้านเมืองมันจึงเกิดวุ่นวาย
มีฝรั่งคนหนึ่งชื่อ นายนอร์มัล จาคอปมาศึกษาวิจัยเกี่ยวแก่เมืองไทย เขากลับไปเขียนหนังสือว่า
เมืองไทยนี่ทันสมัย แต่ไม่พัฒนา รถราตึกรามบ้านช่องทันสมัยหมด แต่ไม่มีระเบียบวินัย ถือกันว่า ทำได้ดังใจคือไทยแท้ ถือว่าการฝ่าฝืนระเบียบเป็นของโก้เก๋ ขับรถก็ฝ่าไฟแดง จอดรถผิดที่ก็โก้เก๋ สร้างทางม้าลายก็ไม่เดินข้ามกัน
เราขาดการพัฒนาจิตใจกันมานานแล้ว จึงขอให้เร่งพัฒนาเอาจิตใจมานำหน้าสังคมและเศรษฐกิจเสียที เราต้องการคุณธรรมนำหน้าครับ !
หยุดกันวันพระดีไหม
ในเรื่องที่มีผู้เรียกร้องให้ทางราชการ เปลี่ยนวันหยุดราชการจากเสาร์-อาทิตย์ มาเป็นวันโกนวันพระนั้น คุณสมพร เทพสิทธาได้ให้ความเห็นว่า
ผมเกรงจะมีปัญหาและความไม่พร้อมหลายอย่างประการแรก แน่ใจละหรือว่าถ้าทางราชการเปลี่ยนไปหยุดราชการในวันโกน-วันพระ จะมีข้าราชการเข้าวัดฟังเทศน์ฟังธรรมกัน
ประการที่สอง เราแน่ใจละหรือว่าวัดต่าง ๆ พร้อมที่จะให้ข้าราชการมาศึกษาและปฏิบัติธรรม เรามีพระที่มีความรู้ความสามารถพอแล้วหรือยัง?
ได้มีผู้ถามผมถึงปัญหาเหล่านี้หลายท่าน ซึ่งผมก็ยังตอบไม่ไต้จึงอยากจะเพียงเสนอว่า ในวันพระขอให้หน่วยราชการผลัดเปลี่ยนให้ข้าราชการไปวัดที่ใกล้เคียง เพื่อศึกษาและปฏิบัติธรรมกันสักชั่วโมง
โดยให้หน่วยราชการสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป จะเหมาะกว่า สมควรกว่า ขอให้ลองดูก่อนและอยากจะฝากให้ชาวพุทธที่เรียกร้องให้ราชการหยุดวันพระรอไว้เป็นอันดับสองก่อนเถิดครับ อย่าเพิ่งให้เป็นอันดับแรกเลย
สร้าง สวด เสก
ไหน ๆ ก็ได้สนทนามาถึงเรื่องนี้กันแล้ว คุณสมพร เทพสิทธาก็อยากจะฝากข้อคิดให้แก่วงการสงฆ์และพุทธศาสนิกชนทั้งหลายสักเล็กน้อยว่า
การเข้าวัดทุกวันนี้ คนกลัวในการบุญเสียแล้ว คือกลัวถูกเรี่ยไร
ผู้ใหญ่ในวงรัฐบาลท่านหนึ่งถึงแก่กล่าวกับผมว่า พระทุกวันนี้มีแค่ ๓ ส. คือ สร้าง สวด แล้วก็เสก ไม่มี ส.ตัวที่ ๔ คือ สอน
ท่านบอกว่า บางวัดเอาแต่สร้าง เช่นสร้างเมรุหมดไป ๒-๓ ล้านบาท แต่ปีหนึ่งมีศพเผาไม่กี่ศพ ท่านเห็นแล้วเสียดายเงินแทน ทำไมไม่อาเงินเหล่านั้นไปสร้างโรงเรียนสอนพระพุทธศาสนาในวันอาทิตย์.
และอีกประการหนึ่ง การที่เถรสมาคมพิจารณาให้สมณศักดิ์แก่พระภิกษุที่สร้างวัดใหญ่ ๆ โต ๆนั้น เลิกเสียทีได้ไหมครับ? ทำไมท่านไม่หันมาพิจารณาผลงานที่สั่งสอนอบรมประชาชนบ้าง
ท่านผู้ใหญ่ท่านนั้นบอกแก่ผมว่า ท่านเห็นแม้แต่คณะสงฆ์ยังเห็นแก่วัตถุเป็นใหญ่ ไม่พิจารณาพระที่สร้างคน ไปพิจารณาพระที่สร้างวัตถุเช่นนี้ บ้านเมืองเรามันถึงลำบาก ผมจึงขอฝากเอาไว้ด้วย
กลุ่มอาสาพิทักษ์ฯ
เนื่องจากปัจจุบัน พระพุทธศาสนากำลังถูกระรานทั้งภายในและภายนอกประเทศ คุณสมพร เทพสิทธาในฐานะดำรงตำแหน่งประธานสภายุวพุทธิกสมาคมแห่งชาติในพระบรมราชูปถัมภ์ และนายกสมาคมศาสนสัมพันธ์แห่งประเทศไทย จึงได้ริเริ่มก่อตั้งกลุ่มอาสาพิทักษ์พระพุทธศาสนา
เพื่อให้ชาวไทยเป็นพุทธศาสนิกที่ดี ร่วมกันพิทักษ์ความมั่นคงของพระพุทธศาสนาให้สถิตสถาพรตลอดไป คู่กับ สถาบันชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงได้ทำพิธีเปิดกลุ่มอาสาพิทักษ์พระพุทธศาสนาขึ้นในวันวิสาขบูชา เมื่อ วันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๒๖ โดย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานคติธรรมแก่กลุ่มอาสาพิทักษ์พระพุทธศาสนา
เราได้จัดอบรมกลุ่มอาสาพิทักษ์พระพุทธศาสนา (อ.พ.พ.) มาแล้วสองรุ่น จึงอยากจะให้มีสมาชิก เป็นจำนวนแสน จำนวนล้าน อย่างลูกเสือชาวบ้านบ้าง สมาคมใดกลุ่มใดสนใจ เชิญติดต่อไปที่ผม ที่ สภาสังคมสง-เคราะห์ ถนนราชวิถี ตรงกันข้ามกับ โรงพยาบาลประสาท
เราพร้อมที่จะจัดเจ้าหน้าที่ไปอบรมให้ ไปบรรยายในหลักการต่าง ๆ เพื่อเราจะได้มาเป็นกำลังช่วยกันพิทักษ์ปกป้องรักษาพระพุทธศาสนาให้มั่นคงสถาพรสืบไปชั่วกาลนาน คุณสมพรกล่าว
ตำแหน่งมากมาย
ขอได้โปรดพิจารณาดูเถิดว่า ตำแหน่งการงานในปัจจุบันของคุณสมพร เทพสิทธามากเพียงใดและทานสามารถปฏิบัติได้อย่างไร จึงทำให้ผลงานสมบูรณ์ ซึ่งเรื่องนี้ ถ้าเป็นผู้ที่ปราศจากสมาธิแล้วจะไม่สามารถดำเนินงานให้ลุล่วงไปได้
ตำแหน่งราชการในอดีต
๑. เศรษฐกรพิเศษ กรมการค้าต่างประเทศ
๒. รองปลัดกระทรวงเศรษฐการ
๓. อธิบดีกรมเศรษฐการพาณิชย์
๔. อธิบดี กรมการค้าภายใน
๕. อธิบดี กรมพาณิชย์สัมพันธ์
๖. สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
๗. อาจารย์พิเศษ คณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์และสหกรณ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ตำแหน่งทางราชการในปัจจุบัน
๑. ที่ปรึกษาการพาณิชย์กระทรวงพาณิชย์
๒. ผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจเกี่ยวกับส่งเสริมปฏิบัติด้านวัฒนธรรม และวินัยแห่งชาติ (ศสว.) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
ตำแหน่งทางศาสนา
ตำแหน่งทางศาสนาและสังคมในอดีต
