ปมิตา
01-28-2008, 10:58 AM
<CENTER>http://picdb.thaimisc.com/dokgaew/10041.jpg?n
สุขจากการให้
</CENTER>
<DD>กิร ดังได้สดับมา
<DD>ครอบครัวหนึ่งอยู่ในกรุงเทพฯ มีฐานะดี ช่วงวันหยุดวันหนึ่ง พ่อบ้านชวนแม่บ้านและลูกเล็ก ๆ ชายหญิงสองคนไปพักผ่อนริมทะเลต่างจังหวัดแบบไปเช้าเย็นกลับ แม่บ้านจึงเตรียมอาหาร เครื่องดื่ม พร้อมพลาสติกและเสื่อใส่รถพร้อมสรรพ กะว่าจะไปทานอาหารกลางวันตามร่มไม้ริมทะเล ได้เวลาก็ออกเดินทางกัน
<DD>เที่ยงวันเศษ ๆ ก็แวะลงข้างทางเพื่อทานอาหารกัน แม้จะยังไม่ถึงชายทะเลแต่ก็มีต้นไม้ที่มีร่มเงาหนาทึบ มีเด็กในหมู่บ้านใกล้ ๆ วิ่งเล่นกันอยู่หลายคนดูอายุก็ไล่เลี่ยกับลูกของตน ทั้งพ่อบ้านแม่บ้านต่างก็ขนอาหารและสิ่งของลง ปูเสื่อผืนใหญ่สองผืน ปูผ้าพลาสติกทับ จัดอาหารวางแล้วเรียกลูก ๆ มาทานอาหารด้วยกันอย่างเอร็ดอร่อย
<DD>ตอนที่ทานกันอยู่นั้นเด็ก ๆ ที่วิ่งเล่นกันอยู่ก็มายืนดูอยู่ห่าง ๆ ด้วยเห็นเป็นคนแปลกหน้า นั่งรถสวย แต่งตัวสวย ลูกเขาก็หน้าตาดีไม่มอมแมมเหมือนพวกตัว
<DD>ทานกันอิ่มแล้วแต่อาหารยังเหลืออีกมาก ขนมและผลไม้ก็หมดไปไม่มาก แม่บ้านเตรียมจะเก็บรวบรวมไปใส่รถ พ่อบ้านจึงบอกว่า
<DD>นี่คุณ ของพวกนี้เราอย่าเอากลับไปเลย แจกเด็ก ๆ แถวนี้ดีกว่า บ้านเราหากินเมื่อไรก็ได้ แต่เด็กพวกนี้ดูท่าทางจะยังไม่กินข้าวกลางวันกัน ให้ทานไปเถอะนะ
<DD>แม่บ้านเห็นด้วยจึงกวักมือเรียกเด็ก ๆ ที่อยู่ห่าง ๆ มารับของแจก ทีแรกเด็กไม่กล้าเข้ามาใกล้ จนพ่อบ้านเดินไปจูงมือมาจึงตามกันมาทั้งหมด ทั้งพ่อบ้านแม่บ้านและลูก ๆ ต่างหยิบขนมหยิบผลไม้ส่งให้แล้วบอกให้กินกันเลย
<DD>เด็กเหล่านั้นจึงกินขนมกินผลไม้ที่ไม่เคยเห็นเพราะไม่มีขายในหมู่บ้าน ทุกคนกินกันอย่างเอร็ดอร่อยตามประสาเด็กที่ได้ลิ้มรสของแปลก ๆ ทำให้พ่อบ้านแม่บ้านมองดูด้วยความเอ็นดู ลูก ๆ ก็สนุกที่ได้แจกของแก่เด็กด้วยกัน เมื่อแจกจนหมดแล้ว เด็กเหล่านั้นก็เดินจากไปพร้อมกินขนมและผลไม้ไปด้วย
<DD>นี่คุณ วันนี้ฉันมีความสุขใจอย่างบอกไม่ถูก แม่บ้านเอ่ยกับพ่อบ้าน ฉันนึกไม่ถึงเลยว่าการที่เราให้ของแก่คนอื่นนี่มันจะมีความสุขใจเช่นนี้ ฉันโตมาในกรุง อยู่กับครอบครัวที่มั่งมี แต่ไม่เคยเห็นใครกินขนมกินผลไม้อย่างเอร็ดอร่อยอย่างมีความสุขเช่นเด็กเหล่านี้เลย วันหลังท่าจะต้องหาของมาแจกให้เด็กเหล่านี้อีก
