มดเอ๊ก
01-18-2008, 02:56 PM
69 ปี พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) พัฒนาสังคมไทย สู่วัฒนธรรมแห่งความใฝ่รู้และสู้สิ่งยาก
โดย ธนภณ สมหวัง Dhanapon.so@spu.ac.th (Dhanapon.so@spu.ac.th) หัวหน้าหมวดวิชามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม
<TABLE cellSpacing=5 cellPadding=1 width="20%" align=left border=0><TBODY><TR bgColor=#f8b8cb><TD>http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=266616&stc=1&d=1200618353</TD></TR></TBODY></TABLE>
สังคมไทยในปีที่ผ่านมา ได้เผชิญหน้ากับปัญหาต่างๆ มากมาย ทั้งปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ สังคมการเมืองและสิ่งแวดล้อม ซึ่งบางปัญหานั้นจัดอยู่ในขั้นวิกฤตเลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง
ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ ไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อสังคมไทยในวงกว้างเท่านั้น หากแต่กำลังฝังรากลึกลงไปในวัฒนธรรมไทยจนอาจยากต่อการเยียวยาแก้ไข
ในโอกาสวันเสาร์ที่ 12 มกราคมที่ผ่านมา เป็นมงคลวารวันคล้ายวันเกิด 69 พรรษา ของพระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) วัดญาณเวศกวัน จังหวัดนครปฐม พระมหาเถระผู้เป็นนักปราชญ์ร่วมสมัยที่ได้กระตุ้นเตือนสังคมไทยได้หันมาทบทวนและพัฒนาตนเองบนรากฐานวัฒนธรรมไทย ด้วยความไม่ประมาทได้เวียนมาอีกครั้งหนึ่ง
จึงเห็นควรนำเสนอทรรศนะของท่านเกี่ยวกับการพัฒนาสังคมไทยให้ก้าวไปบนพื้นฐานวัฒนธรรมแห่งความใฝ่รู้สู้สิ่งยาก
พระพรหมคุณาภรณ์ได้ชี้ให้เห็นมาตลอดว่า การพัฒนาที่มุ่งเน้นวัตถุตามแบบอย่างตะวันตกที่ผ่านมาได้นำไปสู่ปัญหาวิกฤตทั้งแก่ชีวิตมนุษย์ ธรรมชาติและสังคม การพัฒนาโลกในแนวทางนี้ จึงเป็นการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน ทั้งนี้ ท่านเห็นว่า วิกฤตการณ์ต่างๆ ที่มนุษย์ประสบอยู่ในขณะนี้ มีรากฐานความคิดที่ผิดพลาดมาจากอารยธรรมกรีก ซึ่งเป็นพื้นฐานของอารยธรรมตะวันตกที่สำคัญ 2 ประการคือ
ประการแรก แนวความคิดในการพิชิตธรรมชาติ หรือความเชื่อที่ว่า ความสำเร็จของมนุษย์อยู่ที่การพิชิตหรือเอาชนะธรรมชาติได้ แนวความคิดนี้ก็คือการมองมนุษย์แยกต่างหากจากธรรมชาติแวดล้อม และเมื่อมองมนุษย์ว่าเป็นต่างหากจากธรรมชาติแล้ว ก็มองต่อไปว่า มนุษย์นั้นอยู่เหนือธรรมชาติ เป็นนาย เป็นผู้พิชิต สามารถเข้าไปจัดการ ควบคุมและบริโภคธรรมชาติได้ตามความพอใจและความสามารถของตน ซึ่งเป็นที่มาของการพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและอุตสาหกรรม ที่ทำให้โลกมีความเจริญก้าวหน้าอย่างที่เป็นอยู่
