PDA

View Full Version : ลุงหลานปรารภธรรม....." ความอัศจรรย์แห่งจิต "


pure
11-12-2005, 10:23 AM
เกริ่นเรื่อง เอาฤกษ์.....

http://forum.sanook.com/picture/sun18[1]_8440867.gif
มีผู้สงสัยกันมากว่า เหตุใดคนที่นับถือพุทธศาสนา จึงได้ดำเนินชีวิตของตัวเองไปในทางที่ตรงกันข้ามกับที่ศาสนาได้วางเอาไว้ เหตุใดการเอารัดเอาเปรียบเบียดเบียนซึ่งกันและกันได้มากมาย การลักขโมย ,จี้ , ปล้น , ข่มขืนกระทำอนาจาร จึงได้มีอยู่ทั่วไป และการคดโกงบีบคั้นผู้อื่นให้ลงมาเป็นทาส จึงได้มีอยู่ดาษดื่น ท่ามกลางผู้ถือตนเองเป็นชาวพุทธ ซึ่งยึดพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นสรณะ...
หลายท่านได้กล่าวไว้ว่า มีคนเกิดมามากอย่างรวดเร็ว สิ่งฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อ หลั่งไหลเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง ทยอยกันเข้ามามากจนเกินไป สิ่งแวดล้อมที่ไม่ดีเป็นเป็นอันมาก เข้ามายั่วยุจิตใจให้กำเริบเสิบสาน วัตถุเจริญมากเหลือเกิน จิตใจเจริญตามไม่ทัน หัวหน้าครอบครัวต้องไปทำงานกันหมด เพราะต้องใช้จ่ายเงินมาก จึงไม่มีใครอยู่ดูแลอบรมลูกหลานทางบ้าน เพราะประชาชนต่างก็ไม่มีหลักประกันอันมั่นคง อาการฝืดเคืองทั้งคนหางานทำไม่ได้ก็มีมากขึ้น จึงต่างก็หาทางช่วยตัวเองเพื่อเอาชีวิตรอด หลายท่านก็ว่า ประชาชนห่างไกลศาสนา เพราะเอาโรงเรียนออกนอกวัด และบางท่านก็ว่าในโรงเรียนมีแต่สอน วิชาการอบรมศีลธรรมจรรยา ตลอดจนความรู้ในพุทธศาสนามีน้อยเหลือเกิน ประชาชนจึงตกเป็นผู้มีแต่สำมะโนครัวว่า เป็นชาวพุทธเท่านั้นเอง... http://forum.sanook.com/picture/sky2[1]_8440812.gif

pure
11-12-2005, 10:51 AM
http://forum.sanook.com/picture/java_8486832.gif
.....ผู้โง่เขลาเบาปัญญาในปัญหาชีวิต จะเป็นเพราะศึกษาวิชาการทางโลกมาน้อย หรือศึกษามากเกินไปก็ตาม ย่อมหยั่งลงไปถึงเบื้องหลังความตายไม่ได้ ด้วยใช่วิสัยของเขาผู้ซึ่งเป็นปถุชนจะค้นคว้าเอาเองได้ แต่บางท่านก็ได้พยายามโจมตีศรัทธาของบรรดาศาสนิกชนทั้งหลาย ที่เชื่อว่าชีวิตมิได้สิ้นสุดลงที่ความตาย เขาได้พยายามหาเหตุต่างๆ เข้ามาโค่นล้มเพื่อหวังหักล้างทำลาย โดยที่เข้าใจตัวเองนั้นเป็นผู้รู้ เป็นผู้ฉลาดปราดเปรื่องยิ่งกว่าใคร บางคนมิได้มีความเชื่อเช่นนี้แต่เพียงผู้เดียว หากแต่ได้หว่านพืชแห่งความพินาศเหล่านี้ออกไปทั่วเมือง
บางคนนุ่งเหลืองห่มเหลือง ทำตัวเป็นผู้เคร่งศาสนา บวชมาตั้งแต่หนุ่มจนแก่ จวนจะเข้าโลง พูดธรรมะเป็นไฟ เขียนหนังสือเอาไว้กองโตเป็นภูเขา แต่ไม่เคยพูดถึงหัวใจของพุทธศาสนา ไม่เคยพูดถึงชาติหน้า ประชาชนทั้งหลายก็เลยเชื่อว่าชาติหน้าคงไม่มี
บางท่านได้สอนให้ผู้อื่นราวกับตนเองเป็นผู้รู้วิชาสารพัดเจนจัดในวิชาทุกอย่างทั่วสากลโลก จึงได้สอนว่า การเชื่อถือเรื่องกรรม เป็นผลของกรรม การเชื่อถือเรื่องวิญญาณ หรือการเชื่อเรื่องเวียนว่าย ตาย เกิด และเกิดเป็นผีสางเทวดานั้นก็เหมือนกับคนป่าคนหนึ่งซึ่งปัญญาชนทั้งหลายจัดว่า อยู่ในประเภทเป็นอนารยะชน
เขาเข้าใจว่า การบูชา หรือการสวดมนต์ภาวนา ตลอดจนพิธีกรรมต่างๆ ของศาสนา เป็นส่วนที่ตกค้างหลงเหลือมาจากมนุษย์ที่ถือผีสางเทวดาในอดีต ทั้งนี้ก็เพราะการศึกษายังไม่เจริญเพียงพอ การบูชา การสวดมนต์ภาวนา และพิธีภาวนา และพิธีกรรมเหล่านี้ จะมีความสามารถเปลี่ยนกฏเกณฑ์อันเป็นกฏของโลกได้อย่างไรกัน
สิ่งจอมปลอมสมัยใหม่ได้ปั่นบุคคลทั้งหลายให้หลงใหลตามมันไป แล้วพากันหันหลังให้พระศาสนา หันหลังให้ความจริงอันยิ่งใหญ่ของเรื่องชีวิต จิตใจ ซึ่งก็เป็นเรื่องใหญ่อยู่แล้ว แต่ก็ยังมีบุคคลทั้งพระ ทั้งฆราวาส อวดตนว่า เป็นนักปราชญ์ อวดฉลาด แล้วนำประชาชนออกไปในทิศทางที่ตรงกันข้ามทั้งๆ ที่ตัวเองก็มิได้มีความเข้าใจพระศาสนาจริงๆ เลย แล้วก็ไม่ยอมที่จะศึกษาให้เข้าใจ หรือศึกษาให้เข้าใจในความลึกซึ้งนั้นไม่ไหว เลยประกาศออกมาง่ายๆ ว่า ผู้ที่เชื่อเรื่อง เวียน ว่าย ตาย เกิด และ ผีสางเทวดา เป็นพวก อุตริมนุษยธรรม..... http://forum.sanook.com/picture/sun12[1]_8440849.gif

pure
11-12-2005, 11:25 AM
http://www.agalico.com/board/images/icons/icon2.gif .....เขามิได้มีความเข้าใจในเรื่องชีวิต ซึ่งมีความลึกซึ้งสุขุมคัมภีรภาพยิ่งนัก เขาเข้าใจแต่พฤติกรรมของชีวิตอันเป็นเรื่องตื้นๆเผินๆ เช่นในวิชาวิทยาศาสตร์เท่านั้นเอง
เขามิได้มีความเข้าใจในเรื่องของจิตใจ ซึ่งจะค้นคว้าเอาจากนักปราชญ์ราชบัณฑิตชั้นไหนก็ไม่ได้ นอกจาก " พระสัมมาสัมพุทธเจ้า " เขาเข้าใจแต่พฤติกรรมของจิตใจอันเป็นเรื่องง่ายๆที่แสดงออกมาเท่านั้น เช่นในวิชาจิตวิทยาเพียงนั้นเอง
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงมิได้ทราบว่า ชีวิตและจิตใจนั้นคืออะไร ชีวิตและจิตใจนั้นเกิดขึ้นมาได้ด้วยเหตุอะไร ตายแล้วจะไปไหน กรรมที่ได้กระทำลงไปแล้ว จะไปสนองตอบต่อผู้กระทำได้อย่างไร การเกิดใหม่เป็นผีสางเทวดานั้น เป็นความจริงหรือหาไม่ เพราะเหตุใด
เขาจึงเหมือนกับเด็กอ่อนไร้เดียงสาในเรื่องชองชีวิตจิตใจ ดังนั้นจึงกล้าเล่นกับไฟโดยไม่เกรงอันตราย เขาเข้าใจดีในเรื่องของวัตถุ จึงได้เข้าใจว่า “ลูก” ก็คือ ผลิตผลจากธรรมชาติ เกิดจากปรมาณู ของพ่อกับแม่มารวมกัน
ลงเชื่อถือว่ามิได้มีจิตใจเป็นส่วนหนึ่งต่างหากแล้ว ปรมาณู ก็คือชีวิตนั่นเอง ด้วยเหตุนี้เราก็ต้องเอาใจปรมาณู และปรมาณูก็คือทุกสิ่งทุกอย่างในสากลจักรวาล
วันหนึ่งดอก เราคงจะพากันคุกเข่าลงแล้วไหว้ปรมาณู
แม้เวลานี้ เราก็พากันกราบไหว้ปรมาณู “เงิน” กันอยู่แล้ว จึงได้ละศีลธรรม ประจำใจ และละเมิดศีลธรรมกันได้อย่างเสรี
เมื่อเงินมันพูดได้ และพูดดังเสียด้วย ผู้ใหญ่ที่เคยคลุกคลีกับมันมาและมีความรู้เจนจบ จึงได้สอนว่า แม้จำเป็นจะต้องเข้าใกล้ชิดกับมันบ้าง ก็อย่าไปคุยกับมันให้บ่อยนัก
โลกและวัตถุกำลังเจริญ คนหลงโลก หลงวัตถุ และหลงปรมาณูเงิน จึงมีอยู่ทั่วไป
ภายนอกนั้นอาจเงียบสงบ แต่ภายในนั้นกึกก้องอึงอล เพราะปรมาณูเงินมันกระซิบดังๆ ให้ดิ้นรนเสาะแสวงหา ไม่ว่าจะได้มาจากทางไหน ไม่ว่าจะเป็นทางดีหรือทางร้าย
บางคนพูดกันเท่าใดไม่ได้ความเอาเสียเลย
เมื่อคนพูดกันไม่รู้เรื่อง จึงใช้ให้ปรมาณูเงินมันพูดบ้าง แน่หละจะต้องได้ผล
บางคนมัวหลงเตลิดเพลิดเพลินกับปรมาณูเงิน จนลืมนึกถึง พญามัจจุราช ที่เพียรมาเคาะประตูเรียกหลายครั้งแล้ว
เราจะเล่าเรียนกันโดยไม่รู้จักจบจักสิ้นเอาไปทำไมให้เปลืองเวลาเปล่าๆ หลักใหญ่ก็ได้แก่เรื่องปรมาณู คนจะเฉลียวฉลาดมีความสามารถได้อย่างไร โดยรู้แต่เรื่องของปรมาณูเท่านั้น แม้แต่ชีวิตและจิตใจของตัวเองก็ไม่รู้จัก ไม่เคยมีตำราเล่มใดของนักปราชญ์ หรือนักวิทยาศาสตร์ชั้นใดของเมืองไทย หรือเมืองไหน ๆ ให้คำอธิบายเอาไว้ แล้วตรองตามเห็นจริงได้แม้แต่สักเล่มเดียว.... http://forum.sanook.com/picture/sun12[1]_8440849.gif

pure
11-13-2005, 08:37 PM
ผู้เจ็บแล้วไม่รู้จักจำ ได้รับความทุกข์ยากลำบากแสนสาหัสแล้วไม่รู้จักเข็ด ผู้คน ทรัพย์สมบัติพินาศไปมากมายแล้ว ไม่รู้สึกสำนึกตัว ก่อให้เกิดความวุ่นวายและต่อสู้รบราฆ่าฟันกันตายครั้งแล้วครั้งเล่า ด้วยหวังว่าจะช่วงชิงผลประโยชน์และปรมาณู “เงิน” ซึ่งกันและกัน อาศัยพระศาสนา อาศัยผู้ถือผีสางเทวดา เข้ามายึดเหนี่ยวเอาไว้เสียบ้าง หาไม่แล้วโลกก็จะถึงซึ่งความพินาศมากกว่านี้ และไฟบรรลัยกัลป์ก็จะมาล้างโลกเร็วยิ่งขึ้น


ไม่มีรัฐบาลใดในโลกนี้ ที่สนับสนุนการศึกษาของอนุชน โดยไม่มีศาสนา (ศาสนาต่างๆ)เข้ามาเป็นองค์ประกอบ
ท่านเพียรพยายามเป็นอย่างยิ่งหรือเปล่า ที่จะหาภรรยาสมัยสักคนหนึ่ง ที่เป็นผู้คงแก่เรียน สวมแว่นตาหนาเตอะ ผู้ได้เกียรตินิยมสูงจากมหาวิทยาลัย แต่ไม่เคยมีความสนใจในพระศาสนา ทั้งเชื่อด้วยว่าพระศาสนานั้นเป็นสมบัติของคนป่าเถื่อน เพื่อให้เธอมาเป็นแม่ของลูกๆ ของท่าน


ท่านตั้งใจไว้หรือไม่ที่จะเลือกสามีที่ทันสมัยสักคนหนึ่ง ผู้ซึ่งมาจากมหาวิทยาลัยหรือมีดีกรียาวเฟื้อย แต่เขาเป็นผู้มีคติประจำใจว่า สรรพสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นมาได้จากการรวมตัวของปรมาณู และมีความเห็นว่า พระศาสนานั้นเป็นเรื่องล้าสมัยเก็บแต่นิยายโกหกพกลมเอาไว้สอนคนโง่เขลาเบาปัญญา ผู้ยึดถือศาสนาเป็นที่พึ่ง ก็คือผู้ตกเป็นเบี้ยล่างแก่ผู้อื่นในทางความคิด ท่านจะเลือกสามีชนิดนี้หรือให้มาเป็นพ่อของลูกๆ ของท่าน



ผู้กีดกันพระศาสนาให้ออกไปจากจิตใจของมวลชน ก็เหมือนปีศาจร้าย มาปิดป้องท้องฟ้าสีครามออกไปเสียจากสายตาของคนทั้งหลาย
การสกัดกั้นปิดบังความจริงแท้ของเรื่องชีวิตให้ประชาชนหลงผิด ความไม่เชื่อบุญไม่เชื่อบาป ไม่เชื่อเรื่องตายแล้วเกิดได้ ไม่เชื่อผลกรรม จะก่อให้เกิดความปั่นป่วนไปทั่วหน้า และกีดขวางหนทางที่ประชาชนจะเดินไปสู่ความสุขอันสถาพร

ผู้ที่ถือตัวเองเป็นผู้เจริญ เป็นนักปราชญ์ หรือถือตัวเองว่าเป็นนักก้าวหน้าตัวยง และมิได้ยึดถือความคิดนี้ไว้ลำพังคนเดียว หากแต่ยุยงส่งเสริมมิให้ผู้อื่นได้มีโอกาสเรียนรู้พระศาสนา หรือตัดรอนศรัทธา มิให้ผู้ใดรับเอาศาสนามาเป็นรากฐานแห่งการดำเนินชีวิต บุคคลเหล่านี้แหละ ล้วนแต่เป็นผู้ประกอบอาชญากรรมที่ยิ่งกว่าอาชญากรรมทั้งหลาย ทั้งอุกกฤษฎ์ยิ่งกว่าการฆาตกรรมมากมาย เพราะบุคคลเหล่านี้มิได้กระทำต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ หากแต่ประกอบอาชญากรรม และ ฆาตกรรมต่อมวลชน เป็นมารร้ายที่เข้ามาสกัดกั้นหนทางเดินของบุคคลทั้งหลายจะได้บังเกิดกุศล บังเกิดปัญญาบารมี ที่จะพาให้ชีวิตหลุดรอดไปจากความทุกข์ใหญ่น้อยทั้งปวง ตั้งแต่ในปัจจุบันชาติและชาติอนาคตอันไกลแสนไกล....

