PDA

View Full Version : ธงธง มกจ๊ก..ภูมิคุ้มใจ ในวันที่ตื่นจากฝัน


มดเอ๊ก
01-18-2008, 05:29 PM
http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=262785&stc=1&d=1199928322


ธงธง มกจ๊ก
คัชฑาเทพ เอี่ยมศิริ
ภูมิคุ้มใจ ในวันที่ตื่นจากฝัน

๕ ปีก่อน ธงธง-คัชฑาเทพ เอี่ยมศิริ เคยถูกเรียกว่า ‘ยอดตลกแห่งปี’

ธงธงเข้าวงการบันเทิงแบบไม่ตั้งใจ เมื่อเพื่อนส่งชื่อเข้าประกวดรายการ ขบวนการจี้เส้น ต่อมาจึงได้รับคำชวนให้เข้าคณะตลกมกจ๊ก ตระเวนเล่นตามคาเฟ่ พอเริ่มมีเงินเก็บก็ร่วมลงทุนเปิดร้านขายเสื้อผ้ากับเพื่อน ก่อนเจ๊งไม่เป็นท่า หันไปทำงานขายสินค้าเคมี-อิเล็กทรอนิกส์ บริษัทก็เจ๊งอีก ตอนนั้นพ่อของธงธงเสียชีวิต แม่จึงขายบ้านที่โคราช ย้ายไปอยู่กับพี่สาวที่นครนายก

กลางปี ๒๕๔๔ เป็นช่วงย่ำแย่สุดๆ ธงธงไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าห้อง ต้องย้ายไปอยู่บ้านอา แต่ปีต่อมาหลังจากสวมบทเลียนบุคลิกพิธีกรรายการ กำจัดจุดอ่อน ชีวิตก็พลิกผัน เหมือนเส้นกราฟที่พุ่งพรวดขึ้นไป ธงธงกลายเป็นคนดังของปี ๒๕๔๕ การงานล้นมือ คิวอัดรายการยาวเหยียด ยังมีงานวิ่งรอกเล่นตลกคาเฟ่คืนละหลายแห่ง

ช่วงขาขึ้นนั่นเอง ธงธงทำตามความฝันคือ ปลูกบ้าน ซื้อรถให้พี่สาว ซื้อเสื้อผ้าสวยๆ ให้แม่ใส่ และยังวางแผนอนาคตว่าอยากซื้อบ้านให้ตัวเอง ภาพชีวิตในช่วงนั้นสวยงามไปหมด ทุกอย่างคือฝันที่เป็นจริง

แต่จู่ๆ รายการที่มีอยู่ถูกถอดหมด ขณะที่พี่สาวเริ่มป่วยหนักขึ้น ยังมีภาระหนี้สินที่มาพร้อมความฝัน บ้านและรถ คาเฟ่ที่เคยรุ่งเรืองก็ถึงยุคตกต่ำ ครั้งหนึ่งธงธงเคยให้สัมภาษณ์ไว้

“มีความรู้สึกว่ามีความสุขมากเลย ถ้ามันจะลงไปจากนี้ก็ช่างมันไม่เป็นไร เพราะอยู่ดีๆ มันขึ้นมาแล้วเราก็มีอะไรสะสมไว้บ้างแล้ว คิดดูสิภายในปีเดียวมีทั้งบ้าน ทั้งรถ มีทั้งชื่อเสียง มีในสิ่งที่เราอยากจะมี แค่นี้เพียงพอแล้ว ไม่คิดอะไรไปมากกว่านี้ ถ้าเกิดว่าพรุ่งนี้จะต้องตื่นขึ้นมาพบกับความจริงมันไม่มีงานหรือไม่มีเงินขึ้นมา ก็รับได้”