ประการที่สอง ความสุขของมนุษย์อยู่ที่การมีวัตถุปรนเปรอ อันเป็นแนวคิดที่พ่วงมากับการพัฒนาอุตสาหกรรม ซึ่งต่อมาแนวความคิดนี้ก็พัฒนามาเป็นวัตถุนิยมและแปรเป็นบริโภคนิยมในที่สุด มนุษย์ในปัจจุบันจึงมีปัญหาความสัมพันธ์ทั้งในระดับความสัมพันธ์กับธรรมชาติและความสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน อันนำไปสู่การเป็นปฏิปักษ์ต่อธรรมชาติและแก่งแย่งหาผลประโยชน์แบบเห็นแก่ตัวโดยอาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่
ตามทรรศนะของพระพรหมคุณาภรณ์ สายความคิดของอารยธรรมตะวันตกเกือบทั้งหมดทั้งในฝ่ายทุนนิยมหรือสังคมนิยม ล้วนตั้งอยู่บนรากฐานความคิดนี้ทั้งสิ้น พัฒนาการแห่งการสร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าของโลกในปัจจุบัน ที่แสดงออกผ่อนอารยธรรมตะวันตกจึงก่อให้เกิดปัญหาใหม่ๆ ให้กับโลก ซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญร้ายแรงไม่เบาไปกว่าความสำเร็จเหมือนกัน
ท่านเห็นว่า ความผิดพลาดดังกล่าวนั้น จะต้องนำไปสู่การทบทวนบทบาทในการพัฒนาใหม่โดยหันมาเน้นปัจจัยทางด้านวัฒนธรรมมากขึ้น
ทั้งนี้เพราะวัฒนธรรมนั้น มิใช่เป็นเพียงผลรวมของการสั่งสมสิ่งสร้างสรรค์และภูมิธรรมภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมาของสังคมหนึ่งๆ เท่านั้น หากแต่รวมไปถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ทั้งหมดของสังคม จิตใจ ค่านิยม คุณธรรม ลักษณะนิสัย แนวความคิด สติปัญญา ท่าทีและวิธีปฏิบัติของมนุษย์ต่อร่างกายและจิตใจ ลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ รวมไปถึงความรู้ ความเข้าใจท่าทีการมองและการปฏิบัติของมนุษย์ต่อธรรมชาติแวดล้อมด้วย
การพัฒนาที่จะนำไปสู่ความยั่งยืน จึงต้องอาศัยปัจจัยทางด้านวัฒนธรรมเป็นปัจจัยหลัก คือ จะต้องมี การนำเอาประสบการณ์ ความจัดเจนและภูมิธรรมภูมิปัญญาที่ได้สั่งสมสืบกันไว้ในสังคมของตนออกมาใช้เป็นเครื่องมือในการที่จะเผชิญ ต้อนรับ ปรับดัดแปลงและสร้างสรรค์จัดทำสิ่งใหม่ๆ ให้เข้ากันและบังเกิดคุณค่าอำนวยประโยชน์แก่ชีวิตและสังคม จนผสมกลมกลืนกลายเป็นส่วนประกอบของวัฒนธรรมในที่สุดดังนั้น การที่สังคมมีการเปลี่ยนแปลงไปจึงต้องมีการปรับปรุงและปรับตัวทางด้านวัฒนธรรม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมไทยที่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมตะวันตก ซึ่งมีภูมิหลังทางวัฒนธรรมที่แตกต่างไปจากสังคมไทย ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยอย่างมหาศาล ท่านจึงได้เสนอการพัฒนาสังคมไทยด้วยการสร้างสรรค์วัฒนธรรมสำหรับสังคมไทยโดยเฉพาะ
วัฒนธรรมที่สำคัญและเป็นวัฒนธรรมที่คนไทยจะต้องสร้างสรรค์ขึ้นมาในท่ามกลางวัฒนธรรมของโลกในปัจจุบัน คือ วัฒนธรรมความใฝ่รู้ สู้สิ่งยาก
