มดเอ๊ก
01-17-2008, 05:59 PM
http://www.msu.ac.th/politics/webboard1/images_upload/20071011201381.jpg
คำสอนของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ในช่วงก่อนปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ไม่ว่าหนังสือหรือแถบเสียงมีน้อยมาก หากมีการจัดพิมพ์ก็เป็นเพียงเล่มบางๆ ขนาดต่างกันไป เนื่องจากปีนี้เป็น กึ่งศตวรรษแห่งวันรู้แจ้ง พระอธิการอเนก เตชวโร ประธานมูลนิธิหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ จึงดำริให้รวบรวมหนังสือเหล่านั้นนำมาพิมพ์ใหม่ ในขนาดมาตรฐาน ทำให้น่าอ่าน รูปเล่มสวยงามและง่ายต่อการเก็บรักษาอีกด้วย
เปิดประตูสัจธรรม เป็นหนังสือเล่มแรกที่รวบรวมมาจากหนังสือ ๓ เล่ม ได้แก่ ความจริง, หลวงพ่อเทียนเปิดประตูสัจธรรม และ ตื่นเถอะ ซึ่งจัดพิมพ์ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๒๔ -- ๒๕๒๕ หรือประมาณ ๒๕ ปีมาแล้ว ภาษาที่ใช้เป็นภาษาไทยภาคกลาง แม้จะมีภาษาถิ่นอีสานติดมาบ้าง ก็ได้ถอดความไว้แล้ว
มูลนิธิฯ มีหน้าที่เก็บรวบรวมงานอันเป็นสัจจะของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ เพื่อเป็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ผู้แสวงหาทางพ้นทุกข์ จึงมิได้ตัดทอนบทใดๆ ออก แม้ว่าบางบทบางตอนอาจซ้ำซ้อนอยู่บ้างก็ตาม เพียงแต่เรียงลำดับก่อนหลังตามวันเวลาที่จัดพิมพ์ในครั้งก่อน ส่วนการจัดย่อหน้าและวรรคตอนใหม่ก็เพื่อให้อ่านและเข้าใจได้ง่าย
เนื้อหาใน เปิดประตูสัจธรรม เป็นสัจธรรมที่ร่วมยุคร่วมสมัยเสมอ เราจะทึ่งในปัญญาญาณของหลวงพ่อ ที่มองเห็นปัญหาทั้งในส่วนบุคคลและสังคมได้กระจ่าง และท่านสามารถถ่ายทอดให้เราเห็นทางออกของปัญหาเหล่านั้น เช่น ในบทความเป็นไท เราจะได้รู้ว่ารักชาติ-ศาสน์-กษัตริย์ ที่ถูกต้องเป็นอย่างไร บทผลานิสงส์ เห็นกฎแห่งกรรมดีกรรมชั่วที่เป็นอมตะ และหากอ่านด้วยความใส่ใจจริงๆแล้ว จะสังเกตเห็นว่า ในช่วงปี ๒๕๒๔ ๒๕ นี้ ทุกๆครั้งที่หลวงพ่อเทียนมีโอกาสแสดงธรรม ท่านจะเรียกร้องให้เรากลับมาดู ลักษณะจิตใจที่เป็นปกติ ที่มีอยู่แล้วในคนทุกคน ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่รู้หน่ายเลยทีเดียว
นับตั้งแต่วันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๐๐ เป็นต้นมา หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ นอกจากยืนยันรับรองคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าไม่หมดยุคหมดสมัย หากแต่เป็นสัจธรรมตลอดไปแล้ว ยังชี้ให้เห็นว่า ใบไม้ในกำมือเดียว ก็คือ สติ หรือ ความรู้สึกตัว เมื่อเจริญเต็มรอบก็จะเกิดญาณปัญญาพาคนออกจากห้วงทุกข์ได้
ที่สุดนี้ ขออนุโมทนา ทุกกลุ่มทุกคณะที่มีส่วนร่วมจัดพิมพ์หนังสือ เปิดประตูสัจธรรม ทั้งในอดีตและปัจจุบัน และยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ขออนุโมทนากับทุกผู้ทุกคนที่ร่วมพิสูจน์ความจริงด้วยกัน
มูลนิธิหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
กันยายน ๒๕๕๐
๑.หลักการเจริญสติ (๑)
ตั้งใจฟังให้ดี ญาติโยมและเพื่อนภิกษุสามเณรทั้งหลาย เมื่อตั้งใจฟังแล้วก็จดจำได้ เรียกว่า "รู้จำ รู้จัก" จากนั้นเราก็มาศึกษาหรือปฏิบัติให้ "รู้แจ้ง รู้จริง" หรือที่เราเห็นเอง เข้าใจเอง การมาศึกษาและปฏิบัติธรรมนั้น ส่วนมากเรายังไม่ค่อยรู้และยังไม่ค่อยเข้าใจกัน ส่วนมากเรารู้แต่เพียงการทำบุญให้ทานและรักษาศีลและการทำสมถกรรมฐาน ส่วนลึกเข้าไปอีกนั้นรู้กันน้อย เรื่องเจริญวิปัสสนานั้น มักจะมีกรณีเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่งรู้ขึ้นมา แล้วนำมาสอนนำมาพูด คนก็เลยเกียจคร้านไม่อยากปฏิบัติจึงเข้าใจกันน้อย รู้เพียงสมถกรรมฐานเท่านั้น บางคนทั้งๆที่ตัวเองทำ สมถกรรมฐานอยู่ ก็ยังไปเรียกว่า "วิปัสสนา" ก็มี เพราะยังไม่รู้แจ้ง รู้จริง เพียงแต่รู้จำ รู้จักเท่านั้น
สิ่งที่เคยทำมาก่อนจะพบของจริง
ดังนั้น เราจึงมาทำความเข้าใจ คำว่า ความสงบกัน อันความสงบนั้นมีอยู่ด้วยกัน ๒ อย่าง สงบแบบที่หนึ่งนั้น สงบใต้โมหะ ส่วนสงบแบบที่สอง สงบด้วยสติปัญญา เมื่อเล่าถึงความสงบสองอย่างนั้น ก็ต้องนำเรื่องเหตุเรื่องผลมาเล่า เหตุมันเกิดขึ้นเพราะเราไปทำความสงบ เช่นเราไปภาวนา พุท-โธ ซึ่งผมเองเคยทำมาก่อนแล้ว คือ หายใจเข้าว่า "พุท" หายใจออกว่า "โธ" เวลาเดินจงกรมก็ว่า "พุท-โธ" ก้าวเท้าไปก้าวเท้ามา แล้วให้จังหวะถูกต้องกับลมหายใจ สิ่งเหล่านี้เป็นความสงบ เพราะมันทำช้าๆ
จากนั้น มีอาจารย์ท่านหนึ่ง ชื่ออาจารย์เสาร์มาจากภาคเหนือ พูดให้ผมฟัง แกว่าการขึ้นต้นไม้นั้น จะขึ้นปลายทีเดียวไม่ได้ มันต้องขึ้นไปจากโคนต้น มาสอนให้นับหนึ่ง สอง สาม ไปถึงสิบ แล้วนับย้อนจาก สิบ เก้า แปด ลงมาถึงหนึ่ง อันนี้แกว่าเป็นการขึ้นต้นของมัน และเป็นวิธีตามลมหายใจเหมือนกัน คือหายใจเข้าว่า "หนึ่ง" หายใจออกก็ว่า "สอง" จะผิดกันก็แต่คำพูดเท่านั้น ส่วนหลักการอันเดียวกัน คือให้ถูกต้องตามลมหายใจเข้าออกเท่านั้น แล้วยังสอนอีกว่าวิธีนับหนึ่ง สอง สาม นี้ขลังอีกด้วย หากถูกมีดพร้าฟันชำแหละเนื้อเราเข้าไป แกสอนว่าให้กลั้นใจ นับหนึ่ง สอง สาม ไปถึงสิบนี่แหละ กลับไปกลับมา มันจะไปเป่าเส้นเลือดขัดเลือด (หยุดเลือด) ให้หายได้ แล้วก็ขลังอีกด้วย เวลาไปไหนมาไหน เป็นสิ่งจำเป็น ผีก็ขยาด ผีก็กลัว ท่านสอนอีกหลายอย่าง
จากนั้น ผมมาทำสัมมาอะระหัง ซึ่งเป็นสิ่งที่อาจารย์เสาร์แกสอนไว้ สิ่งเหล่านี้ผมทำมา ได้ความสงบ นั่งแล้วก็สงบ ภาวนาไปก็หลับ เพราะว่าหลับตาทำช้าๆ เดินจงกรมก็ทำไปอย่างนั้น
ต่อจากนั้น ไปที่จังหวัดอุดร ผมเลยไปได้หนังสือจากจังหวัดอุดร คือวิธีพองยุบ เวลาหายใจเข้าก็ว่า "พองหนอ" หายใจออกก็ว่า "ยุบหนอ" แต่ก็ให้ตามลมหายใจเช่นเดียวกัน วิธีเหล่านี้เป็นอันเดียวกัน มันเกี่ยวข้องกับลมหายใจเหมือนกันหมด เวลาเดินจงกรมก็ว่า ยกส้นหนอ ไปหนอ ลงหนอ ถูกหนอ กดหนอ แล้วก็พูดว่าได้ "ฌาน" แล้วแต่จะพูดไป ว่าได้เท่านั้นเท่านี้ ผมก็ทำมาบ้างแล้ว พูดตรงๆนี้แหละ เป็นการเดา คาดคิดคาดคะเนเอาเอง แต่ก็ดีอยู่เหมือนกัน สิ่งเหล่านี้รวมความแล้วเป็นวิธีอานาปานสติเท่านั้น แต่ก็ได้ความสงบ
แม้วิธีอานาปานสติก็ดูลมหายใจ นั่งดูลมหายใจเข้า หายใจออก สั้น ยาว ให้รู้จัก แล้วก็ดูลมหายใจหยาบ ลมละเอียด ดูไปๆ มันละเอียดเข้าๆ ก็เลยหลงต้นลมหายใจ แล้วก็ "ตัวแข็ง" หลงกลั้นใจแล้วตัวก็เลยเป็น "สมาธิแข็ง" นั่งสงบอยู่อย่างนั้นแหละ เลยหลงลมหายใจ คำว่า "หลง" นี้ เทียบได้กับคำว่า "โมหะ" ในทางธรรม (ภาษาบ้านเราเรียกว่าหลง) สิ่งเหล่านี้ผมทำมาแล้วและมีความสามารถที่จะสอนผู้อื่นได้ วิธีทำตัวแข็งนี้ผมสอนได้จริงๆ ถ้าหากญาติโยมคนใดต้องการ แต่ยังเป็นความสงบใต้โมหะ สงบใต้ความหลง ไม่ใช่ความสงบด้วย "ปัญญา" ตามความเข้าใจหรือทิฐิของผม การกระทำวิธีนี้ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า
เจ้าชายสิทธัตถะกับสองอาจารย์
ผมนึกมาได้ว่าเมื่อสมัยพระพุทธเจ้าของเรายังไม่ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ไปศึกษาอยู่กับอาฬารดาบส อุทกดาบส อาจารย์คนแรกนี้สอนได้สมาบัติ ๗ คือรูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๓ เข้าฌานออกฌานได้คล่องแคล่วว่องไวเหมือนกับอาจารย์ แต่ก็ยังมีความทุกข์อยู่ มีความทุกข์เพราะคิดถึงคนนั้นคนนี้ ชอบคนนั้นเกลียดคนนี้ บางทีพวกปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ทำอะไรต่างๆที่ตาเห็น บางครั้งบางคราวก็ไม่พอใจ บางครั้งบางคราวก็พอใจ พวกปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ พูดคุยกันได้ยินกับหู บางคราวก็ไม่พอใจ หรือบางครั้งนั่งอยู่ผู้เดียว ตาไม่เห็นหูไม่ได้ยิน แต่ก็คิดถึงราหุล นางพิมพา ผู้เป็นโอรสและมเหสี อันนี้ก็แสดงว่า ความทุกข์นั้นยังมีอยู่ ก็ไปถามอาจารย์ อาจารย์ก็บอกว่าหมดความรู้ที่จะสอนแล้ว ก็เลยลาจากอาจารย์คนนี้ไปศึกษาเล่าเรียนต่อ
อาจารย์คนที่สองชื่อว่า อุทกดาบส ซึ่งได้สมาบัติ ๘ คือ รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ เมื่อได้สมาบัติ ๘ แล้ว เห็นพวกปัญจวัคคีย์ ทั้ง ๕ ทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง เห็นด้วยตาได้ยินด้วยหู บางครั้งบางคราวก็พอใจ บางครั้งก็ไม่พอใจ บางครั้งก็ยังคิดถึงราหุล และนางพิมพา คิดถึงพระราชวัง คิดถึงสมบัติ คิดถึงนางสนมกำนัลผู้ให้ความบำรุงบำเรอ อันนี้ก็แสดงว่าความทุกข์ยังมีอยู่ อันนี้ชื่อว่ารู้จำ รู้จัก ยังไม่ใช่เป็นการรู้แจ้ง รู้จริง ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์
เรื่องการทำบุญให้ทานรักษาศีลหรือทำสมถกรรมฐานนั้น ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า แต่ก็สงเคราะห์เข้ากันได้ว่าเป็นการทำดี ทำดีนี้ยังดีกว่าทำชั่ว หรือเอาบุญดีกว่าเอาบาป การทำบุญให้ทาน รักษาศีล หรือทำสมถกรรมฐาน จึงเรียกว่า ทำดีเฉยๆ เพราะมันดับทุกข์ไม่ได้
ทางที่ไม่ใช่ทาง
เมื่อเป็นเช่นนั้นพระองค์ก็ลาอาจารย์ แต่อาจารย์ไม่อยากให้ไป อยากให้ประกาศธรรมะร่วมกัน พระองค์มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะดับทุกข์ให้ได้ ก็เลยหนีมาจากอาจารย์ เมื่อหนีจากอาจารย์มา ก็มากลั้นลมหายใจ ไม่กินข้าว ไม่กินน้ำ ไม่พูดไม่คุยกับใคร แม้ข้าวก็กินทีละเท่าเมล็ดงา เมื่ออดข้าวอดน้ำร่างกายก็เริ่มซูบผอม มีแต่หนังหุ้มกระดูกเท่านั้นที่รัดรึงกันอยู่ ไปไหนมาไหนลำบาก พระองค์ก็เลยมากินมะขามป้อมและลูกสมอนี่แหละ พอดีพวกปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ เห็นเข้าก็คิดว่าพระองค์คงจะไม่ได้ตรัสรู้ เพราะเลิกละความเพียรเวียนมามักมากแล้ว พวกปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ก็หนีจากพระองค์ไป
เรื่องนี้พวกที่ได้เรียนนักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก หรือเรียนบาลีมารู้จักดี อันนี้ก็ชื่อว่ารู้จำ ที่ผมพูดมานี้ พ่อแม่ครูบาอาจารย์เล่าให้ฟังก็รู้จำมา แสดงว่าสิ่งเหล่านี้มีมาก่อน ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า