๑. นายกยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
๒. ประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
๓. นายกสมาคมนิยมไทย
ตำแหน่งทางศาสนาและสังคมในปัจจุบัน
๑. ประธานสภายุวพุทธิกสมาคมแห่งชาติ ในพระบรมราชูปถัมภ์
๒. นายกสมาคมศาสนสัมพันธ์
๓. ประธานกรรมการบริหารศูนย์ประสานงานองค์การเอกชนด้านศีลธรรม วัฒนธรรมและจิตใจ (ศูนย์ ป.อ.ศ.) สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเ1ทศไทย
๔. ประธานคณะกรรมการฝ่ายการศึกษาและบริหารทุนการศึกษา รองประธานคณะกรรมการอำนวยการ และรองประธานคณะกรรมการดำเนินงาน มูลนิธิร่วมจิตน้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน
กรรมการ
กรรมการในคณะทำงานต่าง ๆ
๑. กรรมการในคณะทำงานพัฒนาหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย วิชาสังคมศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ
๒. รองประธานคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ โครงการปรับปรุงกฎหมาย เพื่อรักษาวัฒนธรรมไทย สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
๓. กรรมการเอกลักษณ์ของชาติ
๔. ประธานคณะอนุกรรมการส่งเสริมความรู้ทางศาสนาแก่เยาวชน
๕. กรรมการส่งเสริมศีลธรรม วัฒนธรรม และวินัยของชาติ
งานเผยแพร่
งานเผยแพร่ศาสนา ศีลธรรม
๑. ไปบรรยายและร่วมอภิปรายเรื่องเกี่ยวแก่ ศาสนา ศีลธรรม วัฒนธรรม ตามสถานศึกษา สมาคม และ องค์การต่าง ๆ ที่เชิญมาเป็นประจำ
๒. เขียนบทความ และหนังสือเรื่อง ศาสนา ศีลธรรม และวัฒนธรรม หลายเล่ม เช่น ธรรมะจะช่วยแก้ปัญหาบ้านเมืองได้อย่างไร ศาสนากับเยาวชน การปลูกฝังค่านิยมในเยาวชนไทย คุณธรรมในชีวิตสังคมฯ
๓. พูดในรายการ หมุนตามวัน ของสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย และรายการของสภายุวพุทธิกสมาคมแห่งชาติ ทางสถานีวิทยุยานเกราะ ๗๙๒ สัปดาห์ละ ๒ ครั้ง
๔. เริ่มจัดตั้งสมาคมศาสนสัมพันธ์แห่งประเทศไทย เพื่อป้องกันและแก้ไขความขัดแย้งระหว่างผู้นับถือศาสนาต่าง ๆ
๕. ได้ริเริ่มจัดตั้งค่ายพัฒนาจิตใจที่วัดอัมพวัน อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี
๖. จัดประชุมสัมมนาเกี่ยวกับศาสนาและศีลธรรมที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล การสัมมนาผู้นำศาสนาที่วัดสวนป่าน จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่วัดคีรีวงศ์ ที่วัดเบญจมพิตร กรุงเทพมหานคร
ฯลฯ
สูญเสีย
จากการจัดตั้ง และการดำเนินงานของกลุ่มอาสาพิทักษ์พระพุทธศาสนา (อ.พ.พ.) ให้แพร่หลายทั่วประเทศ เพื่อจะได้กำลังจากเยาวชนจากจังหวัด อำเภอ และตำบลทุกหมู่บ้านอาสาพิทักษ์และปกป้องภัยของพระพุทธศาสนา เช่นเดียวกับที่เคยมีลูกเสือชาวบ้านนับจำนวนแสนจำนวนล้านมาแล้ว คุณสมพร เทพสิทธา สูญเสียกำลังสำคัญในการเผยแพร่งานดังกล่าวไปอย่างน่าเสียใจยิ่ง
ดังปรากฏจากข้อความที่คุณสมพร เขียนในบทความที่ให้ชื่อว่า "รำลึกถึง พลเอก จรวย นิ่มดิษฐ์" ซึ่งมีข้อความบางตอนว่า
ฯ... การเสียชีวิตของ พ.อ.จรวย นิ่มดิษฐ์ จึงเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของสภายุวพุทธิกสมาคมแห่งชาติ โดยเฉพาะ สำหรับ ข้าพเจ้าซึ่งมีความรักใคร่และศรัทธาเลื่อมใส พ.อ.จรวย นิ่มดิษฐ์ มาตลอดระยะเวลาเกือบ ๘ ปี ที่รู้จักกันข้าพเจ้ามีความรู้สึกว่าพลอยได้รับเคราะห์กรรมจากการเสียชีวิตของ พ.อ.จรวย นิ่มดิษฐ์ ด้วยเสมือนถูกตัดแขนและขาเพราะในขณะนี้ พ.อ.จรวย นิ่มดิษฐ์ เป็นกำลังสำคัญ ของพระพุทธศาสนา และสภายุวพุทธิกสมาคมแห่งชาติ ฯลฯ"
<TABLE id=table1 width="50%" border=0><TBODY><TR><TD>http://www.dharma-gateway.com/ubasok/ubasok_hist/somporn-pic-02.jpg
</TD></TR><TR><TD align=left>นายสมพร เทพสิทธา รับพระราชทานรางวัลเสาเสมาธรรมจักร จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา ประเภทสมาคม องค์การ มูลนิธิ ในวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๒๖ ที่ศาลาดุสิตาลัย สวนจิตรลดา
ในโอกาสนี้ ได้พระราชทานพระราโชวาทว่า ธรรมะเป็นเหมือนแสงสว่างของชีวิตที่ทำให้คนตั้งอยู่ในความดี และได้พบความสุข การให้ธรรมทานเป็นการทำประโยชน์ที่สำคัญ ขอให้ท่านทำงานเผยแพร่ธรรมะและทำประโยชน์ให้แก่พระพุทธศาสนาต่อไป
</TD></TR></TBODY></TABLE>
รับรางวัล
จากการทำงานด้วยความเสียสละ และทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อการพระศาสนาสภายุวพุทธิกสมาคมแห่งชาติ จึงได้รับรางวัลผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา จากกรมการศาสนา
โดย คุณสมพร เทพสิทธาเป็นผู้รับพระราชทานเสาเสมาธรรมจักรจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี อันเป็นเกียรติยศที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตสมกับที่ได้ทำงานดังตั้งปณิธานเอาไว้เมื่อ ๓๐ ปีเศษ
และนี่คือชีวิตของบุคคลหนึ่งที่สละชีวิต เพื่อการพระศาสนาโดยแท้ !