ท่านเห็นว่า การที่สังคมไทยได้รับเอาความเจริญแบบตะวันตกเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ระบบอุตสาหกรรม ทำให้สังคมไทยรับเอาความเจริญตามแบบอย่างตะวันตกอย่างเต็มที่ แต่การรับเอาวัฒนธรรมดังกล่าวนั้นไม่สอดคล้องกับภูมิหลังของสังคมไทย เพราะคนไทยมักจะรับในเข้ามาในแง่ของการเสพบริโภคหรือรับเอาแต่สิ่งที่เป็นเครื่องอำนวยความสะดวกสบาย ทำให้คนไทยที่แต่เดิมมีวัฒนธรรมแบบเกษตรกรรมและมีความเป็นอยู่ที่สะดวกสบายอยู่แล้ว กลับเสพติดความสบายจากวัฒนธรรมตะวันตกมากยิ่งขึ้นและกลายเป็นคนมักง่ายมากยิ่งขึ้น โดยขาดพื้นฐานของวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมอุตสาหกรรมที่เป็นวัฒนธรรมแห่งการใฝ่รู้และสู้สิ่งยาก ดังท่านได้กล่าวไว้ว่า
"ถ้าเราไม่ระมัดระวัง คนของเราไม่มีการศึกษาที่พัฒนาให้ถูกจังหวะให้ถูกจุด มันจะทำให้คนของเรามีนิสัยแบบเป็นคนลวกๆ ไม่ชอบเผชิญปัญหาและเป็นคนอ่อนแอเปราะบางตลอดจนเป็นคนมักง่าย ชอบหวังลาภลอยจากสิ่งเลื่อนลอย พร้อมกันนั้น ในยุคนี้ สภาพชีวิตมนุษย์มีความสับสนซับซ้อนมาก พอเจอเข้ามาอย่างนี้ก็จะทำให้คนของเรานี้กลายเป็นคนที่นอกจากไม่สู้ความยากและไม่ชอบแก้ปัญหาแล้ว ก็จะกลายเป็นคนที่ปล่อยตัวและล้มเหลวได้ง่าย"
http://www.spu.ac.th/announcement/gen_ed/pa1.JPG
ท่านจึงได้เสนอแนะให้สังคมไทยในเวลานี้จะต้องสร้างวัฒนธรรมของความใฝ่รู้ สู้สิ่งยากขึ้นมาเพื่อพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าต่อไป โดยการสร้างจิตใจของนักผลิตและนักสร้างสรรค์ขึ้นมา ซึ่งก็คือการสร้างจิตใจวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์ อันเป็นลักษณะของความใฝ่รู้ รักความจริง ชอบเหตุผลนิยมปัญญา ชอบค้นคว้า แสวงหาสืบสาว ตรวจสอบ และการทดลองจนค้นพบความจริง และจิตใจของนักเทคโนโลยีที่ใฝ่สร้างสรรค์ และจิตใจแห่งนักอุตสาหกรรมที่เพียรบากบั่นสู้สิ่งยาก ดังท่านได้กล่าวได้ว่า
"ถ้าคนไทยมองเทคโนโลยีโยงไปถึงวิทยาศาสตร์อย่างนี้ ก็จะสร้างจิตใจของนักผลิตและนักสร้างสรรค์ขึ้นมาได้ ทำให้เกิดคุณสมบัติคู่กันที่ครบวงจร คือ วิทยาศาสตร์สร้างวัฒนธรรมแห่งความใฝ่รู้ และเทคโนโลยีสร้างวัฒนธรรมแห่งความใฝ่สร้างสรรค์ ซึ่งเมื่อประสานเข้ากับวัฒนธรรมแห่งความบากบั่นสู้สิ่งยาก ของอุตสาหกรรม ก็นำไปสู่ความเจริญขยายตัวของวิทยาการและการผลิตการสร้างสรรค์ พร้อมทั้งความก้าวหน้าทางวัตถุและความพรั่งพร้อมทางเศรษฐกิจอย่างน่าอัศจรรย์"
นอกจากคนไทยจะต้องหันมาสร้างวัฒนธรรมแห่งความใฝ่รู้สู้สิ่งยากแล้ว ท่านยังเห็นว่า คนไทยยังจะต้องมีวัฒนธรรมแห่งการมองกว้าง คิดไกล และใฝ่รู้ อีกด้วยนั่นก็คือ คนไทยจะต้องไม่มองเห็นเฉพาะประโยชน์ของตัวเอง ของพวกพ้อง หรือมองเห็นเฉพาะประโยชน์เฉพาะหน้าเท่านั้น แต่จะต้องมองให้กว้างออกไปในสังคม โลก และธรรมชาติ ซึ่งมิได้จำกัดขอบเขตอยู่กับเพียงสังคมใดสังคมหนึ่ง และจะต้องมองในลักษณะของการสร้างสรรค์วัฒนธรรมอีกด้วย นั่นคือ การที่จะสร้างสรรค์ได้จะต้องมีความใฝ่รู้ในสิ่งต่างๆ อยู่เสมอ