Mike
11-14-2005, 11:39 AM
ขอชมว่าจัดกระทู้น่าอ่านมากพี่ สวยดี

pure
11-14-2005, 12:42 PM
ตัวหนังสือมันเยอะน่ะครับ ถ้าไม่แต่งเสริมเติมแต้มเสียบ้าง คนเข้ามาอ่านจะตาลาย จะทำให้ไม่น่าติดตามเสียน่ะครับน้องใหม่
แหะๆ...ขอบคุณที่ชมครับ

pure
11-14-2005, 12:45 PM
....เหตุการณ์ต่อจากนี้ไป เป็นบทสนทนาถกปัญหา ในข้อจิตศาสตร์กับวิทยาศาสตร์ระหว่างลุงกับหลานคู่หนึ่ง...
ผิดถูกประการใด ขอวิญญูชนได้พึงพิจารณาอดโทษ ให้เป็นอโหสิกรรมแก่ข้าพเจ้าด้วย...
จึงได้ขอตั้งสมมุตินามย่อตัว ล.แทนผู้เป็นลุง และอักษร ป. แทนตัวหลาน

ป. คุณลุงค๊ะ หนูใครจะกล่าวความจริงอะไรสักอย่าง แม้หนูจะกล่าวไปด้วยความเคารพ แต่หนูเห็นควรต้องขออภัยคุณลุงเสียก่อน เพราะเป็นการอาจเอื้อมไปแสดงความคิดเห็นเอากับคุณลุงเอง

ล. เชิญเถิดหลาน หลานปรารถนาจะพูดอะไรก็ได้ ไม่ต้องเกรงใจเลย ลุงให้อภัยทุกอย่าง


ป. หนูเห็นคุณลุงคร่ำเคร่งในการอ่าน ตำราธรรมะอยู่เกือบทั้งวันเป็นเวลานานมาแล้ว หนูอดสงสัยไม่ได้ว่า คุณลุงติดอกติดใจอะไรกัน เวลานี้หนูกำลังเป็นนักศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นวิทยาการประกอบด้วยเหตุผล นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาค้นคว้าพิสูจน์สิ่งต่างๆ ที่สามัญชนเห็นว่าเป็นสิ่งลึกลับเป็นมายาออกมาให้กระจ่างแจ้ง พ้นจากข้อสงสัยไปได้มากมาย หนูจึงเห็นว่าถ้าคุณลุงหันมาสนใจวิชาวิทยาศาสตร์ แล้วค้นคว้าทดลองดูบ้าง จากความพยายามเหมือนที่คุณลุงได้กระทำมาทุกๆวันนั้น ก็คงจะได้ประโยชน์มาก ทั้งยังทำให้สนุกสนานเพลิดเพลินดีอีกด้วย

ล. ลุงก็กำลังศึกษาวิชาที่เป็นวิทยาศาสตร์อยู่แล้ว เป็นวิชาที่สนุกสนานเพลิดเพลินมากที่สุดและเป็นวิชาที่มีประโยชน์มากที่สุด เฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับชีวิตเช่นเดียวกัน

ป. เอ.. หนูเห็นบนโต๊ะของคุณลุงเต็มไปด้วยหนังสือธรรมะ บางเล่มก็มีบาลีในอักษรไทย อ่านยากอ่านเย็นทั้งยุ่งยากมากในการตีความ นี่หรือคะที่คุณลุงว่าเป็นวิทยาศาสตร์ เป็นบทเรียนที่น่าสนุกสนาน เป็นวิชาการที่มีประโยชน์แก่ชีวิตมากที่สุด ขอโทษเถอะค่ะ! หนูยังไม่เห็นเลยว่าจะได้อะไรขึ้นมา ถ้าหนูพูดอยู่กับเพื่อนของหนูละก็ เพื่อนหนูคงจะหัวเราะเป็นแน่

pure
11-14-2005, 01:09 PM
ล. หลานว่า วิทยาศาสตร์คืออะไร ?

ป. ตามความหมายย่อๆ ก็ว่าเป็นหมวดหมู่ของความรู้ที่ประกอบด้วยเหตุผล และ สามารถหาคำอธิบาย หรือทดลองพิสูจน์ให้เห็นจริงได้

ล. ธรรมะทดลองพิสูจน์ให้เห็นจริงไม่ได้หรือ

ป. จะได้อย่างไรกันหละคะ หนูเคยอ่านตำราธรรมะมาก็หลายเล่มเหมือนกัน หนูมิใช่จะติเตียนว่า " พระสัมมาสัมพุทธเจ้า " มิได้วางหลักธรรมไว้อย่างดีที่สุด เพื่อให้คนทุกชั้น ทุกเพศ ทุกวัย ได้ศึกษาปฏิบัติอย่างเหมาะสม การที่เราได้รับความร่มเย็นเป็นสุขกันอยู่ทุกวันนี้ ไม่มีใครเถียงได้ว่าเพราะได้รับการอบรม ศีลธรรม กันมาจากพุทธศาสนา และพระองค์ท่านก็วางหลักธรรมไว้ เพื่อให้มนุษย์สยดสยอง ต่อการถูกทรมานอย่างแสนสาหัสในเมืองนรก ใฝ่ฝันที่จะไปบังเกิดยังเทวโลก เพื่อเสวยความสุขในวินานเมืองแมนด้วยเหตุนี้มนุษย์ก็ไม่กล้าทำชั่ว เพราะกลัวตกนรก ต่างก็ได้พากันขวนขวายกระทำแต่ความดีแล้วจะได้ขึ้นสวรรค์
หนูคิดว่า คำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เป็นคำสั่งสอนของคนโบราณ สมัยหลายพันปีล่วงมาแล้ว ความจริงก็เป็นเพียงคำสั่งสอนที่เหมาะดีกับคนในสมัยนั้น แต่ต่อๆมาจนบัดนี้ ความรู้ในวิทยาการต่างๆ ความรู้วิชาวิทยาศาสตร์ ตลอดจนความคิดเห็นของคนสมัยนี้ย่อมเป็นปฏิปักษ์ต่อความเชื่ออย่างงมงาย ย่อมเป็นศัตรูต่อความคิดเห็น ซึ่งเป็นอุปาทานไปตามคัมภีร์ หนูสงสัยและหวั่นใจแทนว่าจะไปไหวหรือ
เหตุนี้ คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะยืนยงคงอยู่ได้ก็แต่เรื่องของศีลธรรมคำสอนอันเป็นธรรมดาสามัญเท่านั้น คำสั่งสอนที่กล่าวเกินความจริงอันลึกล้ำเกินที่มนุษย์ สมัยนี้จะรู้เห็นตามไปด้วยได้ เช่น อิทธิปาฏิหาริย์ นรก สวรรค์ กรรม ชาติก่อน ชาติหน้า พรหมลิขิต เรื่องผี เรื่องเปรต เทวดา อินทร์ พรหม ยม นาค หรือคนเราตายแล้วไปเกิดเป็นคน หรือสัตว์เดรัจฉานได้ อะไรต่อมิอะไรที่ไม่สามารถพิสูจน์ไห้เห็นจริงอีกมากมายเหล่านั้นก็จะต้องถอยหลังลงคลองไป เมื่อมาเผชิญหน้ากับวิชาวิทยาศาสตร์ หนูขอโทษเถิดค่ะ คุณลุงยังจะเห็นควรให้บุคคลในสมัยปัจจุบันหลงใหลกับสิ่งไร้สาระเหล่านี้อยู่อีกหรือคะ

ล. หลานว่าดังนี้ก็ดีแล้ว ลุงยังจะไม่ตอบ แต่จะกลับตั้งปัญหาถามหลานเสียก่อนว่า ถ้าหลานยังไม่ได้เคยได้เรียนวิชาวิทยาศาสตร์แล้วมีใครมาพูดว่า ก๊าซออกซิเจนบวกไฮโดรเย็นกลายเป็นน้ำ หลานจะเชื่อหรือไม่

ป. หนูจะยังไม่เชื่อ เพราะออกซิเจน กับ ไฮโดรเย็นเป็นก๊าซทั้งสองอย่างนอกจากจะได้พิสูจน์ให้เห็นจริง หรือได้ทดลองให้ได้เหตุผลเสียก่อน

ล. ถ้าหลานยังไม่เคยรู้เรื่องลูกระเบิดปรมาณู แล้วมีคนมาเล่าว่า ลูกระเบิดปรมาณูหนัก 1 ปอนด์ สามารถทำลายบ้านเมืองทั้งเมืองได้ก็ดี หรือว่าเม็ดถั่วเขียวเพียง 1 เม็ดเอามาสลายปรมาณูออก ก็สามารถให้พลังแก่รถไฟ คือกำลังที่จะแล่นจากกรุงเทพฯ ถึงเชียงใหม่ได้ก็ดี หลานจะเชื่อหรือไม่

ป. หนูก็ไม่เชื่อ

ล. เหตุใดหลานจึงไม่เชื่อ

ป. เรายังไม่มีหลักฐาน ยังไม่เห็นความจริง หรือเป็นทฤษฎีที่มีเหตุผลยังเพียงพอ

ล. มีบ้างหรือไม่ ที่การค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ยังไม่ได้ เพียงแต่คาดคะเน หรืออนุมานเอาเท่านั้น ยังหาเหตุอันเป็นมูลฐานไม่พบ ตัวอย่างในวิชาจิตวิทยาซึ่งในปัจจุบันนี้ก็ถือว่าเป็นวิทยาศาสตร์สาขาหนึ่ง เช่น จิตใจคืออะไร จิตใจเกิดขึ้นมาได้อย่างไร หรือความฝันคืออะไร เมื่อขณะนอนหลับจิตใจมันทำอะไรกันบ้าง และทำไมจึงได้เห็นละจึงได้ยิน เป็นต้น

ป. ความจริงก็มีบ้างดังที่คุณลุงกล่าวมา
http://www.agalico.com/board/images/icons/icon21.gif

pure
11-14-2005, 01:48 PM
ล. หลานจะเห็นได้ว่า ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์นั้น ทฤษฎีเก่าๆมากมายหลายสิ่ง ได้ถูกลบล้างไปโดยทฤษฎีใหม่ๆ ที่นักวิทยาศาสตร์รุ่นหลัง ๆ ได้ค้นพบขึ้น และบางอย่างก็ไม่สามารถที่จะพิสูจน์ได้ก็มีเหมือนกัน ได้แต่เพียงอนุมานเอาเท่านั้น ทั้งนี้มิใช่ลุงจะทับถมโดยปราศจากเหตุผล ความจริงวิทยาศาสตร์ได้ช่วยให้มนุษย์ให้มีความเจริญมีความรู้แปลกๆ ต่างๆ ก็มิใช่น้อย ช่วยให้เกิดความสะดวกสบายขึ้นก็เป็นอันมาก หากแต่อย่าหลงว่าเป็นความจริงไปเสียหมดเท่านั้น เพราะกฎเกณฑ์ที่วางเป็นหลักไว้ อาจถูกหักล้างโดยการค้นคว้าภายหลัง ซึ่งมีหลักการและเหตุผลดีกว่า หลานก็จะเห็นว่ามีอยู่เสมอ

ส่วนหลักธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ทนทานต่อการทดลองพิสูจน์ความจริงยิ่งนัก จนบัดนี้ก็ล่วงเข้ามา ๒.๕๐๐ ปีเศษแล้ว ก็ยังหามีผู้ใดมาหักล้างได้ไม่ จากกาลเวลาอันยาวนานจนถือว่าเก่าแก่โบราณนั้นมาจนบัดนี้ ซึ่งเป็นสมัยปรมาณู เป็นยุคอวกาศ แม้ผู้ที่เป็นนักวิทยาศาสตร์เป็นอันมาก ทั้งทางตะวันออก และ ตะวันตก ก็ได้หันเข้ามาศึกษามิใช่น้อย ลุงเองก็ได้พบทนายความ ผู้พิพากษา นายแพทย์ นักวิทยาศาสตร์ นักธุรกิจหลายคน เมื่อมาลองศึกษาดูก็ปรากฏว่าถอนตัวจากไปไม่ได้ และต่างก็กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า พระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เป็นสิ่งที่มีรากฐานตั้งอยู่ในที่ๆ ไม่โยกคลอน และ เป็นรากฐานที่ตั้งบนกฎของสากลโลก อันความวิวัฒนาการของโลกหรือกาลเวลาที่ล่วงไปมิสามารถที่จะเป็นเหตุให้เปลี่ยนแปลงได้ เป็นของใหม่อยู่เสมอ สอดคล้องต้องกันกับหลักวิทยาศาสตร์ ทุกยุค, ทุกสมัย, ทุกแง่, ทุกมุม ทั้งยังเป็นศาสนาที่ผ่อนหนักผ่อนเบาไปในตัว ตามหลักธรรมชาติทั้งในทางปฏิบัติหรือในวิชาการ อันจะไม่เป็นเหตุให้เกิดนองเลือดดั่งที่หลานเคยเคยทราบมาแล้วในศาสนาอื่นๆ ที่เรียกว่า สงครามศาสนา เวลานี้พระพุทธศาสนากำลังแผ่กระจายขยายตัวไปทั่วโลก อีกสักหน่อยผู้ไม่รู้ศาสนาเฉพาะอย่างยิ่งอภิธรรมปิฎกแล้ว จะกลายเป็นคนไม่ทันสมัย การที่หลานยังไม่มีความเชื่อในขณะนี้ลุงมิได้ประหลาดใจเลย และมิได้คิดลงโทษหลานด้วย เพราะหลานกำลังศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นไปในฝ่ายวัตถุมิได้เคยศึกษาธรรมมะอันเป็นฝ่ายนามธรรมให้เพียงพอเลย

ป. ศึกษานามธรรมหรือคะ นามธรรมก็ได้แก่เรื่อง จิตๆใจ ๆ ที่มองไม่เห็นแล้วก็พิสูจน์ไม่ได้นั่นเอง

ล. ถูกต้อง นามธรรมที่ได้แก่เรื่องจิตๆ ใจๆ ที่มองไม่เห็น แต่ก็พิสูจน์ได้ ถ้าหลานได้ศึกษาให้เข้าใจดีแล้ว หลานจะถึงแก่ตกตะลึงตาค้าง อีกประการหนึ่งหลานอย่าเอาธรรมะไปเปรียบกับวิทยาศาสตร์มากนัก เพราะธรรมะนั้นมีภาพอันเป็นผลทำให้คนพ้นไปจากความทุกข์โดยเด็ดขาด ซึ่งเหนือกว่าวิชาทางการโลกไม่ว่าวิชาใดยิ่งกว่าฟ้ากับดินเสียอีก ถ้าหลานยังไม่เกิดศรัทธา หลานคิดว่าจะเป็นคำเท็จหรือเป็นการโฆษณาชวนเชื่อก็จงลองมาศึกษาดูสักพัก ยังมีความรู้อีกมากมายนักที่นักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถจะเข้าถึงได้ในความเร้นลับลึกซึ้งนั้น แม้แต่เพียงย่างกรายเข้ามาใกล้เสียด้วยซ้ำ เพราเขาจะตรวจสอบทดลอง หรือเอากล้องส่องก็จะไม่สำเร็จได้

ในเรื่องวัตถุในพระพุทธศาสนาก็เหมือนกัน ถึงทางพุทธศาสนา จะมีเรื่องของวัตถุให้ศึกษาน้อยกว่า แต่ก็พิสดารยิ่งนัก ทฤษฎีเรื่องรูป คือทฤษฎีของปรมาณูนั่นเอง การศึกษาเรื่องรูปในพระปรมัตถธรรม ก็คือการศึกษาเรื่องของ ปรมาณู ทฤษฎีนี้เก่าแก่ดึกดำบรรพ์ ศึกษากันมาหลายพันปีแล้ว ถ้าหลานได้ศึกษา หลานก็จะตกใจที่ทฤษฎีปรมาณูของพระพุทธสัมมาสัมพุทธเจ้า แปลกประหลาดพิสดาร น่าศึกษา น่าสนุก ทั้งได้ประโยชน์ เหลือหลายแก่ผู้ที่ได้ศึกษา

ป. คุณลุงหมายความว่า ปาฎิหารย์ก็ดี วิญญาณของคนที่ตายแล้วไปเกิดได้ก็ดี นรกสวรรค์ก็ดี ตลอดจนผี เปรต เทวดา อินทร์ พรหม หรือกรรมเก่าแต่ชาติอดีตมาส่งผลให้คนได้รับในชาตินี้ เป็นความจริงทั้งหมดหรือคะ

ล. ขอให้หลานจำเอาไว้ว่า แม้จะเป็นเรื่องแปลกประหลาดพิสดารอย่างไรที่มีอยู่ในพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ย่อมจะมีเหตุผลข้อเท็จจริงอยู่เสมอ และสามารถพิสูจน์ได้ด้วย พระพุทธศาสนาไม่กลัวใครที่จะเข้ามาค้นหาข้อเท็จจริง พระพุทธศาสนาไม่กลัวใครที่จะมาพิสูจน์ กลัวแต่คนจะไม่มาเล่าเรียนหรือเข้ามาพิสูจน์เท่านั้นเอง ลุงจะขอถามหลานสักหน่อยก่อน
ถ้าหลานเข้าไปยังห้องๆ หนึ่งที่มืดๆ หลานจะมองเห็นอะไร ในห้องนั้นบ้างหรือไม่

ป. คงไม่เห็นอะไรค่ะ

ล. เป็นการสมควรหรือไม่ที่หลานจะพูดว่า ในห้องมืดนั้นมิได้มีอะไรอยู่เลย

ป. หนูเข้าใจแล้วค่ะ คุณลุงคงหมายความว่า การที่คนเราไม่รู้ไม่เห็นอะไรในสิ่งที่คนอื่นๆเขารู้เขาเห็นนั้น ไม่บังควรที่จะกล่าวว่า ไม่มี ไม่เป็นเสมอไป เพราเราเอง เป็นผู้ไม่สามารถที่จะเห็นได้ ใช่ไหมคะ

ล. ถูกแล้ว หลานควรจะพูดแต่เพียงว่ายังไม่เชื่อ เพรายังมิได้ศึกษา หรือยังมิได้เห็นความจริง

http://www.agalico.com/board/images/icons/icon21.gif

pure
11-15-2005, 05:17 PM
ป. หนูชักเริ่มสนใจแล้ว แต่ก่อนที่หนูจะได้ศึกษาจริงๆ คุณลุงต้องหาทางให้หนูเห็นความจริงตามหัวข้อดังกล่าวมาแล้วให้เข้าใจเสียก่อน


