PDA

View Full Version : สิริยากร พุกกะเวส กับโครงการหางานให้คนตาบอด


Paang
11-12-2005, 12:17 PM
หลังจากที่เรียลิตี้โชว์ ของรายการเจาะใจใส่จอ ตอนที่นางเอกสาว อุ้ม-สิริยากร พุกกะเวส ทดลองเป็นคนตาบอด 7 วัน แพร่ภาพออกไป แม้จะผ่านมาระยะหนึ่งแล้ว แต่จนถึงตอนนี้ ก็ดูเหมือนจะยังเป็นที่กล่าวขานถึงกันอยู่

http://www.yingthai-mag.com/images/yingthai/722/118-2.jpg

อุ้มเองก็เช่นกัน แม้ประสบการณ์การทดลองจากชีวิตจริงฉากนั้นจะจบลงแล้ว แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็ไม่ได้หยุดเพียงเท่านั้น เธอยังสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ให้กับคนตาบอดอีกมากมาย

“ที่คิดได้ตั้งแต่ยังทดลองเป็นคนตาบอดอยู่ก็คือ อุ้มคิดจะทำเสื้อขาย และหารายได้ก้อนหนึ่งให้เขา ซึ่งอุ้มก็ได้ลงมือทำไปแล้ว รายได้ที่ได้ประมาณ 1 ล้านบาท พอได้เงินก้อนนี้มาก็มีคนบอกอุ้มว่าก็พอแล้วนี่ แต่สำหรับอุ้ม อุ้มคิดว่าสิ่งนี้ไม่ยั่งยืน ถึงแม้จะมีเงินล้าน แต่จะช่วยพวกเขาได้มากแค่ไหน แล้วที่เหลือของชีวิตต่อไปจะทำอย่างไร ดังนั้น สิ่งที่ยั่งยืนกับเขามากที่สุดคือหางานให้กับเขา เรื่องนี้อุ้มว่าเป็นเรื่องที่ยากและต้องใช้แรงใจเยอะมาก เพราะเป็นเรื่องของทัศนคติ เพราะคนหลายคนบอกว่าเขาไม่รู้ว่าจะรับคนตาบอดไปทำอะไร อุ้มเลยตอบเขากลับไปว่า ให้คุณเริ่มคิดที่จะรับเขาก่อน แล้วสิ่งที่เขาสามารถทำได้จะค่อย ๆ ตามมา

ตอนที่อุ้มรับน้องหมู (วาริน ไตรสนาคม ผู้หญิงที่พาอุ้มไปขายล็อตเตอรี่ในรายการเจาะใจ) เข้ามาทำงาน อุ้มก็ยังไม่รู้เลยว่าจะให้เขาทำอะไร แต่พอรับเขาเข้ามา ก็รู้ว่าเขาจะสามารถทำอะไรได้บ้าง ตอนนี้น้องหมูเป็นฝ่ายประสานงานให้กับโครงการหางานให้คนตาบอด ที่เรากำลังดำเนินการอยู่ และทำงานให้กับบริษัทบ้านอุ้มอีกหลายอย่าง ซึ่งน้องหมูก็ให้ความร่วมมือ และกระตือรือร้นกับงานที่ได้รับเป็นอย่างดี ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนมีปมด้อยอะไร เขาสามารถนั่งรถเมล์ ซ้อนมอเตอร์ไซค์มาทำงานได้เหมือนกับคนปกติ แล้วเพื่อนที่นี่ก็รักน้องหมูทุกคน


อุ้มเข้าใจว่ารัฐบาลหรือใครก็ตามก็มีหน้าที่ มีขอบข่ายที่ตัวเองต้องแก้ไขเยอะอยู่แล้ว เลยหันกลับมามองตัวเองในฐานะองค์กรเอกชนว่าเราสามารถที่จะช่วยเหลืออะไรพวกเขาได้บ้าง ถ้าอะไรที่อยู่ในความเป็นไปได้ที่จะทำได้ก็ทำ เพราะอุ้มตั้งใจที่จะช่วยหางานให้กับพวกเขาอยู่แล้ว”