นอกจากนี้แล้ว คนไทยยังต้องปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมใหม่ จากการที่เป็นผู้ที่คอยเป็นผู้รับจากทางตะวันตกหรือจากผู้อื่น มาสู่วัฒนธรรมแห่งการเป็นผู้นำและเป็นผู้ให้กับโลกบ้าง นั่นคือ คนไทยจะต้องคิดในการที่จะนำพาวัฒนธรรมโลกไปสู่วัฒนธรรมที่ยั่งยืนกว่า การที่คนไทยสามารถพัฒนาวัฒนธรรมแห่งการเป็นผู้นำได้ ก็เท่ากับว่า คนไทยได้เป็นผู้ที่สามารถที่จะให้สิ่งสร้างสรรค์กับโลกได้อย่างแท้จริง
การที่คนไทยจะสามารถพัฒนาวัฒนธรรมต่างๆ ดังกล่าวมาได้นั้น พระพรหมคุณาภรณ์ได้นำเสนอ "วัฒนธรรมพุทธ" หรือ "วัฒนธรรมพุทธศาสตร์" เป็นตัวแบบในการสร้างสรรค์วัฒนธรรมใหม่ เพื่อเป็นการรื้อฟื้นวัฒนธรรมแบบพุทธขึ้นมา หรือเป็นการปรับปรุงวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมอุตสาหกรรม ที่กำลังครอบงำโลกอยู่ในปัจจุบันนี้
ทั้งนี้ ท่านเห็นว่า วัฒนธรรมที่ผ่านมาของมนุษยชาตินั้น ล้วนมีข้อบกพร่องด้วยกันทั้งสิ้น รวมทั้งวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์เองด้วย ที่แม้เป็นวัฒนธรรมแห่งความรู้และต้องทำก็จริง แต่คับแคบและเสียดุลเป็นอย่างยิ่ง เพราะมองความจริงเพียรด้านเดียว คือ ธรรมชาติภายนอกและเฉพาะทางด้านวัตถุเท่านั้น
ในขณะที่วัฒนธรรมแบบพุทธนั้น นอกจากเป็นวัฒนธรรมแห่งการที่ต้องรู้และต้องทำตามเหตุปัจจัยต่างๆ แล้ว ยังเป็นวัฒนธรรมแห่งการพัฒนามนุษย์อย่างครอบคลุมรอบด้านอีกด้วย ดังที่ท่านได้กล่าวไว้ว่า
http://www.baanjomyut.com/pratripidok/prayut.gif
"วัฒนธรรมพุทธศาสนา มีลักษณะที่สำคัญคือ ก) เป็นวัฒนธรรมแห่งการที่ต้องรู้คือ ต้องรู้องค์ประกอบของสิ่งต่างๆ ที่ต้องเข้าถึงเหตุปัจจัยของสิ่งทั้งหลาย....ข) เป็นวัฒนธรรมแห่งการที่ต้องทำ เพราะพระพุทธศาสนาสอนว่า มนุษย์จะต้องพึ่งตนและทำตนให้เป็นที่พึ่งได้ การที่มนุษย์จะพึ่งตนได้ต้องทำได้ด้วยตนเอง ต้องมีความเพียร...(ดังนั้น) วัฒนธรรมพุทธศาสนา (จึง) เป็นวัฒนธรรมแห่งความใฝ่รู้และสู้สิ่งยากอย่างมั่นคง...เราจำเป็นต้องเน้นวัฒนธรรมพุทธ เพราะอะไร เพราะว่ามันเป็นอีกก้าวหนึ่งจากวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมอุตสาหกรรม วัฒนธรรมวิทยาศาสตร์ยังไม่พอ เพราะอะไร เพราะแม้ว่าวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์จะสร้างความใฝ่รู้ มีนิสัยแห่งความคิดมีเหตุมีผล และวัฒนธรรมอุตสาหกรรมจะช่วยให้สู้สิ่งยากก็จริง แต่เรื่องหนึ่งที่วิทยาศาสตร์ไม่เคยพูดถึง คือ การพัฒนาคน วัฒนธรรมพุทธนั้น ถือการพัฒนาคนเป็นหัวใจหรือเป็นแกนกลางของทุกอย่าง..."