ล. ถ้าหลานมีความปรารถนาเช่นนั้น ลุงก็จะพยายามเท่าที่ลุงสามารถทำได้ แต่ก็มีความจำเป็นอยู่บ้างเหมือนกันที่ก่อนจะเรียนรู้เรื่องบางเรื่อง เช่นเรื่องกรรมนั้น ถ้ามิได้ศึกษาเรื่องจิตให้เข้าใจเสียก่อนแล้วก็จะพูดเรื่องกรรมออกจะลำบาก การศึกษามันก็ควรจะเป็นไปตามลำดับบ้าง แต่ลุงจะพยายามเท่าที่จะทำได้ เพราะลุงรู้ดีว่า วัยรุ่น หนุ่มสาว อย่างหลานนี้ ชอบศึกษาอะไรแปลกๆ ชอบถามอะไรที่เร้นลับมหัศจรรย์ ความจริงแต่เดิมมานั้น ลุงก็จะเชื่อเฉพาะที่ตาเห็นเหมือนกับหลานนี่แหละ ทั้งนี้โดยที่ยังมิได้ศึกษาอะไรเลย ยกเว้นแต่ในด้านศีลธรรมเท่านั้น ครั้นต่อมาลุงได้ลองศึกษาดูบ้าง จึงได้รู้สึกว่าลุงเองเป็นคนโง่

" ธรรมมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น " เป็นศิลปะ และ ปรัชญา เป็นจิตวิทยาชั้นสูง เป็นวิทยาศาสตร์ หรือจะให้เป็นเลขคณิตก็ได้ เวลาศึกษาก็มีตัวเลขควบคุมเรียงรายอยู่ทั่วไป เป็นสภาวะแห่งความจริงที่ไม่มีใครอาจโต้เถียงได้ และไม่มีผู้ยิ่งใหญ่หรือพระเจ้าองค์ใดที่จะมาบันดาลให้ใครเป็นอะไร หรือไม่ให้ใครเป็นอย่างไร

การกระทำของทุกๆ คน เป็นพระเจ้าของทุกๆ คน แสดงถึงว่า ผลย่อมไหลมาแตเหตุ ไม่มีเหตุ ผลก็ดับ สาวไปหาเหตุและผลได้ทุกตอน และที่สำคัญที่สุดนั้นก็คือ ความทุกข์ที่ทุกคนไม่อาจหลีกเลี่ยงเสียได้ ซึ่งมนุษย์ทั้งหลายทั้งเกลียดทั้งกลัว ตั้งแต่สร้างโลกขึ้นมา ก็ยังไม่มีศาสดาองค์ใดบำเพ็ญกรณียกิจอันยิ่งใหญ่นี้ โดยสอนคนให้พ้นทุกข์ได้จริงๆ สักองค์เดียว


แต่โดยพระมหากรุณาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงค้นพบ แล้วก็ได้สอนให้มนุษย์รู้จักทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ วิถีทางแห่งการดับทุกข์นั้นเสียได้อย่างพิสดาร ซึ่งมีอยู่ทางนี้ทางเดียวเท่านั้นที่จะนำมนุษย์ไปสู่ฟากฝั่งสันติสุขตลอดกาลนิรันดร์ อันเป็นยอดปรารถนาของสัตว์ทั้งมวล


ส่วนที่หลานถามมานั้น ลุงจะพยายามตอบเท่าที่จะตอบได้โดยเต็มกำลัง เพื่อเป็นการชักนำหรือกระตุ้นเตือน ให้หลานหายหลงผิด แล้วเริ่มศึกษาจริงจังต่อไป แต่การศึกษานั้นก็ควรมีหลักการและศึกษาไปตามลำดับ อะไรก่อนอะไรหลังบ้างตามสมควร


ก่อนอื่น ลุงควรจะบอกหลานเสียก่อนว่า ผู้ที่มิได้ศึกษาธรรมะที่ละเอียด ประณีตที่ชื่อว่าพระอภิธรรม ซึ่งกล่าวโดยย่อก็คือ จิต, เจตสิก, รูป, นิพพาน ให้เข้าใจดีเสียก่อนแล้ว คำถามต่างๆ อันเป็นปัญหาโลกแตกของหลาน ก็ยากที่จะเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งแจ่มแจ้งได้ เพราะละเอียดอ่อนสุขุมยิ่งนัก ทั้งมิได้เป็นไปในทางฝ่ายวัตถุที่อาจมองเห็นหรือสัมผัสได้ไปทั้งหมด จะรวบรัดให้ทราบได้เร็วๆ คงจะเป็นไปได้ยาก เช่น หลานจะให้ลุงอธิบายถึงเรื่องผี เรื่องกรรม เรื่องตายแล้วเกิดหรือไม่ เรื่องปาฎิหาริย์ ลุงพูด ๓ วัน ๓ คืน หลานก็จะไม่เข้าใจได้เลย เพราะเหมือนหลานจะพยายามให้ลุงสร้างตึกโดยมิให้ตอกเข็มลงรากเสียก่อน ตึกนั้นก็คงจะสร้างแล้วสร้างอีก ล้มแล้วล้มอีกเป็นแน่ เหตุนี้หลานจะต้องเรียนรู้เรื่องของจิตเสียก่อนว่า

" จิตคืออะไร " มีหน้าที่การงานอะไรบ้าง เกิดขึ้นมาได้อย่างไร มีอำนาจหรือกำลังพลังอย่างไร

http://www.agalico.com/board/images/icons/icon21.gif

pure
11-15-2005, 05:46 PM
ป. ฟังคุณลุงแล้ว หนูเกิดความสงสัยขึ้นมาหลายประการ ประการหนึ่งก็คือที่ธรรมะว่าแต่เรื่องทุกข์ หนูฟังดูเป็นเรื่องทุกข์เกือบทั้งหมด เหมือนจะสอนคนกำลังมีสุข ให้ใจสลดหดหู่เศร้าหมอง ส่งเสริมให้ผู้ที่กำลังทุกข์อยู่แล้วให้เศร้าโศกหนักขึ้นไปอีก ยิ่งกว่านั้นคุณลุงยังกล่าวตามหลัก " ปรมัตถ์ธรรม " ถือว่าในโลกนี้ไม่มีความสุข และมิหนำซ้ำ ปรมัตถ์ธรรมยังอวดอ้าง ว่า มีวิถีทางให้มนุษย์พ้นจากทุกข์ได้โดยเด็ดขาดเสียอีกด้วย อันเป็นการกลับตาลปัตรกับความนึกคิดของบุคคลทั้งหลาย อย่างหน้ามือเป็นหลังมือ อีกประการหนึ่ง ธรรมะชอบกล่าวแต่ในเรื่อง จิตๆ ใจๆ จิตใจนี้ก็เป็นสิ่งที่มองไม่เห็น ถ้าสัมผัสลูบคลำได้ หนูก็จะไม่ว่าเลย

แล้วจิตนี้มันคืออะไร มาจากไหน เกิดขึ้นได้อย่างไร เราจะหาความจริงจากมันได้ที่ไหน ถ้าจะได้ก็คงจะได้แต่พฤติกรรมที่แสดงออกมาเท่านั้น เหตุนี้หนูจึงรู้สึกหนักใจแทนคุณลุงค่อนข้างมากอยู่
อย่างไรก็ดี หนูก็ขอขอบพระคุณที่คุณลุง จะสอนธรรมะให้แก่หนู แต่คุณลุงก็ทราบแล้วว่า หนูกำลังศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์อันเป็นวิชาเหตุผล หนูจะยอมรับหรือเชื่อถือความจริงอันไม่ประจักษ์ชัดไว้เฉยๆ หนูก็ทนไม่ไหวจริงๆ ดังนั้น ธรรมะที่คุณลุงจะให้หนู ก็ต้องขาวสะอาดปราศจากข้อสงสัยใดๆ และถ้าหนูจะซักถามก้ำเกินคุณลุงไปบ้าง ก็ขอประทานอภัยให้หนูด้วย

ล. ลุงก็มิได้อวดดีอวดเก่งในพระอภิธรรม แต่พระอภิธรรมมีดีจะอวดอยู่เป็นอันมาก เวลานี้ลุงก็ถือว่าเป็นเพียงนักศึกษาคนหนึ่ง แต่ลุงขอกล่าวกับหลานด้วยใจจริงว่า ขอให้หลานซักถามหรืออภิปรายได้ไม่ต้องอั้นเลย ทั้งไม่ต้องเกรงใจลุงด้วย ไม่มีใครในโลกจะตอบอะไรได้หมดทุกอย่าง อะไรที่ลุงตอบไม่ได้ ก็จะว่าตอบไม่ได้ หรือจะขอผลัดไปค้นคว้าก่อน หลานไม่ต้องเกรงว่าลุงจะต้องอับอาย

ปรมัตถธรรมนั้นยิ่งใหญ่ด้วยเหตุผล และเป็นเหตุผลอันยืนยงคงทนต่อการพิสูจน์ ไม่ว่าโลกนี้หรือโลกไหน ไม่ว่าเวลานี้หรือเวลาที่จะยืนยาวต่อไปอีกสักเท่าใด ปรมัตถธรรม คือความจริงอันเป็นไปในโลก สภาพความจริงอันปรากฏอยู่เสมอตามธรรมชาติ มิได้หยุดยั้งนั่นเอง หากแต่บุคคลผู้มีตาเสียเปล่าหามีแววจะมองทะลุม่านทิพย์เข้าไปพบความจริงได้ไม่

ฟังคำของหลานแล้วจึงเห็นว่ายังไม่สมควรที่จะให้บทเรียนแก่หลานไปตามลำดับขั้น เพราะหลานเป็นบุคคลที่มีเหตุผลจัดอยู่ แต่เคยเรียนธรรมะขั้นศีลธรรมจากโรงเรียนสามัญบ้าง หรือถ้าจะเคยอ่านธรรมะมา อย่างมากก็เพียงนิทานเท่านั้น ยังไม่เกิดความสนใจอะไรเลย ดังนั้น การจะสอนวิทยาศาสตร์ ชั้นสูง ให้แก่บุคคลผู้ซึ่งยังไม่เคยรู้จักแม้นแต่ตัวเลข ๑ เลข ๒ เลยนั้น ก็ย่อมจะต้องได้ยากนัก เหตุนี้ เพื่อเร้าให้หลานเกิดความสนใจเพื่อสร้างรากฐานให้แก่หลานเสียบ้างก่อน ชั้นนี้ จะเปิดโอกาสให้หลานถามอะไรก็ได้ เช่น เรื่องจิตใจ อันเป็นเรื่องใหญ่และเป็นหลัก แล้วก็มีเรื่องอื่นพ่วงเข้ามาด้วย เช่น เรื่องกรรม และผลแห่งกรรม

....ทำดีแล้วทำไมจึงได้ชั่ว แต่ทำชั่วแล้วทำไมจึงกลับได้ดี คนมีปัญญามาก, คนมีปัญญาอ่อน, เรื่องศาสนา เรื่องสัญชาติญาณ เรื่อง นรก สวรรค์ ผีและเปรต เรื่องคนตายแล้วเกิดหรือไม่ ถึงที่แล้วต้องตายจริงหรือเปล่า เรื่องอำนาจจิต อภินิหาร คนมีเพศหญิงเพศชายในคนเดียวกัน ตลอดไปจนถึงเรื่องของกระเทยในแบบต่างๆ ว่าอะไรเป็นเหตุทำให้เกิดขึ้นมาได้ ทั้งนี้เพื่อหวังจะให้หลานได้ลิ้มชิมดูน้ำฝนซึ่งเป็นน้ำทิพย์สัก ๒-๓ เม็ด จากที่หลั่งลงมาจากฟากฟ้าห่าใหญ่ แต่ขอเตือนหลานสัก ๒ ข้อว่า

ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นมีหลายชั้น พื้นฐานยังไม่พอก็เข้าใจหยาบๆ พื้นฐานมากขึ้นก็เข้าใจได้ละเอียดอ่อนขึ้น นั่นก็ประการหนึ่ง ส่วนอีกประการหนึ่ง ในชั้นนี้ลุงพยายามจะใช้ภาษาบาลีให้น้อยที่สุด แต่ถ้าจะมีบ้างก็แทรกคำแปลไว้ด้วย แล้วหลานก็อย่าได้คิดว่าคำแปลที่ว่านั้นใช้เหมือนกันทุกหนทุกแห่ง เพราะในที่อีกแห่งหนึ่ง ความหมายอาจผิดไปก็ได้ บัดนี้ถึงเวลาที่หลานจะตั้งต้นได้แล้ว แต่ขอให้ถามเรื่องที่เกี่ยวแก่จิตใจซึ่งถือว่าเป็นหลักยืนเสียก่อน

http://www.agalico.com/board/images/icons/icon21.gif

pure
11-17-2005, 06:25 PM
ป. เรื่องของจิตใจนั้นกว้างใหญ่ไพศาล เป็นเรื่องที่ออกจะเร้นลับลึกซึ้งยิ่ง ด้วย เหตุนี้ หนูต้องขอประทานอภัย ถ้าหนูซักไซ้คุณลุงมากไปบ้าง ก่อนอื่น หนูขอถามคุณลุงว่า จิตใจคืออะไร ๆ อยู่ตรงส่วนใดของร่างกาย ? มีหน้าที่การงานอย่างไรบ้าง ?

ล. หลานถามหลายคำถามเหลือเกิน ทั้งเป็นคำถามที่ออกจะหนักอยู่บ้างเหมือนกัน ลุงจะขอตอบคำถามแรกเสียก่อน

จิต คือธรรมชาติอย่างหนึ่ง ที่มีลักษณะรู้อารมณ์ คือรู้ในอารมณ์ทั้ง 6 และรู้ตามประตู คือ ทวารนั่นเอง เช่นเมื่อรูป คือ รูปารมณ์ อันได้แก่ คลื่นแสง มากกระทบตาก็ “เห็น” สัททะ ได้แก่คลื่นเสียงมากระทบหู “ได้ยิน” จมูกกระทบกลิ่นได้ “กลิ่น” ลิ้นลิ้มรสก็ “รู้รส” กายสัมผัส เย็น, ร้อน, อ่อน, แข็ง “รู้ได้ว่าสัมผัส” คือรู้ในลักษณะของเย็น ร้อน อ่อน แข็ง นั้น

ส่วนทวารที่เรียกกันว่า มโนทวาร คือจิตหรือ ใจนั้น จิตที่เกิดขึ้นทางทวารนี้ ก็มีความรู้จักถึงการคิดนึกอารมณ์ ที่เป็นเรื่องราวต่างๆ มีดีบ้าง ชั่วบ้าง พูดให้ฟังง่ายๆ ก็คือ เห็น, ได้ยิน, ได้กลิ่น, รู้รส, รู้สึกเย็น, ร้อน, อ่อน, แข็ง และคิดนึก เหล่านี้แหละที่เรียกว่า ธรรมชาติรู้ คือจิต

ป. จิตคือธรรมชาติที่รู้อารมณ์ คือ เห็น, ได้ยิน, คิดนึก, เป็นต้น หนูพอจะเข้าใจแล้วค่ะ แต่คำว่าอารมณ์นั้น หนูได้ยินพูดกันอยู่เสมอ หนังสืออ่านเล่นก็พบบ่อยๆ อารมณ์คืออะไรเล่าคะ

ล. อารมณ์คือ สิ่งที่ถูกรู้ หรือพูดว่าอารมณ์ก็ได้แก่ ธรรมชาติที่ถูกจิตรู้ หรือ จิตกำหนดจดจ่อ ก็ได้ เพราะจิตจะเกิดแต่ลำพังโดยไม่มีอารมณ์นั้นไม่ได้

เช่น ...ตาเห็นดอกกุหลาบสีแดง เห็นก็เป็นจิต ดอกกุหลาบสีแดงที่เห็นนั้นก็เป็นอารมณ์ หรือหูได้ยินเสียงนกร้อง ได้ยินก็เป็นจิต เสียงนกร้องที่ถูกได้ยินนั้นก็เป็นอารมณ์ จมูกดมกลิ่นดอกไม้ ได้กลิ่นเป็นจิต กลิ่นที่ถูกดมก็เป็นอารมณ์ ลิ้นลิ้มรสรู้รส ก็เป็นจิต รสที่ถูกลิ้นก็เป็นอารมณ์ กายสัมผัสความร้อน รู้สึกร้อนก็เป็นจิต ความร้อนที่ถูกสัมผัสก็เป็นอารมณ์ ใจคิดถึงการทำกุศล คิดถึงกุศล เป็น จิต การทำกุศลที่คิดนั้นเป็นอารมณ์ ในเรื่องนี้ขอให้หลานจำไว้ให้ดี ต่อไปจะมีพูดถึงอีกจะได้ไม่ยุ่ง

http://www.agalico.com/board/images/icons/icon21.gif

pure
11-18-2005, 10:24 AM
ป. หนูพอจะเข้าใจคำแปลของจิตแล้ว แต่คำว่าวิญญาณเล่าคะ มันต่างกับจิต หรือไม่ เห็นเขาว่าวิญญาณออกจากร่างคนตายแล้วไปเกิดได้

ล. ไม่ใช่วิญญาณคำเดียวหรอกหลาน คำว่า จิต, วิญญาณ, มโน, หทัย, แล้วยังมีอีกหลายคำ ล้วนแต่เป็นสิ่งรู้อารมณ์ตามทวาร คือประตูทั้ง ๖ นี้ด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งก็ไม่ใช่อื่นไกล ก็ได้แก่ จิตใจ นั่นเอง

