มดเอ๊ก
01-20-2008, 12:55 PM
http://www.palungdham.com/news/mandala.jpg
ทังก้า มันดาลา..... พุทธศิลป์ชั้นสูง
ทังก้า จัดเป็นศิลปะระดับสูง คือภาพวาดแทนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หากจะเข้าใจได้โดยง่าย ก็เปรียบเสมือนพระพุทธรูป นั้นเอง โดยปกติแล้วทังก้าจะเขียนบอกเล่าเกี่ยวกับพุทธองค์ เหมือนจิตรกรรมฝาผนังในประเทศไทย แต่เขียนลงบนผ้าแทน ชาวทิเบตไม่มีพระพุทธรูป แต่จะมีทังก้าเป็นตัวแทนพระพุทธเจ้า ที่สำคัญในการทำแบบโบราณดั้งเดิม สีที่ใช้เขียนเป็นสีธรรมชาติที่ต้องสรรหาแร่ธาตุตามเทือกเขาหิมาลัย นำมาบดผสมกับยางไม้ เขียนด้วยเกรียงเขาจามรี ส่วนสีทองก็จะใช้เนื้อทองคำแท้ น้ำที่ใช้ผสมสียังต้องใช้น้ำแร่ผสมกับสีธรรมชาติในการวาด กระบวนการทำค่อนข้างยากลำบาก และมีวิธีการที่สลับซับซ้อน ภาพทังก้าทุกภาพเป็นงานแฮนด์เมดทั้งสิ้น ภาพเขียนแต่ละชิ้นใช้เวลานาน มีความประณีตและทนทาน สีและภาพที่เขียนจะมีความคมชัดสดใสยาวนานกว่าร้อยปี ภาพที่ดีที่สุดนั้นใช้เวลาในการทำถึง 60 วัน และอยู่ได้นานเป็นเวลาถึง 400 ปีทีเดียว
เห็นได้จากสำนักสงฆ์หลายแห่งในลาดักห์ (Ladakh) อายุเกือบหนึ่งพันปี แต่สีของภาพในวัดก็ยังคงสดใสอยู่ งานปักผ้าทังก้า (Thangka Applique') ก็งดงามไม่แพ้กัน เขาจะใช้ผ้าชิ้นเล็กหลากสีมาเย็บเป็นส่วนๆ แยกแต่ละสีตามลวดลายที่ใช้โดยมีทั้งผ้าสีพื้นและผ้าลาย บุด้านในทีละชิ้นให้นูนออกมา เดินลายเส้นด้วยไหม แล้วเย็บประกอบกันเป็นภาพนูนต่ำของเทพเจ้าซึ่งจะประดับไว้ในพระอุโบสถ นักท่องเที่ยวที่อยากสัมผัสวัฒนธรรมทิเบตให้ลึกซึ้ง ก็สามารถพักได้ที่เกสต์เฮาส์ของที่นั่น ซึ่งตกแต่งด้วยเครื่องใช้ในแบบทิเบตทั้งหมด
ในทุกปีชาวพุทธทิเบตจะจัดงานเฉลิมฉลอง เทศกาล Yogurt Festival ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.1959 โดยในงานนี้ได้นำภาพผ้าไหมปักภาพพระศากยมุนีองค์ใหญ่ รายล้อมด้วยภาพของพระสาวก ภาพนี้มีขนาดสูง 42 เมตร กว้าง 37 เมตร เป็นฝีมือการเย็บปักถักร้อยของพระสงฆ์หลายรูปในพระอารามเดรปุง มาตั้งอยู่บริเวณเนินเขาใกล้กับพระอารามเดรปุงในกรุงลาซา เมืองหลวงของทิเบต เพื่อให้ประชาชนได้กราบไหว้สักการบูชา