การพัฒนาสังคมไทยที่จะก้าวข้ามไปจากวิกฤตการณ์ที่เผชิญหน้าอยู่ในขณะนี้ก็ดี การพัฒนาประเทศให้มีศักยภาพเพื่อก้าวไปสู่การแข่งขันกับนานาชาติก็ดี หรือการที่จะก้าวไปสู่การเป็นผู้นำในเวทีโลกก็ดี
จึงจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมใหม่ โดยหันมาเน้นในการสร้างวัฒนธรรมแห่งความใฝ่รู้และสู้สิ่งที่ยาก ซึ่งวัฒนธรรมดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้นั้น ก็ด้วยการศึกษาหรือพัฒนาคนให้มีศักยภาพนั่นเอง
หน้า 7
วันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 10905
http://matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act01180151&day=2008-01-18§ionid=0130 (http://matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act01180151&day=2008-01-18§ionid=0130)
<!-- / message --><!-- attachments -->
โดย ธนภณ สมหวัง Dhanapon.so@spu.ac.th (Dhanapon.so@spu.ac.th) หัวหน้าหมวดวิชามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม
<TABLE cellSpacing=5 cellPadding=1 width="20%" align=left border=0><TBODY><TR bgColor=#f8b8cb><TD>http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=266616&stc=1&d=1200618353</TD></TR></TBODY></TABLE>
สังคมไทยในปีที่ผ่านมา ได้เผชิญหน้ากับปัญหาต่างๆ มากมาย ทั้งปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ สังคมการเมืองและสิ่งแวดล้อม ซึ่งบางปัญหานั้นจัดอยู่ในขั้นวิกฤตเลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง
ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ ไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อสังคมไทยในวงกว้างเท่านั้น หากแต่กำลังฝังรากลึกลงไปในวัฒนธรรมไทยจนอาจยากต่อการเยียวยาแก้ไข
ในโอกาสวันเสาร์ที่ 12 มกราคมที่ผ่านมา เป็นมงคลวารวันคล้ายวันเกิด 69 พรรษา ของพระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) วัดญาณเวศกวัน จังหวัดนครปฐม พระมหาเถระผู้เป็นนักปราชญ์ร่วมสมัยที่ได้กระตุ้นเตือนสังคมไทยได้หันมาทบทวนและพัฒนาตนเองบนรากฐานวัฒนธรรมไทย ด้วยความไม่ประมาทได้เวียนมาอีกครั้งหนึ่ง
จึงเห็นควรนำเสนอทรรศนะของท่านเกี่ยวกับการพัฒนาสังคมไทยให้ก้าวไปบนพื้นฐานวัฒนธรรมแห่งความใฝ่รู้สู้สิ่งยาก
พระพรหมคุณาภรณ์ได้ชี้ให้เห็นมาตลอดว่า การพัฒนาที่มุ่งเน้นวัตถุตามแบบอย่างตะวันตกที่ผ่านมาได้นำไปสู่ปัญหาวิกฤตทั้งแก่ชีวิตมนุษย์ ธรรมชาติและสังคม การพัฒนาโลกในแนวทางนี้ จึงเป็นการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน ทั้งนี้ ท่านเห็นว่า วิกฤตการณ์ต่างๆ ที่มนุษย์ประสบอยู่ในขณะนี้ มีรากฐานความคิดที่ผิดพลาดมาจากอารยธรรมกรีก ซึ่งเป็นพื้นฐานของอารยธรรมตะวันตกที่สำคัญ 2 ประการคือ
ประการแรก แนวความคิดในการพิชิตธรรมชาติ หรือความเชื่อที่ว่า ความสำเร็จของมนุษย์อยู่ที่การพิชิตหรือเอาชนะธรรมชาติได้ แนวความคิดนี้ก็คือการมองมนุษย์แยกต่างหากจากธรรมชาติแวดล้อม และเมื่อมองมนุษย์ว่าเป็นต่างหากจากธรรมชาติแล้ว ก็มองต่อไปว่า มนุษย์นั้นอยู่เหนือธรรมชาติ เป็นนาย เป็นผู้พิชิต สามารถเข้าไปจัดการ ควบคุมและบริโภคธรรมชาติได้ตามความพอใจและความสามารถของตน ซึ่งเป็นที่มาของการพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและอุตสาหกรรม ที่ทำให้โลกมีความเจริญก้าวหน้าอย่างที่เป็นอยู่