ผู้ทำคุณต่อพระพุทธศาสนา
โดย ทองทิว สุวรรณทัต
นิตยสารโลกทิพย์ ฉบับที่ ๑๓ ปีที่ ๓ เดือนพฤษภาคม (ฉบับหลัง) ๒๕๒๗
http://www.dharma-gateway.com/image/rosebar-2.gif
เมื่อห้าสิบปีเศษที่ฝานมาภายในจังหวัดนครปฐมอันเงียบสงบร่มเย็น สมดังเป็นเมืองพุทธที่แท้จริง เด็กผู้ชายตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง เดินตามคุณยายต้อย ๆ เข้าไปในวัด
เมื่อพระภิกษุแสดงพระธรรมเทศนาอบรมธรรมแก่อุบาสกอุบาสิกา เด็กน้อยผู้นี้ก็นั่งพับเพียบสำรวมพนมมือฟังเทศน์กับเขาไปด้วย
แม้จะรู้บ้าง ไม่รู้บ้าง แต่ก็ชอบไปวัดฟังธรรมกับคุณยายเป็นประจำ ทั้งมีจิตเมตตาชอบช่วยเหลือคนที่มีความทุกข์ยากโดยให้อาหารแก่ขอทานบ้าง ให้สตางค์ที่เป็นค่าอาหารกลางวันแก่ขอทานบ้าง เป็นนิจสิน
เด็กผู้ชายคนเดียวกันนี้ ต่อมาได้เป็นนายกยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ถึงหกปีติดต่อกัน ปัจจุบันยังดำรงตำแหน่งประธานสภายุวพุทธิกสมาคมแห่งชาติ ในพระบรมราชูปถัมภ์
นอกเหนือจากอีกสิบกว่าตำแหน่ง ที่ได้รับแต่งตั้งจากทางราชการซึ่งล้วนแต่เป็นกิจการงานเพื่อประโยชน์แก่ส่วนรวมทั้งสิ้น
โดยเฉพาะในปี ๒๕๒๖ได้รับพระราชทานเสาเสมาธรรมจักรจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ในฐานะผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาอันนับได้ว่าเป็นเกียรติยศที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของท่านผู้นี้
จากเกียรติประวัติที่น่าสนใจดังกล่าวมานี้ ทำให้ผู้เขียนต้องขอเข้าพบ คุณสมพร เทพสิทธาอดีตเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ เมื่อห้าสิบปีก่อนผู้นั้น เพื่อจะได้นำชีวิตของท่านที่ทำคุณประโยชน์แก่พระศาสนาอย่างกว้างขวางสุดจะพรรณนาให้หมดได้ มาเสนอต่อท่านผู้สนใจในธรรม ณ โอกาสนี้ เพื่อเป็นอุทาหรณ์ไห้เห็นว่า คนเรานั้นสามารถที่จะกระทำคุณประโยชน์ให้แก่ส่วนรวม โดยสติปัญญาและกำลังเท่าที่จะมีได้อย่างอเนกอนันต์ ถ้าเขาผู้นั้นมีความตั้งใจจริงเสียอย่างเดียว
การศึกษา
คุณสมพร เทพสิทธา เกิดวันที่ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๖๘ ที่จังหวัดนครปฐม เป็นบุตรของท่านขุนกสิกรพิศาลและคุณนายลิ้นจี่ เทพสิทธา
จบการศึกษาชั้นมัธยมที่ ๖ จากโรงเรียนนครปฐมวิทยาลัย แล้วมาศึกษาต่อที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี พร้อมกับสมัครเรียนกฎหมายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง จนได้ปริญญาบัญชีบัณฑิต และธรรมศาสตร์บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยทั้งสองแห่ง แล้วได้รับทุน ก.พ.ไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกาตามความต้องการของกรมการค้าต่างประเทศได้ปริญญาโท ทางการบริหารธุรกิจ สาขาการค้าต่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย
เริ่มแรกที่ชักจูงให้คุณสมพร เทพสิทธา เกิดศรัทธาในพระศาสนา สืบเนื่องมาจากผู้ใหญ่ของครอบครัว ล้วนแต่เป็นพุทธศาสนิกชนที่สมบูรณ์ไปด้วยการประพฤติและปฏิบัติ
นับแต่ท่านบิดาที่เคยอุปสมบทอยู่ในสมณเพศมาเป็นเวลานาน และท่านมารดากับคุณยายก็เข้าวัดฟังเทศน์พังธรรมเป็นเนืองนิจ ทั้งมิจิตศรัทธาในการบุญเสมอมา
คุณสมพรซึ่งติดตามผู้ใหญ่ไปวัดวาอยู่ทุกครั้ง ก็ได้รับการอบรมกล่อมเกลามาแต่เยาว์วัยให้มีใจศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง
ชั้นปัญญาชนก็ยังไม่เข้าใจ
ต่อมาเมื่อเติบโต ได้ศึกษาอยู่ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็ได้สนใจในพระศาสนายิ่งขึ้นเห็นหนังสือธรรมะเป็นไม่ได้ต้องหยิบขึ้นอ่านทันที
ทั้งพยายามปฏิบัติตนให้อยู่แต่ในศีลในธรรม ไม่ยอมประพฤติออกนอกลู่นอกทางเป็นอันขาดจนเพื่อน ๆ พากันเรียกว่า ท่านมหา บ้าง ทิด บ้า
และบางคนก็พบว่า คุณสมพรคงจะผิดหวังในเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ มาแล้ว จึงหันมาสนใจในธรรมะธรรมโมเช่นนี้
แต่คุณสมพรก็หาได้เอาคำพูดมาเป็นอารมณ์ไม่ แต่กลับไปนึกในอีกทางหนึ่ง นั่นก็คือ
มีความห่วงใยในพระพุทธศาสนาขึ้นมาเป็นอย่างมาก เพราะแม้แต่นิสิตนักศึกษาที่เป็นคนไทยชั้นปัญญาชนยังไม่เข้าใจในพระศาสนาอย่างแท้จริง
อุปัชฌาย์ ๑๐๑ ปี
ครั้นเมื่อครบปีบวช คุณสมพรได้เข้าอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดเสน่หา จังหวัดนครปฐมโดยมี พระเทพเจติยาจารย์ เป็นอุปัชฌาย์ ซึ่งปัจจุบันมีอายุได้ ๑๐๑ ปี
เป็นพระภิกษุที่มีอายุมากที่สุดในขณะนี้ก็ว่าได้ คุณสมพรบอกผู้เขียน
แม้อายุท่านจะมากขนาดนี้แต่ความจำดีเหลือเกิน ไม่มีหลง ผมไปกราบมนัสการทุกปีก็ยังจำผมได้ ยังระลึกถึงผม ยังพูดถึงผมอยู่เสมอ ท่านสุชีโวภิกขุ ก็เป็นลูกศิษย์ของท่าน"
จากการอุปสมบทครั้งนี้ คุณสมพรกล่าวว่า
ตลอดเวลาสามเดือนที่ผมบวชอยู่นี้ ได้รับอะไรมากมายเหลือเกิน ท่านอุปัชฌาย์ท่านสอนทั้งทางปริยัติและทางปฏิบัติ
ได้ฝึกนั่งกรรมฐาน โดยลุกขึ้นมาทำสมาธิในเวลาตี ๔ ของทุกวัน มิได้ขาดด้วยวิธีอานาปานสติ จับลมหายใจเข้าออก ภาวนา พุท-โธเรื่อยไป....