ป. ตามที่หนูได้ทราบมา พบเห็นคำว่าจิตกับวิญญาณ นี่แหละที่บ่อยๆเมื่อมันแปลว่ารู้อารมณ์อย่างเดียวกันเช่นนี้แล้ว จะใช้เสียอย่างเดียวไม่ได้เหรอคะ จะได้ไม่ยุ่ง จะได้ไม่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด บางคนก็เข้าใจไปว่า จิตกับวิญญาณเป็นคนละอย่าง และมีการงานไปคนละทาง

ล. ไม่ได้สิหลาน " พระสัมมาสัมพุทธ " เจ้าทรงสอนอะไรลงไป ก็มิใช่ว่าจะไปตามความเข้าใจ โดยไม่ต้องห่วงว่าผู้ศึกษาจะเกิดความเข้าใจผิด ทรงสั่งสอนไปโดยอาศัยตามที่เป็นเหตุผล บางอย่างทรงเรียกโดยอาศัยวัตถุอันเป็นที่เกิดของจิต บางอย่างทรงเรียกโดยอาศัยทวาร คือประตูทั้ง ๖ ซึ่งได้แก่ ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย, ใจ เช่น ตาเห็นรูป เรียกจักขุวิญญาณ คือรู้อารมณ์ทางจมูก ลิ้นลิ้มรสเรียก ชิวหาวิญญาณ คือรู้อารมณ์ทางลิ้น ใจคิดอารมณ์เรียก มโนวิญญาณ คือรู้อารมณ์ทางใจหรือทางจิต คำเหล่านี้ ถ้าจะเรียกว่า จักขุจิต หรือโสตจิตก็ไม่ผิด เรียกเช่นนั้นก็ได้เหมือนกัน แต่ พระองค์ทรงเกรงไปว่าจะมีผู้เข้าใจผิดว่า โสตะ คือหูที่รับฟังเสียงนี่แหละเป็นจิตไปเสีย หรือ ตาเห็นรูปก็เหมือนกัน เรียกว่า จักขุวิญญาณ คือรู้อารมณ์ทางตา จะเรียกว่าจักขุจิตก็ได้ แต่อาจมีคนเข้าใจไปว่า ตาเป็นตัวจิตไปเสียอีก ซึ่งความเข้าใจผิดนี้จะเป็นผลเสียหายมาก ดังนั้นจึงใช้คำว่าจักขุวิญญาณ หมายความว่า ความรู้สึกที่อาศัยการกระทบของรูปกับตา เรียกว่าจักขุวิญญาณ จักขุ = ตา วิญญาณ = รู้ รู้อารมณ์ทางตา คือเห็น คำว่า โสตวิญญาณ โสตวิญญาณ หมายความว่า ความรู้สึกที่อาศัยการกระทบของเสียงกับหู โสตะ = รู้ วิญญาณ = รู้ รู้อารมณ์ทางหู คือ “ได้ยิน”

ป. สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ก็มีจิตใจหรือวิญญาณที่รู้อารมณ์ได้ เช่น มนุษย์และสัตว์ ต่างๆ เพราะชีวิตย่อมมีหลักอยู่หลายอย่าง คือ กินอาหารได้ หายใจได้ ถ่ายได้ เจริญเติบโตได้ สืบพันธุ์ได้ เป็นต้น

.....ถ้าเราปลูกต้นไม้ไว้ข้างบ้าน มันจะค่อยๆ เอนออก หา แสงสว่าง ถ้าปลูกไว้ใกล้ๆ กัน มันจะสูงชะลูดขึ้นไป ซึ่งก็ต่างก็ต้องการแสงแดด และชิงความเป็นใหญ่ซึ่งกันและกัน มันรู้จักกินอาหาร และรู้จักถ่ายออกทางใบ เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว ก็สามารถผสมพันธ์ได้ จากเกสรตัวเมียเพื่อให้มีลูกหลานเป็นต้นใหม่ขึ้นมาอีก การที่ต้นไม้รู้สึกได้ เช่นเอนออกหาแสงสว่างเมื่อที่ที่มันอยู่มีร่มเงา หรือเมื่อเราไม่ได้รดน้ำ มันจะแสดงอาการเป็นทุกข์โศกให้เราเห็น แม้ว่ามันจะไม่มีปากบอกเล่าให้เราทราบ แต่พฤติกรรมนั้นก็ย่อมจะแสดงให้เราประจักษ์ชัด หรือต้นไม้บางชนิด เช่น ต้นไมยราพ เวลาเข้าไปใกล้ๆ หรือไปถูกมันเข้า มันจะหดใบทันที ในเวลาเย็นค่ำ ต้นแค, ต้นจามจุรี, ต้นโสน, จะห่อใบหมด ราวกับว่าพากันพักผ่อนหลับนอนให้หายเหน็ดเหนื่อยเพราะได้ทำงานเลี้ยงตัวเองมาตลอดวัน แสดงว่ามันรู้อารมณ์ได้นั่นเอง และการที่คนไปตัดต้นไม้ก็คือการฆ่าสัตว์ และเราก็จำจะต้องตัดต้องฟันต้องกิน ต้นไม้กันทุกคนเป็นประจำ ถ้าเช่นนั้นก็จะต้องเป็นบาป ตายแล้วจะไปตกนรกหรือไปเป็นต้นไม้กระมังคะ

http://www.agalico.com/board/images/icons/icon21.gif

pure
11-18-2005, 10:38 AM
ล. คำว่าชีวิตตามนัยของวิทยาศาสตร์ กับนัยของพุทธศาสนานั้นต่างกัน นัยของพุทธศาสนา คำว่าชีวิตแยกออกเป็นรูปชีวิตและนามชีวิต ซึ่งถ้าลุงจะอธิบายโดยพิสดารแล้ว ก็ควรจะใช้เวลาสักสองชั่วโมง เพราะจิตใจหรือวิญญาณก็ไม่ใช่ชีวิต และร่างกายก็ไม่ใช่เหมือนกัน ในวันนี้เพิ่งจะได้เริ่มต้น ฉะนั้นเรามาศึกษากันหยาบๆ เสียก่อนว่าร่างกายนั้นต้องอาศัยจิตเป็นไปคือ ต้องอาศัยจิตเป็นประธาน

ประเด็นสำคัญหลานถามมานั้น ก็มีปัญหาอยู่ว่า การที่ต้นไม้มันเอนออกหาแสงสว่างได้ก็ดี มันเคลื่อนไหวได้เมื่อเข้าไปโดนมันก็ดี มันผสมพันธุ์กันและมีลูกหลานได้ก็ดี เหล่านี้เป็นไปด้วยอำนาจของจิตมีเจตนาและมีความรู้ในอารมณ์หรือไม่ โดยถือเอาความรู้อารมณ์เป็นหลัก เพราะจิตคือธรรมชาติที่รู้อารมณ์ ขอให้หลานคอยฟังเหตุผลลุงต่อไป แล้วถ้าจะซักอะไรลุงก็ไม่ขัดข้อง

ต้นไม้กินอาหารด้วยวิธีธรรมชาติ กล่าวคืออาหารและน้ำของต้นไม้กระจายจากที่ๆ มากกว่าหรือเข้มข้นกว่า ไปยังที่ๆ น้อยกว่าหรือบางกว่า เหมือนกับเราเอาน้ำตาล ๑ ก้อนวางลงในแก้วที่มีน้ำ ไม่ช้ารสหวานก็จะกระจายไปทั่วแก้ว หรือลุงพ่นควันบุหรี่ ออกไป ไม่ช้าควันบุหรี่ก็กระจายไปทั่วห้อง ต้นไม้มันไม่ได้กินอาหารเหมือนสัตว์ มันไม่ได้ดูดเหมือนเด็ก และไม่ได้ชิมเหมือนไส้ตะเกียง
ด้วยเหตุนี้เอง การกินอาหารของพืชจึงต่างกับมนุษย์และสัตว์มาก อาหารและน้ำผ่านไปตามลำต้นขึ้นไปตามใบเพื่อให้แสงแดดปรุงเสียก่อน โดยธาตุคลอโรฟิลอยู่ที่ใบ แสงอาทิตย์ แสงเทียน หรือแสงไฟฟ้าก็ได้ทำให้เกิดปฏิกิริยาที่ใบปรุงอาหารเสียก่อน แล้วจึงส่งไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของพืชอีกทีหนึ่ง ส่วนที่ไม่ใช้หรือที่เหลือก็ระเหยออกไปทางใบ นักพฤกษาศาสตร์สมัยใหม่จึงเพิ่มแสงไฟให้แก่ต้นไม้ในเวลากลางคืน เพื่อให้ต้นไม้ทำงาน ปรุงอาหารมากขึ้นจะได้โตเร็วขึ้น และด้วยเหตุที่พืชต้องการแสงสว่างดังนี้ เชลล์ของพืชด้านหนึ่งจึงเจริญยาวกว่าอีกด้านหนึ่ง อันเป็นเหตุให้พืชเอนออกหาแสงสว่าง ซึ่งเป็นการเอนเพราะสิ่งที่พืชต้องการมีมากจึงเจริญขึ้นเช่นนั้น เหมือน ๆ ที่น้ำชุ่มชื้นอยู่เสมอ ย่อมมีรากของพืชเกิดขึ้นเป็นอันมาก

http://www.agalico.com/board/images/icons/icon21.gif

pure
11-18-2005, 10:40 AM
....ผู้ที่มีได้ศึกษาให้พบความจริงในเรื่องพืช ก็ย่อมจะคิดว่ามันตั้งใจเอนออกไปหาแสงสว่าง ความจริงมันมิได้เอนออกไปหาแสงสว่างดังที่เราเข้าใจเลย แต่ทว่าพืชย่อมจะเจริญหรือเติบโตขึ้นไปในทิศทางที่มีแสงสว่าง คุณลักษณะเช่นนี้ก็มีสาเหตุมาจากการสะสมฮอร์โมนสำหรับความเจริญเติบโตทางด้านไม่มีแสงสว่าง จนมีจำนวนมากเกินไปกว่าปกติ ฮอร์โมนเหล่านี้ช่วยให้ปฏิกิริยาทางเคมีในพืชเป็นไปอย่างถูกต้องสม่ำเสมอ ฮอร์โมนนี้มีชื่อในวิชาพฤษศาสตร์ว่า อ๊อกซินส์ (Auxins) เป็นที่เชื่อกันในวงการวิทยาศาสตร์ฝ่ายพฤกษศาสตร์ว่า เซลล์ของพืชจะเจริญเติบโตในเมื่อมีอ๊อกซินส์อยู่ อ๊อกซินส์จะหมุนเวียนไปทางด้านของพืชที่มิได้รับแสงสว่างมากกว่าด้านอื่น ทั้งนี้ก็หมายความว่า ด้านที่ได้รับแสงสว่างน้อยย่อมจะมีอ๊อกซินส์มากกว่าด้านที่มีแสงสว่างมากด้วย เหตุดังนี้เอง เซลล์ของพืชทางด้านทึบแสงจึงได้ขยายตัวยาวออกไปมากกว่าด้านที่ได้รับแสง จึงได้เป็นเหตุทำให้ พืชเอนออกไปทางด้านที่มีแสง ดังนั้นจึงดูเสมือนหนึ่งว่า ต้นไม้มีเจตนามีความตั้งใจที่จะเอนออกไปหาแสงสว่าง

การสืบพันธ์ของพืชนั้น โปรโตปลาสซั่มซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิต ตามนัยของโลก หรือเกสรตัวผู้นั่นเอง ถูกลมหรือน้ำหรือตัวแมลงพาไปผสมกับไข่ตัวเมีย ซึ่งอาจอยู่คนละดอกหรือในดอกเดียวกันก็ได้ อันเป็นไปในฝ่ายวัตถุกับวัตถุ ไม่ได้เกี่ยวกับจิตใจอย่างไร แล้ว จึงมีเมล็ดผลขึ้น ส่วนต้นไม้บางชนิดที่หดใบได้เมื่อตกเย็น เหมือนจะพักผ่อนหลับนอนนั้น เป็นเพราะในเวลากลางวันมีแสงสว่าง พืชดูดน้ำไว้มาก เมื่อเวลาเย็นค่ำลงหมดงานปรุงอาหารแล้ว น้ำในพืชก็ระเหยไปทีละน้อยๆ ใบของพืชจึงหดตัวลง

เหมือนหลานเอาฟุตบอลมาลูกหนึ่งสูบลมเสียให้แข็ง เจาะรูเล็กๆ เข้าที่ฟุตบอลนั้น เอาใส่ไว้ในรักแร้แล้ววางแขนลง เมื่อแขนทับฟุตบอล ลมจะค่อยๆ ออกไป แขนของหลานก็ค่อยๆ ตกลง จนในที่สุดแขนจะแนบอยู่ข้างตัว สำหรับต้นไมยราพ ก็ไม่มีปัญหาอะไรนัก ต้นไมยราพนั้นเป็นจำพวกพืชตระกูลผักกระเฉด ที่โคนของใบไมยราพมีปุ่มยาวกลม ภายในมีวัตถุเหลว ๆ ขังอยู่และยังมีช่องอากาศว่างอยู่อีกบ้าง เหมือนเอาน้ำขังไว้ในหลอดยางบางๆ อย่าให้เต็ม และภายในปุ่มที่ว่านั้นก็ประกอบด้วยเซลล์โปร่ง เมื่อเราเอามือถูกเข้าที่ต้นหรือใบ น้ำเหลวๆ ที่ในโคนใบก็จะไหลออกจากถุง ถ่วงใบให้หนักแล้วหุบลง และเมื่อน้ำนี้ไหลกลับไปสู่ที่เดิม ใบของต้นไมยราพ ก็จะกลับยกขึ้น ถ้าเข้าไปโดยไม่กระเทือนเลยใบก็จะไม่หด

http://www.agalico.com/board/images/icons/icon21.gif

pure
11-19-2005, 11:48 AM
.....หลานอย่าได้ซักถามต่อไปถึงต้นพืชชนิดนั้น ชนิดนี้ ทำไมจึงเป็นดังนั้น ดังนี้ เพราะเราไม่ได้เรียนเรื่องพืชกันโดยเฉพาะ แล้วจะไปกันใหญ่ เหมือนหลานจะถามว่า เหตุใดคนเราจึงมีจมูกแหลมๆ จะมีจมูกแบนๆ ไม่ได้หรือ รวมความว่านักวิทยาศาสตร์ทางฝ่ายพฤษศาสตร์ ต่างก็ยอมรับกันว่า ต้นไม้ไม่มีประสาท ไม่มีจิตใจเขาเชื่อกันว่า ต้นไม้เกิดก่อนสัตว์ เริ่มตั้งแต่เป็นพืชอ่อนในน้ำ ภายหลังกลายมาเป็นพืชใหญ่ขึ้นเป็นเวลาหลายพันหลายหมื่นล้านปีมาแล้ว ดินฟ้า อากาศ อุณหภูมิ และสิ่งแวดล้อมทั้งหลายได้ช่วยเปลี่ยนแปลงเลือกคัดให้พืชวิวัฒนาการจนบัดนี้ ย่อมค่อยๆ เป็นไปทีละเล็กทีละน้อย ซึ่งในระยะ ๑๐๐-๒๐๐ ปี ย่อมมองไม่เห็น โครงร่างและทุกส่วนของพืชอันเริ่มต้นด้วยมีลักษณะหยาบๆ สามัญได้ค่อยๆ กลายมา จนถึงสลับซับซ้อนอย่างน่าพิศวง เหมือนรถยนต์กลไกอันมนุษย์ได้ประดิษฐ์ขึ้นดังเช่นที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้

ส่วนมนุษย์เรานั้น พฤติกรรมที่แสดงออกมีจิตบังคับ ด้วยอย่างที่เห็นได้ง่ายๆ เช่น คนที่คิดแต่ในเรื่องความเศร้าโศกเสียใจมากๆ ย่อมกินอาหารไม่ลง และผู้ใดที่คิดการงานมากๆ หรือเล่าเรียนมากเกินไป หาเวลาพักผ่อนได้น้อยแล้ว ก็จะเกิดเป็นโรคทางเดินอาหารขึ้นก็ได้ อาหารจะไม่ย่อยและถึงแก่ความตายได้ เวลานี้วิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ยอมรับกันว่า โรคที่เกิดขึ้นแล้วแก่ประชาชนในนครหลวงใหญ่ๆ นั้น ในจำนวน ๕ จะมีโรคเกี่ยวแก่จิตเป็นต้นเหตุเสีย ๓ โรค ทางกายจริงๆ มีเพียง ๒ เท่านั้น แม้ว่าอาการของโรคบางอย่างจะแสดงออกทางร่างกาย เช่นโรคเนื้องอก แผลในกระเพาะอาหาร โรคตา โรคอัมพาต และโรคอื่นๆ เป็นอันมาก นอกจากที่ลุงกล่าวมาทั้งหมดแล้วนี้ มนุษย์ยังแสดงอาการที่รู้จักใช้อารมณ์ได้ตามปรารถนา เช่น ยืน, เดิน, นั่ง, นอน, คิด, จดจำ, ดีใจ, ทำดี, ทำชั่ว, เป็นต้น

http://www.agalico.com/board/images/icons/icon21.gif

malila
11-19-2005, 03:27 PM
มานั่งฟังลุงเพียวปรารถธรรม ซาบซึ้งในคำสอนของลุงค่ะ :sm007:

pure
11-21-2005, 10:09 AM
มานั่งฟังให้เรียบร้อยนะหลาน อย่าดื้ออย่าซน อย่าเที่ยวเดินเล่นเพ่นพ่านให้ลุงตาลาย
อย่านั่งหลับ ฟังไปก็ให้ยกมืออนุโมทนา สาธุ ไปด้วยน่อ...

