PDA

View Full Version : ตัวอย่างละครเชิงปรารภ...." ความอัศจรรย์แห่งจิต "


pure
11-11-2005, 12:18 AM
ลุง - หลานว่า วิทยาศาสตร์คืออะไร ?


หลาน - ตามความหมายย่อยๆ ก็ว่าเป็นหมวดหมู่ของความรู้ที่ประกอบด้วยเหตุผล และ สามารถหาคำอธิบาย หรือทดลองพิสูจน์ให้เห็นจริงได้


ลุง - ธรรมะทดลองพิสูจน์ให้เห็นจริงไม่ได้หรือ


หลาน - จะได้อย่างไรกันล่ะคะ หนูเคยอ่านตำราธรรมะมาก็หลายเล่มเหมือนกัน หนูมิใช่จะติเตียนว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามิได้วางหลักธรรมไว้อย่างดีที่สุด เพื่อให้คนทุกชั้น ทุกเพศ ทุกวัย ได้ศึกษาปฏิบัติอย่างเหมาะสม การที่เราได้รับความร่มเย็นเป็นสุขกันอยู่ทุกวันนี้ ไม่มีใครเถียงได้ว่าเพราะได้รับการอบรม ศีลธรรม กันมาจากพุทธศาสนา และพระองค์ท่านก็วางหลักธรรมไว้ เพื่อให้มนุษย์สยดสยอง ต่อการถูกทรมานอย่างแสนสาหัสในเมืองนรก ใฝ่ฝันที่จะไปบังเกิดยังเทวโลก เพื่อเสวยความสุขในวินานเมืองแมนด้วยเหตุนี้มนุษย์ก็ไม่กล้าทำชั่ว เพราะกลัวตกนรก ต่างก็ได้พากันขวนขวายกระทำแต่ความดีแล้วจะได้ขึ้นสวรรค์
หนูคิดว่า คำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เป็นคำสั่งสอนของคนโบราณ สมัยหลายพันปีล่วงมาแล้ว ความจริงก็เป็นเพียงคำสั่งสอนที่เหมาะดีกับคนในสมัยนั้น แต่ต่อๆมาจนบัดนี้ ความรู้ในวิทยาการต่างๆ ความรู้วิชาวิทยาศาสตร์ ตลอดจนความคิดเห็นของคนสมัยนี้ย่อมเป็นปฏิปักษ์ต่อความเชื่ออย่างงมงาย ย่อมเป็นศัตรูต่อความคิดเห็น ซึ่งเป็นอุปาทานไปตามคัมภีร์ หนูสงสัยและหวั่นใจแทนว่าจะไปไหวหรือ
เหตุนี้ คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะยืนยงคงอยู่ได้ก็แต่เรื่องของศีลธรรมคำสอนอันเป็นธรรมดาสามัญเท่านั้น คำสั่งสอนที่กล่าวเกินความจริงอันลึกล้ำเกินที่มนุษย์ สมัยนี้จะรู้เห็นตามไปด้วยได้ เช่น อิทธิปาฏิหาริย์ นรก สวรรค์ กรรม ชาติก่อน ชาติหน้า พรหมลิขิต เรื่องผี เรื่องเปรต เทวดา อินทร์ พรหม ยม นาค หรือคนเราตายแล้วไปเกิดเป็นคน หรือสัตว์เดรัจฉานได้ อะไรต่อมิอะไรที่ไม่สามารถพิสูจน์ไห้เห็นจริงอีกมากมายเหล่านั้นก็จะต้องถอยหลังลงคลองไป เมื่อมาเผชิญหน้ากับวิชาวิทยาศาสตร์ หนูขอโทษเถิดค่ะคุณลุงยังจะเห็นควรให้บุคคลในสมัยปัจจุบันหลงใหลกับสิ่งไร้สาระเหล่านี้อยู่อีก