สำคัญที่ใจสงบ
และก็ด้วยการปฏิบัติภาวนากรรมฐานในครั้งนี้ ความสงสัยที่เคยมีอยู่ว่า
ชาติหน้าจะมีจริงหรือไม่?
สวรรค์มีจริงหรือไม่? ก็ได้รับคำตอบไปในตัว
ผมจึงเชื่อว่า ชาติหน้ามีจริง! สวรรค์มีจริง! คนเราตายไปแล้วต้องเกิด เชื่อในกฎแห่งกรรม
ผู้ใดทำสิ่งใดไว้ต้องได้รับผลแห่งกรรมนั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่ว และทำให้ผมได้รับคำตอบเกี่ยวแก่ชีวิตดีที่สุดว่า
ความสำคัญของชีวิตมิใช่ขึ้นอยู่ที่เงิน ไม่ได้อยู่ที่ทรัพย์สมบัติแต่อยู่ที่จิตใจที่สงบ เท่านั้น !
ระหว่างที่อยู่ในสมณเพศ คุณสมพรได้อ่านหนังสือเรื่อง ใต้ร่มกาสาวพัสตร์ ของ ท่านสุชีโวภิกขุ หนังสือธรรมะของท่านพุทธทาสภิกขุ ก็ยิ่งทำให้สนใจในพระพุทธศาสนายิ่งขึ้น
ทำให้ผมรู้สึกว่า ผมเป็นหนี้บุญคุณพระพุทธศาสนาอยู่มาก ก็เลยตั้งปณิธานว่า เมื่อสึกออกมาแล้ว จะขอทำงานรับใช้พระศาสนาตลอดไป
ยุวพุทธิก
และก็ด้วยปณิธานดังกล่าว ประกอบกับความห่วงใยในพระศาสนา คุณสมพรกับหมู่คณะซึ่งมีคุณเสถียร โพธินันทะ คุณบุญยง ว่องวาณิช ฯ ได้ร่วมใจกันตั้งเป็นกลุ่มยุวพุทธิกะ
มีการสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ในด้านธรรมะต่าง ๆ โดยท่านสุชีโวภิกขุได้ให้การสนับสนุนโดยให้จัดมีขึ้นภายในวัดกันมาตุยาราม
และต่อมาได้ร่วมใจกันตั้งเป็นสมาคมของกลุ่มหนุ่มสาว ให้ชื่อว่า ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย เป็นสมาคมแรก โดยมีคุณบุญยง ว่องวาณิช เป็นนายกสมาคม
ทั้งนี้เข้าใจว่า คำว่า ยุวพุทธิก ซึ่งหมายถึง ชาวพุทธที่ยังเยาว์นี้ ท่านสุชีโวภิกขุจะเป็นผู้ตั้งชื่อให้
คำว่าเยาว์ในที่นี้ เราหมายถึงเยาว์ในวัย เยาว์ในความรู้ ผมเองเป็นยุวพุทธิกจนอายุ ๕๘ ก็ยังเป็นยุวพทธิกอยู่ จนคนเขาล้อว่า น่าจะป็นชราพุทธิก ก็ไม่ทราบจะทำอย่างไร ยังหาคนมาแทนไม่ได้" คุณสมพรบอกพลางหัวเราะ
ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทยนั้นมีหน้าที่ส่งเสริมและเผยแผ่พระพุทธศาสนาโดยเฉพาะในบรรดาเยาวชน เพื่อให้เยาวชนมีความรู้ มีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวแก่พระพุทธศาสนา และประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรม ร่วมทำนุบำรุงส่งเสริมและพิทักษ์พระศาสนา
๖ ปีที่ติดต่อ
เมื่อครั้ง คุณบุญยง ว่องวณิชเป็นนายกสมาคมคนแรก ในปีที่ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๓ นั้น คุณสมพร มิได้ช่วยกิจการของสมาคมเท่าใดนัก เพราะต้องออกเดินทางไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ และได้กลับมาในปี ๒๔๙๕
ครั้นถึงปี ๒๔๙๕ คุณสมพรเทพสิทธา ได้รับเลือกเป็นนายกยุวพุทธกสมาคมแห่งประเทศไทยติดต่อกันเป็นเวลาถึง ๖ ปี
"ตอนแรกผมยังจำได้ ยุวพุทธิกสมาคม จัดพิมพ์หนังสือพุทธประวัติประกอบภาพ ๗ เล่มด้วยกัน พิมพ์อยู่หลายครั้ง เราเอาไปเผยแพร่ตามโรงเรียนต่าง ๆ นักเรียนชอบกันมาก
ได้คุณเสถียร โพธินันทะเป็นกำลังสำคัญ เพราะคุณเสถียรพูดเก่ง เป็นเด็กที่พูดแล้วผู้ใหญ่ต้องฟัง ความจำดีเลิศ คำพูดสละสลวยเหมือนตัวหนังสือ จึงได้รับเชิญไปพูดในที่ต่าง ๆ
พอไปพูดก็เอาหนังสือไปจำหน่ายทุกครั้ง แล้วเราจัดให้มีบรรยายธรรมที่วัดกันมาตุยารามทุกวันอาทิตย์ตอนบ่าย คุณเสถียรเป็นผู้บรรยายธรรม ตอบปัญหาธรรม มีคนเข้าฟังวันละเป็นจำนวนพัน ๆ คน
พอคุณเสถียรพูดเสร็จ เราก็เอาเรื่องที่พูดไปพิมพ์ด้วย ทั้งมีการตั้งชมรมพุทธศาสนาตามโรงเรียนต่าง ๆ
ตอนนั้นทางสมาคมมีรถยนต์กับเขาคันหนึ่ง เราก็เอารถออกต่างจังหวัดไปเผยแพร่พระศาสนา ไปพูด ไปบรรยาย ตามแต่จะได้รับเชิญมา เรียกได้ว่า เราทำงานกันอย่างจริงจัง.ทำงานอย่างสนุกไม่มีเบื่อหน่าย ท้อถอยกันเลยครับ คุณสมพรเล่าให้ฟัง