แม้คิดเช่นนั้น หากเมื่อวันที่ต้องถูกปลุกให้ตื่นจากฝันมาถึง ใช่ว่าสามารถยอมรับความจริงได้ง่ายนัก ความทุกข์จากหนี้สิน พี่สาวที่ป่วยหนักก็จากไป แม่อายุมากขึ้นและป่วยเช่นกัน งานการในตอนนี้เหลือเพียงตัวประกอบในละคร ‘เป็นต่อ’ เบื้องหลังเสียงหัวเราะคือคราบน้ำตา เป็นความทุกข์สาหัสกว่าครั้งที่ว่าย่ำแย่สุดๆ มากมายนัก

แต่หลังจากคราบน้ำตาแห้งเหือดไป ภาพทุกอย่างกลับชัดเจนขึ้น แน่นอนว่าทุกข์ไม่ได้หายไป แต่เพราะได้วัคซีน ‘ธรรมะ’ มาช่วยสร้างภูมิคุ้มใจ ความทุกข์ที่มีจึงทำอะไรธงธงไม่ได้


๑. รู้จักสติครั้งแรก

ปกติเราเป็นคนชอบดูดวงมาก หมอดูบอกจะมีเคราะห์ ช่วงนั้นพี่สาวเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย เกิดมาในชีวิตเราไม่เคยทุกข์ขนาดนี้ เพิ่งมาถ่ายละครเรื่อง ‘เป็นต่อ’ ใหม่ๆ เลยถามกิ๊ก-มยุริญ รู้จักอาจารย์หรือหลวงพ่อที่ไหนมั้ยที่สะเดาะเคราะห์เก่งๆ ในความรู้สึกเราไปวัดคือไปทำบุญ ไปถวายสังฆทาน เต็มที่ก็มีต่ออายุ นอนในโลงบ้าง ชักบังสุกุลเป็นบังสุกุลตายบ้าง มยุริญเลยแนะนำให้ลองไปปฏิบัติธรรม บางคนหมอดูทักว่าชะตาขาดไปแล้ว ยังมีอายุได้จนปัจจุบัน ธรรมะช่วยได้ทุกอย่าง

เราไม่เชื่อเขาเท่าไหร่นะ แต่ก็ลองไปคอร์ส ๓ วัน ไปถึงวันแรก งงว่าเขาทำอะไรกัน ให้มาเดินมานั่ง ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ นั่งสมาธิเมื่อยก็เมื่อย เบื่อมากอยากจะกลับเหลือเกิน วันที่สองยิ่งเบื่อ เขาไม่ให้พูดไม่ให้คุย เราเป็นคนคุยเก่ง จนในที่สุดทนไม่ไหวแล้วคิดว่าคงอยู่ไม่ครบวัน เลยไปลาพระอาจารย์กลับ คนที่ไปปฏิบัติธรรมก่อนออกจากห้องกรรมฐานต้องกราบพระก่อน ระหว่างที่กราบพระ ยกหนอ มาหนอ พนมหนอ ยกหนอ ลงหนอ ถึงหนอ ก้มหนอ อยู่ๆ รู้สึกว่า ‘สติมา ปัญญาเกิด!’

เกิดมาในชีวิตสามสิบกว่าปีที่ผ่านมา เราไม่เคยกราบพระอย่างมีสติ เพิ่งรู้เวลามีสติอยู่กับตัวเป็นอย่างนี้นี่เอง ในขณะที่เรากราบพระ เราไม่ได้ทุกข์ ทุกข์มาทำอะไรเราไม่ได้ มันก็จริงของเขา ได้เรียนรู้ความจริงทีละอย่าง ตอนเด็กเรารู้เต็มที่ก็ประวัติพระพุทธเจ้า รู้ว่าชายไทยต้องบวช รู้ว่าที่พึ่งทางใจของเราคือพระพุทธแค่นั้น แต่พอมาปฏิบัติจริงๆ เพิ่งได้รู้ว่าพระพุทธเจ้าท่านเคยสอนไว้ บอกในพระไตรปิฎกโบร่ำโบราณเลยถึงการมีสติ