ประการที่สอง ความสุขของมนุษย์อยู่ที่การมีวัตถุปรนเปรอ อันเป็นแนวคิดที่พ่วงมากับการพัฒนาอุตสาหกรรม ซึ่งต่อมาแนวความคิดนี้ก็พัฒนามาเป็นวัตถุนิยมและแปรเป็นบริโภคนิยมในที่สุด มนุษย์ในปัจจุบันจึงมีปัญหาความสัมพันธ์ทั้งในระดับความสัมพันธ์กับธรรมชาติและความสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน อันนำไปสู่การเป็นปฏิปักษ์ต่อธรรมชาติและแก่งแย่งหาผลประโยชน์แบบเห็นแก่ตัวโดยอาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่
ตามทรรศนะของพระพรหมคุณาภรณ์ สายความคิดของอารยธรรมตะวันตกเกือบทั้งหมดทั้งในฝ่ายทุนนิยมหรือสังคมนิยม ล้วนตั้งอยู่บนรากฐานความคิดนี้ทั้งสิ้น พัฒนาการแห่งการสร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าของโลกในปัจจุบัน ที่แสดงออกผ่อนอารยธรรมตะวันตกจึงก่อให้เกิดปัญหาใหม่ๆ ให้กับโลก ซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญร้ายแรงไม่เบาไปกว่าความสำเร็จเหมือนกัน
ท่านเห็นว่า ความผิดพลาดดังกล่าวนั้น จะต้องนำไปสู่การทบทวนบทบาทในการพัฒนาใหม่โดยหันมาเน้นปัจจัยทางด้านวัฒนธรรมมากขึ้น
ทั้งนี้เพราะวัฒนธรรมนั้น มิใช่เป็นเพียงผลรวมของการสั่งสมสิ่งสร้างสรรค์และภูมิธรรมภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมาของสังคมหนึ่งๆ เท่านั้น หากแต่รวมไปถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ทั้งหมดของสังคม จิตใจ ค่านิยม คุณธรรม ลักษณะนิสัย แนวความคิด สติปัญญา ท่าทีและวิธีปฏิบัติของมนุษย์ต่อร่างกายและจิตใจ ลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ รวมไปถึงความรู้ ความเข้าใจท่าทีการมองและการปฏิบัติของมนุษย์ต่อธรรมชาติแวดล้อมด้วย
การพัฒนาที่จะนำไปสู่ความยั่งยืน จึงต้องอาศัยปัจจัยทางด้านวัฒนธรรมเป็นปัจจัยหลัก คือ จะต้องมี การนำเอาประสบการณ์ ความจัดเจนและภูมิธรรมภูมิปัญญาที่ได้สั่งสมสืบกันไว้ในสังคมของตนออกมาใช้เป็นเครื่องมือในการที่จะเผชิญ ต้อนรับ ปรับดัดแปลงและสร้างสรรค์จัดทำสิ่งใหม่ๆ ให้เข้ากันและบังเกิดคุณค่าอำนวยประโยชน์แก่ชีวิตและสังคม จนผสมกลมกลืนกลายเป็นส่วนประกอบของวัฒนธรรมในที่สุดดังนั้น การที่สังคมมีการเปลี่ยนแปลงไปจึงต้องมีการปรับปรุงและปรับตัวทางด้านวัฒนธรรม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมไทยที่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมตะวันตก ซึ่งมีภูมิหลังทางวัฒนธรรมที่แตกต่างไปจากสังคมไทย ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยอย่างมหาศาล ท่านจึงได้เสนอการพัฒนาสังคมไทยด้วยการสร้างสรรค์วัฒนธรรมสำหรับสังคมไทยโดยเฉพาะ
วัฒนธรรมที่สำคัญและเป็นวัฒนธรรมที่คนไทยจะต้องสร้างสรรค์ขึ้นมาในท่ามกลางวัฒนธรรมของโลกในปัจจุบัน คือ วัฒนธรรมความใฝ่รู้ สู้สิ่งยาก