ก็และการทำงานด้วยความสนุกสนาน จริงจัง ไม่ท้อถอยเบื่อหน่ายของคณะกรรมการยุวพุทธิกสมาคมเช่นนี้ กรมการศาสนาจึงได้เห็นความสำคัญ ได้ช่วยทางด้านการเงินแก่สมาคมฯ นับตั้งแต่นั้น และต่อมาได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับไว้ไนราชูปถัมภ์
สภายุวพุทธิก
ปัจจุบันยุวพุทธิกสมาคมได้ขยายออกไปถึง ๕๐ กว่าสมาคมในจังหวัดต่าง ๆ และในปี ๒๕๐๓ ได้มีการประชุมยุวพุทธิกสมาคมทั่วประเทศขึ้นที่จังหวัดสงขลา
ที่ประชุมได้มีมติให้จัดตั้งสภายุวพุทธิกสมาคมแห่งชาติขัน เพื่อเป็นศูนย์รวมของยุวพุทธิกสมาคมทั้งหมดภายในประเทศ ซึ่งขณะนี้ตั้งอยู่ที่ ศาลาธรรมชินราชปัญจบพิธ วัดเบญจมบพิตร
คุณสมพร เทพสิทธา ได้รับเลือกให้เป็นประธานสภายุวพุทธิกสมาคมแห่งชาติ ตั้งแต่ปีนั้น จนกระทั่งปัจจุบัน
สมาธิไม่ใช่เรื่องยาก
เมื่อหันมาพูดเรื่องการทำสมาธิอีกครั้ง คุณสมพร เทพสิทธากล่าวว่า
มีคนส่วนมากเข้าใจว่า การทำสมาธิเป็นเรื่องที่ปฏิบัติยากจะต้องไปอยู่วัดอยู่วา จะต้องละต้องทิ้งอะไรให้หมด เป็นการเข้าใจผิดแท้ ๆ
ความจริงเรื่องของสมาธิเป็นเรื่องของชีวิตประจำวันนี่เอง
เพราะปกติธรรมดาเราต้องมีสมาธิกันอยู่แล้ว เช่น อ่านหนังสือก็ต้องมีสมาธิ ถ้าไม่มีสมาธิจะอ่านรู้เรื่องได้อย่างไร ทำงานก็ต้องมีสมาธิ มิเช่นคนงานก็จะผิดพลาดหมด แต่สมาธิที่กล่าวมานี้ เป็นเพียงสมาธิอ่อน ๆ
ผมยังจำได้ว่า ได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งมีการประชุมสมาคมพุทธศาสนาทั่วราชอาณาจักร ปี ๒๕๒๕ ที่ พระราชวังสวนจิตรลดาพระองค์ได้รับสั่งเป็นเวลาเกือบ ๒ ชั่วโมง ได้ทรงรับสั่งถึงเรื่องสมาธิว่า
"สมาธิ ไม่ใช่เป็นเรื่องยากอะไร เป็นเรื่องที่เราจะด้องทำ และทุกคนก็มีอยู่แล้ว จะมากหรือน้อยเท่านั้น
แต่ถ้าเรามีน้อย เราก็เอาสมาธิที่มีน้อยไปหาสมาธิที่มากและยิ่งใหญ่ เปรียบเสมือนเรามีไม้ขีดหรือไฟฉาย แล้วเราเอาไม้ขีดหรือไฟฉายนี่ เข้าไปในห้องที่มันมืดคลำหาสวิตช์เพื่อเปิดไฟฟ้า!"
น่าลองดู
สำหรับคุณสมพร เทพสิทธาเองนั้น แม้จะมีราชการ งานจรมัดตัวจนแทบจะไม่มีเวลาพักผ่อน แม้กระทั่งวันเสาร์-วันอาทิตย์ก็ต้องเดินทางไปบรรยายตามจังหวัดต่าง ๆ มิได้หยุดหย่อน
ถึงกระนั้น คุณสมพรก็จะเจียดเวลาก่อนจะเข้านอน หันมาไหว้พระสวดมนต์แล้วนั่งสมาธิทุกค่ำคืน ทั้งก่อนจะไปทำงานในตอนเช้ามืดก็จะไหว้พระสวดมนต์แล้วเจริญสมถภาวนา อีกครั้งหนึ่ง
ถ้าใครปฏิบัติได้ จะมีจิตเยือกเย็น ไม่รุ่มร้อนกระวนกระวาย แม้จะมีเรื่องราวอุปสรรคใด ๆ ก็จะค่อยพิจารณาหาทางแก้ไขด้วยความมีสติ
เละอีกประการหนึ่ง ถ้าเราปฏิบัติสมาธิอยู่เสมอแล้ว แทนที่จะไปนั่งมองความผิดของผู้อื่นกลับหันมาพิจารณาตัวเองเสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งถูกต้องกับหลักธรรมของพระพุทธองค์ ผมเห็นว่าผู้ไม่เคยปฏิบัติน่าจะปฏิบัติดู ทดลองดู
พระต้องปฏิบัติ
เมื่อผมใช้เวลาทำกรรมฐานตลอดเวลา ๓ เดือนที่ผมอุปสมบทอยู่นั้น ผมจึงได้เห็นความจริงอยู่สิ่งหนึ่ง นั่นก็คือ
พระภิกษุที่เรียนแต่ปริยัติไม่ได้ปฏิบัติ มักจะสึกออกมาเป็นจำนวนมาก แต่ถ้าท่านจะลองหันไปปฏิบัติแล้ว ผมเชื่อว่าท่านคงจะไม่อยากสึกอย่างเด็ดขาด
ผมเองบวชแล้วมีความดื่มด่ำในพระศาสนาเป็นอย่างมาก เกือบจะไม่ได้สึกออกมาแล้ว คุณสมพรพูดอย่างจริงใจ
พระท่านมัวแต่มุ่งปริยัติ ไม่ไต้ปฏิบัติ ก็เลยไม่ได้ปฏิเวธ
มุ่งช่วย
สำหรับตัวผมเองนั้น ดังได้กล่าวมาแล้วว่า ดื่มด่ำในรสพระธรรมเป็นอย่างยิ่ง พอสึกออกมาผมก็เขียนหนังสือชื่อว่า ชาติหน้าและสวรรค์มีจริงหรือไม่?