พิธีเริ่มขึ้นในตอนเช้า ชาวทิเบตนับหมื่นคนในชุดแต่งกายพื้นเมือง รวมทั้งพระสงฆ์ต่างพากันปีนขึ้นไปบนเนินเขา ช่วยกันจับภาพผ้าไหมผืนมหึมาขึงไว้บนแท่นที่ตั้งอยู่ตรงเนินเขาใกล้กับพระอารามเดรปุง ผู้คนบางส่วนก็ป่ายปีนขึ้นไปข้างๆภาพ และโยนผ้าคลุมที่ใช้สวดมนต์ซึ่งทำจากไหมและโปรยปรายกระดาษสีต่างๆลงบนภาพ พร้อมกับอธิษฐานขอพรในขณะที่เสียงแตรดังกังวาน เป็นสัญญาณของการเริ่มต้นเทศกาล ซึ่งจะมีผู้คนนับแสนจากที่ต่างๆหลั่งไหลมาสักการบูชาสวดมนต์ขอพร และชมภาพทังก้าที่ปักภาพพระศากยมุนีองค์ใหญ่อันงดงาม วิจิตรที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวทิเบตโดยเฉพาะ
http://www.eso-garden.com/images/uploads_bilder/mandala3.jpg
มันดาลา ลวดลาย กาลจักรแห่งพุทธ ที่ปรากฏบนผืนภาพ ทังก้า
คำว่า มันดาลามาจากภาษาสันสกฤต มันดา (manda) ภาษาบาลีเรียกตันกะ แปลเป็นภาษาทิเบต ตรงกับคำว่า dkyil ซึ่งหมายถึง แก่นศูนย์กลาง หรือที่นั่งโดยใช้ในความหมายควบคู่ไปกับคำว่า โพธิ หรือการตื่น การบรรลุธรรม ซึ่งชี้ถึงสถานที่นั่งภายใต้ต้นโพธิ์ที่ซึ่งการตรัสรู้อย่างสมบูรณ์ได้เกิดขึ้น ส่วนคำว่าลา (la)หมายถึง วงล้อที่หลอมรวมแก่น ดังนั้น มันดาลา จึงแปลว่า ที่ประทับของพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ต่างๆในขณะที่รู้แจ้งและภาพเหล่านี้จะปรากฏในมโนทัศน์ของวัชราจารย์ (ครูบาอาจารย์ในพุทธศาสนานิกายวัชรยาน) สำหรับคนไทยเราเรียกคำว่ามันดาลาเป็นสำเนียงไทยว่า มณฑลนั่นเอง ซึ่งก็มีความหมายสอดคล้องกัน
ในทางคัมภีร์แล้ว ทิเบตถือว่าทุกชีวิตก็คือมันดาลา มากกว่าจะเป็นเพียงแค่จุดของการตระหนักรู้ เพราะเราก็คือสิ่งแวดล้อมของเราเอง อาจกล่าวได้ว่า มันดาลาก็เปรียบเหมือน กับพิมพ์เขียวสำหรับการบรรลุธรรมที่ไม่ใช่เพียงแต่เป็นการปลดปล่อยตนเองสู่อิสรภาพที่แท้จริงเท่านั้น แต่ยังเป็นการหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับสภาวะแวดล้อม
โดยทั่วไปมันดาลามักจะสร้างเป็นวิหารที่มีประตู 4 ทิศ ซึ่งแต่ละทิศจะแสดงถึงพรหมวิหารทั้ง 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา และก่อนที่ผู้ปฏิบัติธรรมจะเดินเข้าประตูได้นั้น จะต้องผ่านด่านทดสอบคือกำแพง 4 ชั้น ซึ่งประกอบไปดัวย
1.กำแพงไฟแห่งความรู้อันบริสุทธิ์
2.กำแพงเพชรแสดงความแข็งแกร่งและกล้าหาญ
3.กำแพงหลุมศพแห่งการมีสติรู้
4.กำแพงดอกบัวแสดงถึงการยอมอุทิศตนต่อพุทธะ