ในช่วงแรก ๆ ของความตั้งใจดี อุ้มก็เริ่มจากพูดคุยกับคนรู้จักก่อนว่า สามารถที่จะรับคนตาบอดเข้าทำงานได้ไหม เพราะเธอมีข้อมูลของคนเหล่านี้อยู่ในมือบ้าง และเธอก็รู้ถึงความสามารถ และศักยภาพของบุคคลคนนั้น โดยได้รับความร่วมมืออย่างดีจากน้องหมูของเธอที่คอยรวบรวมข้อมูลมาให้ บางคนบางที่ก็ใจดีรับเข้าไป แต่ก็ในจำนวนไม่เท่าไหร่ ซึ่งอุ้มเองก็คิดว่ามีหลายคนที่อยากจะช่วยแต่ไม่รู้จะช่วยอย่างไรเหมือนกัน

“อุ้มก็เลยทำโครงการหางานให้คนตาบอดขึ้น เพื่อให้ตัวเองเป็นศูนย์กลาง แล้วเราก็ติดต่อไปที่สมาคมคนตาบอดเป็นการทำงานร่วมกัน อุ้มเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าโครงการจะเป็นอย่างไรต่อไป เพราะมีบางที่บอกว่าจะรับคนตาบอดแต่สุดท้ายเขาก็ไม่รับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราต้องอดทน อุ้มก็บอกน้องๆที่ตาบอดว่า ให้พวกเขาใจเย็น ๆ ทุกอย่างต้องใช้เวลา เพราะอย่างที่บอกเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนจะเข้าใจ อุ้มโชคดีที่ได้ทดลองไปเป็นคนตาบอดในครั้งนั้น มีโจทย์บังคับ และต้องถ่ายให้จบ ทำให้อุ้มเข้าใจพวกเขามากขึ้นว่าจริง ๆ แล้วเขาไม่ได้ต่างจากเรา เพียงแต่เขามองไม่เห็นเท่านั้น”


นางเอกสาวเล่าต่อว่าหลายคนชอบแบ่งโลกและสร้างโลกให้กับคนตาบอด แต่จริง ๆ แล้วเราอยู่ในโลกใบเดียวกันเพียงแต่เราไม่รู้จักเขาจริงเท่านั้น คนตาบอดก็มีความหลากหลาย มีความสามารถ มีความฝัน มีความต้องการและความรู้สึกนึกคิดไม่ต่างจากเรา แต่สังคมให้โอกาสกับพวกเขาน้อย ปฏิบัติกับเขาเหมือนเขาไม่มีตัวตน ไม่มีสาธารณูปโภคให้กับพวกเขาอย่างพอเพียง และก็ไม่ค่อยมีงานให้เขาตามความสามารถที่เขามี และเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยเพียงประเทศเดียว แม้ประเทศที่เจริญแล้วก็ยังคงมองคนตาบอดว่า มีความแตกต่างเนื่องจากเขาไม่เหมือนเราในบางอย่างเช่นกัน

“งานหลัก ๆ ที่สังคมมอบให้ก็คือ ขายล็อตเตอรี่ เป็นหมอนวด เป็นนักดนตรี ส่วนใหญ่มีเท่านี้เอง อย่างน้องหมูที่ในช่วงแรกต้องมาขายล็อตเตอรี่ ทั้งๆเขาเรียนจบปริญญาตรี แต่เพราะเขาไปสมัครงานก็ไม่มีใครรับ หลายที่แบ่งรับแบ่งสู้บ้างว่าจะติดต่อกลับมา แต่ก็ไม่ เขาจึงต้องมาทำอาชีพนี้ก่อน ตอนแรก ๆ ที่คุยกัน น้องหมูบอกอุ้มว่า เขาต้องการมีชีวิตที่ดีกว่านี้ ขายล็อตเตอรี่ได้เดือนละ 2,000 บาท ซึ่งวุฒิและความสามารถของเขาไม่ควรจะได้รับค่าตอบแทนเท่านี้ น้องหมูควรมีอาชีพที่เหมาะกว่า แต่สังคมมองไปไม่ทั่วถึง คนที่มีชีวิตเหมือนกับน้องหมูในตอนแรก ๆ จึงมีไม่น้อย