</DD>พ่อบ้านฟังแล้วก็ไม่ได้เสริมความอะไร ได้แต่ยิ้ม ๆ พยักหน้ารับ
++++++++++
<DD>เรื่องนี้สื่อความให้เห็นว่า </DD>
<DD>การให้นั้นถ้าทำด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ ด้วยความเสียสละจริง ๆ ย่อมทำให้เกิดความสุขอย่างลึกซึ้ง ซึ่งไม่อาจหาได้จากการอื่น ไม่อาจรับสืบทอดได้จากผู้อื่น นอกจากจะทำด้วยตัวเอง ผู้ที่เคยให้อะไรแก่ใคร ๆ ด้วยจิตใจเช่นนั้นมาแล้วย่อมรู้แก่ใจดีว่าตนได้รับผลตอบแทนเป็นความสุขใจอย่างไร </DD>
<DD>ส่วนคนที่ไม่เคยให้อะไรแก่ใครหรือให้ด้วยจิตใจหวังผลตอบแทนเป็นผลประโยชน์จะไม่มีวันได้รับความรู้สึกเช่นว่านี้เลย ความจริงสุขเกิดจากให้นั้นหาได้ไม่ยาก อยู่ไม่ไกลตัวคนเราเลย เราสามารถหามาสัมผัสได้ด้วยการให้อย่างเสียสละ ด้วยจิตใจที่ปล่อยวางไม่หวังผลตอบแทนจากผู้รับ และให้สิ่งที่เป็นคุณเป็นประโยชน์แก่ผู้รับ </DD>
<DD>บางทีการให้อาหารเพียงจานเดียวแก่ผู้หิวโหยยังจะทำให้เกิดความสุขใจได้มากกว่าให้ของขวัญสวยหรูราคาแพงแก่เจ้านายเพื่อหวังผลบางอย่างเสียด้วยซ้ำไป </DD>
<DD><DD><DD>ที่มา หนังสือ กิร ดังได้สดับมา โดย พระธรรมกิตติวงศ์ </DD>
สุขจากการให้
</CENTER>
<DD>กิร ดังได้สดับมา
<DD>ครอบครัวหนึ่งอยู่ในกรุงเทพฯ มีฐานะดี ช่วงวันหยุดวันหนึ่ง พ่อบ้านชวนแม่บ้านและลูกเล็ก ๆ ชายหญิงสองคนไปพักผ่อนริมทะเลต่างจังหวัดแบบไปเช้าเย็นกลับ แม่บ้านจึงเตรียมอาหาร เครื่องดื่ม พร้อมพลาสติกและเสื่อใส่รถพร้อมสรรพ กะว่าจะไปทานอาหารกลางวันตามร่มไม้ริมทะเล ได้เวลาก็ออกเดินทางกัน
<DD>เที่ยงวันเศษ ๆ ก็แวะลงข้างทางเพื่อทานอาหารกัน แม้จะยังไม่ถึงชายทะเลแต่ก็มีต้นไม้ที่มีร่มเงาหนาทึบ มีเด็กในหมู่บ้านใกล้ ๆ วิ่งเล่นกันอยู่หลายคนดูอายุก็ไล่เลี่ยกับลูกของตน ทั้งพ่อบ้านแม่บ้านต่างก็ขนอาหารและสิ่งของลง ปูเสื่อผืนใหญ่สองผืน ปูผ้าพลาสติกทับ จัดอาหารวางแล้วเรียกลูก ๆ มาทานอาหารด้วยกันอย่างเอร็ดอร่อย
<DD>ตอนที่ทานกันอยู่นั้นเด็ก ๆ ที่วิ่งเล่นกันอยู่ก็มายืนดูอยู่ห่าง ๆ ด้วยเห็นเป็นคนแปลกหน้า นั่งรถสวย แต่งตัวสวย ลูกเขาก็หน้าตาดีไม่มอมแมมเหมือนพวกตัว
<DD>ทานกันอิ่มแล้วแต่อาหารยังเหลืออีกมาก ขนมและผลไม้ก็หมดไปไม่มาก แม่บ้านเตรียมจะเก็บรวบรวมไปใส่รถ พ่อบ้านจึงบอกว่า