ในประเทศอินเดียมีหลายลัทธิ บางลัทธิเปลือยกายไม่นุ่งผ้า ซึ่งพวกเราเองก็เคยได้ยินกันอยู่ บางลัทธิฝึกสอนให้ทรมานกาย โดยให้นอนบนเสี้ยนบนหนาม เรารู้เราเห็นอยู่หนามตำก็เจ็บ บางลัทธินอนย่างไฟ ถ้าหากเราเข้าใจเรื่องตำรับตำรา รู้จำมาดีแล้ว เราก็จะเข้าใจได้ง่ายๆ อย่างลัทธิไม่นุ่งผ้า เมื่อมาคิดถึงเด็กๆที่เกิดมาใหม่ๆ ก็ไม่นุ่งผ้าเช่นกัน พอโตขึ้นมาก็หาได้สำเร็จอรหันต์ไม่ หรืออย่างการนอนย่างไฟ ก็คิดเปรียบเทียบกับหญิงที่คลอดลูกใหม่ๆ ผมเห็นแม่ลูกอ่อนแถวบ้านผม นอนย่างไฟกินน้ำร้อน กิเลสก็หาได้หมดไปไม่ และก็ไม่ได้เป็นอริยบุคคลด้วย เราก็เห็นกันอยู่ เห็นได้ด้วยตาแล้วก็พิจารณาได้หากมีปัญญา สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า แต่เป็นทิฐิความเห็น และก็ทำกันไป เพราะเราไม่รู้ เมื่อไม่รู้ก็ทำไปแบบงมงายอย่างนั้น ต่างคนต่างคล้ายๆกับคนตาบอดหลงทาง รอโอกาสอยู่ว่ามันจะถูกทางเมื่อใด เป็นอย่างนั้น
ตั้งใจฟังก็เป็นข้าวที่หนึ่ง
ที่เล่าให้ฟังนี้เพื่อทำความเข้าใจว่าอะไรควร อะไรไม่ควร พวกเราก็เคยเรียนจากตำรับตำรา มีครูบาอาจารย์สอนกันอยู่แล้ว บางท่านจึงไม่เชื่อ คิดว่ามันต้องทำไปตามขั้นตอน สร้างสมอบรมบารมี จะคิดเอาอย่างนี้ก็ได้ ถ้าหากคนมีปัญญาแล้วจะฟังเข้าใจ ดังนั้น การที่พวกเรามาอยู่ที่นี่เพื่อมาปฏิบัติธรรมร่วมกัน ขอให้ทุกคนทำตัวเป็นข้าวที่หนึ่ง เป็นเม็ดที่สมบูรณ์ แก่ดี เต็มดี เอาไปเพาะปลูกมันออกหน่อง่าย ถ้าเป็นเม็ดข้าวผอม เม็ดเล็ก มันอาจจะออกหน่อได้ช้า ถ้าเป็นเม็ดข้าวลีบก็ไม่ออกเลย เป็นอย่างนั้น ฉะนั้น จงตั้งใจฟังเพื่อความเข้าใจ ให้รู้จำ รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง เป็นอย่างนั้น
ค้นหาทางใหม่ด้วยตนเอง
ตอนนี้พระองค์เดินมาตามลำพังพระองค์เดียว ก็รู้สึกสงัดกาย สงัดวาจา แต่ใจยังไม่สงัด แล้วพระองค์ก็มาพบกับนางสุชาดา ซึ่งกำลังเอาข้าวไปบวงสรวงเทวดา ถึงตอนนี้จะเห็นได้ว่า การบวงสรวงอ้อนวอนมันมีมาก่อนแล้ว จึงเป็นที่น่าคิดว่าการปรารถนาสิ่งใด ถ้าหากเราไม่ลงมือกระทำแล้ว การปรารถนานั้นจะไม่สำเร็จ ที่จะสำเร็จด้วยคำพูดนั้นไม่มี มันต้องสำเร็จเพราะการกระทำ ดังนั้นขอให้พวกเราจงอย่าเกียจคร้าน ตั้งอกตั้งใจฝึกตนเอง ปฏิบัติตนเอง ด้วยการเจริญสติให้ติดต่อกัน
การเจริญสตินี้เราก็ได้พูดกันมาแล้ว บางคนก็เข้าใจน้อย บางคนก็เข้าใจมาก คำว่า เจริญสตินี้ หนังสือนวโกวาท ให้อรรถาธิบายไว้ว่า ธรรมที่มีอุปการะมากมี ๒ อย่าง คือ สติ - ความระลึกได้ สัมปชัญญะ - ความรู้ตัว คำว่า "อุปการะมาก" หมายถึง ธรรมที่มีค่ามีคุณมาก คำว่า "มีค่ามีคุณมาก" ไม่ได้คิดเป็นเงินเป็นทองว่า เท่านั้นบาทเท่านี้ร้อย เท่านี้พันหรือแสน ไม่ใช่อย่างนั้น แต่หมายความว่า "ผู้ใดเจริญสตินี้มีอานิสงส์มาก" ดังนั้นเราต้องทำความรู้สึกกับการเคลื่อนไหวไปมาไม่ว่าจะโดยวิธีใดก็ตาม
ดังนั้น เมื่อพระองค์พบนางสุชาดาและนางสุชาดาได้ถวายถาดอาหารแล้ว พระองค์จึงถามว่าถวายเฉพาะข้าว หรือจะถวายหมดทั้งข้าวทั้งถาดเลย นางตอบไปว่าถวายทั้งหมดเลยไม่ขอเอาอะไรกลับคืน พระองค์ก็เลยฉันหรือเสวยข้าวนั้นหมด หรือพูดง่ายๆว่าเมื่อกินข้าวนั้นแล้วก็นำถาดไปอธิษฐานที่ริมแม่น้ำ คำอธิษฐานนั้นก็เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วในหมู่เรา คือ "ถ้าหากข้าพเจ้าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ฆ่ากิเลสตายคลายกิเลสหลุดนั้น เมื่อข้าพเจ้าวางถาดหรือขันใบนี้ลงแล้ว ขอให้ขันหรือถาดใบนี้ลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไปทางต้นน้ำโน้น ตรงกันข้าม ถ้าหากว่าจะไม่ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ฆ่ากิเลสไม่ตาย คลายกิเลสไม่หลุดนั้น เมื่อวางถาดหรือขันใบนี้ลงไปบนน้ำแล้ว ก็ให้ลอยตามกระแสน้ำ" เมื่อพระองค์วางถาดลงไปก็ปรากฏว่าถาดลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไป เมื่อเป็นเช่นนั้นพระองค์ก็กลับมานั่งใต้ร่มโพธิ์ ทรงนั่งทำ "ธุระทางจิตทางใจ" ดังนั้น เราก็เลยเชื่อตำรับตำราว่า พระพุทธเจ้าบำเพ็ญเพียรทางจิตทางใจ
การบำเพ็ญทางจิตนั้น เราอาจสงสัยว่าทำอย่างไรล่ะ เราไม่รู้จักก็เลยมาภาวนา "พุทโธ" บ้าง "อรหัง" บ้าง "พองยุบ" บ้าง นับหนึ่ง สอง สาม ถึงสิบบ้าง อานาปานสติบ้าง แล้วแต่ความคิดเห็นของใคร แล้วก็เรียกว่าเจริญสติ คำว่า "เจริญสติ" นั้น ไม่เกี่ยวข้องกับการไปนั่งหลับตา
ตรัสรู้แล้วไปโปรดคนที่ยังสอนได้
เมื่อพระองค์ได้ตรัสรู้แล้ว ดับทุกข์ดับร้อนได้เป็นพระอรหันต์แล้ว "เล็งญาณ" ไปถึงอาจารย์ทั้งสองคนนั้น ท่านก็ว่า ฉิบหายแล้ว ฉิบหายนั้นก็คือตายแล้ว ไม่รู้แล้ว คำว่า "ตายแล้ว" บางทีอาจหมายถึง คนเหล่านั้นมีความรู้มาก เมื่อเราไปพูดให้ฟังคงจะไม่เชื่อฟัง เพราะว่ามีความรู้มาก ดังภาษิตหรือคำพังเพยโบราณว่า "รู้มากยากนาน รู้น้อยพลอยรำคาญ" คือมีความรู้น้อยเรียนน้อยพลอยลำบากรำคาญสงสัยอยู่เรื่อย เช่น ปฏิบัติผิดหรือถูก เมื่อไม่มีโอกาสโปรดอาจารย์เหล่านั้น ก็เลยคิดถึงปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ จึงเดินไปหา ระหว่างทางเดินไปพบนักบวชรูปหนึ่งชื่ออุปกาชีวก เมื่ออุปกาชีวกเห็นพระองค์เดินมาจึงถามพระองค์ว่า ท่านเป็นลูกศิษย์ใคร อยู่สำนักไหน กิริยามารยาทเรียบร้อยดี พระองค์ก็บอกซื่อๆว่าเราไม่ได้อยู่สำนักใด ไม่ได้เป็นลูกศิษย์ใคร เรารู้เอง เห็นเอง เข้าใจเอง เรียกว่าตรัสรู้ชอบเองนั่นแหละ ที่เป็นเรื่องน่าคิดก็คือ คนเราต้องการความจริง ครั้นเมื่อพูดความจริงให้ฟัง ก็กลับไม่เชื่อเสียอีก นักบวชคนนี้หรืออุปกาชีวก ก็เลยแลบลิ้นให้ ไม่เชื่อ เดินหนีสวนทางกันไปเลย
นี่แหละสอนให้รู้ว่า เราฟังแล้วอย่ามีทิฐิ อย่ามีมานะ ฟังแล้วตั้งอกตั้งใจปฏิบัติ ลองดูบ้าง ในตำรับตำราเรียนนักธรรมเอก หนังสือธรรมวิจารณ์ ผมอ่านแล้ว ผู้ที่เจริญสติปัฏฐานสี่ ติดต่อกันเหมือนลูกโซ่นั้น อย่างน้อย ๗ ปี อย่างกลาง ๗ เดือน อย่างเร็วหรือไวที่สุด นับตั้งแต่ ๑ วันถึง ๗ วันหรือ ๑๕ วัน มีอานิสงส์สองประการ คือ หนึ่งเป็นพระอรหันต์ สองเป็นพระอนาคามีในปัจจุบันภพนี้ ท่านกล่าวกันว่าอย่างนั้น
ทีนี้มีบางคนทำมาถึง ๙ ปี ๑๔-๑๕ ปี หรือ ๒๐ ปีก็มีนะบางคน ก็ยังไม่เข้าใจ ทำไปถึงเจ็ดปีแล้วก็ว่าไม่ถูกทางแล้ว นี่เป็นอย่างนั้น ส่วนอาจารย์ที่สอนผมนี้ท่านว่าท่านทำมาหลายปี ท่านก็ว่าท่านรู้ แต่ว่ายังมีความโกรธอยู่ ความโกรธนั่นแหละคือกิเลส
บัดนี้เมื่อมาถึง พวกปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ นี้ไม่เชื่อ อันนี้พวกท่านคงจะรู้ดี ท่านอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายคงเคยได้ยินได้ฟังพระท่านแสดงธรรมให้ฟัง คงจะรู้คงจะเข้าใจ พระองค์ก็เลยบอกว่าตั้งใจฟังเสียก่อน สิ่งที่เรากล่าวนี้ พวกท่านเคยได้ยินเราพูดอย่างนี้มาก่อนไหม พวกปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ก็ว่าไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน จึงตั้งใจฟัง อัญญาโกณทัญญะก็เกิดดวงตาเห็นธรรม รู้ธรรม ส่วนพวก ๔ คนนั้นยังไม่รู้ อันนี้ท่านอุปมาว่าเหมือนกับบัวสี่เหล่า การตรัสรู้นั้นท่านว่าเหมือนดอกไม้อาศัยแสงตะวัน คือเมื่อตะวันส่องแสงมายังพื้นโลก เมื่อความร้อนกับความเย็นกระทบกันจึงเกิดความอบอุ่น ดอกไม้ก็เลยบานได้ตามต้องการ
นิทานปรัมปรา
ที่ผมนำมาเล่าให้ฟังนี้ ผมรู้จำมาจากพ่อแม่ครูบาอาจารย์ เล่าสู่ฟังก็จำมา เมื่อถึงตรงนี้แล้ว ก็ขอเล่านิทานให้ฟังต่ออีกเรื่องหนึ่ง พ่อผมเล่านิทานให้ฟังตั้งแต่สมัยผมเป็นเด็กน้อยไปนอนนากับพ่อ ท่านเล่าให้ฟังว่า พระพุทธรูปทุกองค์ ท่านว่ามีจิตวิญญาณของพระพุทธเจ้าเข้าไปแทรกไปสิงอยู่ขนาดเท่าเมล็ดงาทุกองค์ จะเป็นพระไม้ก็ตาม พระเงิน พระทอง พระอิฐ พระปูนก็ตาม หรือจะเป็นพระแก้ว พระอะไรก็ช่าง พระธาตุก็เช่นกัน จะเป็นธาตุพนม ธาตุอุเทน ธาตุเกตุแก้วจุฬามณี ธาตุอะไรก็ตาม มีดวงจิตวิญญาณของพระพุทธเจ้าเข้าไปเกาะหมดทุกธาตุ
เมื่อศาสนาพุทธล่วงไปถึง ๕,๐๐๐ ปี แล้วจะมืด ๗ วัน ๗ คืน พระพุทธรูปเหล่านั้นจะเหาะไปรวมตัวกัน จะรวมที่ไหนนั้นผมก็จำไม่ได้ แล้วธาตุเหล่านั้นและพระพุทธรูปจะแตกผางออกไปไกล เหมือนเสียงปืนตูมออกไป จิตวิญญาณอันอยู่ในพระพุทธรูปหรืออยู่ในพระธาตุเหล่านั้น จะมารวมตัวกันเข้าเป็นคนในรูปของเจ้าชายสิทธัตถะกุมาร แล้วออกมาแสดงธรรมให้คนฟัง ๗ วัน ๗ คืน และเมื่อผู้ใดได้ไปฟังธรรมนั้น ผู้มีปัญญามากอย่างเช่นที่ได้ยกอุปมาเรื่องเม็ดข้าวเต็มสมบูรณ์ ก็จะได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันต์ ได้นิพพานพร้อมพระพุทธเจ้า ผู้ใดมีปัญญาน้อยซึ่งเปรียบเทียบเหมือนเม็ดข้าวเล็ก ข้าวผอม ไม่เต็มไม่สมบูรณ์ ก็จะได้เป็นพระโสดาบัน พระสกิทาคามีหรือพระอนาคามี ตามสติปัญญา บางคนอาจจะไม่รู้จักอะไรเลยก็ได้ ท่านว่าอย่างนั้น
ผมเคยมีความคิดว่า หากเกิดมาในชาตินั้น ขอให้ข้าพเจ้าได้พบกับพระพุทธเจ้าในยุคนั้นด้วย ยุค ๕,๐๐๐ ปีนั่นแหละ ผมนึกในใจอย่างนั้น ผมทำบุญให้ทานรักษาศีล ผมก็นึกในใจอย่างนั้น
ท่านว่าเมื่อศาสนาพุทธล่วงไปได้ ๕,๐๐๐ ปีนั้น จะมืด ๗ วัน ๗ คืน มืดมิดจนมองอะไรไม่เห็นและไม่รู้ว่าใครเป็นใคร พ่อจะกินลูก ลูกจะกินพ่อ ผัวจะกินเมีย เมียจะกินผัว ไม่รู้จักว่าเป็นพี่น้องหรือเครือญาติ จะขาดแคลนอาหารการกินถึง ๗ วัน ๗ คืน ต่างก็ไม่ได้กินข้าวไม่ได้กินน้ำ มีอะไรตกมาก็ฆ่ากัน แย่งชิงรุมกินกัน นี่เป็นเรื่องที่คนแต่ก่อนเล่าให้ฟัง
หลักการเจริญสติ
เมื่อผมไปเจริญสติแบบที่ผมเอามาสอน ผมจึงรู้จักสิ่งเหล่านี้ แต่ก่อนผมไม่เคยรู้ ทำบุญก็ไม่รู้จักบุญ ไม่รู้จักจริงๆ นึกว่าตายแล้วจะไปเกิดบนสวรรค์ชั้นฟ้า และเป็นอย่างไรผมไม่รู้จักจริงๆ จนกระทั่งผมมาเจริญสติ พลิกมือขึ้นให้มีสติเข้าไปรู้ คว่ำมือลงให้มีสติเข้าไปรู้ ยกมือไปให้มีสติเข้าไปรู้ เก็บมือมาให้มีสติเข้าไปรู้ ทำอยู่อย่างนี้ กะพริบตา หายใจเข้าหายใจออก ให้มีสติเข้าไปรู้ จะเข้าสั้นออกยาวก็ให้มีสติรู้เฉยๆ ไม่ต้องพูดหรือบริกรรมอะไร เอียงซ้าย เอียงขวา ก้ม เงย คู้ เหยียด เคลื่อน ไหว กลืนน้ำลายผ่านลงไปในลำคอ หรือเคลื่อนไหววิธีใด โดยในอิริยาบถไหน ให้มีสติเข้าไปรู้ในอิริยาบถนั้นๆ
รู้ครั้งแรก : รู้อารมณ์ รูป - นาม
เลยเกิดมีความคิดมีปัญญาขึ้นมา เลยรู้จักรูป รู้จักนาม ซึ่งแต่ก่อนผมไม่รู้ว่ารูป-นามเป็นอย่างไรแน่ เพียงแต่รู้จำมาเฉยๆ ไม่ได้รู้จักจริงๆ "การรู้" มันเป็นขั้นตอนที่ลุ่มลึกจริงๆและต่างกันด้วย คือ "รู้จำ รู้จัก รู้แจ้ง แล้วก็รู้จริง" ซึ่งเป็นการรู้จริงๆ ผมขอยืนยันว่าการเจริญสติแบบนี้ทำให้ผมรู้รูป - รู้นาม รูป-นาม มันติดกันอยู่
ผมมีเรื่องจะเล่าให้ฟัง คือก่อนที่ผมจะรู้สิ่งนี้นั้น ผมกำลังนั่งอยู่ มีแมงงอด (แมงป่อง) แม่ลูกอ่อนตกใส่ขาผม สมัยนั้นผมยังเป็นฆราวาสอยู่ ผมนุ่งกางเกงขาสั้น ซึ่งปรกติหากมีอะไรตกใส่ผม ผมเป็นต้องปัดมันกระเด็นไป แต่ครั้งนี้ผมไม่ได้ปัดเพราะเผลอไป ก็เลยมองดู แมงป่องก็เป็นรูปเป็นนามเหมือนกันกับเรา ขาเราก็เป็นรูปเป็นนามเช่นกัน เมื่อพิจารณาโดยละเอียด ก็เลยรู้จักรูป รู้จักนาม ตอนผมรู้สิ่งนี้ ผมมองเห็นเลยว่าการคว่ำมือลงเป็นรูปเป็นนาม