มันดาลาสามารถสร้างได้จากกระดาษ ผ้า หรือทรายก็ได้ โดยมักเริ่มจากโครงประกอบด้วยรูปทรงเรขาคณิตแบบง่ายๆ และค่อยๆเพิ่มรายละเอียดภายใน ตามแต่จินตนาการ หรือภาพนิมิตที่เห็น ดังนั้นการสร้างแต่ละครั้งสิ่งที่สำคัญคือ จิตใจที่มีสมาธิจดจ่อในสิ่งที่กำลังสร้าง
พระลามะส่วนใหญ่รู้วิธีการสร้างมันดาลา เพื่อใช้ในการประกอบพีธีต่างๆ บางรูปใช้เวลาสร้างเป็นเดือน ดังนั้นโดยพื้นฐานแล้ว การสร้างมันดาลาเป็นการฝึกฝนจิตอย่างหนึ่ง มโนจิตและสมาธิต้องดำเนินไปด้วยกัน การ สร้างมันดาลาไม่มีการร่างโครงร่างก่อน ไม่ว่ารูปมันดาลานั้นจะใหญ่หรือเล็กขนาดใด ดังนั้นมโนจิตในมันดาลานั้นต้องเที่ยงตรง สมาธิต้องมั่นคง บางครั้งพระบางรูปจะท่องมนตราและแผ่เมตตาในขณะที่สร้างด้วย ถือเป็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ นานๆ จึงจะ จัดทีหนึ่ง ขณะทำพระลามะจะสวดมนต์ เพ่งกระแสจิตตลอด มีความพยายาม แนวแน่ อดทนสูง กว่าจะได้เป็นภาพแต่ละส่วน
ปริศนาธรรมที่แฝงมาในมันดาลานั้นก็คือ ไม่ว่าจะสมบูรณ์สวยงามหรือมั่นคงเพียงใด สุดท้ายก็ต้องสูญสลายไปตามธรรมชาติ และก็เช่นกันเมื่อสูญสลายไปแล้ว ก็จะต้องถูกสร้างขึ้นมาอีก เพราะความมีอยู่ทำให้เกิดความว่าง และความว่างก็เป็นบ่อเกิดของความมีอยู่
นอกจากนี้ชาวทิเบตเองยังมีความเชื่อว่า มันดาลาสร้างโดยพระผู้มีปัญญาอันบริสุทธิ์ เนื่องจากในขณะที่สร้าง พระสงฆ์ได้อัญเชิญพลังศักดิ์สิทธิ์มาสถิตในมันดาลา ซึ่งจะเป็นสิริมงคลให้กับผู้ที่ได้มาเยี่ยมชมมันดาลา อีกทั้งยังช่วยคุ้มครองปกป้องสถานที่ซึ่งมันดาลานั้นตั้งอยู่อีกด้วย
ปัจจุบัน ได้มีการประยุกต์เรื่องมันดาลามาใช้ในการบำบัดรักษาโรคทางจิต โดยให้ผู้รับการบำบัดวาดภาพมันดาลา ซึ่งเป็นการแสดงออกทางอารมณ์และจิตใต้สำนึกของตัวตนภายใน ทำให้นักจิตแพทย์สามารถเข้าใจถึงปมปัญหาของคนไข้ได้มากขึ้น มันดาลาในยุคปัจจุบันจึงมีรูปร่างและสีสันที่แตกต่างกันออกไป ตามแต่ละบุคคลจะสร้างออกมา
อย่างไรก็ดีภาพมันดาลาเป็นเรื่องที่ลึกซึ้ง บางท่านอาจสนใจเพียงความสวยงามและความสงบสุขเมื่อได้พบเห็น แต่แท้จริงแล้วมันดาลาเป็นสัญลักษณ์ที่ถ่ายทอดสิ่งที่เป็นนามธรรมของพระพุทธศาสนาออกมาเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ ความหมายที่แท้จริงซึ่งแฝงคำสอนในมันดาลาไม่ควรจะถูกมองข้ามไป และผู้ที่จะนำมันดาลาไปประยุกต์ใช้ในสาขาต่างๆควรมีความเข้าใจในหลักการพื้นฐานทางพุทธศาสตร์โดยเฉพาะในเรื่องสูญญตา และหลักธรรมต่างๆเป็นอย่างดีเสียก่อน และควรตระหนักอยู่เสมอถึงสาระของมันดาลา และประโยชน์ที่ได้รับต่อการปฏิบัติและการฝึกจิตในการพิจารณา