โดยไปให้ท่านอาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ ช่วยตรวจ และขอความกรุณาจากท่านอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ เขียนคำนำให้ แล้วพิมพ์แจกเป็นที่ระลึกแก่ผู้ที่รักใคร่นับถือก่อนจะไปนอก
เมื่อได้กล่าวถึงอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์นั้น ก็อยากจะพูดว่า ผมเคารพนับถือท่านมาก
เมื่อครั้งเรียนกฎหมายกับท่านในสมัยนั้น ท่านเป็นเลขาธิการพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ผมยังเคยคิดว่า ท่านอาจารย์เป็นเลขาธิการพุทธสมาคม วันหนึ่งผมคงจะได้เข้าไปเป็นกรรมการพุทธสมาคม ไปทำงานเรื่องพระศาสนากับเขาบ้าง คุณสมพรเล่าถึงความหลัง
วิชาศีลธรรม
จากการที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการในคณะทำงานปรับปรุงหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลายของกระทรวงศึกษาธิการ ได้ช่วยแก้ไขหลักสูตรเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยบรรจุวิชาศีลธรรมไปในหลักสูตรด้วย
เท่าที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการละเลยวิชาศีลธรรมมาหลายปี ไปเอาคำ จริยธรรม มาใช้แทน ซึ่งเป็นจริยธรรมสากล เอาหลักธรรมของศาสนาสากลต่าง ๆ มารวมกัน
ไม่มีการเรียนประวัติของพระพุทธเจ้า ไม่มีการเรียนถึงหลักธรรมะ ทำให้เยาวชนของเราไม่รู้เรื่องในพระพุทธศาสนา เพราะนักวิชาการที่ไปศึกษาต่างประเทศ ไปหลงความรู้ของต่างประเทศ
ผมได้พยายามต่อสู้ ให้เยาวชนต้องเรียนวิชาศีลธรรม ต้องมีความรู้ในพระพุทธศาสนา อย่าทิ้งหลักธรรมะ ต้องเรียนประวัติของพระพุทธเจ้า
และท่านปลัดกระทรวง อาจารย์สมาน แสงมะลิ ท่านเห็นชอบด้วย ให้ตั้งคณะกรรมการปรับปรุงหลักสูตรวิชาสังคมศึกษาว่าด้วยพุทธศาสนา โดยเชิญผมไปร่วม แล้วก็มีท่านเจ้าคุณโสภณคณาภรณ์ ท่านเจ้าคุณราชวรมุนี พระเทพโสภณ อาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพไปช่วยกันคิดแก้ไขปรับปรุงจนเรียบร้อยประกาศใช้แส้วครับ คุณสมพรเล่าให้ฟังอย่างละเอียด
กรรมใด...ใครก่อ
นอเกจากนี้ คุณสมพร เทพสิทธา ยังเป็นประธานคณะอนุกรรมการส่งเสริมความรู้ทางศาสนาแก่เยาวชน จึงได้จัดให้มีการทำหนังสือส่งเสริมการอ่านเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา โดยเลือกเอาเรื่องที่เกี่ยวแก่พระพุทธศาสนามาพิมพ์ให้นักเรียนอ่าน
ผมมีความยินดีที่จะเรียนให้ทราบว่า ดร.เย็นใจ เลาหวณิชย์ ได้นำเรื่องกฎแห่งกรรม (กรรมใด...ใครก่อ) ใน.โลกทิพย์ มาเสนอเป็นหนังสือให้นักเรียนอ่าน เพราะเห็นว่า เรื่องที่ลงใน โลกทิพย์ มีประโยชน์มาก
การที่คนเราไปทำบาปก็เพราะขาดหิริโอตัปปะ ไม่เชื่อว่า ตายแล้วเกิด คิดว่า ไปทำบาปกรรม คนไม่รู้ ไม่เป็นไร ถึงได้มีการพูดกันว่า ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดี มีถมไป ซึ่งมันผิด จึงพยายามเผยแพร่เรื่องกฎแห่งกรรม ให้ไต้อ่านทั่ว ๆ กัน คุณสมพรบอก
คุณธรรมนำหน้า
ทุกวันนี้ ที่บ้านเมืองของเรามีคดีอุกฉกรรจ์เกี่ยวแก่การฉุดคร่าอนาจาร ฉกชิงวิ่งราว ไปจนถึงปล้นสะดม เกิดขึ้นบ่อยครั้งนั้นเป็นเพราะศีลธรรมของคนไทยเสื่อมลงไปมาก คุณสมพรได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า
รัฐบาลมีแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ตั้งแต่ปี ๒๕๐๓ นักวางแผนคิดว่า ถ้าเราสามารถทำให้เศรษฐกิจของประเทศเจริญ ผู้คนมีรายได้สูง อาชญากรรมจะลดน้อยลง
แต่ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น ใจคนมันต่ำ จิตคนมันเสื่อม เพราะเราขาดพัฒนาจิตใจ ไม่ให้ความสำคัญของศีลธรรม
เร่งแต่พัฒนาวัตถุ คนยิ่งมี มันก็ยิ่งโลภ ท้องมันอิ่มแต่ใจมันหิว มันถึงได้เกิดคอรัปชั่นกัน ฆ่าฟันกัน
ผมจึงได้เสนอท่านนายกรัฐมนตรี ขอให้พัฒนาจิตใจ ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจ คราวก่อนเราพัฒนาเอาเศรษฐกิจนำหน้าสังคมและจิตใจ บ้านเมืองมันจึงเกิดวุ่นวาย
มีฝรั่งคนหนึ่งชื่อ นายนอร์มัล จาคอปมาศึกษาวิจัยเกี่ยวแก่เมืองไทย เขากลับไปเขียนหนังสือว่า
เมืองไทยนี่ทันสมัย แต่ไม่พัฒนา รถราตึกรามบ้านช่องทันสมัยหมด แต่ไม่มีระเบียบวินัย ถือกันว่า ทำได้ดังใจคือไทยแท้ ถือว่าการฝ่าฝืนระเบียบเป็นของโก้เก๋ ขับรถก็ฝ่าไฟแดง จอดรถผิดที่ก็โก้เก๋ สร้างทางม้าลายก็ไม่เดินข้ามกัน
เราขาดการพัฒนาจิตใจกันมานานแล้ว จึงขอให้เร่งพัฒนาเอาจิตใจมานำหน้าสังคมและเศรษฐกิจเสียที เราต้องการคุณธรรมนำหน้าครับ !