แต่ก่อน สิ่งที่ผมรู้จักก็คือ รูปังอนิจจัง ซึ่งหมายความว่ารูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง สัญญาไม่เที่ยง สังขารไม่เที่ยง วิญญาณไม่เที่ยง ตอนเป็นเด็กผมบวชเป็นเณร ๑ ปี ๖ เดือน แล้วมาบวชเป็นพระหนุ่มอีก ๖ เดือน มันรู้จำ รู้จัก แต่ไม่รู้แจ้ง รู้จริง
จากนั้นผมก็มารู้รูปทำ - นามทำ ธรรมะนั้นจึงคือตัวคนเรานี่เอง ทำดีทำชั่วเป็นตัวเรานี้
แล้วก็รู้จักรูปโรค - นามโรค ผมได้รู้ว่ารูปโรค - นามโรค มี ๒ อย่าง คือ รูป (ร่างกาย) เรานี้เมื่อเจ็บ ปวดท้อง เป็นตุ่ม หรือจะเป็นฝี เป็นอะไรก็ตามเถิด จะเป็นกับรูปอันนี้ เมื่อเป็นมันก็เจ็บ นี้คือรูปเป็นโรค ต้องไปหาหมอให้ยารักษา
นาม ก็คือใจ ส่วนนามโรคอีกชนิดหนึ่ง ร่างกายสบายดี กินข้าวได้ นอนหลับ เมื่อมีผู้ใดผู้หนึ่งมาว่าให้ เกิดพอใจไม่พอใจ อันนี้เรียกว่านามโรค หรือจิตวิญญาณเป็นโรค ต้องเข้าหาธรรมะ ผมรู้จักแค่นี้ก่อน
จากนั้นผมมารู้จักทุกขัง - อนิจจัง - อนัตตา การพลิกมือขึ้นคว่ำมือลงเป็นทุกข์ กะพริบตา หายใจเข้า-ออกก็เป็นทุกข์ คิดอะไรก็เป็นทุกข์ทั้งหมด นี่แหละผมรู้จักทุกขัง อนิจจัง อนัตตาอันนี้เป็นอย่างนี้ ทุกขัง หมายถึง มันติดอยู่กับรูป อนิจจัง หมายถึง ไม่เที่ยง อนัตตา หมายถึง บังคับบัญชาไม่ได้ มันเปลี่ยนแปลงไปอยู่อย่างนั้น สมมติว่าเราเป็นก้อนเนื้อก้อนหนึ่ง อันนี้เป็นก้อนทุกข์ ว่ากันอย่างนี้เลย เรารู้จักมันเสียแล้ว
เมื่อรู้จักทุกข์นี้แล้วผมก็เลยรู้จักสมมติ สมมติผี สมมติเทวดา สมมตินรก สมมติสวรรค์ สิ่งที่สมมตินี้ผมรู้จักหมด การบวชการสึกนี้ก็เป็นสมมติ พระพุทธรูปนี้ก็เป็นสมมติ ผมรู้จักทั้งหมดทั้งสิ้น
เมื่อรู้จักอย่างนี้แล้วก็เลยมารู้จักศาสนา ศาสนาแปลว่าคำสอน สอนเข้าหูคน ตัวศาสนาจึงคือตัวคนทุกคน สมมติจึงมีมาก แต่ก่อนเราเข้าใจว่าศาสนา คือวัด คือโบสถ์ คือพระพุทธรูป คือตัวหนังสือ เราไปเข้าใจอย่างนั้น เมื่อผมปฏิบัติวิธีนี้ ผมจึงรู้ว่าตัวศาสนาที่แท้จริงคือ "คน" ส่วนพุทธศาสนา คือตัว "สติ สมาธิ ปัญญา" คือตัวรู้นั่นแหละ "พุทธะ" จึงแปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ผมรู้จักอย่างนี้
จากนั้นแล้วผมก็รู้จักบาป บาปคือโง่ บาปคือมืด หรือ หนักอกหนักใจ บาปคือไม่รู้จักอะไรนั่นแหละ ใครจะพูดอะไรก็เชื่อไปตะพึดตะพือ คือเชื่อหมด อันนี้แหละเรียกว่าบาปอย่างแท้จริง ผมเข้าใจอย่างนี้ ส่วนบุญ คือรู้จัก คือเบา บุญคือดีใจ หรือรู้แล้วดีใจ
เกิดความรู้ลึกซึ้งกว่าที่รู้จำจากตำรา
บางทีเอาไปพูดให้ฟัง เขาก็ยังไม่เชื่อ อันนี้ผมรู้หมด จึงว่าเป็นเรื่องสมมติ ที่พ่อผมพูดให้ฟังว่า พระพุทธรูปนี้มีดวงจิตวิญญาณไปเกาะที่อยู่เท่าเมล็ดงา ความจริงตัวคนเรานี้ จะเป็นผู้หญิงผู้ชายก็ตาม จะนับถือศาสนาใดก็ตาม มีดวงจิตวิญญาณที่สามารถจะเป็นผู้รู้ได้เช่นเดียวกันหมด หากว่าได้ฝึกเจริญสติ จนสติเติบโตสมบูรณ์เข้มแข็ง การ "รู้" นี้แหละคืออานิสงส์ของการเจริญสติ มันรู้มาอย่างนี้ ไม่ใช่มีคุณมีค่าในการไปหาเงินหาทอง
เรื่องทุกขัง อนิจจัง อนัตตานั้น เมื่อผมเห็นนั้น ผมได้พิจารณาไปถึงสภาพที่ต้องมีผมหงอก ฟันหัก หรือเมื่อนั่งนานๆจะรู้สึกเจ็บหลังปวดเอว เจ็บแข้งเจ็บขา นั้นเป็นทุกขเวทนา ทุกข์ โศกเศร้า ร่ำไรรำพันเฉยๆ มันรู้จักหมด ตัวทุกขัง อนิจจัง อนัตตานั้น คือ ตัวอิริยาบถนี่แหละ
ผมรู้จักอย่างนี้ นี่แหละ จึงมาคำนึงคำนวณถึงคำสอนตามตำรับตำรา ที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์สอนให้ ให้มีสติเข้าไปรู้ในอิริยาบถทั้ง ๔ คือยืน เดิน นั่ง นอน ยืนให้มีสติรู้ เดินอยู่ให้มีสติรู้ นั่งก็ให้มีสติรู้ นอนให้มีสติรู้ เท่านี้ก็ยังไม่พอท่านยังสอนให้มีสติรู้ในอิริยาบถย่อย คือการคู้เหยียด เคลื่อนไหว จะโดยวิธีใดก็ตาม ให้มีสติเข้าไปรู้ในทุกๆอิริยาบถนั้นๆ สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การมีสติเข้าไปรู้นี่แหละ อะไรเกิดขึ้นก็จะรู้จะเข้าใจ นี่เป็นสิ่งที่ผมรู้มา
อุปสรรคอันแรก - เป็นวิปัสสนู
ในการปฏิบัตินั้นต้องพยายามอย่าให้ขาดจังหวะหรือขาดตอน ต้องเจริญสติอยู่ตลอดเวลา ให้มีสติรู้อยู่ตลอดเวลา อย่าพูดอย่าคุย
เมื่อรู้อันนี้เรียบร้อยแล้ว จะเกิดความรู้อันหนึ่งขึ้นมา เพราะมันเกิดปีติครับ รู้แล้วมันจึงเกิดปีติเกิดดีใจขึ้นมา มันหลง ไม่ได้ดูรูป-นามแล้ว แต่ไปหลงติดความรู้ รู้อันนั้นอันนี้ รู้ไปหมดจนเจ็บหัว คือมีอันใดขึ้นมาก็แจ้งจางปาง (สว่างไสว) หมด คิดว่าไปแสดงธรรมให้ฟังใครเขาก็ต้องเชื่อหมด ความรู้อันนี้เป็นความรู้ของ "วิปัสสนูอุปกิเลส" แต่ในขณะที่เป็นอยู่นั้นผมไม่รู้ตัว อุปมาเหมือนกับคนกินเหล้า คนเมาเหล้าจะไม่ฟังเสียง ยืนยันว่าตัวเองไม่เมา ยิ่งกินยิ่งเมาคนกินเหล้านี่ คนเป็นบ้าก็เหมือนกัน มีใครห้ามว่าอย่าไปก็ยิ่งไป อย่าพูดก็ยิ่งพูด หากมีใครจะเอาไปโรงพยาบาลไปหาหมอ กลับไม่อยากไปเพราะไม่รู้ว่าตัวเองเป็นบ้า
ดังนั้นคนเป็นวิปัสสนู ยิ่งเป็นก็ยิ่งพูด ยิ่งเทศน์ ยิ่งแสดงแต่ผู้เดียว ผมเดินอยู่ก็พูดอยู่คนเดียว ไปยืนอยู่ก็พูดอยู่คนเดียว นึกพูดในใจแต่ไม่ออกเสียง มันพูดอยู่ในใจ นั่งทำจังหวะอยู่มันก็พูดอยู่คนเดียว อันนี้เป็นความรู้ของ "วิปัสสนู" ในขณะนั้นผมไม่รู้จัก อันนี้เหตุของมันเป็นอย่างนั้น ดังนั้นผู้ใดจะเป็นอย่างไรก็ตาม จะเห็นสี เห็นแสง เห็นผี เห็นเทวดาอะไรก็ตาม ไม่ใช่ทั้งหมด ผมทำมาแล้ว รู้ เห็นแล้วเรื่องพวกนี้ จึงกล้าพูดได้ว่าผมไม่เชื่อใครทั้งหมด
ตอนนั้นผมไม่รู้จัก ผมเดินจงกรม เดินไปเดินมา เกิดเห็นตัวเลข เห็นชัดจริงๆ เอาละสิครับ ดูซิ เพราะใจมันนึกมันคิดไปแล้ว เราไม่เห็นจิตเห็นใจของเรา ก้าวไปก้าวมา กลับเห็นตัวเลขตัวเท่าฝ่ามือใหญ่ๆ นี่แหละอยู่ที่ฝา เดินไปก็เหลียวไปเห็น ยังตัดสินใจว่าจะไปซื้อเลย จะไปเอารางวัลที่ ๑ นี่มันเป็นอย่างนี้ ที่นี้เห็นกระดูกตัวเองไกวไปไกวมา เห็นไปร้อยพันอย่าง แต่ยังดีที่ผมยังมีสติ คือแทนที่จะไปซื้อเบอร์(หวย) ผมกลับนั่งลง แล้วเอาเท้าชี้ไปตรงที่เลขนั้นว่าไม่จริง ส้นเท้าเรานี่สิของจริง ปรากฏว่าตัวเลขนั้นหายวับไปเลย มันเป็นเองครับเรื่องนี้
การเจริญสติต้องอย่าให้ขาดช่วง อย่าหยุด ให้ตั้งอกตั้งใจ ที่ผมเล่าให้ฟังนี้เป็นการเตือนนะครับว่า รู้อะไรๆก็ตามให้ทิ้งไป อย่าเอา อย่าไปจับมาเป็นอารมณ์ ให้มารู้รูปรู้นามนี้ มารู้รูปทำ-นามทำนี้ ธรรมะคือตัวเรานี้ แล้วรู้รูปโรค-นามโรค แล้วรู้ทุกขัง-อนิจจัง-อนัตตา แล้วก็รู้สมมติ รู้ศาสนา รู้พุทธศาสนา รู้บาป รู้บุญ หมดกันเท่านี้ อารมณ์นี้เป็นอารมณ์ของวิปัสสนา เป็นอารมณ์ของรูป-นาม นอกนั้นไม่ใช่ทั้งหมด รู้ออกไปนอกตัวนั้นไม่ใช่ทั้งหมด จะรู้อะไรก็ตามคิดว่าไม่ใช่ ผมปฏิเสธได้อันนี้ เล่าให้ฟังแล้วนะว่าผมปฏิเสธแล้ว นี่เห็นแล้วให้ปล่อย มาจับความรู้สึกตัวนี้ ผมเข้าใจอย่างนี้
เห็นความคิดแล้ว
บัดนั้น ผมก็เดินจงกรมต่อ ตอนนั้นเย็นแล้ว มันคิดวูบขึ้นมา ผมมองหาความคิดว่า "เอ...มันคิดมาแต่ไหนหนอ" พอคิดวูบขึ้นมาครั้งที่สอง มันคล้ายกับมีคนมาผลักดัน มากระทบมาชนผมนี่แหละ ผมยังไม่รู้จัก ไม่เห็นความคิด มันรู้จักน้อยๆ พอดีคิดวูบครั้งที่สามนี่ ผมเห็น ผมรู้เข้าใจว่า "โอ...มันคิดอยู่ที่นี่แหละ" เลยเอาสติมาคอยดูไว้ ทำเหมือนแมวกับหนูนั่นแหละ เป็นอย่างนั้น นี่เป็นการเปรียบเทียบเพราะผมไม่ได้เรียนหนังสือนี่ครับ ไม่ได้เข้าโรงเรียน แต่ก่อนบ้านผมไม่มีโรงเรียน ผมเกิดบ้านป่าอยู่บ้านนอกไกลจากตัวอำเภอ ไม่ได้เรียนหนังสือไทย เมื่อผมพูดจึงพูดแต่เรื่องสมมติและเรื่องเปรียบเทียบทั้งนั้น คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นเรื่องเปรียบเทียบทั้งนั้น
ดูความคิด : ทำเหมือนแมวกับหนู
บัดนี้มาทำเหมือนแมวกับหนู ตอนนี้แมวมันตัวเล็กหนูมันตัวใหญ่ มันกระโดดมาปุ๊บเพื่อจับหนู แต่หนูมันก็ยังหนีไปได้เพราะแมวยังตัวเล็กและหนูมันตัวใหญ่กว่า แต่แมวก็ต้องไม่ยอมแพ้ ต้องหมั่นเจริญสติอยู่เสมอ ซึ่งก็คล้ายกับเป็นการเลี้ยงแมวให้โตนั่นเอง อันความคิดนั้นเรารู้ ตอนที่เราเป็นวิปัสสนูนั่นก็เหมือนกัน เมื่อมันคิดมาแล้วเราก็เลยเข้าไปในความคิด
สมมติเรากางมุ้งไว้เพราะบ้านเรามียุง ตัวยุงเข้าไปไม่ได้ก็ไม่ถูกกัด แต่ตัวเรือดยังเข้ามาได้ มันก็ยังมีสัตว์กัดเราได้ มันอยู่ที่ไหนเราก็ไม่รู้ จึงต้องหาวิธีกำจัดและป้องกันเรือดต่อไป นั่นคือหาที่อยู่หรือหาสมุฏฐานของตัวเรือด เมื่อกำจัดเรือดได้แล้วเราก็นอนสบาย
อันนี้ก็เหมือนกัน เราเข้าไปในความคิด มันรู้คิด แต่ไม่เห็นความคิด ว่าตามภาษาหนังสือที่เราพูดกันนั้นเรียก "อวิชชา" แปลว่า "ความไม่รู้" อะ แปลว่าไม่ วิชชา แปลว่ารู้ "วิชชา" แปลว่า รู้แจ้ง รู้จริง ที่เรารู้กันอยู่นั้น มันรู้ "อยู่ในความคิด" มันรู้อยู่ในมุ้งอยู่ในมุมมืด ไม่ใช่รู้ "ออกจากความคิด" เป็นอย่างนั้น
บัดนี้ผมมาเห็นความคิดของผม มันคิดปุ๊บรู้ปั๊บ สมมติก็เหมือนกับเอาข้าวให้แมวกิน ก็แปลว่าเราเจริญสตินี้แหละ ผมพูดอย่างนี้เลย พลิกมือขึ้นคว่ำมือลงก็ให้รู้ ไปไหนมาไหนก็ให้รู้ อย่าเที่ยวไปพูดไปคุยกับใครทั้งหมด
ผมไปปฏิบัติธรรมยุคนั้นมีพระ ๒๓ รูป แล้วก็มีโยม ๕ คน มีนายฮ้อยพ่อมุขนี่แหละผู้หนึ่งเป็นเพื่อนกับผม เดี๋ยวก็มา มาพูดมาคุย ผมรำคาญ ผมก็เลยหนีเสีย เวลาแกมาผมก็ลงบันไดหนีอีก ไม่เกินสองเที่ยวพ่อมุขก็ไม่มาหาอีก จึงขอย้ำอีกว่าอย่าเที่ยวไปหากัน เรามีกุฏิก็อยู่คนเดียว หรือนอนกุฏิเดียวกันก็ควรอยู่แต่ในห้องของเรา หรือหากไม่มีห้องก็ควรนั่งอยู่ในมุ้งของเรา หรือเราเดินจงกรมก็ให้เดินอยู่คนเดียว อย่าไปพูดอย่าไปคุยกับใคร
รับรองแก้ทุกข์ได้จริง
เจริญสติแบบนี้นะ ทำให้มันติดต่อกันเหมือนลูกโซ่ เรื่องนี้ผมรับรอง อย่างนาน ๓ ปี สิ่งสำคัญ อย่าไปพูดอย่าไปคุย สติที่ต่อเนื่องเหมือนลูกโซ่นี้เป็นเหตุที่จะมีผลเป็นการทำลายความโลภ ความโกรธ ความหลงได้จริงๆ เรื่องนี้ อย่างนาน ๓ ปี ทำให้มันติดต่อกันเหมือนลูกโซ่ ให้หมุนเหมือนกับนาฬิกานี่แหละ อย่างกลางหนึ่งปี หรือ ๓๖๕ วัน อย่างเร็วที่สุดนับตั้งแต่ ๑ วันถึง ๓ เดือน หรือ ๙๐ วัน อานิสงส์ไม่ต้องพูดถึงเลย เรื่องนี้รู้จักจริงๆ จะแก้ทุกข์ได้จริงๆ เลิกละสิ่งเสพติดมึนเมา ผีผมก็ไม่ไหว้ หมากพลูบุหรี่ผมเลิกหมด
หากศิษย์ได้อาจารย์โง่
