ปมิตา
01-22-2008, 06:31 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="94%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=postbody vAlign=top>
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=2 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=maintitle vAlign=top> ความอยาก (สมเด็จพระญาณสังวรฯ)
http://board.agalico.com/attachment.php?attachmentid=7735&stc=1&d=1200958262
</TD></TR></TBODY></TABLE>
พระพุทธภาษิตที่ว่า ความอยากย่อมชักลากนรชนไป
ความอยาก สามารถฉุดกระชากลากแต่ละคนให้คิด ให้พูด ให้ทำ อะไรต่อมีอะไรที่ร้ายแสนร้ายเพียงใดก็ได้ ลักขโมยเล็กๆ น้อยๆ ก็เกิดจากความอยากได้เพียงเล็กๆ น้อยๆ การปล้นสดมภ์จึงเข่นฆ่าแทบจะล้างผลาญกันให้หมดบ้านหมดเรือนหมดประเทศก็เกิดจากความอยากได้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
จนถึงต้องสังหารผลาญชีวิตเพื่อให้สมอยาก การอยากได้ทรัพย์สินเงินทองที่ ฉุดลากให้ไปเป็นผู้ร้ายลักขโมย แม้ถึงทำลายชีวิตกัน ก็ไม่เสมอด้วยความอยากมีอำนาจยิ่งใหญ่ ความอยากนี้มีโทษเกินกว่าจะคาดคิดได้ ความอยากนี้ก็เป็นที่รู้ที่เห็นกันเสมอมา
ความอยากมีวาสนาเป็นใหญ่เป็นโตในบ้านในเมืองนั้น ต้องทำอะไรต่อมีอะไรมากมาย ผิดร้ายเพียงใดก็ทำกัน บ้านเมืองจะดีขึ้นหรือเลวลงเพียงใด เป็นเรื่องไม่สำคัญเท่าความอยากของคน
ความอยากยิ่งใหญ่เพียงใด ก็ยิ่งทำความเร่าร้อนรุนแรงเพียงนั้น ให้เกิดขึ้นในหัวใจผู้อยาก ขณะเดียวกันก็อาจทำความเดือดร้อนให้เกิดแก่สังคมเกิดแก่ประเทศชาติศาสนามากมาย แต่ก็น้อยนักที่จะเห็นโทษของความอยาก
ความอยากจึงเต็มไปทุกชีวิตจิตใจชักลากนรชนไปดังพระพุทธภาษิต โดยที่ผู้ถูกความอยากชักลากอยู่นั้นหาได้เป็นสุขไม่ แต่ก็หาได้รู้ไม่ว่าความไม่เป็นสุขที่ต้องได้รับอยู่นั้นเกิดแต่ความอยาก ความอยากที่ไม่เคยหยุดไม่เคยเพียงพอ.
ความอยากที่สำคัญประการหนึ่ง และมีอยู่แทบทุกหนทุกแห่ง คือ ความอยากทำลายผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของความอิจฉาริษยา โกรธใคร เกลียดใคร อิจฉาริษยาใคร ก็อยากจะทำลายให้ย่อยยับ ความอยากนี้จะฉุดลากให้ผู้มีความอยากอันเกิดแต่ความโกรธเกลียดความอิจฉาริษยาโลดแล่นไปอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย อย่างไม่กลัวที่จะต้องเผชิญกับอะไรทั้งนั้น
มุ่งมั่นไปตามอำนาจของความมุ่งร้าย ที่มีความโกรธเกลียดความอิจฉาริษยาเป็นกำลังของความอยาก ผลักดันและฉุดกระชากลากถูลู่ถูกังไปทุกวิถีทาง อย่างไม่รู้จักท้อแท้เหน็ดเหนื่อย ไม่คำนึงถึงบาปบุญคุณโทษใดๆ ทั้งสิ้น
ความอยากเท่านั้นมีกำลังเหนือความรู้คิดที่ถูกที่ควรทั้งหลายทั้งปวง ความอยากเท่านั้นที่ผูกมัดไว้ และลากถูไป ไม่ปล่อยให้มีอะไรอื่นมาปลดปล่อยให้เป็นอิสระ
: ทำบุญแผ่นดินไทย ๒๕๕๐ ณ วัดญาณสังวราราม วรวิหาร ในพระบรมราชูปถัมภ์
: สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
</TD></TR><TR><TD> </TD></TR></TBODY></TABLE>
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=2 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=maintitle vAlign=top> ความอยาก (สมเด็จพระญาณสังวรฯ)
http://board.agalico.com/attachment.php?attachmentid=7735&stc=1&d=1200958262
</TD></TR></TBODY></TABLE>
พระพุทธภาษิตที่ว่า ความอยากย่อมชักลากนรชนไป
ความอยาก สามารถฉุดกระชากลากแต่ละคนให้คิด ให้พูด ให้ทำ อะไรต่อมีอะไรที่ร้ายแสนร้ายเพียงใดก็ได้ ลักขโมยเล็กๆ น้อยๆ ก็เกิดจากความอยากได้เพียงเล็กๆ น้อยๆ การปล้นสดมภ์จึงเข่นฆ่าแทบจะล้างผลาญกันให้หมดบ้านหมดเรือนหมดประเทศก็เกิดจากความอยากได้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
จนถึงต้องสังหารผลาญชีวิตเพื่อให้สมอยาก การอยากได้ทรัพย์สินเงินทองที่ ฉุดลากให้ไปเป็นผู้ร้ายลักขโมย แม้ถึงทำลายชีวิตกัน ก็ไม่เสมอด้วยความอยากมีอำนาจยิ่งใหญ่ ความอยากนี้มีโทษเกินกว่าจะคาดคิดได้ ความอยากนี้ก็เป็นที่รู้ที่เห็นกันเสมอมา
ความอยากมีวาสนาเป็นใหญ่เป็นโตในบ้านในเมืองนั้น ต้องทำอะไรต่อมีอะไรมากมาย ผิดร้ายเพียงใดก็ทำกัน บ้านเมืองจะดีขึ้นหรือเลวลงเพียงใด เป็นเรื่องไม่สำคัญเท่าความอยากของคน
ความอยากยิ่งใหญ่เพียงใด ก็ยิ่งทำความเร่าร้อนรุนแรงเพียงนั้น ให้เกิดขึ้นในหัวใจผู้อยาก ขณะเดียวกันก็อาจทำความเดือดร้อนให้เกิดแก่สังคมเกิดแก่ประเทศชาติศาสนามากมาย แต่ก็น้อยนักที่จะเห็นโทษของความอยาก
ความอยากจึงเต็มไปทุกชีวิตจิตใจชักลากนรชนไปดังพระพุทธภาษิต โดยที่ผู้ถูกความอยากชักลากอยู่นั้นหาได้เป็นสุขไม่ แต่ก็หาได้รู้ไม่ว่าความไม่เป็นสุขที่ต้องได้รับอยู่นั้นเกิดแต่ความอยาก ความอยากที่ไม่เคยหยุดไม่เคยเพียงพอ.
ความอยากที่สำคัญประการหนึ่ง และมีอยู่แทบทุกหนทุกแห่ง คือ ความอยากทำลายผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของความอิจฉาริษยา โกรธใคร เกลียดใคร อิจฉาริษยาใคร ก็อยากจะทำลายให้ย่อยยับ ความอยากนี้จะฉุดลากให้ผู้มีความอยากอันเกิดแต่ความโกรธเกลียดความอิจฉาริษยาโลดแล่นไปอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย อย่างไม่กลัวที่จะต้องเผชิญกับอะไรทั้งนั้น
มุ่งมั่นไปตามอำนาจของความมุ่งร้าย ที่มีความโกรธเกลียดความอิจฉาริษยาเป็นกำลังของความอยาก ผลักดันและฉุดกระชากลากถูลู่ถูกังไปทุกวิถีทาง อย่างไม่รู้จักท้อแท้เหน็ดเหนื่อย ไม่คำนึงถึงบาปบุญคุณโทษใดๆ ทั้งสิ้น
ความอยากเท่านั้นมีกำลังเหนือความรู้คิดที่ถูกที่ควรทั้งหลายทั้งปวง ความอยากเท่านั้นที่ผูกมัดไว้ และลากถูไป ไม่ปล่อยให้มีอะไรอื่นมาปลดปล่อยให้เป็นอิสระ
: ทำบุญแผ่นดินไทย ๒๕๕๐ ณ วัดญาณสังวราราม วรวิหาร ในพระบรมราชูปถัมภ์
: สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
</TD></TR><TR><TD> </TD></TR></TBODY></TABLE>