มันดาลา ทางบ้านเราเรียกว่า กงล้อ " ธรรมจักร " ธรรมจักร หมายถึงเครื่องหมายทางพระพุทธศาสนา เป็นรูปวงล้อมี 8 ซี่บ้าง 12 ซี่บ้าง ถือเป็นสัญลักษณ์เริ่มแรกของพระพุทธศาสนา
พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระพุทธศาสนาครั้งแรกด้วยการแสดงพระธรรมเทศนาชื่อ " ธรรมจักรกัปวัตนสูตร " โปรดพระปัญจวัคคีย์ นักปราชญ์ทางศาสนาจึงกำหนดธรรมจักรเป็นสัญลักษณ์ของวงล้อ ธรรมะอันจะหมุนเคลื่อนตัวไปรอบแล้วรอบเล่า เพื่อจะให้เข้าถึงประชาหมู่สัตว์ทั่วๆไป ดุจวงล้อของราชรถที่พระราชาประทับเคลื่อนไป
ตราธรรมจักรถ้ามี 4 กง อาจหมายถึง หลักอริยสัจ 4
ตราธรรมจักรถ้ามี 8 กง อาจหมายถึง มรรคมีองค์ประกอบ 8 ประการ
ตราธรรมจักรถ้ามี 16 กง อาจหมายถึง ญาณ 16 ในวิปัสสนากรรมฐาน
กงในตราธรรมจักรอาจมีหลายกง สุดแต่จะกำหนดความหมายตามหลักธรรมที่ผู้สร้างเลื่อมใส หรือปฏิบัตินำมาย่อเข้าไว้
http://www.saengchandra.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=461099&Ntype=1 (http://www.saengchandra.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=461099&Ntype=1)
ทังก้า มันดาลา..... พุทธศิลป์ชั้นสูง
ทังก้า จัดเป็นศิลปะระดับสูง คือภาพวาดแทนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หากจะเข้าใจได้โดยง่าย ก็เปรียบเสมือนพระพุทธรูป นั้นเอง โดยปกติแล้วทังก้าจะเขียนบอกเล่าเกี่ยวกับพุทธองค์ เหมือนจิตรกรรมฝาผนังในประเทศไทย แต่เขียนลงบนผ้าแทน ชาวทิเบตไม่มีพระพุทธรูป แต่จะมีทังก้าเป็นตัวแทนพระพุทธเจ้า ที่สำคัญในการทำแบบโบราณดั้งเดิม สีที่ใช้เขียนเป็นสีธรรมชาติที่ต้องสรรหาแร่ธาตุตามเทือกเขาหิมาลัย นำมาบดผสมกับยางไม้ เขียนด้วยเกรียงเขาจามรี ส่วนสีทองก็จะใช้เนื้อทองคำแท้ น้ำที่ใช้ผสมสียังต้องใช้น้ำแร่ผสมกับสีธรรมชาติในการวาด กระบวนการทำค่อนข้างยากลำบาก และมีวิธีการที่สลับซับซ้อน ภาพทังก้าทุกภาพเป็นงานแฮนด์เมดทั้งสิ้น ภาพเขียนแต่ละชิ้นใช้เวลานาน มีความประณีตและทนทาน สีและภาพที่เขียนจะมีความคมชัดสดใสยาวนานกว่าร้อยปี ภาพที่ดีที่สุดนั้นใช้เวลาในการทำถึง 60 วัน และอยู่ได้นานเป็นเวลาถึง 400 ปีทีเดียว