ใบตอง
11-22-2005, 12:11 PM
:sm008: สาตู๊ สาตู๊ ( ตาม ปะจ๋า เด็ก จ๋ามขวบ ) :emo_100:

pure
11-23-2005, 10:49 AM
:sm008: สาตู๊ สาตู๊ ( ตาม ปะจ๋า เด็ก จ๋ามขวบ ) :emo_100: จ๋ามขวบมากี่ปีแล้วน๊อ...
สาตู๊...เรียบร้อยแล้ว ไปหม่ำข้าว อาบน้ำนอนเสียนอนเสียนะนู๋ใบตองเอ๊ย....

pure
11-23-2005, 10:53 AM
ล. ที่หลานสงสัยว่าเรื่องต้นไม้มีจิตหรือไม่นั้น ไม่ใช่จะมีผู้สงสัยกันในเวลานี้ แม้ในครั้งพุทธกาลก็มีพูดกันมาก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแบ่งการเกิดของธรรมชาติที่เป็นรูปทั้งหลายที่มีอยู่ในสากลโลกนี้ออกเป็น ๔ อย่าง คือ

๑ - เกิดขึ้นด้วยอาศัยจิต
๒ - เกิดขึ้นด้วยอาศัยกรรม
๓ - เกิดขึ้นด้วยอาศัยอุตุ
๔ - เกิดขึ้นด้วยอาศัยอาหาร

โดยอาศัยหัวข้อเหล่านี้หรืออาจหลายหัวข้อก็ได้ที่หลานจะได้ศึกษาโดยพิสดารต่อไปในโอกาสข้างหน้า

ในพระไตรปิฎก ลุงก็ไม่เคยพบที่แสดงเรื่องต้นไม้ว่ามีจิตใจหรือวิญญาณอยู่ที่ไหน และถ้าว่าตามหลักของปรมัตถธรรม ต้นไม้ก็จะมีจิตไปไม่ได้อย่างแน่นอน
การที่เกิดขึ้น โดยอาศัยเหตุปัจจัยอะไรนั้นก็แล้วแต่ อันไหนเป็นใหญ่เป็นประธานก็เรียกชื่ออันนั้น เช่นมนุษย์เกิดขึ้นด้วยอาศัยกรรม ต้นไม้เกิดขึ้นได้ไม่ใช่อาศัยกรรม แต่ด้วยอาศัยอุตุ เป็นต้น

http://www.agalico.com/board/images/icons/icon21.gif

pure
11-23-2005, 10:54 AM
ป. เรื่องของต้นไม้ตามที่คุณลุงกล่าวมา หนูพอจะเข้าใจ แต่อำนาจของกรรมที่คุณลุงว่านั้น บันดาลให้เกิดได้อย่างไรเล่าคะ

ล. ช้าก่อนซีหลาน ! อย่างเพิ่งก้าวล่วงไปไกลนัก ลุงกำลังวางตัวจักรใหญ่ให้ก่อน ถ้าหลานแอบเอาเฟืองตัวเล็กๆ เข้าแทรกแซง เครื่องจักรก็จะกลายเป็นเครื่องแจกไปเสีย เวลานี้หลานเข้าใจเพียงจิตคืออะไรเท่านั้น ส่วนอำนาจหรือพลังงานของจิต หลานยังหาได้เข้าใจไม่ บัดนี้ขอให้เราพูดกันถึงเรื่องนั้นเสียก่อนเถิด

ป. หนูยังไม่ถามอะไร แต่จะขอให้คุณลุงอธิบายต่อไป

http://www.agalico.com/board/images/icons/icon21.gif

pure
11-23-2005, 10:56 AM
ล. สรีระของมนุษย์นั้นเป็นสิ่งที่น่าพิศวง เรามีหัวใจสำหรับฉีดโลหิตไปเลี้ยงร่างกาย แล้วโลหิตก็รับอาหารกระจายออกไปเลี้ยงเซลล์ ซึ่งได้แก่ กล้ามเนื้อ, ขน, ผม, เล็บ, ฟัน ฯลฯ ให้เจริญเติบโตมีกำลังแข็งแรง แล้วในขณะเดียวกันก็รับถ่ายของเสียจากเซลล์ทั้งหลายออกไปนอกร่างกาย เรามีลมหายใจเพื่อไหลไปสู่ปอดฟอกโลหิต แล้วก็ถ่ายของเสียคือก๊าซคาบอนไดอ๊อกไซด์ออกไปภายนอก

อวัยวะส่วนอื่น เราก็มีกระเพาะอาหารไว้สำหรับย่อย เมื่ออาหารไหลลงสู่กระเพาะแล้ว กระเพาะก็ทำการบีบเคล้า น้ำย่อยก็ไหลซึมออกมาย่อยอาหารที่กินเข้าไปเพื่อให้โลหิตแดงรับเอาไปเลี้ยงร่างกาย เมื่อมีอาหารที่เกินกำลังย่อยไม่ไหว อาหารก็ไหลต่อไปตามลำไส้ซึ่งยาวหลายสิบฟุต มากพอที่อาหารจะค่อยๆ เคลื่อนไปอย่างช้าๆ เพื่อย่อยให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะย่อยได้ เรามีโรงงานทำน้ำย่อยสำหรับละลายอาหาร เรามีโรงงานทำน้ำยาสำหรับช่วยผสมอาหารไม่ให้อาหารบูดเน่าเร็วเกินไป เรามีโรงงานกลั่นกรองและขับของเสียให้ออกไปพ้นร่างกาย เรามีโรงงานเชื้อเพลิงที่ให้ความร้อนอันก่อให้เกิดพลังงาน และเรามีโรงงานผลิตทหาร คือโลหิตขาวเพื่อเป็นรั้วป้องกันศัตรูของชาติบ้านเมือง คือ ร่างกาย โรงงานมากมายก่ายกองทั่วสรีระเหล่านี้ต่างก็กระทำหน้าที่ของตน ๆ เกี่ยวโยงสัมพันธ์กันเคร่งครัดยิ่งนัก ถ้าโรงงานใด โรงงานหนึ่งเกิดการชำรุดเสียหายขึ้นเมื่อใด ก็ย่อมกระทบกระเทือนไปทั่ว ทำให้กำลังของแรงงานและการผลิต ต้องผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปหมด

ยิ่งกว่านั้นเรายังมีความรู้สึกได้อีก เช่น ร้อน, หนาว, ยินดี, ยินร้าย, เจ็บปวด, จดจำ, คิด, โกรธแค้น, พูดจา, ยืน, เดิน, ทุกข์, สุข ทำอะไรได้ทุกอย่าง เหล่านี้หลานลองคิดดูเถิดว่า มันน่าประหลาดมหัศจรรย์เพียงใด เพราะเพียงแต่มันสมอง ประสาท เส้นเอ็น กล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นเพียงวัตถุอย่างหนึ่งซึ่งประกอบไปด้วยเซลล์เป็นจำนวนมากเท่านั้น แต่ถึงแม้จะประกอบขึ้นด้วยซลล์ซึ่งถือว่ามีชีวิตตามนัยของโลกก็ตาม เหตุไฉนจึงทำการงานต่างๆ ได้ถึงเช่นนี้ มันจะต้องมีอะไรยิ่งใหญ่ที่สำคัญอยู่เบื้องหลัง ที่มีความสามารถวิเศษจริงๆ ผู้ยิ่งใหญ่ผู้นั้นก็คือผู้เผด็จการ และมิใช่อื่นไกลคือจิตนั่นเอง หากแต่มันก็ต้องอาศัยเหตุจึงได้เกิดขึ้น แล้วก็สลายตัวไปเหมือนกัน การที่จิตมันมามีบทบาทมากมายต่อร่างกายนี่เอง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสสอนว่า ร่างกายเรานี้ มีจิตเป็นใหญ่เป็นประธาน หรือมีจิตเป็นหัวหน้า

http://www.agalico.com/board/images/icons/icon21.gif

pure
11-23-2005, 10:57 AM
ป. นักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันมีความเห็นว่า ตัวจิตก็คือมันสมองนั่นเอง มันสมองส่วนบนมีลักษณะเป็นขดหยักๆ เรียกว่า.... เซอรรีบรุม (Cerebrum) มีใยประสาทมาก สมองส่วนนี้เป็นสองซีก มีคอเทกซ์ (Cortex) อันเป็นที่ตั้งของความรู้สึกต่างๆ มีหน้าที่รวบรวมความตั้งใจ, สนใจ, ความคิดอ่าน,ความจดจำมันสมองด้านหลัง เซอรเบลลัม (Cerebellum) ทำหน้าที่บังคับการเคลื่อนไหวของร่างกาย มันสมองส่วนล่าง คือเมดัลลาออบลองกาตา (Medulla oblongata) มีหน้าที่บังคับภายในร่างกาย เช่น ลำไส้ หัวใจ กระเพาะอาหาร เหตุนี้ซึ่งถือว่ามันสมองส่วนบนต่างหากทำหน้าที่เป็นจิต เพราะถ้าเปิดกะโหลกศีรษะเอาเยื่อสีเทาออก ความจดจดทั้งหลายก็จะปลาสนาการไปสิ้น " กอลทซ์ " ผู้ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้หนึ่ง ได้เอาเยื่อสมองตอนนี้ของสุนักออกหมด ปรากฏว่าสุนัขตัวนี้จำเจ้าของไม่ได้เลย ต่อมาเขาเอาได้เอามันสมองส่วนบนออกจากสัตว์บางชนิด มันมีชีวิตอยู่ได้หลายเดือน แต่ปราศจากความรู้สึกหลายชนิด ไม่รู้สึกเจ็บ หรือร้อนหนาวประการใด เมื่อทดลองกับสัตว์บางชนิด ถ้าไปตีหรือแทงมันเข้า มันก็ไม่ร้องทุรนทุราย ทั้งไม่มีความรู้สึกใน รส, กลิ่น, เสียง เหตุนี้จึงเห็นได้ว่า มันสมองส่วนนี้เป็นตัวความจำ ตัวปัญญา และรู้อารมณ์ นักวิทยาศาสตร์ทางฝ่ายวิชาชีววิทยา ได้ทดลองกับสัตว์ต่างๆ อีกมาก มีผลสมจริง สำหรับบุคคลนั้น มันสมองส่วนนี้ถ้าได้รับการกระทบกระเทือนหรือชำรุดลง ความจำก็สิ้นไป ดังนั้นจิตก็คือเซลล์ที่สร้างขึ้นในมันสมองนั่นเอง

http://www.agalico.com/board/images/icons/icon21.gif

pure
11-23-2005, 10:59 AM
....อนึ่ง ถ้าคุณลุงว่าไม่ใช่มันสมอง ก็คงจะเป็นอย่างอื่นที่เกี่ยวแก่พลังงาน, ความร้อน, แสง, เสียง, เสียง หรือไฟฟ้า เหล่านี้ก็มีการทดลองได้ทั้งนั้น สามารถสาวไปหาเหตุที่เกิดขึ้นก็ได้ หรือสวบสวนดูก็ได้ ส่วนจิตของคนเล่าคะ เราจะทดลองให้รู้ได้หรือไม่ว่า จิตมันอยู่ที่ไหน หน้าตาเป็นอย่างไร ถ้าไม่ได้ จิตก็ไม่ใช่พลังงาน, ไม่ใช่วัตถุ, ไม่ใช่แสง, เสียงหรือไฟฟ้า ทดลองด้วยวิธีใดๆ ก็ไม่ได้ จะใช้กล้องจุลทรรศน์ส่อง หรือใช้เอ็กซเรย์ก็มองไม่เห็น ตัวไวรัสที่เล็กที่สุด กล้องขยายไม่สามารถส่องเห็นได้ เขาก็ยังทดลองเช่นย้อมสีแล้วก็รู้ได้ แต่ในเรื่องของจิตเล่า เราจะรู้ความจริงได้อย่างไร จากทางไหน ถ้าเช่นนั้นจิตก็เป็นอะไรไม่ได้สักอย่าง จิตก็เหนือการทดลองใดๆ ทั้งสิ้น คุณลุงจะมีหนทางทดลองด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่งให้ทราบได้หรือไม่

http://www.agalico.com/board/images/icons/icon21.gif

pure
11-23-2005, 11:01 AM
ล. มนุษย์ชอบเรียนรู้อะไรมากๆ และ แปลกๆ ชอบค้นคว้าหาความรู้ใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ โลกของเรานี้นับว่ากว้างใหญ่ไพศาลไม่น้อย แต่ยังไม่พอให้นักค้นคว้าจึงพบว่าผู้พยายามหาความรู้ต่างๆ จากโลกอื่นๆ อีกเสมอ เช่น พระอาทิตย์, พระจันทร์, ดวงดาว พอได้ข่าวมาเพียงเล็กน้อยก็หูผึ่งคอยสดับตรับฟัง แล้วโจษขานกันระเบ็งเซ็งแซ่ มนุษย์ชอบเรียนรู้อะไรมากๆ ชอบวิพากษ์วิจารณ์อะไรแปลกๆ จนถึงเวลานี้ หลานก็จะเห็นด้วยกับลุงว่า มนุษย์พากันศึกษาหาความรู้กว้างขวางพิสดารขึ้นทุกๆวัน มนุษย์ค้นคว้าทดลองวิชาการในแขนงต่างๆ จนนับไม่ถ้วน

มนุษย์พากันหลงเพ้อคลั่งในวัตถุมากหลาย ที่ตัวเองได้คิดประดิษฐ์ไว้อย่างถอนไม่ขึ้น มนุษย์พากันคิดประดิษฐ์วัตถุเพื่อทำลายล้างกันให้พินาศแหลกลาญ แล้วก็พากันหวั่นไหวสะดุ้งกลัวต่อสิ่งที่ตัวทำขึ้นเอง เป็นเรื่องน่าประหลาด เหลือเกินที่ค้นคว้าหาความรู้ไปได้รอบจักรวาล แต่ชีวิตของตัวเองแท้ๆ กลับไม่พยายามจะเรียนให้รู้จักเอาเสียเลย ว่าตัวเองนั้นคือใคร มาจากไหน เกิดมาทำไม และมีความต้องการอะไร

ความเฉลียวฉลาดที่มนุษย์ได้อบรมมามิได้ช่วยให้มนุษย์ได้รู้จักตัวเองดีขึ้นเลย เป็นแต่ช่วยให้หาประโยชน์อันเป็นความโลภให้แก่ตนเองมากขึ้น นั่นก็คือ การที่จะต้องเบียดเบียนซึ่งกันและกันเองหนักหน่วงรุนแรงยิ่งขึ้น ด้วยอำนาจของความไม่รู้จักพอ

http://www.agalico.com/board/images/icons/icon21.gif

pure
11-23-2005, 11:03 AM
แน่นอน.... บุคคลสมัยนี้กำลังหลงใหลแบกวิชาฝ่ายวัตถุเต็มแปล้อยู่บ่าทั้งสองข้างอย่างไม่ยอมวาง จึงเป็นการยากหนักหนาทีจะแทรกธรรมะล้วนๆ เติมเข้าไปอีก เหตุฉะนี้ ลุงจึงพยายาม สนทนากับหลานด้วยวิธีใหม่ คือแหวกวงล้อมธรรมะออกมาแล้วดึงเอาวิทยาการทางโลกเข้าร่วมด้วย แม้ว่าจะเป็นการเสียเวลามากที่จะมัวมาพะวงในวิชาการต่างๆ ซึ่งไม่ใช่ศึกษาเรื่องของตัวเองตรงๆ ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ได้จริงๆ แล้วจะศึกษาไม่รู้จักจบสิ้นในชีวิตหนึ่ง

ซึ่งลุงมีความเห็นว่า นอกจากวิชาชีพแล้ว ควรศึกษาวิชาที่ว่าด้วยตัวของเราเองให้แตกฉาน คือวิชาที่ว่าด้วยสภาวะของมนุษย์ อันได้แก่การศึกษาพระอภิธรรมนั่นเอง

ส่วนการที่หลานถามมาว่า ไม่ใช่เป็นทางตรงไปสู่การเรียนรู้เรื่องของตัวเองหรือการพ้นทุกข์ แต่ได้เอาวิทยาศาสตร์ซึ่งหลานได้ศึกษามาอ้างอิงเปรียบเทียบ ซักถาม ลุงก็ห่วงเวลาที่จะเสียไป แล้วจะได้ประโยชน์น้อย อย่างไรก็ดี ลุงเห็นว่าเวลานี้คนที่คิดอย่างหลานก็มีมาก ซักถามกันแต่จะให้มองเห็นด้วยตาให้ได้ เอาหละ ! ลุงจะลองผจญกับปัญหาต่างๆ ของหลานดูสักครั้ง แม้ว่าการพูดเรื่องจิตเรื่องกรรม หรือบุญบาป นรกสวรรค์เรื่องตายแล้วเกิด จะไม่มีวัตถุมายืนยันให้พิสูจน์ คือเอาออกมาวางให้เห็นได้เหมือนทางวิทยาศาสตร์ ขอให้หลานถามมาได้อย่างไม่ต้องอั้นกันเลย ถ้าลุงตอบไม่ได้ ลุงก็จะขอผลัดไปค้นคว้าต่อไป
ประเด็นที่หลานถามมา อยากจะทดลองเรื่องของจิตว่าเป็นอะไร อยู่ที่ไหน มี หน้าที่อย่างไรนั้น ไม่ใช่ของยากเย็นอะไรเลย พิสูจน์ได้ง่ายๆ แต่ลุงจะขอย้ำให้หลานเข้าใจให้ดีเสียก่อน เพื่อทำลายหลงความหลงผิดที่ว่าจิตนั้นเป็นวัตถุ เป็นเซลล์ เป็นมันสมอง