เดินจงกรมวันแรกเราเดินเซซัดๆ พอมีสติ ยกแต่ละขาก็ไม่มีเซ ถึงเริ่มเข้าใจว่าวิชาที่พระพุทธเจ้าสอนใช้ได้จริง ทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ทุกขณะจิต เลยตัดสินใจอยู่ต่อจนครบ ๓ วัน แล้วก็ซาบซึ้งตรึงจิตมาก หลังจากออกมายังหาโอกาสไปอีกเรื่อยๆ ถ้าไม่มีเวลาหรือวันไม่ตรงเราก็ปฏิบัติที่บ้าน เดินจงกรม นั่งสมาธิ ของเราคนเดียว เพราะเรามีวิชาติดตัวแล้ว รู้ว่าต้องกำหนดยังไง

๒. สติแล้วให้มองเห็นความทุกข์

ก่อนนี้เป็นคนไม่ค่อยมีทุกข์ บ้านเราไม่ได้ร่ำรวยเหมือนคนอื่น แต่มีความสุขมาก ตอนพี่สาวออกเรือนไปเราอายุ ๒o ยังเล่นซ่อนหากับพ่อแม่อยู่เลย เราเลิกเรียนกลับมาทำความสะอาดบ้านเสร็จ แม่กลับมาเป็นคนที่สองทำกับข้าว พ่อกลับบ้านเป็นคนสุดท้าย แม่กับเราจะแอบตามตู้เสื้อผ้าบ้างใต้เตียงบ้าง ให้พ่อเดินหา แม่ชอบมาแอบกับเราทำให้พ่อจับได้

ตอนการงานอยู่ในช่วงขาขึ้น เรารู้สึกว่าคนเราเวลาดวงดีมันเป็นอย่างนี้นี่เอง จะทำอะไรก็ประสบความสำเร็จไปหมด จับอะไรเป็นเงินเป็นทองหมด อยากได้งานนี้แต่คิวไม่ว่าง กลายเป็นว่ามันก็มาลงล็อกให้พอดี ทุกอย่างลงล็อก ทำอะไรก็ดีก็เด่นไปหมด พูดอะไรไปกลายเป็นมุก เราไม่ได้เตรียมใจรับอนาคต

มาทุกข์ครั้งใหญ่หลวง เรื่องโรคภัยไข้เจ็บของพี่สาว ทำให้ทุกอย่างแย่ลง แต่โชคดีที่ช่วงนั้นเรามีชื่อเสียงมีงานมีเงิน เลยได้จุนเจือครอบครัวรักษาพี่สาว พี่สาวรู้ว่าเป็นมะเร็งเต้านมมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ ไปรักษาด้วยการผ่าตัดเสร็จ หมอให้กินยาต่อเนื่อง แต่เขานึกว่าหายแล้วเลยไม่กินยาคุมเชื้อต่อ หลังจากนั้นผ่านไป ๓ ปี ก็พบว่ามะเร็งมันขึ้นสมอง

เรารู้สึกช็อกมาก ตกใจร้องไห้ฟูมฟาย ทำอะไรไม่ถูก พี่สาวที่เรารักปวดจนขอกินยาตาย ตอนนั้นปฏิบัติธรรมแล้วด้วยนะ กำหนดแทบไม่ทัน โทรฯหามยุริญเขาบอกให้มีสติอยู่กับปัจจุบัน ทุกข์แค่ไหนกำหนดให้รู้ว่านี่คือทุกข์ ให้เห็นทุกข์ บททดสอบมาแล้ว

เราเคยคิดภาพออกมาเป็นฉากๆ วันที่พี่สาวเสียชีวิต เราคงอยู่ในโลกนี้ไม่ได้ คงต้องขอตายตามไปด้วย จะตายวิธีไหนดี แค่คิดก็ร้องไห้ แต่ถึงวันที่เขาเสียจริงๆ ปรากฏว่าเราได้ใช้วิชาที่เรียนมาอย่างปัจจุบันทันด่วนมาก เห็นน้ำตาที่กำลังไหล เห็นหนอ พอกำหนดตามมันไปบ่อยๆ น้ำตาหยุดกึกเลย แล้วเราก็ไม่ร้องอีกจนสวดจบ ๗ วัน มาร้องอีกทีวันเผา แต่ร้องแบบมีสติไม่ได้ฟูมฟาย อโหสิกรรมซึ่งกัน