ลุง - หลานว่าดังนี้ก็ดีแล้ว ลุงยังจะไม่ตอบ แต่จะกลับตั้งปัญหาถามหลานเสียก่อนว่า ถ้าหลานยังไม่ได้เคยได้เรียนวิชาวิทยาศาสตร์ แล้วมีใครมาพูดว่า ก๊าซออกซิเจนบวกไฮโดรเย็นกลายเป็นน้ำ หลานจะเชื่อหรือไม่


หลาน - หนูจะยังไม่เชื่อ เพราะออกซิเจน กับ ไฮโดรเย็นเป็นก๊าซทั้งสองอย่างนอกจากจะได้พิสูจน์ให้เห็นจริง หรือได้ทดลองให้ได้เหตุผลเสียก่อน


ลุง - ถ้าหลานยังไม่เคยรู้เรื่องลูกระเบิดปรมาณู แล้วมีคนมาเล่าว่า ลูกระเบิดปรมาณูหนัก 1 ปอนด์ สามารถทำลายบ้านเมืองทั้งเมืองได้ก็ก็ดี หรือว่าเม็ดถั่วเขียวเพียง 1 เม็ดเอามาสลายปรมาณูออก ก็สามารถให้พลังแก่รถไฟ ที่จะแล่นจากกรุงเทพฯ ถึงเชียงใหม่ได้ก็ดี หลานจะเชื่อหรือไม่


หลาน - หนูก็ไม่เชื่อ


ลุง - เหตุใดหลานจึงไม่เชื่อ


หลาน - เรายังไม่มีหลักฐาน ยังไม่เห็นความจริง หรือเป็น ทฤษฎีที่มีเหตุผลยังเพียงพอ


ลุง - มีบ้างหรือไม่ ที่การค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ยังไม่ได้ เพียงแต่คาดคะเน หรืออนุมานเอาเท่านั้น ยังหาเหตุอันเป็นมูลฐานไม่พบ ตัวอย่างในวิชาจิตวิทยาซึ่งในปัจจุบันนี้ก็ถือว่าเป็นวิทยาศาสตร์สาขาหนึ่ง เช่น จิตใจคืออะไร จิตใจเกิดขึ้นมาได้อย่างไร หรือความฝันคือ อะไร เมื่อขณะนอนหลับจิตใจมันทำอะไรกันบ้าง และทำไมจึงได้เห็นและจึงได้ยิน เป็นต้น....

pure
11-11-2005, 01:04 AM
ลุง - หลานจะอวดอ้างว่า มนุษย์สร้างสิ่งต่างๆ ของมนุษย์ได้เองได้หรือ มนุษย์เพียงแต่แก้ไขเปลี่ยนแปลงสิ่งที่มีอยู่แล้วทั้งนั้น ขอถามหลานว่า
ก็โลกของเรานี้ก็ดี ความร้อนระอุภายใต้พื้นโลกที่สามารถเผาผลาญภูเขาหินทั้งลูกให้ละลายลงเหมือนตะกั่วในเบ้าหลอมก็ดี ภูเขาไฟที่ปล่อยความร้อนพลุ่งขึ้นตลอดวันก็ดี บ่อน้ำพุหรือพ่อน้ำร้อนก็ดี มหาสมุทรและทะเลทรายอันกว้างใหญ่ไพศาลก็ดี หรือสถานที่อันร่มเย็นเป็นสุขเจริญใจ เช่นภูเขาลำเนาไพรก็ดี เหล่านี้ใครเป็นผู้สร้างขึ้นเล่า

หลาน - คุณลุงหมายความว่า สวรรค์นรกมีขึ้นตามธรรมชาติ แล้วจิตของผู้ตายไปปฏิสนธิอยู่ในที่ ๆ เป็น นรก สวรรค์ ใช่หรือไม่คะ

ลุง - แต่ควรจะว่ากรรมนั่นเองได้สร้างขึ้น


หลาน - กรรมสร้าง สวรรค์ นรก ได้ด้วยหรือคะ

ลุง - ก็คุกที่ขังนักโทษถือว่าเป็น นรก และ ปราสาทราชวัง ที่ถือว่าเป็นสวรรค์เล่า หลานว่าใครเป็นผู้สร้าง