หยุดกันวันพระดีไหม
ในเรื่องที่มีผู้เรียกร้องให้ทางราชการ เปลี่ยนวันหยุดราชการจากเสาร์-อาทิตย์ มาเป็นวันโกนวันพระนั้น คุณสมพร เทพสิทธาได้ให้ความเห็นว่า
ผมเกรงจะมีปัญหาและความไม่พร้อมหลายอย่างประการแรก แน่ใจละหรือว่าถ้าทางราชการเปลี่ยนไปหยุดราชการในวันโกน-วันพระ จะมีข้าราชการเข้าวัดฟังเทศน์ฟังธรรมกัน
ประการที่สอง เราแน่ใจละหรือว่าวัดต่าง ๆ พร้อมที่จะให้ข้าราชการมาศึกษาและปฏิบัติธรรม เรามีพระที่มีความรู้ความสามารถพอแล้วหรือยัง?
ได้มีผู้ถามผมถึงปัญหาเหล่านี้หลายท่าน ซึ่งผมก็ยังตอบไม่ไต้จึงอยากจะเพียงเสนอว่า ในวันพระขอให้หน่วยราชการผลัดเปลี่ยนให้ข้าราชการไปวัดที่ใกล้เคียง เพื่อศึกษาและปฏิบัติธรรมกันสักชั่วโมง
โดยให้หน่วยราชการสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป จะเหมาะกว่า สมควรกว่า ขอให้ลองดูก่อนและอยากจะฝากให้ชาวพุทธที่เรียกร้องให้ราชการหยุดวันพระรอไว้เป็นอันดับสองก่อนเถิดครับ อย่าเพิ่งให้เป็นอันดับแรกเลย
สร้าง สวด เสก
ไหน ๆ ก็ได้สนทนามาถึงเรื่องนี้กันแล้ว คุณสมพร เทพสิทธาก็อยากจะฝากข้อคิดให้แก่วงการสงฆ์และพุทธศาสนิกชนทั้งหลายสักเล็กน้อยว่า
การเข้าวัดทุกวันนี้ คนกลัวในการบุญเสียแล้ว คือกลัวถูกเรี่ยไร
ผู้ใหญ่ในวงรัฐบาลท่านหนึ่งถึงแก่กล่าวกับผมว่า พระทุกวันนี้มีแค่ ๓ ส. คือ สร้าง สวด แล้วก็เสก ไม่มี ส.ตัวที่ ๔ คือ สอน
ท่านบอกว่า บางวัดเอาแต่สร้าง เช่นสร้างเมรุหมดไป ๒-๓ ล้านบาท แต่ปีหนึ่งมีศพเผาไม่กี่ศพ ท่านเห็นแล้วเสียดายเงินแทน ทำไมไม่อาเงินเหล่านั้นไปสร้างโรงเรียนสอนพระพุทธศาสนาในวันอาทิตย์.
และอีกประการหนึ่ง การที่เถรสมาคมพิจารณาให้สมณศักดิ์แก่พระภิกษุที่สร้างวัดใหญ่ ๆ โต ๆนั้น เลิกเสียทีได้ไหมครับ? ทำไมท่านไม่หันมาพิจารณาผลงานที่สั่งสอนอบรมประชาชนบ้าง
ท่านผู้ใหญ่ท่านนั้นบอกแก่ผมว่า ท่านเห็นแม้แต่คณะสงฆ์ยังเห็นแก่วัตถุเป็นใหญ่ ไม่พิจารณาพระที่สร้างคน ไปพิจารณาพระที่สร้างวัตถุเช่นนี้ บ้านเมืองเรามันถึงลำบาก ผมจึงขอฝากเอาไว้ด้วย
กลุ่มอาสาพิทักษ์ฯ
เนื่องจากปัจจุบัน พระพุทธศาสนากำลังถูกระรานทั้งภายในและภายนอกประเทศ คุณสมพร เทพสิทธาในฐานะดำรงตำแหน่งประธานสภายุวพุทธิกสมาคมแห่งชาติในพระบรมราชูปถัมภ์ และนายกสมาคมศาสนสัมพันธ์แห่งประเทศไทย จึงได้ริเริ่มก่อตั้งกลุ่มอาสาพิทักษ์พระพุทธศาสนา
เพื่อให้ชาวไทยเป็นพุทธศาสนิกที่ดี ร่วมกันพิทักษ์ความมั่นคงของพระพุทธศาสนาให้สถิตสถาพรตลอดไป คู่กับ สถาบันชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงได้ทำพิธีเปิดกลุ่มอาสาพิทักษ์พระพุทธศาสนาขึ้นในวันวิสาขบูชา เมื่อ วันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๒๖ โดย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานคติธรรมแก่กลุ่มอาสาพิทักษ์พระพุทธศาสนา
เราได้จัดอบรมกลุ่มอาสาพิทักษ์พระพุทธศาสนา (อ.พ.พ.) มาแล้วสองรุ่น จึงอยากจะให้มีสมาชิก เป็นจำนวนแสน จำนวนล้าน อย่างลูกเสือชาวบ้านบ้าง สมาคมใดกลุ่มใดสนใจ เชิญติดต่อไปที่ผม ที่ สภาสังคมสง-เคราะห์ ถนนราชวิถี ตรงกันข้ามกับ โรงพยาบาลประสาท
เราพร้อมที่จะจัดเจ้าหน้าที่ไปอบรมให้ ไปบรรยายในหลักการต่าง ๆ เพื่อเราจะได้มาเป็นกำลังช่วยกันพิทักษ์ปกป้องรักษาพระพุทธศาสนาให้มั่นคงสถาพรสืบไปชั่วกาลนาน คุณสมพรกล่าว
ตำแหน่งมากมาย
ขอได้โปรดพิจารณาดูเถิดว่า ตำแหน่งการงานในปัจจุบันของคุณสมพร เทพสิทธามากเพียงใดและทานสามารถปฏิบัติได้อย่างไร จึงทำให้ผลงานสมบูรณ์ ซึ่งเรื่องนี้ ถ้าเป็นผู้ที่ปราศจากสมาธิแล้วจะไม่สามารถดำเนินงานให้ลุล่วงไปได้
ตำแหน่งราชการในอดีต
๑. เศรษฐกรพิเศษ กรมการค้าต่างประเทศ
๒. รองปลัดกระทรวงเศรษฐการ
๓. อธิบดีกรมเศรษฐการพาณิชย์
๔. อธิบดี กรมการค้าภายใน
๕. อธิบดี กรมพาณิชย์สัมพันธ์
๖. สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
๗. อาจารย์พิเศษ คณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์และสหกรณ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ตำแหน่งทางราชการในปัจจุบัน
๑. ที่ปรึกษาการพาณิชย์กระทรวงพาณิชย์
๒. ผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจเกี่ยวกับส่งเสริมปฏิบัติด้านวัฒนธรรม และวินัยแห่งชาติ (ศสว.) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
ตำแหน่งทางศาสนา
ตำแหน่งทางศาสนาและสังคมในอดีต
๑. นายกยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
๒. ประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
๓. นายกสมาคมนิยมไทย
ตำแหน่งทางศาสนาและสังคมในปัจจุบัน
๑. ประธานสภายุวพุทธิกสมาคมแห่งชาติ ในพระบรมราชูปถัมภ์