จากนั้นเลยย้อนกลับมาดูว่า ก่อนหน้าที่จะปฏิบัติธรรม แค่คิดภาพว่าพี่เสียยังเศร้าได้ขนาดนั้น แต่พอเกิดขึ้นจริง มันไม่ได้เศร้าแบบนั้นเลย

เริ่มเข้าใจว่ามันเป็นอย่างนี้เอง เราได้เห็นว่าการตายเป็นธรรมชาติของคน เราได้รู้ว่าความทุกข์มันทำอะไรเราไม่ได้ ถ้าเราไม่รับทุกข์เข้ามาเอง

ช่วงที่รายการทีวีที่ทำอยู่โดนถอดเกลี้ยงหมด เราท้อแท้มาก เคยคิดว่าถ้ายุบอีกรายการฉันต้องตายแน่ๆ แล้วมันก็ยุบจริงๆ พอเราหันมาดูตัวเอง เราก็ยังอยู่ได้ไม่เห็นตาย ตอนนั้นธรรมะช่วยทำให้เห็นว่าทุกอย่างในโลกนี้ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป งานที่เรารักมันเคยเกิดขึ้น และดับไปแล้ว นอกจากละคร ‘เป็นต่อ’ แล้วเราไม่มีงานเลย แต่เดี๋ยวมันก็ต้องมีมาใหม่เป็นวัฏจักร คนเราเป็นอย่างนี้ มีขึ้นมีลง

เราเกิดความทุกข์ เพราะอยากให้มันเป็นอย่างโน้นอย่างนี้แล้วมันไม่เป็นไปอย่างที่เราอยาก ทุกข์ในเรื่องของโรคภัยไข้เจ็บของพี่สาว ทุกข์จากหน้าที่การงาน ทุกข์หลายอย่างประเดประดัง การไปปฏิบัติธรรมไม่ได้ทำให้ทุกข์ที่มีหมดไป ทุกข์ยังคงอยู่แต่ทำอะไรเราไม่ได้ พอเรารู้ว่านี่คือทุกข์ เราก็ตัด ทำให้เราอยู่กับทุกข์อย่างมีความสุขมากขึ้น

วิธีการมองปัญหาของเราก็เปลี่ยน เรียกว่ามองโลกในแง่ดีขึ้นมาก เดี๋ยวนี้เวลาเจอคนที่ไม่ดี แกล้งเรา ก็จะคิดตลอดว่าอโหสิกรรมนะ หรืออ่านข่าวคนโน้นคนนี้ เราจะตีความว่า กรรมใดใครก่อ กรรมคงตามทันเขา

ทุกวันนี้มีงานก็ดีอยู่แล้ว อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด เราตามกำหนดรู้มันไป คอยแก้ไขมัน มองให้มันเป็นธรรมะ ถามว่าทุกข์มั้ย มันก็ยังไม่เรียกว่าทุกข์ แค่ว่าทำไมงานเราน้อย ไม่ค่อยมีงานเหมือนเดิม ทำไมมันเป็นอย่างนี้ แล้วก็ตั้งมั่นรับ มยุริญบอกว่าให้ลองสังเกตตัวเองดู เดี๋ยวนี้ถึงจะน้อยลง แต่เงินก็ไม่ได้ขาดมือใช่มั้ย ก็จริงอยู่ที่เงินเราไม่เคยขาดมือ มันจะเข้ามาแล้วออกไป ทำให้เราเหนื่อยน้อยลงด้วย เรียกว่ามองในแง่บวก