หลาน - รัฐบาลเป็นผู้สร้างค่ะ


ลุง - ว่าให้ใกล้ชิดอีกทีซิ


หลาน - ก็คนน่ะซิคะเป็นผู้สร้าง


ลุง - ใกล้เข้าไปอีกได้ไหม


หลาน - หนูยังนึกไม่ออกค่ะ


ลุง - ลุงจะว่าจิตเป็นผู้สร้างจะได้หรือไม่ เพราะจิตเป็นใหญ่เป็นประธาน หรือเป็นหัวหน้า จิตเป็นผู้คิดนึกสั่งการ ตลอดจนจิตนั่นเองกระทำให้ สำเร็จเป็น ปราสาท หรือคุกตะรางขึ้น แต่การที่จิตได้สร้างรูปเหล่านี้ขึ้นมาก็ด้วยอาศัยอำนาจของกรรมที่ได้ทำมาแล้วนั่นเอง แต่ เออ เรื่องนี้ลุงขอพักเพียงแค่นี้ก่อน เพราะถ้าพูดว่าเทวดานั้นมีอำนาจจิตมาก สามารถเนรมิตปราสาทราชวังขึ้นแล้ว หลานก็คงไม่เชื่อ แล้วก็คงคิดว่า ปราสาทราชวังเหมือนที่เห็น ๆ อยู่นี้ หรือเหมือนกับที่เขียนไว้ตามผนังโบสถ์ ขอให้เอาไว้เรียนให้มากกว่านี้สักหน่อยเถิด


หลาน - ก็ได้ค่ะ ฟังคุณลุงเล่าแล้วรู้สึกว่า นรกเป็นสิ่งที่น่าหวาดกลัวยิ่งนัก แต่ คุณลุงคะ นอกจากพระพุทธเจ้าแล้ว มีใครไปรู้ไปเห็นหรือหรือไม่คะ


ลุง - มีมากทีเดียวที่ได้เห็น แม้แต่บุคคล ในปัจจุบันนี้ หลานอยากจะเห็นหรือ ถ้าอยากจะเห็นจริงๆ ก็จะได้เห็น


หลาน - อยากจะเห็นจริงๆค่ะ หนูว่าใครๆ ก็อยากจะเห็นด้วยกันทั้งนั้น ถ้าให้คนรู้เห็นกันเสียให้หมดแล้ว คนชั่วจะได้ไม่ค่อยมี แต่ เอ ให้รู้จักกันมากนักก็ไม่ค่อยดีเหมือนกัน เพราะเมื่อคนไม่ทำบาปกันเสียแล้ว โลกนี้ก็จะกร่อยไป นรกก็จะไม่ครึกครื้น ยมบาลก็จะหมดอาชีพ