ในสมัยก่อนที่ผมปฏิบัติธรรม ผมติดบุหรี่ สูบยากระป๋อง จนมือแดงหมด สมัยนั้นสูบยาจัดจริงๆ มัวแต่สูบยาเคี้ยวหมากพูดคุยกันอยู่ มันจะไปรู้อะไร การปฏิบัติก็ทำไปอย่างนั้นเอง ทำไปอย่างไม่ตั้งใจ ทำพอไม่ให้ครูบาอาจารย์เสียอกเสียใจ ปฏิบัติธรรมไปแบบสักแต่ว่าปฏิบัติเท่านั้น แสดงว่าไม่ได้ตั้งใจจริง แต่หลังจากนั้นอย่างที่ผมได้พูดไปแล้ว ผมได้เปลี่ยนแปลงมาเอาจริงเอาจังและเลิกหมด ผมเคยเรียนพวกไสยศาสตร์กับเวทย์มนต์คาถาต่างๆ แต่บัดนี้กล้าพูดได้เลยว่า หากศิษย์ได้อาจารย์โง่ ศิษย์ก็โง่ตามอาจารย์ แต่ถ้าหากได้อาจารย์ดีก็จะฉลาดตามอาจารย์
เจริญสติ - เหมือนให้อาหารแมว
เมื่อผมรู้อย่างนี้ ผมเลิกได้จริงๆ ผมรับรองได้ เมื่อผมมาเห็นความคิดนี่แหละ และต้องทำให้เหมือนแมวกับหนู มันคิดปุ๊บเห็นปั๊บ หากเราเอาข้าวให้แมวกินอยู่เสมอ เพื่อเลี้ยงแมวให้โตและแข็งแรง ซึ่งก็หมายถึงการเจริญสติอยู่เสมอนั่นเอง แม้ว่าหนูจะตัวโตขนาดไหนแมวก็จับได้ แมวจะไม่เคยกลัวหนูเลย การเปรียบเทียบเช่นนี้พ่อผมพูดให้ฟังตั้งแต่ผมยังเล็กๆ
ผมเคยไปนอนนากับพ่อ พ่อเคยเล่าให้ฟัง เสือนั้นเมื่อเกิดลูกออกมา มันจะต้องไปหาแมวมาเป็นครูสอนลูกมัน เพราะแมวกินจะไม่มีเลือด เสือกินเนื้อกินวัวควาย จะมีเลือดออกมาด้วย เพราะแมวยังไม่ทันสอนวิธีกินโดยไม่ให้เลือดออก สิ่งที่น่าแปลกท่านว่าเสือจะไม่กินแมว ผมเคยไปดูที่สวนสัตว์ มีคนเอาเนื้อแมวไปให้เสือกิน ปรากฏว่าเสือมันไม่เลือก มันกินหมด แต่อันนี้ท่านพูดเฉยๆ ท่านไม่ได้รู้จักจริง ท่านรู้จำมาจากพ่อแม่ ท่านก็เลยนำมาเล่าสู่ฟัง เราก็จำมาเสียก่อน ก่อนที่จะรู้แจ้ง รู้จริง การที่แมวกินหนูโดยที่ไม่มีเลือดออกนั้น ก็เพราะว่าเมื่อแมวจับหนู หนูมันตกใจ ช็อคตาย เลือดจึงไม่วิ่ง
รวมพลังสติ
ที่นี้ก็วกกลับเข้ามาเรื่องการปฏิบัติธรรมของเราดีกว่า สมมติว่าทุกคนทำจริงๆก็จะต้องได้ผลแน่นอน เมื่อพูดถึงตรงนี้แล้ว ผมก็ขอย้ำเปรียบเทียบถึงเม็ดข้าวเปลือกสามประเภทอีกครั้ง ถ้าหากเราทำตัวรวมพลังสติและปัญญาให้มาก ให้เต็มสมบูรณ์เหมือนกับเม็ดข้าวที่หนึ่ง มันอ้วน มันเต็มดี เอาไปเพาะลงดินมันก็จะขึ้นโดยง่าย ความอุ่นของดินมีอยู่แล้ว เมื่อถูกความเย็นของจากน้ำ ก็จะทำให้ข้าวที่เพาะไว้งอกขึ้นมา อันที่เราสร้างสตินี้ก็เหมือนกัน เมื่อเจริญสติติดต่อกันเข้าแล้ว สมควรที่มันจะเกิดปัญญาขึ้นมาแล้ว จะรู้แจ้งเห็นจริง อันนี้ มันรู้อย่างนี้ รู้ทีแรกจะเป็นการรู้รูป-นาม จนจบอย่างที่พูดให้ฟังมาแล้ว
จากนั้นจะมารู้ความคิด ตอนรู้ความคิดนี้ มันมาทำลายความหลงผิด ตอนผมรู้อันนี้ ผมมารู้ความคิดแล้วก็ดูความคิดผม มันเห็นอยู่ในใจ คือใจมันเห็น ใจมันรู้
พลิกมือขึ้นเป็นวัตถุชนิดหนึ่ง คว่ำมือลงเป็นวัตถุชนิดหนึ่ง เป็นปรมัตถ์อันนี้ เป็นอาการของมัน เป็นวัตถุ ตาเห็นเป็นวัตถุเป็นปรมัตถ์เป็นอาการ เป็นอาการเกิดเป็นอาการดับ มันเป็นอย่างนี้
รู้อารมณ์ปรมัตถ์ขั้นต้น
บัดนี้เห็นความคิดขึ้นมา มันก็เป็นวัตถุชนิดหนึ่ง เป็นปรมัตถ์ชนิดหนึ่ง เป็นอาการชนิดหนึ่ง มันเป็นเกิดเป็นดับอยู่อย่างนั้น
ฉะนั้นท่านจึงสอนเราว่า ท่านผู้ใดรู้ "อาการเกิดดับ" นั้น จัดว่าเห็นธรรมชั้นสูง ก็ใช่อยู่ มันเป็นเปลือกเป็นกระพี้เป็นแก่น คือมันเป็นขั้นเป็นตอน อย่าเพิ่งไปเข้าใจว่ามันจบแล้ว ยังไม่ใช่ ผมรู้อย่างนั้นจริงๆ เรื่องนี้ ผมจึงกล้ารับรองคำพูดของผมได้และรับรองคำสอนของพระพุทธเจ้าได้จริงๆ ว่าไม่หมดยุคหมดสมัย และถ้าหากผู้ใดเจริญสติแบบนี้แล้วจะ "รู้" จริงๆ ดับทุกข์ดับร้อนได้จริงๆ เป็นอย่างนั้น
ใจคือดวงตะวัน
เมื่อผมเห็นวัตถุ เห็นปรมัตถ์ เห็นอาการนี่แหละ เลยเข้าใจว่าโทสะ - โมหะ - โลภะนี้ก็เช่นกัน เป็นวัตถุชนิดหนึ่ง เป็นปรมัตถ์ชนิดหนึ่งและก็เป็นอาการชนิดหนึ่ง มันไม่ได้เกาะอยู่กับตัวจิตใจของเราจริงๆ หากจะสมมติให้ฟัง ก็จะเปรียบเทียบได้ดั่งดวงตะวัน เมื่อเมฆมาบังเราจะพูดว่าฟ้ามืดฟ้าหม่น ตะวันมืดตะวันบด ความจริงแล้ว เมฆหมอกควันมาบังเฉยๆ เมฆหาได้ไปเกาะดวงตะวันไม่ มันผ่านไปเฉยๆ เมื่อผ่านไปแล้วแสงตะวันก็พุ่งออกมา มันส่องสว่างของมันอยู่ตลอดเวลาอย่างนั้น
มีอยู่แล้วในคนทุกคน
ดังนั้น อันความคิดของเราก็เหมือนกัน อันตัวชีวิตจิตใจของเรานั้น มันเป็นปกติอยู่ มันไม่ได้บิดเบี้ยวไปอย่างนั้นอย่างนี้ มันเป็นอุเบกขา อุเบกขา แปลว่า เฉยๆ ความรู้สึกเฉยๆ หรือลักษณะที่ผมพูดถึงนี้ มีอยู่แล้วในคนทุกคน
ญาติโยม อุบาสก อุบาสิกา และภิกษุสามเณรทั้งหลาย ความเป็นอุเบกขาที่ผมยกมาพูดนี้ และที่ท่านกำลังฟังอยู่เดี๋ยวนี้ และหากรู้สึกเฉยๆ อยู่ในขณะนี้ ไม่รู้จักทุกข์ ไม่รู้จักสุข(ไม่เป็นทุกข์ ไม่เป็นสุข) อันนี้แหละเรียกว่าอุเบกขา ลักษณะนี้แหละจะเป็นลูกตุ้มคอยถ่วงเอาไว้ ไม่ให้มันโกรธไว มันจะตายง่าย เป็นอย่างนั้น ลักษณะความโลภก็เช่นกัน เมื่อมันเกิดขึ้น มันรู้สึกอยากได้ อันรู้สึกอยากได้อันนี้ ก็ต้องมีลักษณะอุเบกขานี่แหละเข้าไปถ่วงเอาไว้ ไม่ให้มันมีความโลภจัด ถ้ามีโลภะจัดมันจะตายง่าย ตามตำรับตำราท่านว่า จะเห็นอะไรจะทำอะไร ขอให้วางใจเป็นอุเบกขาทั้งหมด อย่าไปยินดียินร้าย
รู้อารมณ์ปรมัตถ์ขั้นต้น(ต่อ)
เมื่อผมเห็นอย่างนี้แล้ว ผมเห็นโทสะ โมหะ โลภะ แล้วก็รู้จักเห็นแจ้งรู้จริงในเวทนา - สัญญา - สังขาร - วิญญาณ อันนี้ท่านเรียกว่ารูป ๔ ขันธ์ ๔ ก็เรียก แต่ว่าเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นนามธรรม เป็นนามรูป ซึ่งจับไม่ถูกด้วยมือ มองไม่เห็นด้วยตา แต่เห็นด้วยสติปัญญา เมื่อเห็นอย่างนี้แล้ว โทสะ โมหะ โลภะไม่มี แต่เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณยังมีอยู่ แต่มันไม่มีทุกข์เพราะมันไม่ถูกปรุงไป ผมรู้จริงๆ เรื่องนี้ เป็นอย่างนั้นจริงๆ
ดังนั้น ความโกรธ ความโลภ ความหลง ไม่มี จึงกล้ารับรองว่ามันไม่มี มันมีขึ้นมาได้นั้นก็ในขณะที่เราไม่มีสติ เราลืมตัวเราหลงตัว เราไม่ได้คำนึงคำนวณ เราไปรู้ไปดูแต่ผู้อื่น
คนประมาท
คนเราส่วนมากเกิดมาแล้วไม่เคยมองดูตัวเอง ไปมองแต่คนอื่น ถ้าหากเป็นเด็กเป็นเล็กก็มองแต่แม่ อยากกินนมแม่ ครั้นกินนมอิ่มนอนหลับ ตื่นขึ้นมาก็อยากหาของเล่น ครั้นพอเป็นหนุ่มเป็นสาว ก็จะมองแต่ว่าคนนั้นสวยคนนี้ไม่งาม ครั้นเป็นพ่อบ้านแม่เรือน ก็จะมองแต่ลูกแต่หลาน ดูไร่นา วัวควาย เรือกสวน ไม่เคย "ดูตัวเอง" ท่านเรียกว่า คนลืมตัว ผู้ใดมีรถยนต์ก็ไปครุ่นคิดมองแต่รถยนต์ ผู้ใดมีสายสร้อยสายแขน ก็จะไปมองอยู่อย่างนั้น มองแต่ของพวกนั้น ท่านจึงว่าเป็นคนลืมตัว คนลืมตัวนี้ท่านเรียกว่าคนประมาท คนประมาทท่านเรียกว่าคนตายแล้ว
จิตใจเปลี่ยนสองครั้ง
ตอนนี้แหละ ผมรู้ตอนนี้แหละ ขณะนั้นผมเดินจงกรมมีสติรู้อยู่ จิตใจเปลี่ยน ๒ ครั้ง เดินไปเดินมา ตอนนั้นเป็นเวลาเย็นครับ อ้อ...อาบน้ำมาแล้วกำลังจะไปไหว้พระตอนเย็น เวลาที่เราทำวัตรนี่แหละครับ สมมติน้ำหนักผมมี ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ สลัดทิ้งคราวนั้นเสีย ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เอาละ...เรื่องโทสะ โมหะ โลภะ ผมทำลายไปแล้ว ว่าอย่างนี้เลย จะสมมติให้ฟัง มันเหมือนปลิงมาเกาะเรา เราดึงอย่างไรก็ไม่ออก บัดนี้ เราไม่ต้องจับปลิง แต่เราเอายาสูบกับปูน(ที่กินกับหมาก)ไปชุบน้ำ แล้วบีบน้ำยากับน้ำปูนราดลงไปถูกปากปลิง ปลิงจะหลุดหล่นออกไปอย่างง่ายดาย เพราะมันแพ้น้ำยากับปูน สมมติอีกอย่างหนึ่ง เหมือนเราต้มน้ำไปลวกอันนั้นอันนี้ มันจืดมันขาวแล้ว ตายหมด เป็นอย่างนั้น ลักษณะนี้แหละผมจึงกล้ายืนยันรับรองคำสอนของพระพุทธเจ้าได้
ถึงตรงนี้ เดินไปเดินมา เกิดความคิดขึ้นมาอีกครั้ง คล้ายๆกับเราวิดน้ำใส่นา ทีนี้เมื่อเราปล่อยน้ำออก มันจะทะลักออกอย่างรวดเร็ว เราจะรู้สึกว่ามันวูบวาบลง น้ำมันลดฮวบฮาบลง และบัดนี้เรามีสติรู้ขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง คล้ายๆกับมันเต็มขึ้นมาอีกครั้ง เกิดรู้ขึ้นมาเรื่องความยึดมั่นถือมั่นนี้ ผมรู้จริงๆครับ กิเลส - ตัณหา - อุปทาน - กรรม ผมรู้จริงๆ รู้ในขณะนั้น จิตใจผมเปลี่ยนสองครั้ง เมื่อรู้แล้วสิ่งเหล่านี้มันจืดไป เหมือนเอาสำลีชุบน้ำแล้วบีบน้ำออก มันจืดไป มันรู้แจ้ง รู้จริง
อันที่พูดให้ฟังนี้พูดด้วยความซื่อ ผมรู้จริงๆ มันเป็นอย่างนั้นแหละ นี่คือผลที่เราได้รับ ซึ่งเหตุของมันก็คือ เราจะต้องไม่เกียจคร้าน ให้ตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติ เจริญสติให้ติดต่อกันแล้ว มันจะเป็นไปเองอย่างที่ผมพูดมานี้ ถ้าไม่เป็นอย่างนี้ ไม่ใช่ครับ
เป็นพระได้แล้ว
เมื่อผมมาเห็นความคิด เห็นชีวิต เห็นจิตเห็นใจนี่แหละ ผมถึงได้รู้เรื่องคุณค่าความเป็นพระ พระแปลว่า ผู้ประเสริฐ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี ผมรู้จริงๆ รู้ในขณะนั้นแหละ อันนี้แหละชื่อว่า ปฐมฌาน ทุติยฌาน
ตามตำราท่านว่าปฐมฌาน แปลว่าการทำลายความหลงผิดนี้ คือ ทำลายความโลภ ทำลายความโกรธ ทำลายความหลง ส่วนทุติยฌานนั้น แปลว่า ทำลายความยึดมั่นถือมั่นนี้ ทำลายอันนี้ คือทำลายกิเลส ตัณหา อุปาทาน กรรม นี้
มีอุปสรรค - เป็นจินตญาณ
ตอนแรกผมไม่ทราบ เมื่อผมรู้จักรูป-นามนั้น ผมเข้าใจว่า ผมได้ปฐมฌาน แต่ความจริงไม่ใช่ จะปฏิเสธเลยทีเดียวไม่ได้ การรู้ รูป-นาม นั้นก็ใช่อยู่ แต่เป็นเปลือกมัน ตอนรู้รูป-นามนี้ผมยังไม่รู้จักจินตญาณ ไม่รู้จักวิปลาส รู้แต่วิปัสสนู
ตอนผมเป็นจินตญาณนี้ ผมเกิดปีติครับ โอ๊ย...ผมดีใจ สบาย เบาตนเบาตัว ผมมาติดอยู่ตรงนี้ครับ เดินจงกรมไป มันตัวเบาตัวลอย ไปไหนมาไหน โหวงเหวง สบายใจ โปร่งใจ เห็นอารมณ์(วิปัสสนา)โดยชัด ใครจะพูดอะไรก็ไม่มีโกรธ คือไม่มีความโลภ ความโกรธ ความหลง สติมันทันความคิด ปุ๊บปั๊บ เหมือนแมวกับหนูนี่แหละครับ นี่อุปมาให้ฟัง แต่ผู้ฟังจะต้องทำให้ได้ ต้องออกจากความคิดให้ได้ มันคิดปุ๊บเห็นปั๊บ เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ตอนนั้นตกเย็น เมื่อเดินจงกรมพอได้เวลาก็เข้านอน
พอตอนเข้า ผมมาเป็นอีกอยู่สองพัก ที่พูดนี้พูดตามความจริง เหตุของมันคือการเจริญสตินี่ คือให้มีสตินี่เอง ไม่พูดไม่คุย อย่าไปพูดไปคุยกับคนโน้นคนนี้ ให้ทำหน้าที่ของเรา
คราวที่ผมไปปฏิบัตินั้นมีพระ ๒๓ รูป โยมมี ๕ คนด้วยกัน รู้ไปคนละเรื่อง แต่ผมรู้ไม่เหมือนใคร พวกนั้นพูดอย่างไรก็ไม่รู้ ทุกคนไม่พูดเหมือนกับผม บวชมาแล้วตั้ง ๓๐ พรรษาก็มี แต่ไม่ได้อะไรขึ้นมาเลย มัวแต่ไปสนใจซ่อมกุฏิ ซึ่งไม่จำเป็นเลย ให้ตั้งใจปฏิบัติธรรมจริงๆดีกว่า พวกที่ซ่อมสิ่งโน้นแต่งสิ่งนี้ ไม่ใช่เจริญสติอยู่เป็นนิจ นั่นแหละคือพวกที่ไม่เห็นความคิดของตัวเอง ถือว่าขาดสติแล้ว
วัดโมกขวนาราม จ.ขอนแก่น
ในพรรษา ปี พ.ศ. ๒๕๒๔