ท่านเห็นว่า การที่สังคมไทยได้รับเอาความเจริญแบบตะวันตกเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ระบบอุตสาหกรรม ทำให้สังคมไทยรับเอาความเจริญตามแบบอย่างตะวันตกอย่างเต็มที่ แต่การรับเอาวัฒนธรรมดังกล่าวนั้นไม่สอดคล้องกับภูมิหลังของสังคมไทย เพราะคนไทยมักจะรับในเข้ามาในแง่ของการเสพบริโภคหรือรับเอาแต่สิ่งที่เป็นเครื่องอำนวยความสะดวกสบาย ทำให้คนไทยที่แต่เดิมมีวัฒนธรรมแบบเกษตรกรรมและมีความเป็นอยู่ที่สะดวกสบายอยู่แล้ว กลับเสพติดความสบายจากวัฒนธรรมตะวันตกมากยิ่งขึ้นและกลายเป็นคนมักง่ายมากยิ่งขึ้น โดยขาดพื้นฐานของวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมอุตสาหกรรมที่เป็นวัฒนธรรมแห่งการใฝ่รู้และสู้สิ่งยาก ดังท่านได้กล่าวไว้ว่า
"ถ้าเราไม่ระมัดระวัง คนของเราไม่มีการศึกษาที่พัฒนาให้ถูกจังหวะให้ถูกจุด มันจะทำให้คนของเรามีนิสัยแบบเป็นคนลวกๆ ไม่ชอบเผชิญปัญหาและเป็นคนอ่อนแอเปราะบางตลอดจนเป็นคนมักง่าย ชอบหวังลาภลอยจากสิ่งเลื่อนลอย พร้อมกันนั้น ในยุคนี้ สภาพชีวิตมนุษย์มีความสับสนซับซ้อนมาก พอเจอเข้ามาอย่างนี้ก็จะทำให้คนของเรานี้กลายเป็นคนที่นอกจากไม่สู้ความยากและไม่ชอบแก้ปัญหาแล้ว ก็จะกลายเป็นคนที่ปล่อยตัวและล้มเหลวได้ง่าย"
http://www.spu.ac.th/announcement/gen_ed/pa1.JPG
ท่านจึงได้เสนอแนะให้สังคมไทยในเวลานี้จะต้องสร้างวัฒนธรรมของความใฝ่รู้ สู้สิ่งยากขึ้นมาเพื่อพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าต่อไป โดยการสร้างจิตใจของนักผลิตและนักสร้างสรรค์ขึ้นมา ซึ่งก็คือการสร้างจิตใจวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์ อันเป็นลักษณะของความใฝ่รู้ รักความจริง ชอบเหตุผลนิยมปัญญา ชอบค้นคว้า แสวงหาสืบสาว ตรวจสอบ และการทดลองจนค้นพบความจริง และจิตใจของนักเทคโนโลยีที่ใฝ่สร้างสรรค์ และจิตใจแห่งนักอุตสาหกรรมที่เพียรบากบั่นสู้สิ่งยาก ดังท่านได้กล่าวได้ว่า
"ถ้าคนไทยมองเทคโนโลยีโยงไปถึงวิทยาศาสตร์อย่างนี้ ก็จะสร้างจิตใจของนักผลิตและนักสร้างสรรค์ขึ้นมาได้ ทำให้เกิดคุณสมบัติคู่กันที่ครบวงจร คือ วิทยาศาสตร์สร้างวัฒนธรรมแห่งความใฝ่รู้ และเทคโนโลยีสร้างวัฒนธรรมแห่งความใฝ่สร้างสรรค์ ซึ่งเมื่อประสานเข้ากับวัฒนธรรมแห่งความบากบั่นสู้สิ่งยาก ของอุตสาหกรรม ก็นำไปสู่ความเจริญขยายตัวของวิทยาการและการผลิตการสร้างสรรค์ พร้อมทั้งความก้าวหน้าทางวัตถุและความพรั่งพร้อมทางเศรษฐกิจอย่างน่าอัศจรรย์"
นอกจากคนไทยจะต้องหันมาสร้างวัฒนธรรมแห่งความใฝ่รู้สู้สิ่งยากแล้ว ท่านยังเห็นว่า คนไทยยังจะต้องมีวัฒนธรรมแห่งการมองกว้าง คิดไกล และใฝ่รู้ อีกด้วยนั่นก็คือ คนไทยจะต้องไม่มองเห็นเฉพาะประโยชน์ของตัวเอง ของพวกพ้อง หรือมองเห็นเฉพาะประโยชน์เฉพาะหน้าเท่านั้น แต่จะต้องมองให้กว้างออกไปในสังคม โลก และธรรมชาติ ซึ่งมิได้จำกัดขอบเขตอยู่กับเพียงสังคมใดสังคมหนึ่ง และจะต้องมองในลักษณะของการสร้างสรรค์วัฒนธรรมอีกด้วย นั่นคือ การที่จะสร้างสรรค์ได้จะต้องมีความใฝ่รู้ในสิ่งต่างๆ อยู่เสมอ
นอกจากนี้แล้ว คนไทยยังต้องปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมใหม่ จากการที่เป็นผู้ที่คอยเป็นผู้รับจากทางตะวันตกหรือจากผู้อื่น มาสู่วัฒนธรรมแห่งการเป็นผู้นำและเป็นผู้ให้กับโลกบ้าง นั่นคือ คนไทยจะต้องคิดในการที่จะนำพาวัฒนธรรมโลกไปสู่วัฒนธรรมที่ยั่งยืนกว่า การที่คนไทยสามารถพัฒนาวัฒนธรรมแห่งการเป็นผู้นำได้ ก็เท่ากับว่า คนไทยได้เป็นผู้ที่สามารถที่จะให้สิ่งสร้างสรรค์กับโลกได้อย่างแท้จริง