ให้มองในแง่บวกเข้าไว้ คนเราพอขึ้นสูงสุดมันก็ต้องลง ตอนนี้ลงมาแล้วทุกข์มากที่สุด เดี๋ยวมันก็ขึ้น ทุกอย่างผ่านไปเหมือนลมหายใจ ที่ผ่านเข้าออกๆ ตลอดเวลา ทุกข์มาได้ก็ไปได้ สุขมาได้ก็ไปได้ เราเพิ่งเข้าใจที่พระท่านเทศน์ว่า เวลามีสุขอย่าไปหลงกับมัน

เราเชื่อว่าทุกชีวิตย่อมมีทางออก ตอนนี้หนี้สินมากมายล้านแปด เดือนๆ นึงไม่รู้เท่าไหร่เป็นเท่าไหร่ ต้องเรียกว่าขูดเลือดจากปูจริงๆ แต่คิดว่าเราคงเคยไปทำให้คนอื่นติดขัด เราก็ต้องติดขัดเป็นธรรมดา ตั้งใจทำความดีไป เราได้เจอคนดีๆ อย่างมยุริญก็เป็นกำลังใจที่ดี ไม่ได้เขาเราแย่เหมือนกัน

ทุกวันนี้กลายเป็นว่าเราอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น ไม่ถวิลหาอนาคตอันไกลมากเกินไป แล้วก็ไม่ฟูมฟายกับอดีต มีบ้างที่ยังคิดถึงพี่สาว คิดถึงอดีตที่ผ่านมา เราน่าจะทำให้เขามีความสุขกว่านี้ แต่ไม่ได้ไปยึดติดอะไรกับมันมาก เรามีความสุขตามอัตภาพนะ ทุกข์ที่เกิดขึ้นยังมีอยู่ แต่เรารู้สึกเป็นทุกข์ไปกับมันน้อยลง เริ่มมองเห็นทุกข์มองเห็นปัญหา ว่ามันคงจะต้องเป็นเฉกเช่นนี้เอง ปัญหาที่เกิดขึ้นมันก็เป็นของมันอย่างนั้นเอง พยายามไม่เอาใจไปใส่กับมัน ค่อยๆ แก้ปัญหาไปตามที่ถูกที่ควร



๓. กรรมรอส่งผล

เมื่อก่อนเรามีคำถามอยู่ตลอด ทำไมสิ่งนี้ต้องเกิดขึ้นกับเรา กับครอบครัวเรา กับคนที่เรารัก ทำไมคนอื่นไม่เห็นเป็น พอปฏิบัติธรรมแล้วจึงรู้ว่าจริงๆ ความทุกข์เกิดขึ้นกับทุกคน มองจากชีวิตประจำวัน พอหิวข้าว ก็คือทุกข์แล้วนะ เพราะร่างกายมันต้องการ เราก็ต้องไปแสวงหากินร้านไหนดี ทุกข์เกิดขึ้นกับทุกคนทุกขณะจิต เพียงแต่เราจะเปิดประตูรับมันรึเปล่า

เดี๋ยวนี้ทำอะไรช้าลง การที่ช้าทำให้ผิดพลาดน้อย เมื่อก่อนทำอะไรเร็วๆ รวบรัดตัดความ พูดอะไรไปก็อาจจะกระทบกระทั่งจิตใจคนอื่นได้ เดี๋ยวนี้รู้สึกมีสติมากขึ้น พยายามไม่ไปทำร้ายคนอื่น แต่ก่อนฟาดมาเราก็ฟาดกลับ ขับรถเวลาใครมาปาด โกรธตามไปปาดกลับ เดี๋ยวนี้เรานิ่งขึ้น ตามไปเขาก็ไม่ได้รู้เรื่องว่าเรากำลังเป็นทุกข์ ใจร้อนเป็นไฟอยู่ขณะนี้ ทุกข์เกิดขึ้นกับเรา เรารู้ของเราเอง ใครฟาดมาบางทีเราเห็นแล้วตลกซะงั้น แต่ยังมีอารมณ์ฉุนเฉียวบ้าง เรายังเป็นมนุษย์มีกิเลสอยู่ ยังไม่ใช่คนดี แค่เป็นคนอยากทำความดี