http://sekhiyadham.semsikkha.org/index.php?option=com_content&task=view&id=52&Itemid=61
คำสอนของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ในช่วงก่อนปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ไม่ว่าหนังสือหรือแถบเสียงมีน้อยมาก หากมีการจัดพิมพ์ก็เป็นเพียงเล่มบางๆ ขนาดต่างกันไป เนื่องจากปีนี้เป็น กึ่งศตวรรษแห่งวันรู้แจ้ง พระอธิการอเนก เตชวโร ประธานมูลนิธิหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ จึงดำริให้รวบรวมหนังสือเหล่านั้นนำมาพิมพ์ใหม่ ในขนาดมาตรฐาน ทำให้น่าอ่าน รูปเล่มสวยงามและง่ายต่อการเก็บรักษาอีกด้วย
เปิดประตูสัจธรรม เป็นหนังสือเล่มแรกที่รวบรวมมาจากหนังสือ ๓ เล่ม ได้แก่ ความจริง, หลวงพ่อเทียนเปิดประตูสัจธรรม และ ตื่นเถอะ ซึ่งจัดพิมพ์ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๒๔ -- ๒๕๒๕ หรือประมาณ ๒๕ ปีมาแล้ว ภาษาที่ใช้เป็นภาษาไทยภาคกลาง แม้จะมีภาษาถิ่นอีสานติดมาบ้าง ก็ได้ถอดความไว้แล้ว
มูลนิธิฯ มีหน้าที่เก็บรวบรวมงานอันเป็นสัจจะของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ เพื่อเป็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ผู้แสวงหาทางพ้นทุกข์ จึงมิได้ตัดทอนบทใดๆ ออก แม้ว่าบางบทบางตอนอาจซ้ำซ้อนอยู่บ้างก็ตาม เพียงแต่เรียงลำดับก่อนหลังตามวันเวลาที่จัดพิมพ์ในครั้งก่อน ส่วนการจัดย่อหน้าและวรรคตอนใหม่ก็เพื่อให้อ่านและเข้าใจได้ง่าย
เนื้อหาใน เปิดประตูสัจธรรม เป็นสัจธรรมที่ร่วมยุคร่วมสมัยเสมอ เราจะทึ่งในปัญญาญาณของหลวงพ่อ ที่มองเห็นปัญหาทั้งในส่วนบุคคลและสังคมได้กระจ่าง และท่านสามารถถ่ายทอดให้เราเห็นทางออกของปัญหาเหล่านั้น เช่น ในบทความเป็นไท เราจะได้รู้ว่ารักชาติ-ศาสน์-กษัตริย์ ที่ถูกต้องเป็นอย่างไร บทผลานิสงส์ เห็นกฎแห่งกรรมดีกรรมชั่วที่เป็นอมตะ และหากอ่านด้วยความใส่ใจจริงๆแล้ว จะสังเกตเห็นว่า ในช่วงปี ๒๕๒๔ ๒๕ นี้ ทุกๆครั้งที่หลวงพ่อเทียนมีโอกาสแสดงธรรม ท่านจะเรียกร้องให้เรากลับมาดู ลักษณะจิตใจที่เป็นปกติ ที่มีอยู่แล้วในคนทุกคน ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่รู้หน่ายเลยทีเดียว
นับตั้งแต่วันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๐๐ เป็นต้นมา หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ นอกจากยืนยันรับรองคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าไม่หมดยุคหมดสมัย หากแต่เป็นสัจธรรมตลอดไปแล้ว ยังชี้ให้เห็นว่า ใบไม้ในกำมือเดียว ก็คือ สติ หรือ ความรู้สึกตัว เมื่อเจริญเต็มรอบก็จะเกิดญาณปัญญาพาคนออกจากห้วงทุกข์ได้
ที่สุดนี้ ขออนุโมทนา ทุกกลุ่มทุกคณะที่มีส่วนร่วมจัดพิมพ์หนังสือ เปิดประตูสัจธรรม ทั้งในอดีตและปัจจุบัน และยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ขออนุโมทนากับทุกผู้ทุกคนที่ร่วมพิสูจน์ความจริงด้วยกัน
มูลนิธิหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
กันยายน ๒๕๕๐
๑.หลักการเจริญสติ (๑)
ตั้งใจฟังให้ดี ญาติโยมและเพื่อนภิกษุสามเณรทั้งหลาย เมื่อตั้งใจฟังแล้วก็จดจำได้ เรียกว่า "รู้จำ รู้จัก" จากนั้นเราก็มาศึกษาหรือปฏิบัติให้ "รู้แจ้ง รู้จริง" หรือที่เราเห็นเอง เข้าใจเอง การมาศึกษาและปฏิบัติธรรมนั้น ส่วนมากเรายังไม่ค่อยรู้และยังไม่ค่อยเข้าใจกัน ส่วนมากเรารู้แต่เพียงการทำบุญให้ทานและรักษาศีลและการทำสมถกรรมฐาน ส่วนลึกเข้าไปอีกนั้นรู้กันน้อย เรื่องเจริญวิปัสสนานั้น มักจะมีกรณีเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่งรู้ขึ้นมา แล้วนำมาสอนนำมาพูด คนก็เลยเกียจคร้านไม่อยากปฏิบัติจึงเข้าใจกันน้อย รู้เพียงสมถกรรมฐานเท่านั้น บางคนทั้งๆที่ตัวเองทำ สมถกรรมฐานอยู่ ก็ยังไปเรียกว่า "วิปัสสนา" ก็มี เพราะยังไม่รู้แจ้ง รู้จริง เพียงแต่รู้จำ รู้จักเท่านั้น
สิ่งที่เคยทำมาก่อนจะพบของจริง
ดังนั้น เราจึงมาทำความเข้าใจ คำว่า ความสงบกัน อันความสงบนั้นมีอยู่ด้วยกัน ๒ อย่าง สงบแบบที่หนึ่งนั้น สงบใต้โมหะ ส่วนสงบแบบที่สอง สงบด้วยสติปัญญา เมื่อเล่าถึงความสงบสองอย่างนั้น ก็ต้องนำเรื่องเหตุเรื่องผลมาเล่า เหตุมันเกิดขึ้นเพราะเราไปทำความสงบ เช่นเราไปภาวนา พุท-โธ ซึ่งผมเองเคยทำมาก่อนแล้ว คือ หายใจเข้าว่า "พุท" หายใจออกว่า "โธ" เวลาเดินจงกรมก็ว่า "พุท-โธ" ก้าวเท้าไปก้าวเท้ามา แล้วให้จังหวะถูกต้องกับลมหายใจ สิ่งเหล่านี้เป็นความสงบ เพราะมันทำช้าๆ
จากนั้น มีอาจารย์ท่านหนึ่ง ชื่ออาจารย์เสาร์มาจากภาคเหนือ พูดให้ผมฟัง แกว่าการขึ้นต้นไม้นั้น จะขึ้นปลายทีเดียวไม่ได้ มันต้องขึ้นไปจากโคนต้น มาสอนให้นับหนึ่ง สอง สาม ไปถึงสิบ แล้วนับย้อนจาก สิบ เก้า แปด ลงมาถึงหนึ่ง อันนี้แกว่าเป็นการขึ้นต้นของมัน และเป็นวิธีตามลมหายใจเหมือนกัน คือหายใจเข้าว่า "หนึ่ง" หายใจออกก็ว่า "สอง" จะผิดกันก็แต่คำพูดเท่านั้น ส่วนหลักการอันเดียวกัน คือให้ถูกต้องตามลมหายใจเข้าออกเท่านั้น แล้วยังสอนอีกว่าวิธีนับหนึ่ง สอง สาม นี้ขลังอีกด้วย หากถูกมีดพร้าฟันชำแหละเนื้อเราเข้าไป แกสอนว่าให้กลั้นใจ นับหนึ่ง สอง สาม ไปถึงสิบนี่แหละ กลับไปกลับมา มันจะไปเป่าเส้นเลือดขัดเลือด (หยุดเลือด) ให้หายได้ แล้วก็ขลังอีกด้วย เวลาไปไหนมาไหน เป็นสิ่งจำเป็น ผีก็ขยาด ผีก็กลัว ท่านสอนอีกหลายอย่าง
จากนั้น ผมมาทำสัมมาอะระหัง ซึ่งเป็นสิ่งที่อาจารย์เสาร์แกสอนไว้ สิ่งเหล่านี้ผมทำมา ได้ความสงบ นั่งแล้วก็สงบ ภาวนาไปก็หลับ เพราะว่าหลับตาทำช้าๆ เดินจงกรมก็ทำไปอย่างนั้น
ต่อจากนั้น ไปที่จังหวัดอุดร ผมเลยไปได้หนังสือจากจังหวัดอุดร คือวิธีพองยุบ เวลาหายใจเข้าก็ว่า "พองหนอ" หายใจออกก็ว่า "ยุบหนอ" แต่ก็ให้ตามลมหายใจเช่นเดียวกัน วิธีเหล่านี้เป็นอันเดียวกัน มันเกี่ยวข้องกับลมหายใจเหมือนกันหมด เวลาเดินจงกรมก็ว่า ยกส้นหนอ ไปหนอ ลงหนอ ถูกหนอ กดหนอ แล้วก็พูดว่าได้ "ฌาน" แล้วแต่จะพูดไป ว่าได้เท่านั้นเท่านี้ ผมก็ทำมาบ้างแล้ว พูดตรงๆนี้แหละ เป็นการเดา คาดคิดคาดคะเนเอาเอง แต่ก็ดีอยู่เหมือนกัน สิ่งเหล่านี้รวมความแล้วเป็นวิธีอานาปานสติเท่านั้น แต่ก็ได้ความสงบ
แม้วิธีอานาปานสติก็ดูลมหายใจ นั่งดูลมหายใจเข้า หายใจออก สั้น ยาว ให้รู้จัก แล้วก็ดูลมหายใจหยาบ ลมละเอียด ดูไปๆ มันละเอียดเข้าๆ ก็เลยหลงต้นลมหายใจ แล้วก็ "ตัวแข็ง" หลงกลั้นใจแล้วตัวก็เลยเป็น "สมาธิแข็ง" นั่งสงบอยู่อย่างนั้นแหละ เลยหลงลมหายใจ คำว่า "หลง" นี้ เทียบได้กับคำว่า "โมหะ" ในทางธรรม (ภาษาบ้านเราเรียกว่าหลง) สิ่งเหล่านี้ผมทำมาแล้วและมีความสามารถที่จะสอนผู้อื่นได้ วิธีทำตัวแข็งนี้ผมสอนได้จริงๆ ถ้าหากญาติโยมคนใดต้องการ แต่ยังเป็นความสงบใต้โมหะ สงบใต้ความหลง ไม่ใช่ความสงบด้วย "ปัญญา" ตามความเข้าใจหรือทิฐิของผม การกระทำวิธีนี้ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า
เจ้าชายสิทธัตถะกับสองอาจารย์
ผมนึกมาได้ว่าเมื่อสมัยพระพุทธเจ้าของเรายังไม่ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ไปศึกษาอยู่กับอาฬารดาบส อุทกดาบส อาจารย์คนแรกนี้สอนได้สมาบัติ ๗ คือรูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๓ เข้าฌานออกฌานได้คล่องแคล่วว่องไวเหมือนกับอาจารย์ แต่ก็ยังมีความทุกข์อยู่ มีความทุกข์เพราะคิดถึงคนนั้นคนนี้ ชอบคนนั้นเกลียดคนนี้ บางทีพวกปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ทำอะไรต่างๆที่ตาเห็น บางครั้งบางคราวก็ไม่พอใจ บางครั้งบางคราวก็พอใจ พวกปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ พูดคุยกันได้ยินกับหู บางคราวก็ไม่พอใจ หรือบางครั้งนั่งอยู่ผู้เดียว ตาไม่เห็นหูไม่ได้ยิน แต่ก็คิดถึงราหุล นางพิมพา ผู้เป็นโอรสและมเหสี อันนี้ก็แสดงว่า ความทุกข์นั้นยังมีอยู่ ก็ไปถามอาจารย์ อาจารย์ก็บอกว่าหมดความรู้ที่จะสอนแล้ว ก็เลยลาจากอาจารย์คนนี้ไปศึกษาเล่าเรียนต่อ
อาจารย์คนที่สองชื่อว่า อุทกดาบส ซึ่งได้สมาบัติ ๘ คือ รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ เมื่อได้สมาบัติ ๘ แล้ว เห็นพวกปัญจวัคคีย์ ทั้ง ๕ ทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง เห็นด้วยตาได้ยินด้วยหู บางครั้งบางคราวก็พอใจ บางครั้งก็ไม่พอใจ บางครั้งก็ยังคิดถึงราหุล และนางพิมพา คิดถึงพระราชวัง คิดถึงสมบัติ คิดถึงนางสนมกำนัลผู้ให้ความบำรุงบำเรอ อันนี้ก็แสดงว่าความทุกข์ยังมีอยู่ อันนี้ชื่อว่ารู้จำ รู้จัก ยังไม่ใช่เป็นการรู้แจ้ง รู้จริง ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์
เรื่องการทำบุญให้ทานรักษาศีลหรือทำสมถกรรมฐานนั้น ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า แต่ก็สงเคราะห์เข้ากันได้ว่าเป็นการทำดี ทำดีนี้ยังดีกว่าทำชั่ว หรือเอาบุญดีกว่าเอาบาป การทำบุญให้ทาน รักษาศีล หรือทำสมถกรรมฐาน จึงเรียกว่า ทำดีเฉยๆ เพราะมันดับทุกข์ไม่ได้
ทางที่ไม่ใช่ทาง
เมื่อเป็นเช่นนั้นพระองค์ก็ลาอาจารย์ แต่อาจารย์ไม่อยากให้ไป อยากให้ประกาศธรรมะร่วมกัน พระองค์มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะดับทุกข์ให้ได้ ก็เลยหนีมาจากอาจารย์ เมื่อหนีจากอาจารย์มา ก็มากลั้นลมหายใจ ไม่กินข้าว ไม่กินน้ำ ไม่พูดไม่คุยกับใคร แม้ข้าวก็กินทีละเท่าเมล็ดงา เมื่ออดข้าวอดน้ำร่างกายก็เริ่มซูบผอม มีแต่หนังหุ้มกระดูกเท่านั้นที่รัดรึงกันอยู่ ไปไหนมาไหนลำบาก พระองค์ก็เลยมากินมะขามป้อมและลูกสมอนี่แหละ พอดีพวกปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ เห็นเข้าก็คิดว่าพระองค์คงจะไม่ได้ตรัสรู้ เพราะเลิกละความเพียรเวียนมามักมากแล้ว พวกปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ก็หนีจากพระองค์ไป
เรื่องนี้พวกที่ได้เรียนนักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก หรือเรียนบาลีมารู้จักดี อันนี้ก็ชื่อว่ารู้จำ ที่ผมพูดมานี้ พ่อแม่ครูบาอาจารย์เล่าให้ฟังก็รู้จำมา แสดงว่าสิ่งเหล่านี้มีมาก่อน ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า
ในประเทศอินเดียมีหลายลัทธิ บางลัทธิเปลือยกายไม่นุ่งผ้า ซึ่งพวกเราเองก็เคยได้ยินกันอยู่ บางลัทธิฝึกสอนให้ทรมานกาย โดยให้นอนบนเสี้ยนบนหนาม เรารู้เราเห็นอยู่หนามตำก็เจ็บ บางลัทธินอนย่างไฟ ถ้าหากเราเข้าใจเรื่องตำรับตำรา รู้จำมาดีแล้ว เราก็จะเข้าใจได้ง่ายๆ อย่างลัทธิไม่นุ่งผ้า เมื่อมาคิดถึงเด็กๆที่เกิดมาใหม่ๆ ก็ไม่นุ่งผ้าเช่นกัน พอโตขึ้นมาก็หาได้สำเร็จอรหันต์ไม่ หรืออย่างการนอนย่างไฟ ก็คิดเปรียบเทียบกับหญิงที่คลอดลูกใหม่ๆ ผมเห็นแม่ลูกอ่อนแถวบ้านผม นอนย่างไฟกินน้ำร้อน กิเลสก็หาได้หมดไปไม่ และก็ไม่ได้เป็นอริยบุคคลด้วย เราก็เห็นกันอยู่ เห็นได้ด้วยตาแล้วก็พิจารณาได้หากมีปัญญา สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า แต่เป็นทิฐิความเห็น และก็ทำกันไป เพราะเราไม่รู้ เมื่อไม่รู้ก็ทำไปแบบงมงายอย่างนั้น ต่างคนต่างคล้ายๆกับคนตาบอดหลงทาง รอโอกาสอยู่ว่ามันจะถูกทางเมื่อใด เป็นอย่างนั้น