๒. นายกสมาคมศาสนสัมพันธ์
๓. ประธานกรรมการบริหารศูนย์ประสานงานองค์การเอกชนด้านศีลธรรม วัฒนธรรมและจิตใจ (ศูนย์ ป.อ.ศ.) สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเ1ทศไทย
๔. ประธานคณะกรรมการฝ่ายการศึกษาและบริหารทุนการศึกษา รองประธานคณะกรรมการอำนวยการ และรองประธานคณะกรรมการดำเนินงาน มูลนิธิร่วมจิตน้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน
กรรมการ
กรรมการในคณะทำงานต่าง ๆ
๑. กรรมการในคณะทำงานพัฒนาหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย วิชาสังคมศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ
๒. รองประธานคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ โครงการปรับปรุงกฎหมาย เพื่อรักษาวัฒนธรรมไทย สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
๓. กรรมการเอกลักษณ์ของชาติ
๔. ประธานคณะอนุกรรมการส่งเสริมความรู้ทางศาสนาแก่เยาวชน
๕. กรรมการส่งเสริมศีลธรรม วัฒนธรรม และวินัยของชาติ
งานเผยแพร่
งานเผยแพร่ศาสนา ศีลธรรม
๑. ไปบรรยายและร่วมอภิปรายเรื่องเกี่ยวแก่ ศาสนา ศีลธรรม วัฒนธรรม ตามสถานศึกษา สมาคม และ องค์การต่าง ๆ ที่เชิญมาเป็นประจำ
๒. เขียนบทความ และหนังสือเรื่อง ศาสนา ศีลธรรม และวัฒนธรรม หลายเล่ม เช่น ธรรมะจะช่วยแก้ปัญหาบ้านเมืองได้อย่างไร ศาสนากับเยาวชน การปลูกฝังค่านิยมในเยาวชนไทย คุณธรรมในชีวิตสังคมฯ
๓. พูดในรายการ หมุนตามวัน ของสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย และรายการของสภายุวพุทธิกสมาคมแห่งชาติ ทางสถานีวิทยุยานเกราะ ๗๙๒ สัปดาห์ละ ๒ ครั้ง
๔. เริ่มจัดตั้งสมาคมศาสนสัมพันธ์แห่งประเทศไทย เพื่อป้องกันและแก้ไขความขัดแย้งระหว่างผู้นับถือศาสนาต่าง ๆ
๕. ได้ริเริ่มจัดตั้งค่ายพัฒนาจิตใจที่วัดอัมพวัน อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี
๖. จัดประชุมสัมมนาเกี่ยวกับศาสนาและศีลธรรมที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล การสัมมนาผู้นำศาสนาที่วัดสวนป่าน จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่วัดคีรีวงศ์ ที่วัดเบญจมพิตร กรุงเทพมหานคร
ฯลฯ
สูญเสีย
จากการจัดตั้ง และการดำเนินงานของกลุ่มอาสาพิทักษ์พระพุทธศาสนา (อ.พ.พ.) ให้แพร่หลายทั่วประเทศ เพื่อจะได้กำลังจากเยาวชนจากจังหวัด อำเภอ และตำบลทุกหมู่บ้านอาสาพิทักษ์และปกป้องภัยของพระพุทธศาสนา เช่นเดียวกับที่เคยมีลูกเสือชาวบ้านนับจำนวนแสนจำนวนล้านมาแล้ว คุณสมพร เทพสิทธา สูญเสียกำลังสำคัญในการเผยแพร่งานดังกล่าวไปอย่างน่าเสียใจยิ่ง
ดังปรากฏจากข้อความที่คุณสมพร เขียนในบทความที่ให้ชื่อว่า "รำลึกถึง พลเอก จรวย นิ่มดิษฐ์" ซึ่งมีข้อความบางตอนว่า
ฯ... การเสียชีวิตของ พ.อ.จรวย นิ่มดิษฐ์ จึงเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของสภายุวพุทธิกสมาคมแห่งชาติ โดยเฉพาะ สำหรับ ข้าพเจ้าซึ่งมีความรักใคร่และศรัทธาเลื่อมใส พ.อ.จรวย นิ่มดิษฐ์ มาตลอดระยะเวลาเกือบ ๘ ปี ที่รู้จักกันข้าพเจ้ามีความรู้สึกว่าพลอยได้รับเคราะห์กรรมจากการเสียชีวิตของ พ.อ.จรวย นิ่มดิษฐ์ ด้วยเสมือนถูกตัดแขนและขาเพราะในขณะนี้ พ.อ.จรวย นิ่มดิษฐ์ เป็นกำลังสำคัญ ของพระพุทธศาสนา และสภายุวพุทธิกสมาคมแห่งชาติ ฯลฯ"
<TABLE id=table1 width="50%" border=0><TBODY><TR><TD>http://www.dharma-gateway.com/ubasok/ubasok_hist/somporn-pic-02.jpg
</TD></TR><TR><TD align=left>นายสมพร เทพสิทธา รับพระราชทานรางวัลเสาเสมาธรรมจักร จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา ประเภทสมาคม องค์การ มูลนิธิ ในวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๒๖ ที่ศาลาดุสิตาลัย สวนจิตรลดา
ในโอกาสนี้ ได้พระราชทานพระราโชวาทว่า ธรรมะเป็นเหมือนแสงสว่างของชีวิตที่ทำให้คนตั้งอยู่ในความดี และได้พบความสุข การให้ธรรมทานเป็นการทำประโยชน์ที่สำคัญ ขอให้ท่านทำงานเผยแพร่ธรรมะและทำประโยชน์ให้แก่พระพุทธศาสนาต่อไป
</TD></TR></TBODY></TABLE>
รับรางวัล
จากการทำงานด้วยความเสียสละ และทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อการพระศาสนาสภายุวพุทธิกสมาคมแห่งชาติ จึงได้รับรางวัลผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา จากกรมการศาสนา
โดย คุณสมพร เทพสิทธาเป็นผู้รับพระราชทานเสาเสมาธรรมจักรจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี อันเป็นเกียรติยศที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตสมกับที่ได้ทำงานดังตั้งปณิธานเอาไว้เมื่อ ๓๐ ปีเศษ
และนี่คือชีวิตของบุคคลหนึ่งที่สละชีวิต เพื่อการพระศาสนาโดยแท้ !