แท้จริงนั้นมันสมองประกอบด้วยเซลล์ มองดูด้วยกล้องก็เห็นได้ อันถือเป็นวัตถุ วัตถุทั้งหลายจะมีความรู้สึก เจ็บ, ปวด, ร้อน, หนาว, จดจำ, คิด, ทุกข์, สุข, โลภแล้ว จนเป็นชีวิตที่สลับซับซ้อนขึ้นดังกล่าวแล้ว เช่นต้นไม้ก็ดี มันสมอง เส้นประสาท ชิ้นส่วนต่างๆ ภายในร่างกาย ก็ล้วนแล้วไปด้วยเซลล์ทั้งสิ้น ซึ่งประกอบไปด้วยโปรโตรปลาส, ปลาสม่า, นิวเคลียส, โอวัม, สเปอรมาโตซัว และยีนส์ หรืออะไรๆ ซึ่งทางวิทยาศาสตร์ถือว่ามีชีวิตอยู่ก็ดี

http://www.agalico.com/board/images/icons/icon21.gif

pure
11-23-2005, 11:04 AM
http://www.asiaartmart.com/tumakonp/product/2005070084_li.jpg
ในพระพุทธศาสนา ....แสดงเอาไว้ว่าเป็น “อนารัมมณํ” แปลว่า รู้อารมณ์ไม่ได้ จะแสดงความรู้สึกสำนึกคิดหรือถ่ายทอดสัญชาตญาณ หรือสั่งสมอุปนิสัย สันดานสืบต่อมาจากพ่อแม่ไม่ได้เป็นอันขาด การทดลองทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันด้วยไฟฟ้าหรือเครื่องมือต่างๆไม่ได้แสดงเลยว่าเซลล์ทั้งหลายรู้สึกได้ การทดลองกับเซลล์และเชื้อโรคบางชนิดภายนอกร่างกาย และเซลล์หรือเชื้อโรคนั้น แสดงอาการบางอย่างได้ มันเป็นไปในทางแสดงปฏิกิริยาสนองตอบต่อสิ่งที่มาเร้าเท่านั้นเอง หาได้มีความรู้สึกนึกคิดไม่เลย

จริงทีเดียวถ้าในเซลล์หนึ่งมีจิตหนึ่งดวง ร่างกายของมนุษย์เรานี้มีเซลล์อยู่หลายหมื่นล้านล้านเซลล์ เฉพาะสมองมีประมาณถึง ๑๒ ล้านล้านเซลล์แล้ว ถ้าเช่นนี้ จิตมีหลายล้านด้วยหรือ เวลาจิตสั่งงานคงจะสั่งวุ่นวายกันพิลึก หรือจะว่าแบ่งหน้าที่กันทำ เช่นสมองส่วนบนมีหน้าที่รู้สึกเจ็บปวดเมื่อถูกตี เซลล์เป็นแสนเป็นล้านก็จะโกลาหล มิแสดงความเจ็บปวดกันเซ็งแซ่ไปหรือ..

http://www.agalico.com/board/images/icons/icon21.gif

pure
11-28-2005, 02:20 PM
ล. ในหนังสือจิตวิทยาของ ม.ล ตุ้ย ชุมสาย กล่าวว่า“ คนไข้ในความดูแลแพทย์คนหนึ่งได้รับบาดเจ็บตรงไขสันหลังตรงต้นคอ ทำให้ทางเดินกระแสประสาทจากมันสมองไปยังอวัยวะภายในต่างๆ ที่อยู่ตอนล่างขาดลงไปโดยสิ้นเชิง แต่ยังมีชีวิตอยู่ไปได้อีกเกือบหนึ่งปี คนไข้คนนี้ยังมีอาเวค (คือความโกรธ กลัว รัก ตื่นเต้น กังวล เสียใจ หัวเราะ) ได้ทุกอย่าง และคุณภาพของอาเวค ก็ไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยทั้งๆ ที่เส้นประสาทเพทนาการอวัยวะภายใน และร่างกายเบื้องร่างจากลำคอลงไป ถูกตัดขาดจากมันสมองซึ่งไม่มีเพทนาการใดๆ (เพทนาการได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น ผิวหนัง) จากที่กล่าวนั้นมาถึงสมองได้ ”

ข้อนี้แสดงให้หลานเห็นว่า คนไข้คนนี้ แม้ประสาททั้งหลายจากส่วนสมองลงไปยังอวัยวะเบื้องล่าง จะถูกตัดตอนลงที่ต้นคอ จนมิสามารถที่จะส่งกระแสประสาทลงไปตามอวัยวะต่างๆ ได้ คนไข้ก็ยังแสดงคุณภาพของการใช้ ตา หู จมูก ลิ้น ตลอดจนผิวหนังที่อยู่ท่อนล่างของร่างกายได้ และยังโกรธ กลัว ตื่นเต้น กังวล หรือเจ็บปวดได้ และอวัยวะท่อนล่างยังทำงานได้เหมือนคนธรรมดาที่ประสาททั้งหลายบริบูรณ์อยู่

ครั้งหนึ่งหลายสิบปีมาแล้ว เมื่อลุงยังเล็กๆ อยู่ ได้เกิด ฆาตกรรมกันขึ้นใกล้ๆวัดที่เสาชิงช้า กรุงเทพฯ โดยคนร้ายใช้อาวุธมีคมเข้าใจว่าเป็นมีดดาบ ฟันคอชายคนหนึ่ง ขาดออกทันที สถานที่ ที่ศรีษะตกอยู่กับที่ที่ร่างกายล้มลงนั้น ห่างกันหลายวา ตามที่สันนิษฐานนั้นได้ว่า เมื่อชายผู้เคราะห์ร้ายนั้นถูกฟันศรีษะขาดลงแล้ว ร่างที่ปราศจากศรีษะนั้นยังเดินต่อไปอีกหลายวา โดยเห็นได้จากลายมือที่เปื้อนเลือดซึ่งคงจะจับที่คอรู้ว่าศรีษะไม่มีแล้ว จึงคลำเดินไปตามฝาผนังของกำแพง เป็นลายมือประทับด้วยเลือดไปตามกำแพง เห็นได้ชัดเจนถึงที่ๆ ลำตัวล้มลง เวลานั้นมีคนพูดกันมากด้วยความพิศวงงงวยว่า “ หัวไม่มีแล้วยังเดินไปอีกได้ตั้งไกล ” เรื่องนี้หลานคงจะไม่เดาเอาว่า เส้นเอ็นกระตุกให้เดินไปเอง เพราะมิได้เดินไปเฉยๆ แต่เอามือที่เปื้อนเลือดคลำไปตามกำแพง ด้วยไม่มีตาที่จะมองเห็น

เมื่อไม่นานมานี่เอง ลุงได้อ่านหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งลงข่าวว่า ในนครนิวยอร์กโฮเต็ลแห่งหนึ่งฆ่าไก่วันละจำนวนหลายร้อยตัว โดยวิธีเอามีดสับหัวให้ขาดเลย วันหนึ่งเกิดพิเรนอย่างไรไม่ปรากฏ ไก่ตัวหนึ่งถูกตัดหัวขาดลงแล้ว แต่กลับไม่ตายเดินหนีไปได้ คนที่ฆ่าไก่ไปจับมาตรวจดู ปรากกฎว่าโลหิตได้แข็งตัวแห้งลงโดยเร็วจึงไม่ไหลออกมากจนเป็นเหตุให้ไก่ตาย และบังเอิญหลอดลมมิได้ถูกปิด ไก่จึงจังคงมีชีวิตอยู่ เขาได้หยอดอาหารและน้ำลงในหลอดอาหาร การหายใจอาศัยทางหลอดลม ไก่ยังคงมีสุขภาพดีอยู่อีกหลายวันโดยคุ้ยเขี่ยได้ ขึ้นคอนเตี้ยๆ นอนได้ ทำท่าทางและตีปีกเหมือนจะขันได้อย่างไก่ธรรมดาได้ทุกอย่าง

เมื่อข่าวนี้ได้แพร่สะพัดออกไป ประชาชนทั่วทุกมุมเมืองได้แห่กันไปดูมากมาย พวกหนังสือพิมพ์ก็มาถ่ายรูปแล้วนำเรื่องลงพิมพ์กันอึกทึกครึกโครม วันที่ไก่ตัวนี้ตายนั้น เนื่องจากคนเลี้ยง สะเพร่าเอาเนื้อชิ้นหนึ่งใส่ลงไปในหลอดอาหาร แล้วปิดเอาหลอดลมเข้า ไก่จึงได้ตายด้วยหายใจไม่ออก

ในเรื่องนี้แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก เพราะเป็นแค่ไก่ตัวหนึ่งในจำนวนไก่ที่ถูกฆ่าแบบนี้หลายร้อยตัวหลายพันล้านตัว แต่มันก็ยังเกิดขึ้นมาได้
และในเมืองไทยก็มีตัวอย่างเช่นนี้บ้างเหมือนกัน ไก่หรือเป็ดถูกสับหัวขาดแล้วยังวิ่งเข้าใต้ถุนไปได้..

http://www.agalico.com/board/images/icons/icon21.gif

pure
11-28-2005, 02:45 PM
http://www.peseenam.com/gallery/cooper/09.jpg ล. การที่ลุงเอาตัวอย่างมาอ้างเช่นนี้ มิใช่ว่าพระอภิธรรมหมดหนทางที่จะให้หลานเข้าใจในข้อเท็จจริงได้มากกว่านี้อีกแล้ว หากแต่หลานยังไม่มีพื้นฐานพอที่จะรองรับความรู้ขั้นละเอียดได้ ลุงก็อาศัยเหตุแวดล้อมให้ไปเพียงเท่านี้ก่อน ถ้าเหตุผลยังอ่อนไปก็อย่าเพิ่งเชื่อ จงรับฟังไว้เท่านั้น แล้วก็ขอให้ศึกษาต่อไป


สำหรับเรื่องนี้ นักวิทยาศาสตร์ก็ได้ทดลองกันครั้งแล้วครั้งเล่า จนถึงเป็นบทเรียนที่สอนนักเรียนแพทย์ว่า เมื่อเอามันสมองที่มีหน้าที่สั่งการของสัตว์ออก สัตว์นั้นก็ยังคงมีชีวิตอยู่ได้ชั่วระยะหนึ่ง นกพิลาป ที่เอามันสมองออกไปแล้วก็ยังคงบินไปได้ จิกอาหารได้ จิตมีหน้าที่สั่งการให้ร่างกายทำอะไรทุกอย่าง ถ้าถือว่ามันสมองคือจิตแล้ว การที่เอามันสมองออกไปเสีย สัตว์นั้นก็จะเป็นเหมือนท่อนไม้เป็นแน่


การที่ตาเรามองดูอะไรแล้วเห็นได้นั้น จะว่าตาเห็นหาได้ไม่ และหูก็โดยทำนองเดียวกัน มิใช่หูได้ยิน หากแต่ตาและหูเป็นเพียงประตูเข้าไปของรูปและเสียงเท่านั้น โดยที่การเห็นจะต้องมีรูป อันได้แก่คลื่นแสงสะท้อนจากรูปมากระทบตาจึงเห็น และเสียงอันได้แก่ความสั่นสะเทือนของอากาศมากระทบหูจึงได้ยิน มีหลายคนเหมือนกันที่เข้าใจว่าเห็นได้ด้วยตา และได้ยินด้วยหู ทางประสาทอื่น เช่น จมูก, ลิ้น, กาย ก็เข้าใจเช่นนี้เหมือนกัน


การสำเร็จการเห็น การได้ยินนั้น ต้องอาศัยจิตยกขึ้นสู่อารมณ์ ก็คือยกจิตเข้าสู่สิ่งที่จะเห็นหรือได้ยินนั่นเอง เมื่อหลานเดินไปตลาด รูปต่างๆ ได้เข้าสู่ตาของหลานมากมาย แต่หลานเห็นเพียงไม่กี่อย่างเท่านั้น หรือหลานอ่านหนังสือไปได้หน้าหนึ่งบางทีไม่รู้เรื่องอะไรเลย ตาก็ดูตัวหนังสือทุกตัว แต่เอาเรื่องเอาราวไม่ได้ เพราะมัวส่งใจไปที่อื่นเสีย หูก็เช่นกัน หลานมัวสนใจกับลุงเสีย นาฬิกา ที่เดินอยู่เสียงดังก๊อก-แก๊ก ๆ เสียงนี้ก็ย่อมจะเข้าไปกระทบประสาทหู หลานก็ไม่ได้ยิน เมื่อสมัยก่อนมีปืนใหญ่ยิงทุกเวลาเที่ยงวัน เพื่อบอกเวลาเที่ยงให้แก่ประชาชน เสียงดังสนั่นหวั่นไหว แต่ก็มีมากคน พอตกบ่ายมักถามกันว่า “ เที่ยงแล้วหรือยัง ” ข้อนี้เสียงมิได้เข้าไปในหูดอกหรือ..


http://www.agalico.com/board/images/icons/icon21.gif

pure
11-28-2005, 03:07 PM
http://www.peseenam.com/gallery/cooper/08.jpg ล. ในเรื่องการเห็น ได้ยิน และคิดนึกนั้น ในพระพุทธศาสนาสอนไว้เป็นอันมาก ทั้งยังแยกและออกโดยพิสดารด้วย แต่เพื่อสงวนเวลา แล้วหลานก็เพิ่งจะได้เริ่มต้น ลุงจะขอยกขึ้นมาให้ฟังสักเล็กน้อยพอให้หลานได้เป็นตัวอย่าง การเห็นจะเกิดขึ้นมาได้นั้นจะต้องอาศัยเหตุ ๔ ประการ คือ..

๑. รูปารมณ์ อันได้แก่ คลื่นของแสง สืบต่อ (สันตติ) เข้ามากระทบจิตที่ประสาทตา

๒. อาโลกะ ได้แก่ แสงสว่าง เพราะไม่มีแสงสว่างก็จะเห็นไม่ได้

๓. จักขุปสาทะ ได้แก่ ประสาทตา ประสาทตาคืออะไร ใครผลิตสร้างขึ้น ตั้งอยู่ที่ไหน จะได้ศึกษาภายหลัง

๔. มนสิการะ ได้แก่ จิตใจที่เข้ามาร่วมประชุมด้วย

เหตุทั้ง ๔ ประการนี้มาประชุมพร้อมกันจึงเห็นได้ เป็นขณะ ๆ ติดต่อกันไปโดยรวดเร็ว เพราะคลื่นแสงย่อมจะมีความเกิดดับสลับซับซ้อน (สันตติ) เข้ามาร่วมประชุมกัน (ผัสสะ) ถ้าหลานเรียนไปให้มากกว่านี้ ลุงก็จะได้แสดงภาพประกอบและจะเห็นความลึกซึ้งพิสดาร ซึ่งวิทยาการในทางโลกค้นเข้าไปไม่ถึง ที่ว่านี้เพียงเห็นได้อย่างไร และรู้ในการเห็นนั้นได้อย่างไร หลานก็จะได้ตื่นตาตื่นใจ

ตามที่ลุงกล่าวมานี้ เพื่อให้หลานได้ทราบว่า ตา, หู, จมูก ลิ้น, กาย นั้นเป็นเพียงประตูเข้าเท่านั้น เราจะเห็น, ได้ยิน, ได้กลิ่น, ลิ้มรส หรือสัมผัส รู้อารมณ์ได้นั้นต้องอาศัยยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ ถ้าจิตมิได้ยกขึ้นสู่อารมณ์ ความรู้สึกต่างๆ ก็หาปรากฏได้ไม่

ธรรมทั้งหลายย่อมอาศัยเหตุเป็นแดนเกิดทั้งนั้น เช่นการประชุมของเหตุดังกล่าวแล้ว เหตุนี้ประสาททั้งหลายก็เป็นเพียงทางหรือสะพานให้ความรู้สึกผ่านเข้าทางนั้น ส่วนมันสมองเป็นเพียงสถานที่บัญชาการใหญ่ของแม่ทัพ เป็นสถานที่เท่านั้น รู้อารมณ์ไม่ได้เลย มันมีจักรกล มันมีไฟฟ้าหรือสวิทซ์อันละเอียดอ่อนทำหน้าที่ ที่น่าพิศวงที่จะส่งเรื่องทั้งหลายให้แม่ทัพ คือจิต เพื่อทราบ จะได้สั่งการต่อไป ความรับรู้และบัญชาการทัพนี้ ต้องเป็นแม่ทัพคนเดียว คนอื่นไม่ใช่หน้าที่ ผู้อื่นเป็นลูกน้องตัวเล็กๆ ทีจะพาสิ่งที่ผ่าน ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย มาให้แม่ทัพ คือจิต แล้วรับคำสั่งให้ผ่านออกไปเท่านั้น ถ้าสถานที่บัญชาการนี้ถูกทำลายก็ต้องโยกย้ายไปบัญชาการที่อื่น แต่ความสะดวกนั้นย่อมไม่มี