<DD>นี่คุณ ของพวกนี้เราอย่าเอากลับไปเลย แจกเด็ก ๆ แถวนี้ดีกว่า บ้านเราหากินเมื่อไรก็ได้ แต่เด็กพวกนี้ดูท่าทางจะยังไม่กินข้าวกลางวันกัน ให้ทานไปเถอะนะ
<DD>แม่บ้านเห็นด้วยจึงกวักมือเรียกเด็ก ๆ ที่อยู่ห่าง ๆ มารับของแจก ทีแรกเด็กไม่กล้าเข้ามาใกล้ จนพ่อบ้านเดินไปจูงมือมาจึงตามกันมาทั้งหมด ทั้งพ่อบ้านแม่บ้านและลูก ๆ ต่างหยิบขนมหยิบผลไม้ส่งให้แล้วบอกให้กินกันเลย
<DD>เด็กเหล่านั้นจึงกินขนมกินผลไม้ที่ไม่เคยเห็นเพราะไม่มีขายในหมู่บ้าน ทุกคนกินกันอย่างเอร็ดอร่อยตามประสาเด็กที่ได้ลิ้มรสของแปลก ๆ ทำให้พ่อบ้านแม่บ้านมองดูด้วยความเอ็นดู ลูก ๆ ก็สนุกที่ได้แจกของแก่เด็กด้วยกัน เมื่อแจกจนหมดแล้ว เด็กเหล่านั้นก็เดินจากไปพร้อมกินขนมและผลไม้ไปด้วย
<DD>นี่คุณ วันนี้ฉันมีความสุขใจอย่างบอกไม่ถูก แม่บ้านเอ่ยกับพ่อบ้าน ฉันนึกไม่ถึงเลยว่าการที่เราให้ของแก่คนอื่นนี่มันจะมีความสุขใจเช่นนี้ ฉันโตมาในกรุง อยู่กับครอบครัวที่มั่งมี แต่ไม่เคยเห็นใครกินขนมกินผลไม้อย่างเอร็ดอร่อยอย่างมีความสุขเช่นเด็กเหล่านี้เลย วันหลังท่าจะต้องหาของมาแจกให้เด็กเหล่านี้อีก
</DD>พ่อบ้านฟังแล้วก็ไม่ได้เสริมความอะไร ได้แต่ยิ้ม ๆ พยักหน้ารับ
++++++++++
<DD>เรื่องนี้สื่อความให้เห็นว่า </DD>
<DD>การให้นั้นถ้าทำด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ ด้วยความเสียสละจริง ๆ ย่อมทำให้เกิดความสุขอย่างลึกซึ้ง ซึ่งไม่อาจหาได้จากการอื่น ไม่อาจรับสืบทอดได้จากผู้อื่น นอกจากจะทำด้วยตัวเอง ผู้ที่เคยให้อะไรแก่ใคร ๆ ด้วยจิตใจเช่นนั้นมาแล้วย่อมรู้แก่ใจดีว่าตนได้รับผลตอบแทนเป็นความสุขใจอย่างไร </DD>
<DD>ส่วนคนที่ไม่เคยให้อะไรแก่ใครหรือให้ด้วยจิตใจหวังผลตอบแทนเป็นผลประโยชน์จะไม่มีวันได้รับความรู้สึกเช่นว่านี้เลย ความจริงสุขเกิดจากให้นั้นหาได้ไม่ยาก อยู่ไม่ไกลตัวคนเราเลย เราสามารถหามาสัมผัสได้ด้วยการให้อย่างเสียสละ ด้วยจิตใจที่ปล่อยวางไม่หวังผลตอบแทนจากผู้รับ และให้สิ่งที่เป็นคุณเป็นประโยชน์แก่ผู้รับ </DD>
<DD>บางทีการให้อาหารเพียงจานเดียวแก่ผู้หิวโหยยังจะทำให้เกิดความสุขใจได้มากกว่าให้ของขวัญสวยหรูราคาแพงแก่เจ้านายเพื่อหวังผลบางอย่างเสียด้วยซ้ำไป </DD>
<DD><DD><DD>ที่มา หนังสือ กิร ดังได้สดับมา โดย พระธรรมกิตติวงศ์ </DD>