ตั้งใจฟังก็เป็นข้าวที่หนึ่ง
ที่เล่าให้ฟังนี้เพื่อทำความเข้าใจว่าอะไรควร อะไรไม่ควร พวกเราก็เคยเรียนจากตำรับตำรา มีครูบาอาจารย์สอนกันอยู่แล้ว บางท่านจึงไม่เชื่อ คิดว่ามันต้องทำไปตามขั้นตอน สร้างสมอบรมบารมี จะคิดเอาอย่างนี้ก็ได้ ถ้าหากคนมีปัญญาแล้วจะฟังเข้าใจ ดังนั้น การที่พวกเรามาอยู่ที่นี่เพื่อมาปฏิบัติธรรมร่วมกัน ขอให้ทุกคนทำตัวเป็นข้าวที่หนึ่ง เป็นเม็ดที่สมบูรณ์ แก่ดี เต็มดี เอาไปเพาะปลูกมันออกหน่อง่าย ถ้าเป็นเม็ดข้าวผอม เม็ดเล็ก มันอาจจะออกหน่อได้ช้า ถ้าเป็นเม็ดข้าวลีบก็ไม่ออกเลย เป็นอย่างนั้น ฉะนั้น จงตั้งใจฟังเพื่อความเข้าใจ ให้รู้จำ รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง เป็นอย่างนั้น
ค้นหาทางใหม่ด้วยตนเอง
ตอนนี้พระองค์เดินมาตามลำพังพระองค์เดียว ก็รู้สึกสงัดกาย สงัดวาจา แต่ใจยังไม่สงัด แล้วพระองค์ก็มาพบกับนางสุชาดา ซึ่งกำลังเอาข้าวไปบวงสรวงเทวดา ถึงตอนนี้จะเห็นได้ว่า การบวงสรวงอ้อนวอนมันมีมาก่อนแล้ว จึงเป็นที่น่าคิดว่าการปรารถนาสิ่งใด ถ้าหากเราไม่ลงมือกระทำแล้ว การปรารถนานั้นจะไม่สำเร็จ ที่จะสำเร็จด้วยคำพูดนั้นไม่มี มันต้องสำเร็จเพราะการกระทำ ดังนั้นขอให้พวกเราจงอย่าเกียจคร้าน ตั้งอกตั้งใจฝึกตนเอง ปฏิบัติตนเอง ด้วยการเจริญสติให้ติดต่อกัน
การเจริญสตินี้เราก็ได้พูดกันมาแล้ว บางคนก็เข้าใจน้อย บางคนก็เข้าใจมาก คำว่า เจริญสตินี้ หนังสือนวโกวาท ให้อรรถาธิบายไว้ว่า ธรรมที่มีอุปการะมากมี ๒ อย่าง คือ สติ - ความระลึกได้ สัมปชัญญะ - ความรู้ตัว คำว่า "อุปการะมาก" หมายถึง ธรรมที่มีค่ามีคุณมาก คำว่า "มีค่ามีคุณมาก" ไม่ได้คิดเป็นเงินเป็นทองว่า เท่านั้นบาทเท่านี้ร้อย เท่านี้พันหรือแสน ไม่ใช่อย่างนั้น แต่หมายความว่า "ผู้ใดเจริญสตินี้มีอานิสงส์มาก" ดังนั้นเราต้องทำความรู้สึกกับการเคลื่อนไหวไปมาไม่ว่าจะโดยวิธีใดก็ตาม
ดังนั้น เมื่อพระองค์พบนางสุชาดาและนางสุชาดาได้ถวายถาดอาหารแล้ว พระองค์จึงถามว่าถวายเฉพาะข้าว หรือจะถวายหมดทั้งข้าวทั้งถาดเลย นางตอบไปว่าถวายทั้งหมดเลยไม่ขอเอาอะไรกลับคืน พระองค์ก็เลยฉันหรือเสวยข้าวนั้นหมด หรือพูดง่ายๆว่าเมื่อกินข้าวนั้นแล้วก็นำถาดไปอธิษฐานที่ริมแม่น้ำ คำอธิษฐานนั้นก็เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วในหมู่เรา คือ "ถ้าหากข้าพเจ้าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ฆ่ากิเลสตายคลายกิเลสหลุดนั้น เมื่อข้าพเจ้าวางถาดหรือขันใบนี้ลงแล้ว ขอให้ขันหรือถาดใบนี้ลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไปทางต้นน้ำโน้น ตรงกันข้าม ถ้าหากว่าจะไม่ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ฆ่ากิเลสไม่ตาย คลายกิเลสไม่หลุดนั้น เมื่อวางถาดหรือขันใบนี้ลงไปบนน้ำแล้ว ก็ให้ลอยตามกระแสน้ำ" เมื่อพระองค์วางถาดลงไปก็ปรากฏว่าถาดลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไป เมื่อเป็นเช่นนั้นพระองค์ก็กลับมานั่งใต้ร่มโพธิ์ ทรงนั่งทำ "ธุระทางจิตทางใจ" ดังนั้น เราก็เลยเชื่อตำรับตำราว่า พระพุทธเจ้าบำเพ็ญเพียรทางจิตทางใจ
การบำเพ็ญทางจิตนั้น เราอาจสงสัยว่าทำอย่างไรล่ะ เราไม่รู้จักก็เลยมาภาวนา "พุทโธ" บ้าง "อรหัง" บ้าง "พองยุบ" บ้าง นับหนึ่ง สอง สาม ถึงสิบบ้าง อานาปานสติบ้าง แล้วแต่ความคิดเห็นของใคร แล้วก็เรียกว่าเจริญสติ คำว่า "เจริญสติ" นั้น ไม่เกี่ยวข้องกับการไปนั่งหลับตา
ตรัสรู้แล้วไปโปรดคนที่ยังสอนได้
เมื่อพระองค์ได้ตรัสรู้แล้ว ดับทุกข์ดับร้อนได้เป็นพระอรหันต์แล้ว "เล็งญาณ" ไปถึงอาจารย์ทั้งสองคนนั้น ท่านก็ว่า ฉิบหายแล้ว ฉิบหายนั้นก็คือตายแล้ว ไม่รู้แล้ว คำว่า "ตายแล้ว" บางทีอาจหมายถึง คนเหล่านั้นมีความรู้มาก เมื่อเราไปพูดให้ฟังคงจะไม่เชื่อฟัง เพราะว่ามีความรู้มาก ดังภาษิตหรือคำพังเพยโบราณว่า "รู้มากยากนาน รู้น้อยพลอยรำคาญ" คือมีความรู้น้อยเรียนน้อยพลอยลำบากรำคาญสงสัยอยู่เรื่อย เช่น ปฏิบัติผิดหรือถูก เมื่อไม่มีโอกาสโปรดอาจารย์เหล่านั้น ก็เลยคิดถึงปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ จึงเดินไปหา ระหว่างทางเดินไปพบนักบวชรูปหนึ่งชื่ออุปกาชีวก เมื่ออุปกาชีวกเห็นพระองค์เดินมาจึงถามพระองค์ว่า ท่านเป็นลูกศิษย์ใคร อยู่สำนักไหน กิริยามารยาทเรียบร้อยดี พระองค์ก็บอกซื่อๆว่าเราไม่ได้อยู่สำนักใด ไม่ได้เป็นลูกศิษย์ใคร เรารู้เอง เห็นเอง เข้าใจเอง เรียกว่าตรัสรู้ชอบเองนั่นแหละ ที่เป็นเรื่องน่าคิดก็คือ คนเราต้องการความจริง ครั้นเมื่อพูดความจริงให้ฟัง ก็กลับไม่เชื่อเสียอีก นักบวชคนนี้หรืออุปกาชีวก ก็เลยแลบลิ้นให้ ไม่เชื่อ เดินหนีสวนทางกันไปเลย
นี่แหละสอนให้รู้ว่า เราฟังแล้วอย่ามีทิฐิ อย่ามีมานะ ฟังแล้วตั้งอกตั้งใจปฏิบัติ ลองดูบ้าง ในตำรับตำราเรียนนักธรรมเอก หนังสือธรรมวิจารณ์ ผมอ่านแล้ว ผู้ที่เจริญสติปัฏฐานสี่ ติดต่อกันเหมือนลูกโซ่นั้น อย่างน้อย ๗ ปี อย่างกลาง ๗ เดือน อย่างเร็วหรือไวที่สุด นับตั้งแต่ ๑ วันถึง ๗ วันหรือ ๑๕ วัน มีอานิสงส์สองประการ คือ หนึ่งเป็นพระอรหันต์ สองเป็นพระอนาคามีในปัจจุบันภพนี้ ท่านกล่าวกันว่าอย่างนั้น
ทีนี้มีบางคนทำมาถึง ๙ ปี ๑๔-๑๕ ปี หรือ ๒๐ ปีก็มีนะบางคน ก็ยังไม่เข้าใจ ทำไปถึงเจ็ดปีแล้วก็ว่าไม่ถูกทางแล้ว นี่เป็นอย่างนั้น ส่วนอาจารย์ที่สอนผมนี้ท่านว่าท่านทำมาหลายปี ท่านก็ว่าท่านรู้ แต่ว่ายังมีความโกรธอยู่ ความโกรธนั่นแหละคือกิเลส
บัดนี้เมื่อมาถึง พวกปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ นี้ไม่เชื่อ อันนี้พวกท่านคงจะรู้ดี ท่านอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายคงเคยได้ยินได้ฟังพระท่านแสดงธรรมให้ฟัง คงจะรู้คงจะเข้าใจ พระองค์ก็เลยบอกว่าตั้งใจฟังเสียก่อน สิ่งที่เรากล่าวนี้ พวกท่านเคยได้ยินเราพูดอย่างนี้มาก่อนไหม พวกปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ก็ว่าไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน จึงตั้งใจฟัง อัญญาโกณทัญญะก็เกิดดวงตาเห็นธรรม รู้ธรรม ส่วนพวก ๔ คนนั้นยังไม่รู้ อันนี้ท่านอุปมาว่าเหมือนกับบัวสี่เหล่า การตรัสรู้นั้นท่านว่าเหมือนดอกไม้อาศัยแสงตะวัน คือเมื่อตะวันส่องแสงมายังพื้นโลก เมื่อความร้อนกับความเย็นกระทบกันจึงเกิดความอบอุ่น ดอกไม้ก็เลยบานได้ตามต้องการ
นิทานปรัมปรา
ที่ผมนำมาเล่าให้ฟังนี้ ผมรู้จำมาจากพ่อแม่ครูบาอาจารย์ เล่าสู่ฟังก็จำมา เมื่อถึงตรงนี้แล้ว ก็ขอเล่านิทานให้ฟังต่ออีกเรื่องหนึ่ง พ่อผมเล่านิทานให้ฟังตั้งแต่สมัยผมเป็นเด็กน้อยไปนอนนากับพ่อ ท่านเล่าให้ฟังว่า พระพุทธรูปทุกองค์ ท่านว่ามีจิตวิญญาณของพระพุทธเจ้าเข้าไปแทรกไปสิงอยู่ขนาดเท่าเมล็ดงาทุกองค์ จะเป็นพระไม้ก็ตาม พระเงิน พระทอง พระอิฐ พระปูนก็ตาม หรือจะเป็นพระแก้ว พระอะไรก็ช่าง พระธาตุก็เช่นกัน จะเป็นธาตุพนม ธาตุอุเทน ธาตุเกตุแก้วจุฬามณี ธาตุอะไรก็ตาม มีดวงจิตวิญญาณของพระพุทธเจ้าเข้าไปเกาะหมดทุกธาตุ
เมื่อศาสนาพุทธล่วงไปถึง ๕,๐๐๐ ปี แล้วจะมืด ๗ วัน ๗ คืน พระพุทธรูปเหล่านั้นจะเหาะไปรวมตัวกัน จะรวมที่ไหนนั้นผมก็จำไม่ได้ แล้วธาตุเหล่านั้นและพระพุทธรูปจะแตกผางออกไปไกล เหมือนเสียงปืนตูมออกไป จิตวิญญาณอันอยู่ในพระพุทธรูปหรืออยู่ในพระธาตุเหล่านั้น จะมารวมตัวกันเข้าเป็นคนในรูปของเจ้าชายสิทธัตถะกุมาร แล้วออกมาแสดงธรรมให้คนฟัง ๗ วัน ๗ คืน และเมื่อผู้ใดได้ไปฟังธรรมนั้น ผู้มีปัญญามากอย่างเช่นที่ได้ยกอุปมาเรื่องเม็ดข้าวเต็มสมบูรณ์ ก็จะได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันต์ ได้นิพพานพร้อมพระพุทธเจ้า ผู้ใดมีปัญญาน้อยซึ่งเปรียบเทียบเหมือนเม็ดข้าวเล็ก ข้าวผอม ไม่เต็มไม่สมบูรณ์ ก็จะได้เป็นพระโสดาบัน พระสกิทาคามีหรือพระอนาคามี ตามสติปัญญา บางคนอาจจะไม่รู้จักอะไรเลยก็ได้ ท่านว่าอย่างนั้น
ผมเคยมีความคิดว่า หากเกิดมาในชาตินั้น ขอให้ข้าพเจ้าได้พบกับพระพุทธเจ้าในยุคนั้นด้วย ยุค ๕,๐๐๐ ปีนั่นแหละ ผมนึกในใจอย่างนั้น ผมทำบุญให้ทานรักษาศีล ผมก็นึกในใจอย่างนั้น
ท่านว่าเมื่อศาสนาพุทธล่วงไปได้ ๕,๐๐๐ ปีนั้น จะมืด ๗ วัน ๗ คืน มืดมิดจนมองอะไรไม่เห็นและไม่รู้ว่าใครเป็นใคร พ่อจะกินลูก ลูกจะกินพ่อ ผัวจะกินเมีย เมียจะกินผัว ไม่รู้จักว่าเป็นพี่น้องหรือเครือญาติ จะขาดแคลนอาหารการกินถึง ๗ วัน ๗ คืน ต่างก็ไม่ได้กินข้าวไม่ได้กินน้ำ มีอะไรตกมาก็ฆ่ากัน แย่งชิงรุมกินกัน นี่เป็นเรื่องที่คนแต่ก่อนเล่าให้ฟัง
หลักการเจริญสติ
เมื่อผมไปเจริญสติแบบที่ผมเอามาสอน ผมจึงรู้จักสิ่งเหล่านี้ แต่ก่อนผมไม่เคยรู้ ทำบุญก็ไม่รู้จักบุญ ไม่รู้จักจริงๆ นึกว่าตายแล้วจะไปเกิดบนสวรรค์ชั้นฟ้า และเป็นอย่างไรผมไม่รู้จักจริงๆ จนกระทั่งผมมาเจริญสติ พลิกมือขึ้นให้มีสติเข้าไปรู้ คว่ำมือลงให้มีสติเข้าไปรู้ ยกมือไปให้มีสติเข้าไปรู้ เก็บมือมาให้มีสติเข้าไปรู้ ทำอยู่อย่างนี้ กะพริบตา หายใจเข้าหายใจออก ให้มีสติเข้าไปรู้ จะเข้าสั้นออกยาวก็ให้มีสติรู้เฉยๆ ไม่ต้องพูดหรือบริกรรมอะไร เอียงซ้าย เอียงขวา ก้ม เงย คู้ เหยียด เคลื่อน ไหว กลืนน้ำลายผ่านลงไปในลำคอ หรือเคลื่อนไหววิธีใด โดยในอิริยาบถไหน ให้มีสติเข้าไปรู้ในอิริยาบถนั้นๆ
รู้ครั้งแรก : รู้อารมณ์ รูป - นาม
เลยเกิดมีความคิดมีปัญญาขึ้นมา เลยรู้จักรูป รู้จักนาม ซึ่งแต่ก่อนผมไม่รู้ว่ารูป-นามเป็นอย่างไรแน่ เพียงแต่รู้จำมาเฉยๆ ไม่ได้รู้จักจริงๆ "การรู้" มันเป็นขั้นตอนที่ลุ่มลึกจริงๆและต่างกันด้วย คือ "รู้จำ รู้จัก รู้แจ้ง แล้วก็รู้จริง" ซึ่งเป็นการรู้จริงๆ ผมขอยืนยันว่าการเจริญสติแบบนี้ทำให้ผมรู้รูป - รู้นาม รูป-นาม มันติดกันอยู่
ผมมีเรื่องจะเล่าให้ฟัง คือก่อนที่ผมจะรู้สิ่งนี้นั้น ผมกำลังนั่งอยู่ มีแมงงอด (แมงป่อง) แม่ลูกอ่อนตกใส่ขาผม สมัยนั้นผมยังเป็นฆราวาสอยู่ ผมนุ่งกางเกงขาสั้น ซึ่งปรกติหากมีอะไรตกใส่ผม ผมเป็นต้องปัดมันกระเด็นไป แต่ครั้งนี้ผมไม่ได้ปัดเพราะเผลอไป ก็เลยมองดู แมงป่องก็เป็นรูปเป็นนามเหมือนกันกับเรา ขาเราก็เป็นรูปเป็นนามเช่นกัน เมื่อพิจารณาโดยละเอียด ก็เลยรู้จักรูป รู้จักนาม ตอนผมรู้สิ่งนี้ ผมมองเห็นเลยว่าการคว่ำมือลงเป็นรูปเป็นนาม