ทางและประตูบางแห่งหรือหลายแห่ง อาจชำรุดหรือเสียหายจนผ่านเข้าออกทางนั้นไม่ได้ก็เป็นได้ ฉะนั้น จะให้งานทัพดำเนินไปตามเดิมหาได้ไม่ เหตุนี้สัตว์ที่เอามันสมองออกไปบางส่วนจึงหมดความรู้สึกไปหลายอย่าง เพราะประสาทที่เป็นทางให้ความรู้สึกเช่นนั้นผ่าน หมดหนทางที่จะเข้าไปถึงจิตได้โดยตรง ฉะนั้นการทดลองในสัตว์ที่เอามันสมองออกโดยมิได้ทำให้สัตว์ตาย และสัตว์นั้นยังคงมีชีวิตอยู่ได้ และรู้อารมณ์ได้บางอย่าง เท่าที่ประสาทส่วนที่เหลือนั้นจะปฏิบัติงานได้ เพราะจิตจะต้องอาศัยประสาทเป็นทางผ่านเข้าไป เช่นประสาทตาชำรุดเสียหาย การเห็นก็จะปรากฏไม่ได้ เป็นต้น

ในเรื่องประสาทนั้นในทางธรรมะใช้คำว่า “ ปสาทะ ” มีเรื่องที่จะต้องเรียนรู้ ปสาทะ คือ ประสาทรับอารมณ์ในทางธรรมะ มีอีกมากนักครั้นลุงจะอธิบายให้ฟังในวันนี้ หลานก็ยังมิได้ศึกษาเรื่องรูป จึงลำบากที่จะเข้าใจ ในชั้นนี้หลานจำเอาไว้แต่เพียงว่าอารมณ์ที่เกิดขึ้นทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย นั้นจำจะต้องอาศัยระบบประสาท หาไม่แล้วจะเกิดอารมณ์ใหม่ให้รู้ทางทวารทั้ง ๕ ไม่ได้เลย..

http://www.agalico.com/board/images/icons/icon21.gif

pure
11-30-2005, 08:56 PM
ป. ถ้าเช่นนั้น คุณลุงก็หมายความว่าจิตตามที่คุณลุงกล่าวนั้น มิได้อยู่ในมันสมองหรือคะ

ล. แน่นอน มันสมองมิใช่เป็นตัวจิต ทั้งจิตก็มีได้อาศัยอยู่ในมันสมองด้วย มันเป็นแต่วัตถุ หรือรูปที่จะให้ความรู้สึกต่างๆ เกิดขึ้นมาเท่านั้น เหมือนประสาทตาที่ให้จิตเข้ามาทำการเห็น ณ ที่นั้น ไม่ใช่ประสาทหรือตาจะเป็นผู้เห็น อย่างไรก็ดี ลุงมิได้ว่าเอาเองตามชอบใจ ลุงได้กล่าวกับหลานตามที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ เรื่องที่ลุงได้อธิบายมาแล้วทั้งหมด พอจะลบล้างความเชื่อของหลานที่ว่ามันสมองคือจิตได้บ้างหรือไม่ สักนิดหนึ่งก็ยังดี

ป. ก็พอจะได้บ้างนิดหน่อยค่ะ แต่ก็ยังไม่เป็นเหตุให้หนูเปลี่ยนใจว่า จิตเป็นอะไร อยู่ที่ไหน มีกำลังอำนาจอย่างไร

ล.ลุงจะขอตอบปัญหาของหลานในคำถามอื่นต่อไป ตามที่หลานว่าเชื้อโรคเล็กๆ ที่ตามองไม่เห็น กล้องจุลทัศน์ขยายตั้งหลายพันเท่าก็มองไม่พบ ยังย้อมสีดูได้ แต่ จิตนั้นเป็นความร้อน, แสง, เสียง, ไฟฟ้า, พลังงาน หรือเป็นอะไรกันแน่ จิตก็ไม่เห็นเป็นอะไรสักอย่าง จิตอยู่เหนือการทดลองใดๆ ทั้งสิ้น ความจริงหลานยังเข้าใจผิดแล้วคิดไปเอง หลานอยากจะทดลองให้ทราบเรื่องจิตว่า คืออะไร เป็นอะไร และอยู่ที่ไหนได้ง่ายๆ ไม่ยากดังที่หลานเข้าใจเลย

ป. ดีละค่ะ คุณลุงทดลองให้ทราบเดี๋ยวนี้หรือ ไม่ใช่ให้หนูไปนั่งเข้าฌานนะ ถ้าไปนั่งเข้าฌานละก็ หนูถ้าจะยังไม่ขอรับประทาน

ล. ไม่จำเป็นต้องไปเข้าฌานอะไร ลุงจะให้หลานได้ทราบเดี๋ยวนี้ก็ได้

ป. คราวนี้หนูคงได้ทราบว่า จิตมันเหมือนดวงตะเกียง เหมือนไฟบุหรี่ เหมือนไฟฟ้า หรือควันไฟ หรืออะไรกันแน่

http://www.agalico.com/board/images/icons/icon21.gif

pure
11-30-2005, 09:02 PM
ล. ตามที่ลุงกล่าวมาแล้วว่า วัตถุหรือสสารทั้งหลายย่อมจะรู้อารมณ์ไม่ได้ หรือสสารวัตถุ จะเห็น, จะได้ยิน, จะคิดนึกรู้สึกตัว รู้จักดี รู้จักชั่ว รู้จักบุญ รู้จักบาป รู้จักเกลียด รู้จักกลัว รู้จักรัก รู้จักโกรธ รู้จักคิดอ่านจดจำอะไรได้สารพัดก็ย่อมจะเป็นไปไม่ได้แน่ ไม่ว่าวัตถุนั้นหรือสสารนั้น จะเป็นมันสมองหรือเป็นอะไร และอยู่บนส่วนใดของร่างกาย เมื่อแยกวัตถุหรือสสารออกมา มันก็ไม่มีตัวการอันไหนที่จะแสดงความรู้สึกอารมณ์ได้เช่นนั้น

ทั้งนี้ไม่ว่ามันจะเป็นแสง เสียง ไฟฟ้า หรือพลังงาน และไม่ว่าจะได้ผสมผสานกันถูกส่วนแล้ว วิวัฒนาการมานานแล้วเท่าใด ด้วยเหตุนี้เอง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้สอนว่ารูปนั้นเป็น อนารัมณัง ซึ่งแปลว่า ธรรมดารูปหรือสสารย่อมไม่รู้อารมณ์ คือรู้อารมณ์ไม่ได้

สรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ มันจะเกิดขึ้นมาเอง หรือจะเกิดขึ้นมาโดยความดลบันดาลของท่านผู้ใดหาได้ไม่ หากแต่อาศัยเหตุเป็นแดนเกิดทั้งนั้น ทั้งนี้ ไม่ว่าหลานจะเห็น, จะได้ยิน, จะคิดนึก, จะนั่งหรือจะนอน แม้แต่กระดิกนิ้วสักนิดหนึ่งก็ตามถ้าไม่มีเหตุผลเริ่มต้นมาก่อนแล้ว ผลจะติดตามขึ้นมาได้อย่างไร และคำว่าเหตุนั้น มีหลายชั้น เช่นเหตุตื้นๆ เผินๆ และลึกซึ้ง เรื่องของเหตุดังที่ลุงได้กล่าวมา บางทีมันก็เป็นเหตุที่เกินกว่าสามัญสำนึก เกินกว่าปุถุชนผู้ซึ้งมีกิเลสเรื่องเศร้าหมองเร่าร้อนใจจะค้นคว้าเข้าไปถึงได้ เช่นในอดีตที่ไกลติดตัวมา เป็นต้น ทั้งนี้นอกจากจะศึกษาเล่าเรียนเรื่องของ ชีวิตจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น

http://www.agalico.com/board/images/icons/icon21.gif

pure
12-06-2005, 12:40 PM
ไหน ๆ เราก็จะเรียนเรื่องเหตุผลกันแล้ว ลุงขอตั้งคำถามง่ายๆ ที่ใช้กันอยู่เสมอๆ ให้หลานลองตอบสักนิดหน่อย หลานว่า " เหตุคืออะไร ? "

ป. เอ ! ถ้าจะตอบด้วยความลำบากสักหน่อยค่ะ แม้หนูจะได้ใช้คำว่า “เหตุ” นี้มานมนาน และมีความเข้าใจแล้วก็ดี ...

ล. เอาละ ... หลานตอบลำบากก็ไม่เป็นไร ลุงจะตอบตามหลักธรรมะให้หลานฟัง ซึ่งก็เป็นคำจำกัดความง่ายๆ และเข้าใจดี คำว่าเหตุมาจากบาลี "หิโนติ ผลํ ปวต<SUB>.</SUB>ตีติ = เหตุ " ซึ่งแปลว่า เหตุคือธรรมชาติที่ทำให้ผลเกิด

เรื่องของเหตุในพระพุทธศาสนามีมากเหลือเกิน ลุงจะอธิบายเรื่องจิตให้หลานฟัง ก็จะไม่ยกเอาเหตุโดยพิสดารอะไรออกมาแสดง จะเอาเฉพาะที่ง่ายๆ ใกล้กับเรื่องที่หลานสงสัยเท่านั้น

เราแยกเหตุออกเป็น ๒ ประการ คือ
๑. เหตุให้เกิด เรียกว่า สัมปยุตเหตุ
๒. เหตุประจวบ เรียกว่า อุปัตติเหตุ

๑. เหตุให้เกิดนั้น ได้แก่ สัมปยุตเหตุ เหตุที่ทำให้เกิดบาปเกิดบุญ คือเหตุที่ทำให้ โลภ, ให้โกรธ, ให้หลง, และเหตุที่ทำให้ไม่โลภ, ไม่โกรธ, ไม่หลง, เหตุทั้ง ๖ นี้มีเรื่องราวที่จะต้องศึกษาอีกมากนัก ลุงจะไม่กล่าวในที่นี้ จึงขอเว้นเอาไว้ก่อน

๒. เหตุประจวบ คืออุปัตติเหตุ ซึ่งหมายถึงมีเหตุมาประชุมพร้อมกัน แล้วผลจึงจะปรากฏขึ้น และเหตุที่มาประชุมดังกล่าวนี้ อาจมี ๒, ๓, ๔. หรือ ๕-๖ ก็ได้ แล้วแต่จะเป็นกรณีใด ลุงจะขอถามหลานสักหน่อย
การได้ยินเสียงนั้น ได้ยินได้อย่างไร ?

ป. เสียงนั้นเป็นคลื่นซึ่งเกิดจากความสั่นสะเทือนของอากาศ ช่วงคลื่นแห่งความสั่นสะเทือนนี้ ย่อมเคลื่อนที่ไปด้วยความเร็วในอากาศธรรมดา ประมาณวินาทีละ ๑,๑๐๐ ฟุต แล้วจึงจะไปกระทบเยื่อหู ก่อให้เกิดความสั่นสะเทือน แล้วจึงสะเทือนไปยังกระดูก รูปค้อน กระดูกรูปทั่ง และกระดูกรูปโกลนอีกทีหนึ่ง สั่นสะเทือนไปจนถึงแอ่งน้ำเล็กๆ ซึ่งมีประสาทรับเสียงตั้งอยู่มากมายในขนาดต่างๆกัน จึงทำให้ได้ยินเสียง หนูว่าโดยย่อก็เท่านี้หละค่ะ

ล. เสียงไปกระทบกับประสาทหูเท่านั้นจะได้ยินได้หรือ เพราประสาทหูเป็นรูปหรือวัตถุจะได้ยินไม่ได้ แต่เอาหละ หลานตอบโดยย่อยเท่านี้ก็ดีแล้ว พอเข้าใจได้ ในทางธรรมะแสดงเรื่องของเสียงไว้มากเหมือนกัน แม้จะไม่ใช้คำว่าคลื่น ก็ได้มีภาษาบาลีแสดงเสมือนคลื่น และความเป็นไปก็อยู่ในลักษณะเดียวกัน

http://www.agalico.com/board/images/icons/icon21.gif

pure
12-06-2005, 01:02 PM
คำว่า " สัททารมณ์ " ได้แก่อารมณ์ที่เกิดขึ้นทางหู ซึ่งได้แก่เสียงนั่นเอง
แต่เสียงนั้นมิได้วิ่งเข้าไปกระทบหูได้เหมือนกับวัตถุอะไรที่อยู่ในมือแล้วขว้างออกไป
แต่เสียงนั้นเป็นไปโดยอำนาจของ สันตติ คือความสืบต่อ ซึ่งหมายความว่าเกิดขึ้นแล้วก็สืบต่อๆ กันไป และการปรากฏเป็นเสียงขึ้นมาได้ ในพระพุทธศาสนา ก็แสดงถึงแอ่งน้ำและขนอันละเอียดมากมาย แล้วยังแสดงถึงการได้ยินได้อย่างไรไว้โดยพิสดาร ทั้งรู้ด้วยว่า ขณะได้ยินนั้นจิตใจมันทำงานกันอย่างไร ซึ่งในวิชาการทางโลกไม่สามารถแสดงเรื่องได้ยินได้อย่างไร ทั้งนี้ก็เพราะการได้ยินนั้นมันเกี่ยวข้องกับจิตใจ ในเรื่องการเห็นรูปได้ก็เหมือนกัน วิชาวิทยาศาสตร์ที่ว่าด้วยแสง อธิบายอย่างไรก็หนีไม่พ้นการอธิบายถึงเรื่องกล้องถ่ายรูป ซึ่งการอธิบายเรื่องกล้องถ่ายรูปดังกล่าว เป็นการพูดถึงรูปคือแสงมาตกเท่านั้นเอง หาใช่ เป็นการ“เห็น” ไม่

ถ้าลุงเอาไม้ตีระฆังขึ้น (มีฆ้องก็ตีฆ้อง) หลานก็จะได้ยินเสียง แต่เสียงจะเกิดขึ้นมาเฉยๆ ลอย ๆ ก็หาไม่ หากแต่จะต้องมีการร่วมประชุมของเหตุ เพราะระฆัง อย่างเดียวก็จะดังไม่ได้ ต้องมีไม้ตีด้วย มีไม้อย่างเดียวแต่อยู่เฉยๆ มันก็ไม่ดัง จะต้องอาศัยคนด้วย มีแต่คนนั่งอยู่นิ่งๆ เสียงจะเกิดขึ้นมาได้อย่างไร จะต้องมีการตีด้วย ดังนั้นหลานก็จะเห็นได้ว่า เสียงระฆังที่เกิดขึ้นได้นั้นจะต้องอาศัยเหตุหลายเหตุมาประชุมพร้อมกัน คือมีระฆัง, มีไม้, มีคน, มีการตี, ขาดไปเสียอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้เลย

การที่จะได้ยินได้นั้นก็เหมือนกันจะต้องอาศัยเหตุ ๔ ประการมาประชุมร่วมกัน คือ
๑. ต้องมีสัทท = คือ เสียง ซึ่งได้แก่คลื่นแห่งความสั่นสะเทือนของอากาศ

๒. ต้องมีโสตปสาท = ได้แก่ ประสาทหู ซึ่งเกิดจากกรรมชรูป ไม่ใช่ประสาทหูที่นายแพทย์เข้าใจ

๓. ต้องมีวิวรากาส = ได้แก่ ช่องว่างในรูหู เพื่อให้คลื่นเสียงสืบต่อผ่านเข้าไป

๔. ต้องมีมนสิการ = ได้แก่ จิตใจนั่นเอง

เมื่อมีเหตุ ๔ ประการนี้มาประกอบพร้อมกันเข้าแล้ว จิตได้ยินก็จะเกิดขึ้น ทั้งนี้ หลานก็ย่อมจะเห็นได้ว่า จิตได้ยินมิได้เกิดเอง ไม่มีการดลบันดาลของท่านผู้ใด มิได้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทีไหน หากแต่เกิดจากเหตุแท้ๆ ถ้าเหตุเหล่านี้มิได้มาประจวบพร้อมกันเข้าแล้วจะเกิดจิตได้ยินไม่ได้เลยเป็นอันขาด
อย่างไรก็ดี การ “ได้ยิน” นั้น จิตเป็นผู้ได้ยิน วัตถุหรือสสารทั้งหลายไม่อาจเกิดการได้ยินอย่างแน่นอน

ตามตัวอย่างย่อๆ ที่ลุงได้อธิบายมานี้ ก็เพื่อจะให้หลานได้เห็นว่า จิตใจของสัตว์ทั้งหลายนั้น มิใช่ว่าเป็นสิทธิ์ศักดิ์สิทธิ์
ไม่ใช่ว่าจะเป็นอมตะไม่รู้จักตาย
และมิใช่ว่าจะมีอำนาจทำอะไรได้ทุอย่างตามที่ปรารถนา
โดยมีจิตดวงเดียว เที่ยวได้เห็น ได้ยิน คิดนึกไปได้หมด
หากแต่เป็นธรรมชาติอันหนึ่งที่เกิดขึ้นมาได้โดยอาศัยเหตุเป็นแดนเกิดเหมือนกันกับสรรพสิ่งทั้งหลาย
เมื่อมีเหตุมาประชุมพร้อมกันก็จะเห็น
เมื่อมีเหตุมาประชุมพร้อมกันแล้วก็จะได้ยิน
และเมื่อมีเหตุมาประชุมพร้อมกันแล้วก็จะคิดนึก ทั้งนี้เป็นขณะๆ ไป...