เห็นได้จากสำนักสงฆ์หลายแห่งในลาดักห์ (Ladakh) อายุเกือบหนึ่งพันปี แต่สีของภาพในวัดก็ยังคงสดใสอยู่ งานปักผ้าทังก้า (Thangka Applique') ก็งดงามไม่แพ้กัน เขาจะใช้ผ้าชิ้นเล็กหลากสีมาเย็บเป็นส่วนๆ แยกแต่ละสีตามลวดลายที่ใช้โดยมีทั้งผ้าสีพื้นและผ้าลาย บุด้านในทีละชิ้นให้นูนออกมา เดินลายเส้นด้วยไหม แล้วเย็บประกอบกันเป็นภาพนูนต่ำของเทพเจ้าซึ่งจะประดับไว้ในพระอุโบสถ นักท่องเที่ยวที่อยากสัมผัสวัฒนธรรมทิเบตให้ลึกซึ้ง ก็สามารถพักได้ที่เกสต์เฮาส์ของที่นั่น ซึ่งตกแต่งด้วยเครื่องใช้ในแบบทิเบตทั้งหมด
ในทุกปีชาวพุทธทิเบตจะจัดงานเฉลิมฉลอง เทศกาล Yogurt Festival ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.1959 โดยในงานนี้ได้นำภาพผ้าไหมปักภาพพระศากยมุนีองค์ใหญ่ รายล้อมด้วยภาพของพระสาวก ภาพนี้มีขนาดสูง 42 เมตร กว้าง 37 เมตร เป็นฝีมือการเย็บปักถักร้อยของพระสงฆ์หลายรูปในพระอารามเดรปุง มาตั้งอยู่บริเวณเนินเขาใกล้กับพระอารามเดรปุงในกรุงลาซา เมืองหลวงของทิเบต เพื่อให้ประชาชนได้กราบไหว้สักการบูชา
พิธีเริ่มขึ้นในตอนเช้า ชาวทิเบตนับหมื่นคนในชุดแต่งกายพื้นเมือง รวมทั้งพระสงฆ์ต่างพากันปีนขึ้นไปบนเนินเขา ช่วยกันจับภาพผ้าไหมผืนมหึมาขึงไว้บนแท่นที่ตั้งอยู่ตรงเนินเขาใกล้กับพระอารามเดรปุง ผู้คนบางส่วนก็ป่ายปีนขึ้นไปข้างๆภาพ และโยนผ้าคลุมที่ใช้สวดมนต์ซึ่งทำจากไหมและโปรยปรายกระดาษสีต่างๆลงบนภาพ พร้อมกับอธิษฐานขอพรในขณะที่เสียงแตรดังกังวาน เป็นสัญญาณของการเริ่มต้นเทศกาล ซึ่งจะมีผู้คนนับแสนจากที่ต่างๆหลั่งไหลมาสักการบูชาสวดมนต์ขอพร และชมภาพทังก้าที่ปักภาพพระศากยมุนีองค์ใหญ่อันงดงาม วิจิตรที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวทิเบตโดยเฉพาะ
http://www.eso-garden.com/images/uploads_bilder/mandala3.jpg
มันดาลา ลวดลาย กาลจักรแห่งพุทธ ที่ปรากฏบนผืนภาพ ทังก้า
คำว่า มันดาลามาจากภาษาสันสกฤต มันดา (manda) ภาษาบาลีเรียกตันกะ แปลเป็นภาษาทิเบต ตรงกับคำว่า dkyil ซึ่งหมายถึง แก่นศูนย์กลาง หรือที่นั่งโดยใช้ในความหมายควบคู่ไปกับคำว่า โพธิ หรือการตื่น การบรรลุธรรม ซึ่งชี้ถึงสถานที่นั่งภายใต้ต้นโพธิ์ที่ซึ่งการตรัสรู้อย่างสมบูรณ์ได้เกิดขึ้น ส่วนคำว่าลา (la)หมายถึง วงล้อที่หลอมรวมแก่น ดังนั้น มันดาลา จึงแปลว่า ที่ประทับของพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ต่างๆในขณะที่รู้แจ้งและภาพเหล่านี้จะปรากฏในมโนทัศน์ของวัชราจารย์ (ครูบาอาจารย์ในพุทธศาสนานิกายวัชรยาน) สำหรับคนไทยเราเรียกคำว่ามันดาลาเป็นสำเนียงไทยว่า มณฑลนั่นเอง ซึ่งก็มีความหมายสอดคล้องกัน