แต่ก่อน สิ่งที่ผมรู้จักก็คือ รูปังอนิจจัง ซึ่งหมายความว่ารูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง สัญญาไม่เที่ยง สังขารไม่เที่ยง วิญญาณไม่เที่ยง ตอนเป็นเด็กผมบวชเป็นเณร ๑ ปี ๖ เดือน แล้วมาบวชเป็นพระหนุ่มอีก ๖ เดือน มันรู้จำ รู้จัก แต่ไม่รู้แจ้ง รู้จริง
จากนั้นผมก็มารู้รูปทำ - นามทำ ธรรมะนั้นจึงคือตัวคนเรานี่เอง ทำดีทำชั่วเป็นตัวเรานี้
แล้วก็รู้จักรูปโรค - นามโรค ผมได้รู้ว่ารูปโรค - นามโรค มี ๒ อย่าง คือ รูป (ร่างกาย) เรานี้เมื่อเจ็บ ปวดท้อง เป็นตุ่ม หรือจะเป็นฝี เป็นอะไรก็ตามเถิด จะเป็นกับรูปอันนี้ เมื่อเป็นมันก็เจ็บ นี้คือรูปเป็นโรค ต้องไปหาหมอให้ยารักษา
นาม ก็คือใจ ส่วนนามโรคอีกชนิดหนึ่ง ร่างกายสบายดี กินข้าวได้ นอนหลับ เมื่อมีผู้ใดผู้หนึ่งมาว่าให้ เกิดพอใจไม่พอใจ อันนี้เรียกว่านามโรค หรือจิตวิญญาณเป็นโรค ต้องเข้าหาธรรมะ ผมรู้จักแค่นี้ก่อน
จากนั้นผมมารู้จักทุกขัง - อนิจจัง - อนัตตา การพลิกมือขึ้นคว่ำมือลงเป็นทุกข์ กะพริบตา หายใจเข้า-ออกก็เป็นทุกข์ คิดอะไรก็เป็นทุกข์ทั้งหมด นี่แหละผมรู้จักทุกขัง อนิจจัง อนัตตาอันนี้เป็นอย่างนี้ ทุกขัง หมายถึง มันติดอยู่กับรูป อนิจจัง หมายถึง ไม่เที่ยง อนัตตา หมายถึง บังคับบัญชาไม่ได้ มันเปลี่ยนแปลงไปอยู่อย่างนั้น สมมติว่าเราเป็นก้อนเนื้อก้อนหนึ่ง อันนี้เป็นก้อนทุกข์ ว่ากันอย่างนี้เลย เรารู้จักมันเสียแล้ว
เมื่อรู้จักทุกข์นี้แล้วผมก็เลยรู้จักสมมติ สมมติผี สมมติเทวดา สมมตินรก สมมติสวรรค์ สิ่งที่สมมตินี้ผมรู้จักหมด การบวชการสึกนี้ก็เป็นสมมติ พระพุทธรูปนี้ก็เป็นสมมติ ผมรู้จักทั้งหมดทั้งสิ้น
เมื่อรู้จักอย่างนี้แล้วก็เลยมารู้จักศาสนา ศาสนาแปลว่าคำสอน สอนเข้าหูคน ตัวศาสนาจึงคือตัวคนทุกคน สมมติจึงมีมาก แต่ก่อนเราเข้าใจว่าศาสนา คือวัด คือโบสถ์ คือพระพุทธรูป คือตัวหนังสือ เราไปเข้าใจอย่างนั้น เมื่อผมปฏิบัติวิธีนี้ ผมจึงรู้ว่าตัวศาสนาที่แท้จริงคือ "คน" ส่วนพุทธศาสนา คือตัว "สติ สมาธิ ปัญญา" คือตัวรู้นั่นแหละ "พุทธะ" จึงแปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ผมรู้จักอย่างนี้
จากนั้นแล้วผมก็รู้จักบาป บาปคือโง่ บาปคือมืด หรือ หนักอกหนักใจ บาปคือไม่รู้จักอะไรนั่นแหละ ใครจะพูดอะไรก็เชื่อไปตะพึดตะพือ คือเชื่อหมด อันนี้แหละเรียกว่าบาปอย่างแท้จริง ผมเข้าใจอย่างนี้ ส่วนบุญ คือรู้จัก คือเบา บุญคือดีใจ หรือรู้แล้วดีใจ
เกิดความรู้ลึกซึ้งกว่าที่รู้จำจากตำรา
บางทีเอาไปพูดให้ฟัง เขาก็ยังไม่เชื่อ อันนี้ผมรู้หมด จึงว่าเป็นเรื่องสมมติ ที่พ่อผมพูดให้ฟังว่า พระพุทธรูปนี้มีดวงจิตวิญญาณไปเกาะที่อยู่เท่าเมล็ดงา ความจริงตัวคนเรานี้ จะเป็นผู้หญิงผู้ชายก็ตาม จะนับถือศาสนาใดก็ตาม มีดวงจิตวิญญาณที่สามารถจะเป็นผู้รู้ได้เช่นเดียวกันหมด หากว่าได้ฝึกเจริญสติ จนสติเติบโตสมบูรณ์เข้มแข็ง การ "รู้" นี้แหละคืออานิสงส์ของการเจริญสติ มันรู้มาอย่างนี้ ไม่ใช่มีคุณมีค่าในการไปหาเงินหาทอง
เรื่องทุกขัง อนิจจัง อนัตตานั้น เมื่อผมเห็นนั้น ผมได้พิจารณาไปถึงสภาพที่ต้องมีผมหงอก ฟันหัก หรือเมื่อนั่งนานๆจะรู้สึกเจ็บหลังปวดเอว เจ็บแข้งเจ็บขา นั้นเป็นทุกขเวทนา ทุกข์ โศกเศร้า ร่ำไรรำพันเฉยๆ มันรู้จักหมด ตัวทุกขัง อนิจจัง อนัตตานั้น คือ ตัวอิริยาบถนี่แหละ
ผมรู้จักอย่างนี้ นี่แหละ จึงมาคำนึงคำนวณถึงคำสอนตามตำรับตำรา ที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์สอนให้ ให้มีสติเข้าไปรู้ในอิริยาบถทั้ง ๔ คือยืน เดิน นั่ง นอน ยืนให้มีสติรู้ เดินอยู่ให้มีสติรู้ นั่งก็ให้มีสติรู้ นอนให้มีสติรู้ เท่านี้ก็ยังไม่พอท่านยังสอนให้มีสติรู้ในอิริยาบถย่อย คือการคู้เหยียด เคลื่อนไหว จะโดยวิธีใดก็ตาม ให้มีสติเข้าไปรู้ในทุกๆอิริยาบถนั้นๆ สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การมีสติเข้าไปรู้นี่แหละ อะไรเกิดขึ้นก็จะรู้จะเข้าใจ นี่เป็นสิ่งที่ผมรู้มา
อุปสรรคอันแรก - เป็นวิปัสสนู
ในการปฏิบัตินั้นต้องพยายามอย่าให้ขาดจังหวะหรือขาดตอน ต้องเจริญสติอยู่ตลอดเวลา ให้มีสติรู้อยู่ตลอดเวลา อย่าพูดอย่าคุย
เมื่อรู้อันนี้เรียบร้อยแล้ว จะเกิดความรู้อันหนึ่งขึ้นมา เพราะมันเกิดปีติครับ รู้แล้วมันจึงเกิดปีติเกิดดีใจขึ้นมา มันหลง ไม่ได้ดูรูป-นามแล้ว แต่ไปหลงติดความรู้ รู้อันนั้นอันนี้ รู้ไปหมดจนเจ็บหัว คือมีอันใดขึ้นมาก็แจ้งจางปาง (สว่างไสว) หมด คิดว่าไปแสดงธรรมให้ฟังใครเขาก็ต้องเชื่อหมด ความรู้อันนี้เป็นความรู้ของ "วิปัสสนูอุปกิเลส" แต่ในขณะที่เป็นอยู่นั้นผมไม่รู้ตัว อุปมาเหมือนกับคนกินเหล้า คนเมาเหล้าจะไม่ฟังเสียง ยืนยันว่าตัวเองไม่เมา ยิ่งกินยิ่งเมาคนกินเหล้านี่ คนเป็นบ้าก็เหมือนกัน มีใครห้ามว่าอย่าไปก็ยิ่งไป อย่าพูดก็ยิ่งพูด หากมีใครจะเอาไปโรงพยาบาลไปหาหมอ กลับไม่อยากไปเพราะไม่รู้ว่าตัวเองเป็นบ้า
ดังนั้นคนเป็นวิปัสสนู ยิ่งเป็นก็ยิ่งพูด ยิ่งเทศน์ ยิ่งแสดงแต่ผู้เดียว ผมเดินอยู่ก็พูดอยู่คนเดียว ไปยืนอยู่ก็พูดอยู่คนเดียว นึกพูดในใจแต่ไม่ออกเสียง มันพูดอยู่ในใจ นั่งทำจังหวะอยู่มันก็พูดอยู่คนเดียว อันนี้เป็นความรู้ของ "วิปัสสนู" ในขณะนั้นผมไม่รู้จัก อันนี้เหตุของมันเป็นอย่างนั้น ดังนั้นผู้ใดจะเป็นอย่างไรก็ตาม จะเห็นสี เห็นแสง เห็นผี เห็นเทวดาอะไรก็ตาม ไม่ใช่ทั้งหมด ผมทำมาแล้ว รู้ เห็นแล้วเรื่องพวกนี้ จึงกล้าพูดได้ว่าผมไม่เชื่อใครทั้งหมด
ตอนนั้นผมไม่รู้จัก ผมเดินจงกรม เดินไปเดินมา เกิดเห็นตัวเลข เห็นชัดจริงๆ เอาละสิครับ ดูซิ เพราะใจมันนึกมันคิดไปแล้ว เราไม่เห็นจิตเห็นใจของเรา ก้าวไปก้าวมา กลับเห็นตัวเลขตัวเท่าฝ่ามือใหญ่ๆ นี่แหละอยู่ที่ฝา เดินไปก็เหลียวไปเห็น ยังตัดสินใจว่าจะไปซื้อเลย จะไปเอารางวัลที่ ๑ นี่มันเป็นอย่างนี้ ที่นี้เห็นกระดูกตัวเองไกวไปไกวมา เห็นไปร้อยพันอย่าง แต่ยังดีที่ผมยังมีสติ คือแทนที่จะไปซื้อเบอร์(หวย) ผมกลับนั่งลง แล้วเอาเท้าชี้ไปตรงที่เลขนั้นว่าไม่จริง ส้นเท้าเรานี่สิของจริง ปรากฏว่าตัวเลขนั้นหายวับไปเลย มันเป็นเองครับเรื่องนี้
การเจริญสติต้องอย่าให้ขาดช่วง อย่าหยุด ให้ตั้งอกตั้งใจ ที่ผมเล่าให้ฟังนี้เป็นการเตือนนะครับว่า รู้อะไรๆก็ตามให้ทิ้งไป อย่าเอา อย่าไปจับมาเป็นอารมณ์ ให้มารู้รูปรู้นามนี้ มารู้รูปทำ-นามทำนี้ ธรรมะคือตัวเรานี้ แล้วรู้รูปโรค-นามโรค แล้วรู้ทุกขัง-อนิจจัง-อนัตตา แล้วก็รู้สมมติ รู้ศาสนา รู้พุทธศาสนา รู้บาป รู้บุญ หมดกันเท่านี้ อารมณ์นี้เป็นอารมณ์ของวิปัสสนา เป็นอารมณ์ของรูป-นาม นอกนั้นไม่ใช่ทั้งหมด รู้ออกไปนอกตัวนั้นไม่ใช่ทั้งหมด จะรู้อะไรก็ตามคิดว่าไม่ใช่ ผมปฏิเสธได้อันนี้ เล่าให้ฟังแล้วนะว่าผมปฏิเสธแล้ว นี่เห็นแล้วให้ปล่อย มาจับความรู้สึกตัวนี้ ผมเข้าใจอย่างนี้
เห็นความคิดแล้ว
บัดนั้น ผมก็เดินจงกรมต่อ ตอนนั้นเย็นแล้ว มันคิดวูบขึ้นมา ผมมองหาความคิดว่า "เอ...มันคิดมาแต่ไหนหนอ" พอคิดวูบขึ้นมาครั้งที่สอง มันคล้ายกับมีคนมาผลักดัน มากระทบมาชนผมนี่แหละ ผมยังไม่รู้จัก ไม่เห็นความคิด มันรู้จักน้อยๆ พอดีคิดวูบครั้งที่สามนี่ ผมเห็น ผมรู้เข้าใจว่า "โอ...มันคิดอยู่ที่นี่แหละ" เลยเอาสติมาคอยดูไว้ ทำเหมือนแมวกับหนูนั่นแหละ เป็นอย่างนั้น นี่เป็นการเปรียบเทียบเพราะผมไม่ได้เรียนหนังสือนี่ครับ ไม่ได้เข้าโรงเรียน แต่ก่อนบ้านผมไม่มีโรงเรียน ผมเกิดบ้านป่าอยู่บ้านนอกไกลจากตัวอำเภอ ไม่ได้เรียนหนังสือไทย เมื่อผมพูดจึงพูดแต่เรื่องสมมติและเรื่องเปรียบเทียบทั้งนั้น คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นเรื่องเปรียบเทียบทั้งนั้น
ดูความคิด : ทำเหมือนแมวกับหนู
บัดนี้มาทำเหมือนแมวกับหนู ตอนนี้แมวมันตัวเล็กหนูมันตัวใหญ่ มันกระโดดมาปุ๊บเพื่อจับหนู แต่หนูมันก็ยังหนีไปได้เพราะแมวยังตัวเล็กและหนูมันตัวใหญ่กว่า แต่แมวก็ต้องไม่ยอมแพ้ ต้องหมั่นเจริญสติอยู่เสมอ ซึ่งก็คล้ายกับเป็นการเลี้ยงแมวให้โตนั่นเอง อันความคิดนั้นเรารู้ ตอนที่เราเป็นวิปัสสนูนั่นก็เหมือนกัน เมื่อมันคิดมาแล้วเราก็เลยเข้าไปในความคิด
สมมติเรากางมุ้งไว้เพราะบ้านเรามียุง ตัวยุงเข้าไปไม่ได้ก็ไม่ถูกกัด แต่ตัวเรือดยังเข้ามาได้ มันก็ยังมีสัตว์กัดเราได้ มันอยู่ที่ไหนเราก็ไม่รู้ จึงต้องหาวิธีกำจัดและป้องกันเรือดต่อไป นั่นคือหาที่อยู่หรือหาสมุฏฐานของตัวเรือด เมื่อกำจัดเรือดได้แล้วเราก็นอนสบาย
อันนี้ก็เหมือนกัน เราเข้าไปในความคิด มันรู้คิด แต่ไม่เห็นความคิด ว่าตามภาษาหนังสือที่เราพูดกันนั้นเรียก "อวิชชา" แปลว่า "ความไม่รู้" อะ แปลว่าไม่ วิชชา แปลว่ารู้ "วิชชา" แปลว่า รู้แจ้ง รู้จริง ที่เรารู้กันอยู่นั้น มันรู้ "อยู่ในความคิด" มันรู้อยู่ในมุ้งอยู่ในมุมมืด ไม่ใช่รู้ "ออกจากความคิด" เป็นอย่างนั้น
บัดนี้ผมมาเห็นความคิดของผม มันคิดปุ๊บรู้ปั๊บ สมมติก็เหมือนกับเอาข้าวให้แมวกิน ก็แปลว่าเราเจริญสตินี้แหละ ผมพูดอย่างนี้เลย พลิกมือขึ้นคว่ำมือลงก็ให้รู้ ไปไหนมาไหนก็ให้รู้ อย่าเที่ยวไปพูดไปคุยกับใครทั้งหมด
ผมไปปฏิบัติธรรมยุคนั้นมีพระ ๒๓ รูป แล้วก็มีโยม ๕ คน มีนายฮ้อยพ่อมุขนี่แหละผู้หนึ่งเป็นเพื่อนกับผม เดี๋ยวก็มา มาพูดมาคุย ผมรำคาญ ผมก็เลยหนีเสีย เวลาแกมาผมก็ลงบันไดหนีอีก ไม่เกินสองเที่ยวพ่อมุขก็ไม่มาหาอีก จึงขอย้ำอีกว่าอย่าเที่ยวไปหากัน เรามีกุฏิก็อยู่คนเดียว หรือนอนกุฏิเดียวกันก็ควรอยู่แต่ในห้องของเรา หรือหากไม่มีห้องก็ควรนั่งอยู่ในมุ้งของเรา หรือเราเดินจงกรมก็ให้เดินอยู่คนเดียว อย่าไปพูดอย่าไปคุยกับใคร
รับรองแก้ทุกข์ได้จริง
เจริญสติแบบนี้นะ ทำให้มันติดต่อกันเหมือนลูกโซ่ เรื่องนี้ผมรับรอง อย่างนาน ๓ ปี สิ่งสำคัญ อย่าไปพูดอย่าไปคุย สติที่ต่อเนื่องเหมือนลูกโซ่นี้เป็นเหตุที่จะมีผลเป็นการทำลายความโลภ ความโกรธ ความหลงได้จริงๆ เรื่องนี้ อย่างนาน ๓ ปี ทำให้มันติดต่อกันเหมือนลูกโซ่ ให้หมุนเหมือนกับนาฬิกานี่แหละ อย่างกลางหนึ่งปี หรือ ๓๖๕ วัน อย่างเร็วที่สุดนับตั้งแต่ ๑ วันถึง ๓ เดือน หรือ ๙๐ วัน อานิสงส์ไม่ต้องพูดถึงเลย เรื่องนี้รู้จักจริงๆ จะแก้ทุกข์ได้จริงๆ เลิกละสิ่งเสพติดมึนเมา ผีผมก็ไม่ไหว้ หมากพลูบุหรี่ผมเลิกหมด
หากศิษย์ได้อาจารย์โง่