http://www.agalico.com/board/images/icons/icon21.gif

pure
12-06-2005, 01:29 PM
http://www.agalico.com/board/attachment.php?attachmentid=1364&stc=1&d=1133849893
ตามที่ลุงได้กล่าวมา หลานก็คงจะเห็นแล้วว่าพระพุทธศาสนานั้นประกอบไปด้วยเหตุผลเพียงไร
ถ้าหลานได้ศึกษาไปให้มากกว่านี้ หลานก็จะได้ทราบถึงเหตุที่มาประชุมก่อให้เกิดการรู้อารมณ์ทางหู คือได้ยินมากกว่านี้อีกมากนัก
มีทั้งเหตุใกล้และมีทั้งเหตุไกล ในอดีตอีกหลายเหตุเข้ามาร่วมด้วย หาไม่แล้ว การได้ยินก็จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย

เมื่อลุงกล่าวมาถึงเพียงนี้แล้ว หลานก็คงจะเห็นความจริงประการหนึ่งว่า จิตอยู่ที่ไหน เพราะว่าเมื่อ“ เห็น “ จิตเห็นก็จะอยู่ที่ตา จิตจะไปอยู่ที่ร่างกายหรือที่อื่นกระไรได้
และเมื่อได้ยิน จิตได้ยินก็จะอยู่ที่ในหู จิตได้ยินจะไปอยู่ที่จมูกที่ปาก จะเป็นไปได้อย่างไร
ถ้าพูดอย่างง่ายๆ ก็พูดว่า รู้อารมณ์ขึ้นที่ไหน จิตก็จะเกิดอยู่ที่นั้น จิตรู้ขึ้นมาในเรื่องอะไร จิตก็จะอยู่ที่นั่น
เช่นเห็นทุ่งนา จิตก็จะอยู่ที่ตา ได้ยินเสียงนกร้อง จิตก็อยู่ที่ในหู เป็นต้น

สิ่งที่ลุงจะขอให้หลานจดจำไว้ก็คือ เมื่อมีเหตุประชุมจนเกิดผล คือจิต “เห็น” และ “ได้ยิน” แล้ว จิตก็ย่อมดับหรือสลายตัวไป ตั้งมั่นอยู่ไม่ได้ เพราะจิตมันก็เป็น อนิจจังคือความไม่เที่ยง เหมือนกับสิ่งทั้งหลาย เมื่อมีเหตุมาประชุมกันใหม่ มันก็เกิดผลขึ้นมาใหม่ เป็นอยู่ดังนี้เรื่อยๆไป..

http://www.agalico.com/board/images/icons/icon21.gif

pure
12-09-2005, 02:40 PM
ล. ตามที่ลุงอธิบายมานี้ หลานจะมีข้อข้องใจอะไรก็ว่ามา

ป. หนูไม่ข้องใจอะไรดอกค่ะ จะขอฟังเหตุผลจากคุณลุงไปพลางๆก่อน

ล. ในสมัยเมื่อหลานยังเด็กๆ อยู่ คือเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว มีเหตุการณ์อะไรที่หลานต้องได้รับความกระทบกระเทือนใจแรงๆ จะเป็นทุกข์หรือ สุขก็ตาม เวลานี้นึกได้บ้างหรือไม่

ป. นึกได้ค่ะ ครั้งหนึ่ง หนูเคยตกใจมาก เพราะถูกทำโทษโดยขังไว้ในห้องมืด นึกขึ้นมาครั้งใด ก็เป็นเหมือนกับเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวันวาน

ล. หลานทราบหรือไม่ว่า เหตุใดเราจึงจดจำเรื่องราวที่ล่วงมาแล้วตั้ง ๑๐ ปี ได้อีก

ป. เหตุใดหนูก็ไม่ทราบ ทราบแต่ว่าหนูจำไว้ในใจค่ะ

ล. ธรรมชาติของจิตนั้น หลานก็ทราบแล้วว่าสามารถรับรู้อารมณ์ได้ นอกจากนั้นยังเก็บความรู้ต่างๆ ไว้ก็ได้ด้วย ดังเช่นเด็กอ่อนไม่รู้เดียงสาอะไรเลย เมื่อค่อยๆ เติบโตขึ้นความรู้ก็ค่อยๆ แตกฉานขึ้น เก็บสะสมความจำเอาไว้เรื่อยๆ ในข้อนี้หลานจะโต้เถียงหรือไม่ว่า จิตมีความสามารถเก็บความคิดนึกและการกระทำต่างๆ หรือพูดง่ายๆว่าจำเอาไว้นั่นเอง

ป. ข้อนี้หนูไม่ขอเถียง ถึงเถียงคุณลุงก็คงจะไม่สำเร็จ มันเกิดกับหนูหรือใครๆ ก็ได้ทั้งนั้น

ล. จิตจะเก็บความรู้ไว้ได้ไม่จำกัดจำนวน ไม่รู้จักเต็ม จนแก่เฒ่า และตายจากโลกไปนี้ เมื่อต้องการจะใช้ก็เอาออกมาใช้ การที่สามารถเก็บความจำเหล่านี้ หรือคิดนึกได้ หรือรู้อารมณ์ได้ก็ดี ต้องประกอบด้วยเจตนา ถ้าไม่มีเจตนาจะกระทำ ไม่มีเจตนาจะคิดนึก จะรู้อารมณ์ได้หรือไม่

ป. อ๋อ ไม่มีเจตนาก็จะรู้อารมณ์ไม่ได้ค่ะ

ล. ดังนั้น หลานจะเห็นได้ว่า ไม่มีใครทำอะไรได้ ไม่มีใครคิดนึกอะไรได้ หรือรู้อารมณ์ได้โดยปราศจากจากเจตนา
ดังนั้น ตัวเจตนาก็คือตัวอำนาจหรือกำลังที่ก่อให้เกิดการคิดอ่านกระทำ เมื่อมีเจตนาแล้วจึงได้กระทำกรรมนั้น คือคิดหรือกระทำขึ้น

เจตนานั้น คือกรรมนั่นเอง และกรรมคือการกระทำทั้งหลายนั้น มิได้สูญหายไปไหนเลย เมื่อได้โอกาสก็จะเกิดขึ้นมาได้เสมอ
เช่นหลานเก็บจดจำเรื่องต่างๆ ของหลานเอาไว้ในใจ แล้วก็คิดขึ้นมาได้

http://www.agalico.com/board/images/icons/icon21.gif

pure
12-09-2005, 03:12 PM
ล. ขอให้หลานตอบคำถามของลุงสักหน่อย ถ้าเสียงไม่มากระทบหู จะได้ยินได้หรือ

ป. ไม่ได้ค่ะ

ล. ถ้าไม่มีสิ่งใดมากระทบกาย จะรู้สึกกระทบได้หรือ

ป. ไม่ได้ค่ะ

ล. ด้วยเหตุนี้เอง ถ้าไม่มีกรรมที่ได้กระทำไปแล้วเก็บเอาไว้ในใจแล้วมากระทบใจ จะคิดได้หรือ

ป. ถ้าไม่มีกรรมที่กระทำไปแล้วเก็บเอาไว้ในใจ หนูคิดว่าคงจะคิดอะไรไม่ได้ หนูหมายถึงเรื่องนั้น

ล. ถ้าไม่มีกรรม คือเรื่องราวที่ได้กระทำไปแล้วมากระทบกับจิตใจ จะคิดได้หรือ

ป. แน่นอนทีเดียวค่ะ ถ้าไม่มีเรื่องมากระทบใจก็ย่อมจะคิดอะไรไม่ได้ เหมือนไม่มีเสียงมากระทบหู ย่อมจะได้ยินไม่ได้

ล. ตามที่หลานได้ตอบมาแล้ว หลานก็จะเห็นได้ว่า กรรมที่กระทำไว้แล้ว เก็บเอาไว้ในจิตใจ หรือเรื่องราวที่อยู่ในใจย่อมจะกระทบจิตใจอยู่เสมอ จึงได้คิดนึกขึ้นมาได้
ถ้าคู่รักของหลานที่รักกันมากมายหนีหาย หรือตายจากไป หลานจะไม่เสียใจดอกหรือ

ป. หนูต้องเสียใจแน่นอนค่ะ

ล. เสียใจได้อย่างไรกันเล่า

ป. คู่รักที่หนีหายหรือตายไปย่อมมากระทบใจ จึงเสียใจได้

ล. ถ้าคู่รักของหลานหนีหายหรือล้มตาย หลานนอนหลับสบายดีหรือ

ป. หนูย่อมจะนอนไม่ไม่ค่อยหลับจนดึกดื่นเป็นแน่

ล. ทำไมเล่า คู่รักได้หนีหายหรือล้มตายก็ได้เกิดขึ้นไปแล้ว เป็นอดีตไปแล้ว

ป. มันไม่แล้วน่ะซิคะ เรื่องที่เกิดแล้วเก็บอยู่ในใจย่อมกระทบใจอยู่ไม่ได้หยุดหย่อน จะนอนให้หลับสบายได้อย่างไร

ล. ถ้าคู่รักของหลานยังอยู่ ไม่ได้หายไปไหนแล้ว มันจะเป็นดังที่กล่าวมาแล้วได้หรือ

ป. ไม่ได้แน่แน่ค่ะ เพราะไม่มีเรื่องเหล่านั้นเกิดขึ้น ก็ย่อมจะไม่มีเรื่องเหล่านั้นมากระทบใจได้

ล. ทีนี้หลานเห็นหรือยังว่า กรรม คือการกระทำที่เก็บเอาไว้ในจิตใจนั้น แม้มันจะไม่มีรูปร่างหน้าตาเป็นตัวเป็นตน สัมผัสถูกต้องไม่ได้ก็จริง แต่มันก็มีอำนาจ หรือมีอิทธิพล มีความสามารถที่จะกระทบจิตก่อให้เกิดอารมณ์ขึ้นก็ได้ เหตุนี้หลานจะเห็นได้ว่า จิตก็จะเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ แต่จิตนั้นย่อมเก็บกรรมที่ได้กระทำเอาไว้ด้วย ซึ่งนั่นก็คืออำนาจหรืออิทธิพลนั่นเอง เดี๋ยวนี้หลานจะตอบได้หรือไม่ว่า จิตมีอะไรสำคัญรวมอยู่ด้วย

ป. หนูยังไม่เข้าใจ แต่เมื่อมีกรรมหรือการกระทำที่เกิดขึ้น การกระทำนั้นก็ถือว่าจิตนั้นมีความสามารถ ถ้าจะเรียกกันอย่างสมัยใหม่ก็ว่า จิตมีพลังงานค่ะ แต่ เอ๊ะ !ความคิดนึกเป็นพลังงานด้วยหรือ

ล. แน่ทีเดียว ถูกของหลานแล้ว ไม่มีเจตนา ความคิดนึกมีขึ้นได้หรือ

ป. ไม่ได้ค่ะ

ล. ไม่มีเจตนา จะเอาอะไรไปกระทบจิต แล้วจะรู้อารมณ์ได้อย่างไร

ป. ไม่มีเจตนา จะรู้อารมณ์ไม่ได้ค่ะ

ล. การงานของจิต ก็คือรู้อารมณ์ หรือรู้สึกนึกคิดขึ้นมาได้ แน่ละ จิตจะต้องกำลังมีความสามารถที่จะก่อให้งานเกิดขึ้นมาทางทวารต่างๆ ได้ เช่น เห็น, ได้ยิน, เมื่อเอาไปพูดกับการงานทางฝ่ายโลก จิตก็มีความสามารถที่จะทำงานได้นั่นเอง เช่นนั้น จิต คือ ธรรมชาติที่รู้อารมณ์ แล้วอย่างไรอีกเล่า...

ป. การรู้อารมณ์ได้ก็แสดงถึงความสามารถ สิ่งใดแสดงความสามารถที่จะทำงานได้นั้น ในทางโลกเรียกว่า พลังงาน

ล. ธรรมชาติที่รู้อารมณ์คือจิต แล้วการรู้อารมณ์ได้ต่างๆ ก็คือ พลังงาน เป็นเครื่องแสดงความสามารถของจิตนั่นเอง ถ้าเป็นเช่นนั้น จิตเป็นอย่างไร

ป. จิตก็เป็นสภาพที่มีพลังงานค่ะ แต่แปลกจริงๆ คุณลุงสรุปเอาง่ายๆ อย่างนี้หนูเองก็ยังไม่เห็นไปด้วยทั้งหมด

ล. ถูกต้อง จิตเป็นธรรมชาติรู้ จิตมิได้เป็นตัวพลังงาน แต่เป็นภาวะที่มีกำลังความสามารถหรือเรียกกันว่ามีพลังงาน แต่อย่างไรก็ดี ขออย่าให้หลานเข้าใจเลยไปว่า เจตนานี้เป็นตัวรู้อารมณ์ หรือเป็นตัวเห็น หรือได้ยิน เจตนาเป็นอำนาจ เป็นปัจจัย หรือกำลังงานที่ก่อให้เกิดรู้อารมณ์ขึ้นเท่านั้น

http://www.agalico.com/board/images/icons/icon21.gif

pure
12-09-2005, 03:15 PM
ล. ดังนั้นเจตนาคือ กรรม ซึ่งได้แก่การกระทำ ก็คือความสามารถที่จะทำงานได้ ไม่ว่าจะเป็นการคิดหรือกระทำด้วย กาย วาจา อย่างใดเมื่อได้คิดขึ้น หรือกระทำขึ้น จิตก็เริ่มทำงานกันขวักไขว่ แต่มีระเบียบ ในทันทีที่คิด ที่รู้สึก ขบวนการภายในสรีระของเราในฝ่ายรูป หรือวัตถุชลมุนวุ่นวายกันอย่างสุดเหวี่ยงเหมือนกัน เช่น มันสมอง เส้นประสาทกล้ามเนื้อ ปอด กระเพาะอาหาร ลำไส้ ต่างก็ทำหน้าที่ของตนต่างกันปั่นป่วนวุ่นวาย เหมือน โรงงานอุตสาหกรรมใหญ่ ๆ โรงหนึ่ง
และขบวนการทำงานของจิตใจก็ไม่น้อยกว่าร่างกาย

ลุงมีความเสียใจที่ไม่อาจจะแสดงการทำงานของจิตให้หลานได้ทราบมากนักในวันนี้ เพราะหลานเพิ่งจะได้ตั้งต้นศึกษาเท่านั้น
ธรรมชาติที่แท้จริงนั้น ไม่ว่าจะเป็นรูปหรือเป็นนามก็ตาม
ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมากน้อยเท่าใดก็ตาม ผลที่ปรากฏเกิดขึ้นมาได้นั้นจะต้องอาศัยเหตุเป็นแดนเกิด และบางทีก็มิใช่เป็นเหตุตื้นๆ ดังที่เรามองเห็นได้เท่านั้น แต่มันมีเหตุผลที่ลึกซึ้ง บางทีก็มีอีกหลายเหตุ และเหตุที่ลึกซึ้งเข้าไปมากๆ นั้น ก็พ้นวิสัยของนักปราชญ์ราชบัณฑิตคนใดจะค้นเข้าไปถึงได้
จำจะต้องอาศัยพระสัพพัญญุตญาณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น

แม้วิชาการทางโลก ทางวิทยาศาสตร์ จะก้าวมาไกลจนถึงบัดนี้ก็จริง แต่คำถามที่เกี่ยวกับเรื่องของชีวิตที่เกิดอยู่ต่อหน้า และเกิดอยู่ทุกวี่ทุกวันนั้น ก็ยังไม่มีใครมีความสามารถอธิบายได้ถูกต้องชัดเจนทั้งหมด
ตัวอย่างเช่น เห็นได้อย่างไร ได้ยินได้อย่างไร คนเคลื่อนไหวอิริยาบถ เช่นเดินได้อย่างไร เป็นต้น

แม้ข้อนี้หลานอาจจะหาคำอธิบายได้บ้าง แต่ก็เป็นคำตอบเผินๆ เท่านั้น เพราะจะอธิบายไม่ได้ว่า เห็นคน เห็นสัตว์ เห็นสีเขียว สีแดงได้อย่างไร และจะอธิบายไม่ได้ว่า เหตุใดคนจึงเดินได้ ทำไมจึงก้าวสั้นก้าวยาว เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาได้ ลุงขอเวลาให้หลานศึกษาต่อไปอีกสักพัก แล้วหลานจะประหลาดใจว่า
พระอภิธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นั้นอธิบายได้อย่างไร
เหตุผลข้อเท็จจริงเป็นที่เชื่อแก่ใจได้หรือไม่

นอกจากที่ลุงได้กล่าวเกริ่นให้หลานฟังโดยย่อแล้ว หลานก็จะได้เห็นความจริงในเรื่องกำลังอำนาจของจิต ของกรรมว่ามีกำลัง มีความสามารถ หรือจะพูดให้เหมือนกับหลักวิชาสมัยใหม่ว่า พลังงาน เช่นเสียงไม่มากระทบหูแล้วก็จะได้ยินไม่ได้ กลิ่นไม่มากระทบจมูก แล้วก็รู้สึกกลิ่นไม่ได้ และถ้ากรรมที่เก็บไว้ภายในจิตใจไม่มากระทบกับจิตใจแล้วก็จะคิดไม่ได้เป็นอันขาด คอยไปอีกสักพักเถิดแล้วลุงจะให้บทพิสูจน์ในข้อนี้ให้หลานหายสงสัย...

http://www.agalico.com/board/images/icons/icon21.gif