ในทางคัมภีร์แล้ว ทิเบตถือว่าทุกชีวิตก็คือมันดาลา มากกว่าจะเป็นเพียงแค่จุดของการตระหนักรู้ เพราะเราก็คือสิ่งแวดล้อมของเราเอง อาจกล่าวได้ว่า มันดาลาก็เปรียบเหมือน กับพิมพ์เขียวสำหรับการบรรลุธรรมที่ไม่ใช่เพียงแต่เป็นการปลดปล่อยตนเองสู่อิสรภาพที่แท้จริงเท่านั้น แต่ยังเป็นการหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับสภาวะแวดล้อม
โดยทั่วไปมันดาลามักจะสร้างเป็นวิหารที่มีประตู 4 ทิศ ซึ่งแต่ละทิศจะแสดงถึงพรหมวิหารทั้ง 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา และก่อนที่ผู้ปฏิบัติธรรมจะเดินเข้าประตูได้นั้น จะต้องผ่านด่านทดสอบคือกำแพง 4 ชั้น ซึ่งประกอบไปดัวย
1.กำแพงไฟแห่งความรู้อันบริสุทธิ์
2.กำแพงเพชรแสดงความแข็งแกร่งและกล้าหาญ
3.กำแพงหลุมศพแห่งการมีสติรู้
4.กำแพงดอกบัวแสดงถึงการยอมอุทิศตนต่อพุทธะ
มันดาลาสามารถสร้างได้จากกระดาษ ผ้า หรือทรายก็ได้ โดยมักเริ่มจากโครงประกอบด้วยรูปทรงเรขาคณิตแบบง่ายๆ และค่อยๆเพิ่มรายละเอียดภายใน ตามแต่จินตนาการ หรือภาพนิมิตที่เห็น ดังนั้นการสร้างแต่ละครั้งสิ่งที่สำคัญคือ จิตใจที่มีสมาธิจดจ่อในสิ่งที่กำลังสร้าง
พระลามะส่วนใหญ่รู้วิธีการสร้างมันดาลา เพื่อใช้ในการประกอบพีธีต่างๆ บางรูปใช้เวลาสร้างเป็นเดือน ดังนั้นโดยพื้นฐานแล้ว การสร้างมันดาลาเป็นการฝึกฝนจิตอย่างหนึ่ง มโนจิตและสมาธิต้องดำเนินไปด้วยกัน การ สร้างมันดาลาไม่มีการร่างโครงร่างก่อน ไม่ว่ารูปมันดาลานั้นจะใหญ่หรือเล็กขนาดใด ดังนั้นมโนจิตในมันดาลานั้นต้องเที่ยงตรง สมาธิต้องมั่นคง บางครั้งพระบางรูปจะท่องมนตราและแผ่เมตตาในขณะที่สร้างด้วย ถือเป็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ นานๆ จึงจะ จัดทีหนึ่ง ขณะทำพระลามะจะสวดมนต์ เพ่งกระแสจิตตลอด มีความพยายาม แนวแน่ อดทนสูง กว่าจะได้เป็นภาพแต่ละส่วน
ปริศนาธรรมที่แฝงมาในมันดาลานั้นก็คือ ไม่ว่าจะสมบูรณ์สวยงามหรือมั่นคงเพียงใด สุดท้ายก็ต้องสูญสลายไปตามธรรมชาติ และก็เช่นกันเมื่อสูญสลายไปแล้ว ก็จะต้องถูกสร้างขึ้นมาอีก เพราะความมีอยู่ทำให้เกิดความว่าง และความว่างก็เป็นบ่อเกิดของความมีอยู่