การที่คนไทยจะสามารถพัฒนาวัฒนธรรมต่างๆ ดังกล่าวมาได้นั้น พระพรหมคุณาภรณ์ได้นำเสนอ "วัฒนธรรมพุทธ" หรือ "วัฒนธรรมพุทธศาสตร์" เป็นตัวแบบในการสร้างสรรค์วัฒนธรรมใหม่ เพื่อเป็นการรื้อฟื้นวัฒนธรรมแบบพุทธขึ้นมา หรือเป็นการปรับปรุงวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมอุตสาหกรรม ที่กำลังครอบงำโลกอยู่ในปัจจุบันนี้
ทั้งนี้ ท่านเห็นว่า วัฒนธรรมที่ผ่านมาของมนุษยชาตินั้น ล้วนมีข้อบกพร่องด้วยกันทั้งสิ้น รวมทั้งวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์เองด้วย ที่แม้เป็นวัฒนธรรมแห่งความรู้และต้องทำก็จริง แต่คับแคบและเสียดุลเป็นอย่างยิ่ง เพราะมองความจริงเพียรด้านเดียว คือ ธรรมชาติภายนอกและเฉพาะทางด้านวัตถุเท่านั้น
ในขณะที่วัฒนธรรมแบบพุทธนั้น นอกจากเป็นวัฒนธรรมแห่งการที่ต้องรู้และต้องทำตามเหตุปัจจัยต่างๆ แล้ว ยังเป็นวัฒนธรรมแห่งการพัฒนามนุษย์อย่างครอบคลุมรอบด้านอีกด้วย ดังที่ท่านได้กล่าวไว้ว่า
http://www.baanjomyut.com/pratripidok/prayut.gif
"วัฒนธรรมพุทธศาสนา มีลักษณะที่สำคัญคือ ก) เป็นวัฒนธรรมแห่งการที่ต้องรู้คือ ต้องรู้องค์ประกอบของสิ่งต่างๆ ที่ต้องเข้าถึงเหตุปัจจัยของสิ่งทั้งหลาย....ข) เป็นวัฒนธรรมแห่งการที่ต้องทำ เพราะพระพุทธศาสนาสอนว่า มนุษย์จะต้องพึ่งตนและทำตนให้เป็นที่พึ่งได้ การที่มนุษย์จะพึ่งตนได้ต้องทำได้ด้วยตนเอง ต้องมีความเพียร...(ดังนั้น) วัฒนธรรมพุทธศาสนา (จึง) เป็นวัฒนธรรมแห่งความใฝ่รู้และสู้สิ่งยากอย่างมั่นคง...เราจำเป็นต้องเน้นวัฒนธรรมพุทธ เพราะอะไร เพราะว่ามันเป็นอีกก้าวหนึ่งจากวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมอุตสาหกรรม วัฒนธรรมวิทยาศาสตร์ยังไม่พอ เพราะอะไร เพราะแม้ว่าวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์จะสร้างความใฝ่รู้ มีนิสัยแห่งความคิดมีเหตุมีผล และวัฒนธรรมอุตสาหกรรมจะช่วยให้สู้สิ่งยากก็จริง แต่เรื่องหนึ่งที่วิทยาศาสตร์ไม่เคยพูดถึง คือ การพัฒนาคน วัฒนธรรมพุทธนั้น ถือการพัฒนาคนเป็นหัวใจหรือเป็นแกนกลางของทุกอย่าง..."
การพัฒนาสังคมไทยที่จะก้าวข้ามไปจากวิกฤตการณ์ที่เผชิญหน้าอยู่ในขณะนี้ก็ดี การพัฒนาประเทศให้มีศักยภาพเพื่อก้าวไปสู่การแข่งขันกับนานาชาติก็ดี หรือการที่จะก้าวไปสู่การเป็นผู้นำในเวทีโลกก็ดี
จึงจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมใหม่ โดยหันมาเน้นในการสร้างวัฒนธรรมแห่งความใฝ่รู้และสู้สิ่งที่ยาก ซึ่งวัฒนธรรมดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้นั้น ก็ด้วยการศึกษาหรือพัฒนาคนให้มีศักยภาพนั่นเอง
หน้า 7
วันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 10905
http://matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act01180151&day=2008-01-18§ionid=0130 (http://matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act01180151&day=2008-01-18§ionid=0130)
<!-- / message --><!-- attachments -->