เราพยายามจะไม่ก่อกรรมเพิ่ม พยายามอโหสิจะได้ไม่ต้องเป็นกรรมต่อกัน คนไหนที่เขาทำดีแล้วประสบความสำเร็จ เราก็ยินดีไปกับเขา แต่เมื่อก่อนอิจฉาตาร้อนนะ เดี๋ยวนี้วิธีมองของเราเปลี่ยน มองเป็นเรื่องธรรมะ ว่าเขาทำดีเขาถึงได้ดี เขาเจริญรุ่งเรืองขนาดนี้คงเพราะบุญเก่าเขาเยอะ กรรมรอวันส่งผลอยู่แล้ว เขาเรียกว่าบาปกรรมไม่มีการคอร์รัปชั่น ใครทำอะไรไม่ดีไว้ เดี๋ยวได้รับผลกรรมนั้น ไม่ชาตินี้ก็ชาติหน้า ไม่ต้องไปสาปแช่งเขา ถ้าเขาเป็นคนดี เขาควรจะได้รับความดีนั้น แล้วทำไมเราถึงเป็นอย่างนี้ กรรมเราคงเยอะเหมือนกัน กรรมไม่ดีคงกำลังส่งผล

ตอนเด็กๆ เราเคยจับแมลงวันใส่ขวด เอาบุหรี่ใส่เข้าไปแล้วปิดฝาให้มันตาย เห็นความตายเป็นเรื่องสนุก ทุกวันนี้เลยเกิดขึ้นกับตัวเอง กลายเป็นคนแพ้ควันบุหรี่ แสบจมูก หายใจไม่ออก ภาพที่เราเคยไปฆ่าสัตว์พวกนั้นไว้ก็กลับมา

หรือวันไหนที่เป็นไข้ตัวร้อนมาก เรานึกถึงภาพในอดีตที่เคยเอาไฟไปจุดเผารังมด รู้สึกเลยว่าเวรกรรมมีจริง แล้วกำลังรอวันส่งผลอยู่ เราต้องหมั่นหยอดกระปุกบุญของเราให้เต็มๆ เข้าไว้อย่าให้มันพร่อง เวลามีสิ่งไม่ดีมากระทบเรา จากหนักจะได้กลายเป็นเบา

ศาสนาพุทธนี่มีเหตุมีผลจริงๆ เลยนะ ไอน์สไตน์เคยกล่าวไว้ในหนังสือว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งอนาคต เพราะสามารถพิสูจน์ได้จริง ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว แต่บางสิ่งเราอาจไม่ได้เห็นทันที เมื่อก่อนเรามองว่า คนแก่เท่านั้นที่จะเข้าวัดถือศีล เรามองผิดพลาดมาตลอด จริงๆ แล้ว ยิ่งเห็นธรรมะเร็วขนาดไหน ก็ยิ่งเป็นผลดีกับเรา

๔. เมื่อรู้ตัวทั่วพร้อม

หลังจากที่ได้ลงมือปฏิบัติธรรมแล้วรู้สึกว่าเข้าใจอะไรง่ายขึ้น อย่างหนังสือธรรมะเริ่มอ่านรู้เรื่องขึ้น ไม่อย่างนั้นก็ยังงงอยู่นั่นแหละว่า กำหนดคืออะไร ทำไมเราต้องกำหนด ทำไมเราจะต้องรู้ตัวทั่วพร้อม

ทุกวันนี้ถ้าเจอเรื่องไม่ดีเราก็กำหนด เกิดกิเลสกำหนดให้รู้ เอาสติไปเตือนให้รู้ตัวทั่วพร้อม ว่าตอนนี้รู้สึกอะไรอยู่ แล้วจิตเราตอนนี้เป็นยังไง บางทีจิตเราวิ่งเหลือเกิน เราจะหยุดมัน จะเลิกฟุ้งได้ยังไง