นอกจากนี้ชาวทิเบตเองยังมีความเชื่อว่า มันดาลาสร้างโดยพระผู้มีปัญญาอันบริสุทธิ์ เนื่องจากในขณะที่สร้าง พระสงฆ์ได้อัญเชิญพลังศักดิ์สิทธิ์มาสถิตในมันดาลา ซึ่งจะเป็นสิริมงคลให้กับผู้ที่ได้มาเยี่ยมชมมันดาลา อีกทั้งยังช่วยคุ้มครองปกป้องสถานที่ซึ่งมันดาลานั้นตั้งอยู่อีกด้วย
ปัจจุบัน ได้มีการประยุกต์เรื่องมันดาลามาใช้ในการบำบัดรักษาโรคทางจิต โดยให้ผู้รับการบำบัดวาดภาพมันดาลา ซึ่งเป็นการแสดงออกทางอารมณ์และจิตใต้สำนึกของตัวตนภายใน ทำให้นักจิตแพทย์สามารถเข้าใจถึงปมปัญหาของคนไข้ได้มากขึ้น มันดาลาในยุคปัจจุบันจึงมีรูปร่างและสีสันที่แตกต่างกันออกไป ตามแต่ละบุคคลจะสร้างออกมา
อย่างไรก็ดีภาพมันดาลาเป็นเรื่องที่ลึกซึ้ง บางท่านอาจสนใจเพียงความสวยงามและความสงบสุขเมื่อได้พบเห็น แต่แท้จริงแล้วมันดาลาเป็นสัญลักษณ์ที่ถ่ายทอดสิ่งที่เป็นนามธรรมของพระพุทธศาสนาออกมาเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ ความหมายที่แท้จริงซึ่งแฝงคำสอนในมันดาลาไม่ควรจะถูกมองข้ามไป และผู้ที่จะนำมันดาลาไปประยุกต์ใช้ในสาขาต่างๆควรมีความเข้าใจในหลักการพื้นฐานทางพุทธศาสตร์โดยเฉพาะในเรื่องสูญญตา และหลักธรรมต่างๆเป็นอย่างดีเสียก่อน และควรตระหนักอยู่เสมอถึงสาระของมันดาลา และประโยชน์ที่ได้รับต่อการปฏิบัติและการฝึกจิตในการพิจารณา
มันดาลา ทางบ้านเราเรียกว่า กงล้อ " ธรรมจักร " ธรรมจักร หมายถึงเครื่องหมายทางพระพุทธศาสนา เป็นรูปวงล้อมี 8 ซี่บ้าง 12 ซี่บ้าง ถือเป็นสัญลักษณ์เริ่มแรกของพระพุทธศาสนา
พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระพุทธศาสนาครั้งแรกด้วยการแสดงพระธรรมเทศนาชื่อ " ธรรมจักรกัปวัตนสูตร " โปรดพระปัญจวัคคีย์ นักปราชญ์ทางศาสนาจึงกำหนดธรรมจักรเป็นสัญลักษณ์ของวงล้อ ธรรมะอันจะหมุนเคลื่อนตัวไปรอบแล้วรอบเล่า เพื่อจะให้เข้าถึงประชาหมู่สัตว์ทั่วๆไป ดุจวงล้อของราชรถที่พระราชาประทับเคลื่อนไป
ตราธรรมจักรถ้ามี 4 กง อาจหมายถึง หลักอริยสัจ 4
ตราธรรมจักรถ้ามี 8 กง อาจหมายถึง มรรคมีองค์ประกอบ 8 ประการ
ตราธรรมจักรถ้ามี 16 กง อาจหมายถึง ญาณ 16 ในวิปัสสนากรรมฐาน
กงในตราธรรมจักรอาจมีหลายกง สุดแต่จะกำหนดความหมายตามหลักธรรมที่ผู้สร้างเลื่อมใส หรือปฏิบัตินำมาย่อเข้าไว้
http://www.saengchandra.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=461099&Ntype=1 (http://www.saengchandra.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=461099&Ntype=1)