ลุง - ลุงได้กล่าวแล้วว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไปตามความจริง มิใช่พูดไปคนเดียว แล้วคนอื่นจะรู้ตามไม่ได้ ในบทเรียนที่พระองค์ได้ให้ไว้ ได้กล่าวไว้ละเอียดว่า ทำอย่างไรจึงจะเห็นได้ ได้มีผู้รู้จริงเห็นแจ้งตามพระองค์มามากมายนัก แต่ในปัจจุบันอาจเป็นจำนวนน้อย เพราะจิตใจของคนสมัยนี้ไม่ใคร่สงบระงับ ต่างพากันหลงเตลิดเพลิดเพลินติดในวัตถุ อันเป็นเครื่องอุปโภคแปลกๆ ต่างๆ อย่างหนาแน่นถอนยากเสียแล้ว การที่จะปฏิบัติเพื่อให้เห็นนั้น ต้องเห็นด้วยอำนาจสมาธิเท่านั้น ทางอื่นเป็นไปไม่ได้ และการใช้สมาธินั้นก็ต้องเป็นวิธีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วปฏิบัติไปตามลำดับ จิตที่เป็นสมาธิขั้นสูงสุดแล้วจะแหลมคมยิ่งนัก การเห็นนี้เห็นได้ด้วย ญาณ หรือปัญญาภายใน ทั้งลืมตาหรือหลับตาก็เห็นได้ แต่ถ้าอำนาจของสมาธิไม่ถูกทาง คือทำผิดหลักการแล้ว ก็เป็นการเห็นผิดได้เหมือนกัน คือ เห็นหลอกๆ เป็นการสร้างมโนภาพขึ้นเหมือนความฝัน แต่ความฝันที่รู้สึกตัวเท่านั้น การที่จิตสร้างรูปนิมิตขึ้นนี้ ในปัจจุบันมีผู้ปฏิบัติมากคนเหมือนกัน ที่เข้าใจว่าได้ไปเห็น นรก สวรรค์ มาจริงๆ บางทีก็เลยไปเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกด้วยซ้ำ ใครจะมาทักท้วงหรือชี้แจงอย่างไรก็ไม่ยอมเชื่อ เพราะได้รู้ได้เห็นเช่นนั้นแล้วสำคัญว่าเป็นความจริงแท้ และเราจะหาว่าเขาพูดปดก็ไม่ได้ จริงใจของเขาดังนั้น ขณะที่จิตเกิดสมาธิมากขึ้นย่อมมีความว่องไวและแหลมคมยิ่งนัก เมื่อจิตของเราน้อมลงไปเพื่อจะเห็นอะไรเพียงนิดเดียว บางทีผู้น้อมไปโดยไม่รู้สึกตัวเองด้วยซ้ำว่า ต้องการจะเห็นสวรรค์หรือนรก สวรรค์หรือนรกก็จะมาปรากฏอยู่เฉพาะหน้า แจ่มใสชัดเจนมากยิ่งกว่ามองดูสิ่งของที่ใหญ่ยามเที่ยงวันที่ปราศจากเมฆหมอก ขณะนี้จิตปรารถนาจะเห็นต่อไปก็จะได้เห็น สวรรค์ นรก กว้างใหญ่ไพศาล และ ประหลาดมหัศจรรย์ออกไปทุกที ผู้ปฏิบัติได้เช่นนี้ก็จะปลื้มปิติรู้สึกตัวว่า เรานี้มิใช่มนุษย์ธรรมดาเสียแล้ว หรือคิดว่าตัวนั้นได้ฌานได้มรรคผลนิพพานไปเลยทีเดียวก็มี ซึ่งข้อนี้นับว่าเป็นภัยอย่างยิ่ง ด้วยเหตุว่าเข้าใจผิดเสียแล้วก็ไม่รู้จักทางที่ถูก และผู้เข้าใจเช่นนี้ถ้ามากไป ก็ได้ฉีดเข้าไปบุคคลที่จะเสียสติมากสักหน่อย
การศึกษาพระอภิธรรม อันเป็นธรรมะชั้นสูงให้เข้าใจดี ก็เป็นทางหนึ่งในการตัดสินได้ว่า ได้ปฎิบัติถูกต้องหรือหาไม่ การเห็นความจริงที่ถูกต้องนั้นเป็นการเห็นอย่างแท้จริง เห็นอย่างประจักษ์ชัด เป็นขั้นเป็นตอนว่า ขั้นไหนรู้สึกอย่างไร เห็นโดยมีหลักเกณฑ์กำหนด ไม่มีข้อเคลือบแคลงสงสัยใดๆ เจือปนเลย โดยมิได้น้อมนึกไปเห็นในอดีตหรืออนาคต เห็นเป็นปัจจุบันจริงๆ แต่การที่หลานว่ากลัวนรกจะหมดครึกครื้นไป เพราะหาคนมาท่องเที่ยวไม่ได้ และยมบาลจะหมดอาชีพนั้น หลานไม่ต้องเกรง เพราะคนสมัยนี้หลงติดโลกติดวัตถุกันมากเหมือนยาฝิ่น จึงได้ปราศจากปัญญา....