ในสมัยก่อนที่ผมปฏิบัติธรรม ผมติดบุหรี่ สูบยากระป๋อง จนมือแดงหมด สมัยนั้นสูบยาจัดจริงๆ มัวแต่สูบยาเคี้ยวหมากพูดคุยกันอยู่ มันจะไปรู้อะไร การปฏิบัติก็ทำไปอย่างนั้นเอง ทำไปอย่างไม่ตั้งใจ ทำพอไม่ให้ครูบาอาจารย์เสียอกเสียใจ ปฏิบัติธรรมไปแบบสักแต่ว่าปฏิบัติเท่านั้น แสดงว่าไม่ได้ตั้งใจจริง แต่หลังจากนั้นอย่างที่ผมได้พูดไปแล้ว ผมได้เปลี่ยนแปลงมาเอาจริงเอาจังและเลิกหมด ผมเคยเรียนพวกไสยศาสตร์กับเวทย์มนต์คาถาต่างๆ แต่บัดนี้กล้าพูดได้เลยว่า หากศิษย์ได้อาจารย์โง่ ศิษย์ก็โง่ตามอาจารย์ แต่ถ้าหากได้อาจารย์ดีก็จะฉลาดตามอาจารย์
เจริญสติ - เหมือนให้อาหารแมว
เมื่อผมรู้อย่างนี้ ผมเลิกได้จริงๆ ผมรับรองได้ เมื่อผมมาเห็นความคิดนี่แหละ และต้องทำให้เหมือนแมวกับหนู มันคิดปุ๊บเห็นปั๊บ หากเราเอาข้าวให้แมวกินอยู่เสมอ เพื่อเลี้ยงแมวให้โตและแข็งแรง ซึ่งก็หมายถึงการเจริญสติอยู่เสมอนั่นเอง แม้ว่าหนูจะตัวโตขนาดไหนแมวก็จับได้ แมวจะไม่เคยกลัวหนูเลย การเปรียบเทียบเช่นนี้พ่อผมพูดให้ฟังตั้งแต่ผมยังเล็กๆ
ผมเคยไปนอนนากับพ่อ พ่อเคยเล่าให้ฟัง เสือนั้นเมื่อเกิดลูกออกมา มันจะต้องไปหาแมวมาเป็นครูสอนลูกมัน เพราะแมวกินจะไม่มีเลือด เสือกินเนื้อกินวัวควาย จะมีเลือดออกมาด้วย เพราะแมวยังไม่ทันสอนวิธีกินโดยไม่ให้เลือดออก สิ่งที่น่าแปลกท่านว่าเสือจะไม่กินแมว ผมเคยไปดูที่สวนสัตว์ มีคนเอาเนื้อแมวไปให้เสือกิน ปรากฏว่าเสือมันไม่เลือก มันกินหมด แต่อันนี้ท่านพูดเฉยๆ ท่านไม่ได้รู้จักจริง ท่านรู้จำมาจากพ่อแม่ ท่านก็เลยนำมาเล่าสู่ฟัง เราก็จำมาเสียก่อน ก่อนที่จะรู้แจ้ง รู้จริง การที่แมวกินหนูโดยที่ไม่มีเลือดออกนั้น ก็เพราะว่าเมื่อแมวจับหนู หนูมันตกใจ ช็อคตาย เลือดจึงไม่วิ่ง
รวมพลังสติ
ที่นี้ก็วกกลับเข้ามาเรื่องการปฏิบัติธรรมของเราดีกว่า สมมติว่าทุกคนทำจริงๆก็จะต้องได้ผลแน่นอน เมื่อพูดถึงตรงนี้แล้ว ผมก็ขอย้ำเปรียบเทียบถึงเม็ดข้าวเปลือกสามประเภทอีกครั้ง ถ้าหากเราทำตัวรวมพลังสติและปัญญาให้มาก ให้เต็มสมบูรณ์เหมือนกับเม็ดข้าวที่หนึ่ง มันอ้วน มันเต็มดี เอาไปเพาะลงดินมันก็จะขึ้นโดยง่าย ความอุ่นของดินมีอยู่แล้ว เมื่อถูกความเย็นของจากน้ำ ก็จะทำให้ข้าวที่เพาะไว้งอกขึ้นมา อันที่เราสร้างสตินี้ก็เหมือนกัน เมื่อเจริญสติติดต่อกันเข้าแล้ว สมควรที่มันจะเกิดปัญญาขึ้นมาแล้ว จะรู้แจ้งเห็นจริง อันนี้ มันรู้อย่างนี้ รู้ทีแรกจะเป็นการรู้รูป-นาม จนจบอย่างที่พูดให้ฟังมาแล้ว
จากนั้นจะมารู้ความคิด ตอนรู้ความคิดนี้ มันมาทำลายความหลงผิด ตอนผมรู้อันนี้ ผมมารู้ความคิดแล้วก็ดูความคิดผม มันเห็นอยู่ในใจ คือใจมันเห็น ใจมันรู้
พลิกมือขึ้นเป็นวัตถุชนิดหนึ่ง คว่ำมือลงเป็นวัตถุชนิดหนึ่ง เป็นปรมัตถ์อันนี้ เป็นอาการของมัน เป็นวัตถุ ตาเห็นเป็นวัตถุเป็นปรมัตถ์เป็นอาการ เป็นอาการเกิดเป็นอาการดับ มันเป็นอย่างนี้
รู้อารมณ์ปรมัตถ์ขั้นต้น
บัดนี้เห็นความคิดขึ้นมา มันก็เป็นวัตถุชนิดหนึ่ง เป็นปรมัตถ์ชนิดหนึ่ง เป็นอาการชนิดหนึ่ง มันเป็นเกิดเป็นดับอยู่อย่างนั้น
ฉะนั้นท่านจึงสอนเราว่า ท่านผู้ใดรู้ "อาการเกิดดับ" นั้น จัดว่าเห็นธรรมชั้นสูง ก็ใช่อยู่ มันเป็นเปลือกเป็นกระพี้เป็นแก่น คือมันเป็นขั้นเป็นตอน อย่าเพิ่งไปเข้าใจว่ามันจบแล้ว ยังไม่ใช่ ผมรู้อย่างนั้นจริงๆ เรื่องนี้ ผมจึงกล้ารับรองคำพูดของผมได้และรับรองคำสอนของพระพุทธเจ้าได้จริงๆ ว่าไม่หมดยุคหมดสมัย และถ้าหากผู้ใดเจริญสติแบบนี้แล้วจะ "รู้" จริงๆ ดับทุกข์ดับร้อนได้จริงๆ เป็นอย่างนั้น
ใจคือดวงตะวัน
เมื่อผมเห็นวัตถุ เห็นปรมัตถ์ เห็นอาการนี่แหละ เลยเข้าใจว่าโทสะ - โมหะ - โลภะนี้ก็เช่นกัน เป็นวัตถุชนิดหนึ่ง เป็นปรมัตถ์ชนิดหนึ่งและก็เป็นอาการชนิดหนึ่ง มันไม่ได้เกาะอยู่กับตัวจิตใจของเราจริงๆ หากจะสมมติให้ฟัง ก็จะเปรียบเทียบได้ดั่งดวงตะวัน เมื่อเมฆมาบังเราจะพูดว่าฟ้ามืดฟ้าหม่น ตะวันมืดตะวันบด ความจริงแล้ว เมฆหมอกควันมาบังเฉยๆ เมฆหาได้ไปเกาะดวงตะวันไม่ มันผ่านไปเฉยๆ เมื่อผ่านไปแล้วแสงตะวันก็พุ่งออกมา มันส่องสว่างของมันอยู่ตลอดเวลาอย่างนั้น
มีอยู่แล้วในคนทุกคน
ดังนั้น อันความคิดของเราก็เหมือนกัน อันตัวชีวิตจิตใจของเรานั้น มันเป็นปกติอยู่ มันไม่ได้บิดเบี้ยวไปอย่างนั้นอย่างนี้ มันเป็นอุเบกขา อุเบกขา แปลว่า เฉยๆ ความรู้สึกเฉยๆ หรือลักษณะที่ผมพูดถึงนี้ มีอยู่แล้วในคนทุกคน
ญาติโยม อุบาสก อุบาสิกา และภิกษุสามเณรทั้งหลาย ความเป็นอุเบกขาที่ผมยกมาพูดนี้ และที่ท่านกำลังฟังอยู่เดี๋ยวนี้ และหากรู้สึกเฉยๆ อยู่ในขณะนี้ ไม่รู้จักทุกข์ ไม่รู้จักสุข(ไม่เป็นทุกข์ ไม่เป็นสุข) อันนี้แหละเรียกว่าอุเบกขา ลักษณะนี้แหละจะเป็นลูกตุ้มคอยถ่วงเอาไว้ ไม่ให้มันโกรธไว มันจะตายง่าย เป็นอย่างนั้น ลักษณะความโลภก็เช่นกัน เมื่อมันเกิดขึ้น มันรู้สึกอยากได้ อันรู้สึกอยากได้อันนี้ ก็ต้องมีลักษณะอุเบกขานี่แหละเข้าไปถ่วงเอาไว้ ไม่ให้มันมีความโลภจัด ถ้ามีโลภะจัดมันจะตายง่าย ตามตำรับตำราท่านว่า จะเห็นอะไรจะทำอะไร ขอให้วางใจเป็นอุเบกขาทั้งหมด อย่าไปยินดียินร้าย
รู้อารมณ์ปรมัตถ์ขั้นต้น(ต่อ)
เมื่อผมเห็นอย่างนี้แล้ว ผมเห็นโทสะ โมหะ โลภะ แล้วก็รู้จักเห็นแจ้งรู้จริงในเวทนา - สัญญา - สังขาร - วิญญาณ อันนี้ท่านเรียกว่ารูป ๔ ขันธ์ ๔ ก็เรียก แต่ว่าเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นนามธรรม เป็นนามรูป ซึ่งจับไม่ถูกด้วยมือ มองไม่เห็นด้วยตา แต่เห็นด้วยสติปัญญา เมื่อเห็นอย่างนี้แล้ว โทสะ โมหะ โลภะไม่มี แต่เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณยังมีอยู่ แต่มันไม่มีทุกข์เพราะมันไม่ถูกปรุงไป ผมรู้จริงๆ เรื่องนี้ เป็นอย่างนั้นจริงๆ
ดังนั้น ความโกรธ ความโลภ ความหลง ไม่มี จึงกล้ารับรองว่ามันไม่มี มันมีขึ้นมาได้นั้นก็ในขณะที่เราไม่มีสติ เราลืมตัวเราหลงตัว เราไม่ได้คำนึงคำนวณ เราไปรู้ไปดูแต่ผู้อื่น
คนประมาท
คนเราส่วนมากเกิดมาแล้วไม่เคยมองดูตัวเอง ไปมองแต่คนอื่น ถ้าหากเป็นเด็กเป็นเล็กก็มองแต่แม่ อยากกินนมแม่ ครั้นกินนมอิ่มนอนหลับ ตื่นขึ้นมาก็อยากหาของเล่น ครั้นพอเป็นหนุ่มเป็นสาว ก็จะมองแต่ว่าคนนั้นสวยคนนี้ไม่งาม ครั้นเป็นพ่อบ้านแม่เรือน ก็จะมองแต่ลูกแต่หลาน ดูไร่นา วัวควาย เรือกสวน ไม่เคย "ดูตัวเอง" ท่านเรียกว่า คนลืมตัว ผู้ใดมีรถยนต์ก็ไปครุ่นคิดมองแต่รถยนต์ ผู้ใดมีสายสร้อยสายแขน ก็จะไปมองอยู่อย่างนั้น มองแต่ของพวกนั้น ท่านจึงว่าเป็นคนลืมตัว คนลืมตัวนี้ท่านเรียกว่าคนประมาท คนประมาทท่านเรียกว่าคนตายแล้ว
จิตใจเปลี่ยนสองครั้ง
ตอนนี้แหละ ผมรู้ตอนนี้แหละ ขณะนั้นผมเดินจงกรมมีสติรู้อยู่ จิตใจเปลี่ยน ๒ ครั้ง เดินไปเดินมา ตอนนั้นเป็นเวลาเย็นครับ อ้อ...อาบน้ำมาแล้วกำลังจะไปไหว้พระตอนเย็น เวลาที่เราทำวัตรนี่แหละครับ สมมติน้ำหนักผมมี ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ สลัดทิ้งคราวนั้นเสีย ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เอาละ...เรื่องโทสะ โมหะ โลภะ ผมทำลายไปแล้ว ว่าอย่างนี้เลย จะสมมติให้ฟัง มันเหมือนปลิงมาเกาะเรา เราดึงอย่างไรก็ไม่ออก บัดนี้ เราไม่ต้องจับปลิง แต่เราเอายาสูบกับปูน(ที่กินกับหมาก)ไปชุบน้ำ แล้วบีบน้ำยากับน้ำปูนราดลงไปถูกปากปลิง ปลิงจะหลุดหล่นออกไปอย่างง่ายดาย เพราะมันแพ้น้ำยากับปูน สมมติอีกอย่างหนึ่ง เหมือนเราต้มน้ำไปลวกอันนั้นอันนี้ มันจืดมันขาวแล้ว ตายหมด เป็นอย่างนั้น ลักษณะนี้แหละผมจึงกล้ายืนยันรับรองคำสอนของพระพุทธเจ้าได้
ถึงตรงนี้ เดินไปเดินมา เกิดความคิดขึ้นมาอีกครั้ง คล้ายๆกับเราวิดน้ำใส่นา ทีนี้เมื่อเราปล่อยน้ำออก มันจะทะลักออกอย่างรวดเร็ว เราจะรู้สึกว่ามันวูบวาบลง น้ำมันลดฮวบฮาบลง และบัดนี้เรามีสติรู้ขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง คล้ายๆกับมันเต็มขึ้นมาอีกครั้ง เกิดรู้ขึ้นมาเรื่องความยึดมั่นถือมั่นนี้ ผมรู้จริงๆครับ กิเลส - ตัณหา - อุปทาน - กรรม ผมรู้จริงๆ รู้ในขณะนั้น จิตใจผมเปลี่ยนสองครั้ง เมื่อรู้แล้วสิ่งเหล่านี้มันจืดไป เหมือนเอาสำลีชุบน้ำแล้วบีบน้ำออก มันจืดไป มันรู้แจ้ง รู้จริง
อันที่พูดให้ฟังนี้พูดด้วยความซื่อ ผมรู้จริงๆ มันเป็นอย่างนั้นแหละ นี่คือผลที่เราได้รับ ซึ่งเหตุของมันก็คือ เราจะต้องไม่เกียจคร้าน ให้ตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติ เจริญสติให้ติดต่อกันแล้ว มันจะเป็นไปเองอย่างที่ผมพูดมานี้ ถ้าไม่เป็นอย่างนี้ ไม่ใช่ครับ
เป็นพระได้แล้ว
เมื่อผมมาเห็นความคิด เห็นชีวิต เห็นจิตเห็นใจนี่แหละ ผมถึงได้รู้เรื่องคุณค่าความเป็นพระ พระแปลว่า ผู้ประเสริฐ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี ผมรู้จริงๆ รู้ในขณะนั้นแหละ อันนี้แหละชื่อว่า ปฐมฌาน ทุติยฌาน
ตามตำราท่านว่าปฐมฌาน แปลว่าการทำลายความหลงผิดนี้ คือ ทำลายความโลภ ทำลายความโกรธ ทำลายความหลง ส่วนทุติยฌานนั้น แปลว่า ทำลายความยึดมั่นถือมั่นนี้ ทำลายอันนี้ คือทำลายกิเลส ตัณหา อุปาทาน กรรม นี้
มีอุปสรรค - เป็นจินตญาณ
ตอนแรกผมไม่ทราบ เมื่อผมรู้จักรูป-นามนั้น ผมเข้าใจว่า ผมได้ปฐมฌาน แต่ความจริงไม่ใช่ จะปฏิเสธเลยทีเดียวไม่ได้ การรู้ รูป-นาม นั้นก็ใช่อยู่ แต่เป็นเปลือกมัน ตอนรู้รูป-นามนี้ผมยังไม่รู้จักจินตญาณ ไม่รู้จักวิปลาส รู้แต่วิปัสสนู
ตอนผมเป็นจินตญาณนี้ ผมเกิดปีติครับ โอ๊ย...ผมดีใจ สบาย เบาตนเบาตัว ผมมาติดอยู่ตรงนี้ครับ เดินจงกรมไป มันตัวเบาตัวลอย ไปไหนมาไหน โหวงเหวง สบายใจ โปร่งใจ เห็นอารมณ์(วิปัสสนา)โดยชัด ใครจะพูดอะไรก็ไม่มีโกรธ คือไม่มีความโลภ ความโกรธ ความหลง สติมันทันความคิด ปุ๊บปั๊บ เหมือนแมวกับหนูนี่แหละครับ นี่อุปมาให้ฟัง แต่ผู้ฟังจะต้องทำให้ได้ ต้องออกจากความคิดให้ได้ มันคิดปุ๊บเห็นปั๊บ เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ตอนนั้นตกเย็น เมื่อเดินจงกรมพอได้เวลาก็เข้านอน
พอตอนเข้า ผมมาเป็นอีกอยู่สองพัก ที่พูดนี้พูดตามความจริง เหตุของมันคือการเจริญสตินี่ คือให้มีสตินี่เอง ไม่พูดไม่คุย อย่าไปพูดไปคุยกับคนโน้นคนนี้ ให้ทำหน้าที่ของเรา
คราวที่ผมไปปฏิบัตินั้นมีพระ ๒๓ รูป โยมมี ๕ คนด้วยกัน รู้ไปคนละเรื่อง แต่ผมรู้ไม่เหมือนใคร พวกนั้นพูดอย่างไรก็ไม่รู้ ทุกคนไม่พูดเหมือนกับผม บวชมาแล้วตั้ง ๓๐ พรรษาก็มี แต่ไม่ได้อะไรขึ้นมาเลย มัวแต่ไปสนใจซ่อมกุฏิ ซึ่งไม่จำเป็นเลย ให้ตั้งใจปฏิบัติธรรมจริงๆดีกว่า พวกที่ซ่อมสิ่งโน้นแต่งสิ่งนี้ ไม่ใช่เจริญสติอยู่เป็นนิจ นั่นแหละคือพวกที่ไม่เห็นความคิดของตัวเอง ถือว่าขาดสติแล้ว
วัดโมกขวนาราม จ.ขอนแก่น
ในพรรษา ปี พ.ศ. ๒๕๒๔
http://sekhiyadham.semsikkha.org/index.php?option=com_content&task=view&id=52&Itemid=61