คนเราพอจิตใจทุกข์น้อย มีผลต่อกระบวนการในร่างกายนะ เวลามีความสุขร่างกายหลั่งสารแห่งความสุข ทำให้ร่างกายแข็งแรง พอเรามีความทุกข์ ถ้าร่างกายเราหลั่งสารแห่งความทุกข์ ทำให้เจ็บไข้ได้ป่วย จิตใจเซื่องซึมไปด้วย

อีกอย่างที่เราตั้งปณิธานแน่วแน่หลังจากไปปฏิบัติคือจะต้องรักษาศีล ๕ ให้ได้ ระยะหลังมีโกหกอยู่บ้าง ข้อนี้ไม่ได้สักที เรียกว่าศีลพร่อง

ก่อนนี้เราชอบเที่ยวกลางคืน ดื่มเหล้าจัด ดื่มถึงเช้าก็ไม่เมา แต่เดี๋ยวนี้เวลาไปเที่ยวรู้สึกไม่สนุก แถมกลายเป็นคนแพ้ควันบุหรี่ด้วย แล้วไม่ใช่แค่เราไม่กินเหล้า แต่ไปเห็นคนอื่นกินเรารู้สึกไม่ดีไปกับเขาด้วย บางทียังไปเตือนเขาอีกนะ เวลาไปเที่ยวนอกจากเจอเพื่อนๆ อีกอย่างคือได้ไปกิ๊วก๊าวโต๊ะโน้นโต๊ะนี้ พอเราจะรักษาศีล ๕ ให้ได้ เราจะไปมองคนโน้นไปอ่อยคนนี้ ก็ไม่ใช่เรื่อง คิดว่าคงไม่เหมาะกับเราแล้ว

ระยะหลังเพื่อนไม่ค่อยอยากโทรฯหาแล้ว เขามองเราเพี้ยน บางคนก็บอกเราบ้าไปแล้ว แต่เป็นเฉพาะกลุ่มเที่ยว เพราะเราเริ่มไม่ไปเที่ยว แต่เพื่อนกลุ่มอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงานหรือว่าเพื่อนสมัยเรียนยังเหมือนเดิม เดี๋ยวนี้เจอหน้ากันชวนเพื่อนมาปฏิบัติธรรม คุยเรื่องธรรมะสบายใจ

ถ้าเราเป็นชาวพุทธลองดำเนินชีวิตตามวิถีทางที่พระพุทธเจ้าสอนเอาไว้ อาจไม่ต้องปล่อยวางตัดกิเลสขนาดปลงผมบวชก็ได้ เราสามารถเป็นฆราวาสและปฏิบัติตนเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีได้โดยการรักษาศีล ถ้าทุกคนรู้จักรักษาศีลบ้านเมืองที่วุ่นวายอยู่ในขณะนี้ ก็ไม่น่าจะวุ่นวายมาก เคยมีพี่คนนึงอ่านหนังสือพุทธทำนายบอกว่าศาสนาพุทธจะถึงกาลอวสานต่อเมื่อคนที่นับถือพุทธเริ่มเสื่อม ไม่อยู่ในศีลในธรรม

ถ้ารักษาศีล ๕ ไม่ไหวจริงๆ วันเกิดอาทิตย์ละวัน รักษาศีลวันนั้นวันเดียว ไม่กินเนื้อสัตว์ เว้นชีวิตสัตว์ อะไรก็ว่ากันไป แต่ขอให้มีหลักยึดมั่นที่จะทำความดีบ้าง

ในชีวิตที่ผ่านมาจนอายุ ๓o กว่าปี เรารู้สึกว่าเป็นคนดีแล้ว ไม่เบียดเบียนคนอื่น แต่หารู้ไม่ว่านั่นยังไม่ใช่ดีพร้อม การจะเป็นคนดีต้องมาจากข้างในส่วนลึก คือนอกจากเราไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น ไม่เบียดเบียนตัวเองแล้ว เรายังต้องรักษาศีล ต้องมีจิตอันบริสุทธิ์ จิตที่เป็นกุศลด้วย