สิ่งที่อุ้มจะช่วยพวกเขาในตอนนี้ก็คือ ช่วยเขาหางานให้กับเขา ซึ่งคือปลายทางแล้ว เพราะอุ้มจะช่วยเหลือเขาได้เมื่อเขาร่ำเรียนมาแล้วในระดับหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกัน คนตาบอดก็ต้องเรียกร้องสิทธิต่าง ๆ ทางด้านอื่น และหาโอกาสทางการศึกษาตั้งแต่เด็กด้วย เพราะโรงเรียนในประเทศไทยให้โอกาสคนตาบอดเรียนร่วมกับคนตาดีน้อยมาก ฉะนั้นคนตาบอดที่เรียนจบปริญญาจึงมีน้อยตาม แต่ก็ยังโชคดียังมีองค์กรอื่นเข้ามาส่งเสริมการศึกษาทางวิชาชีพอื่น ๆ ให้กับพวกเขาด้วย อุ้มจะไม่บอกว่า ถ้ารับคนตาบอดเข้าไปทำงานแล้วจะไม่ทำให้คุณผิดหวัง อุ้มคงพูดอย่างนั้นไม่ได้ แต่อุ้มอยากบอกว่า การบริจาคเงิน กับการให้งานเขา สองสิ่งนี้ให้ความรู้สึกไม่เหมือนกัน ไม่ว่าคุณจะนำเงินมาให้เขาด้วยความรู้สึกใด ๆ ก็ตาม ถ้าลองนึกย้อนกลับมาว่าคนตาบอดนั้นเป็นเรา เราจะรู้สึกอย่างไร ในขณะเดียวกันถ้าเรามอบโอกาสให้เขาในรูปแบบของการให้เงินเดือน ที่เขาจะสามารถแลกกับเราด้วยศักยภาพ และความสามารถของเขา สิ่งนี้จะทำให้เขาภูมิใจและรู้สึกเท่าเทียม ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาจะรู้สึกดีกว่ามาก


ในเรื่องการรับน้องหมูมาทำงาน อุ้มไม่ได้คาดหวังว่าน้องหมูจะต้องทำงานคุ้มค่าเงินเดือน ต้องมีประสิทธิภาพในงาน หลายอย่างน้องเขาก็สามารถทำได้มากกว่าที่อุ้มคิด แต่ก็อาจจะมีหลายอย่างที่เขาไม่สามารถทำได้ สิ่งสำคัญคือการยอมรับในความสามารถของคนที่เรามี ให้โอกาสเขา เมตตาเขา แล้วเราจะรู้สึกดี มีความสุข ทุกวันนี้ ทุกครั้งที่อุ้มเห็นน้องหมู อุ้มก็จะคิดว่า ดีจังเลย ที่วันนี้เขาได้ทำงานในสิ่งที่เขาถนัด และชื่นชอบแล้ว และอุ้มก็อยากจะให้คนตาบอดคนอื่นมีโอกาสเหมือนกับน้องหมู และเพื่อน ๆ อีกหลายคนที่เขาได้รับเข้าทำงานไปแล้ว เพราะแต่ละคนมีความสุขมาก เขารู้สึกว่าตัวเองมีค่า และเป็นที่ยอมรับของสังคม ทำให้ตัวเองมีกำลังใจ และไม่รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจอย่างที่เคยเป็นอีกต่อไป...”

หากผู้อ่านท่านใดสนใจต้องการช่วยเหลือคนตาบอด ก็สามารถรับข้อมูลได้ที่บริษัทบ้านอุ้ม จำกัด 0-2934-7717-18 หรือรับใบแจ้งความจำนงรับคนตาบอดเข้าทำงาน ได้ที่โชว์รูมโตโยต้ามหานครทุกสาขา ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล สาขาชิดลม ลาดพร้าว บางนา ปิ่นเกล้า พระราม 2 พระราม 3 สีลมคอมเพล็กซ์ ร้าน L'OCCITANE และ Playground

ที่มา http://www.yingthai-mag.com/detail.asp?ytcolumnid=3070&ytissueid=722&ytcolcatid=1&ytauthorid=164