จิตเป็นกุศลจำเป็นมาก เพราะมนุษย์เรายังเวียนว่ายตายเกิด มีวันนี้มีพรุ่งนี้ มีชาตินี้ต้องมีชาติหน้า การฝึกจิตให้เป็นกุศลบ่อยๆ เมื่อจิตดับจะไปเกาะติดในส่วนเป็นกุศล เราก็จะได้เกิดในภพภูมิที่ดี แต่เราเองก็ได้แค่นับหนึ่งสองอยู่แค่นี้ ยังไม่ไปถึงสามสี่หรอก เพิ่งมาเริ่มซึมซับ เริ่มเรียนรู้ เริ่มปฏิบัติ ชาตินี้คงยังไม่ถึงนิพพาน เต็มที่แค่ขอให้ปฏิบัติธรรมเพื่อมีสติรู้ตัวทั่วพร้อม ตอนตายมีจิตเป็นกุศลในขณะจิตดับ ชาติหน้าให้ได้เกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง เราคงจะเป็นมนุษย์ที่ดี อยู่ในครอบครัวที่ดี มีความมุมานะในการปฏิบัติให้สืบเนื่องต่อไป ถึงชาตินี้ไม่นิพพาน แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะละ เพียงแต่ค่อยเป็นค่อยไป มองแค่ขั้นปัจจุบันของเรา รักษาศีลไป อะไรที่ทำได้ทำ อย่างนั่งสมาธิตอนนี้เรายังไม่รู้จักคำว่าญาณเลย เราเห็นแค่ลมหายใจเข้าๆ ออกๆ เห็นความฟุ้งหนอ เห็นร่างกายที่ปวดเมื่อย เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น ความเมื่อยความฟุ้ง คิดไปต่างๆ อยากได้โน่นอยากได้นี่ ได้ยินอะไรก็กำหนดตามรู้ เอาสติไปตามรู้ความจริงที่เกิดขึ้นกับตัวเอง เรียกว่าไปนั่งดูตัวเองมากกว่า

จริงๆ ชีวิตคนเราก็ไม่ได้ต้องการอะไรมาก ปัจจัยสี่ที่เขาบอกมาถูกต้องเลยนะ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค มันคือสิ่งจำเป็น เดี๋ยวนี้เรามีความต้องการเพิ่ม อยากมีมือถือ อยากมีบ้าน อยากมีรถ อยากมีอะไรอีกล่ะ ตอนนี้เราเห็นแล้วว่าสิ่งที่เราอยากมีมันคือทุกข์ เราอยากหาทุกข์เพิ่มขึ้นเอง พอเรามีรถ เวลารถเกิดเสียขึ้นมา เกิดทุกข์กับเรามั้ย อยากอะไรมันมีทุกข์ทั้งนั้น ตอนนี้เราเรียนรู้แล้ว ปลดหนี้ได้คงจะพอ

๕. กลับบ้าน

อยู่บ้านนอกเรายังเป็นอีธง เดินบ้านโน้นบ้านนี้ ถอดเสื้อ ขี่จักรยาน สบายใจ อย่างแม่ตอนนี้แก่มากแล้ว ป่วยด้วย แต่ยังไงก็ไม่ยอมมาอยู่กรุงเทพฯ เพราะเขาชอบชีวิตบ้านนอก ได้เจอญาติพี่น้อง คนรู้จักเดินผ่านไปผ่านมาแล้วทักทาย ถ้าเราไม่มีหนี้ไม่มีสินคงจะไปอยู่บ้านนอกเหมือนกัน เรามาสร้างหนี้ของเราไว้เอง

ที่มา หนังสือ ดาวสุข
<!-- / message --><!-- attachments -->